ฮูหยินปี้ไม่ชอบจ้านเป่ยว่างจริงๆ ให้คนจัดวางกับแกล้มเหล้าสามอย่างก็ออกไป และยังพาคนที่ปรนนิบัติออกไปด้วย เหม็นสาบขนาดนี้ ไม่ปรนนิบัติจ้านเป่ยว่างเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดื่มเหล้า ไม่กินอาหารสักคำ ท่าทางรังเกียจที่ฮูหยินปี้มีต่อเขา เขาก็เห็นชัดเจน ก็ยิ่งหดหู่มากขึ้น"กินกับข้าวหน่อย อย่าเอาแต่ดื่ม เกิดอะไรกับเจ้ากันแน่? " ปี้หมิงถามขึ้นจ้านเป่ยว่างดื่มเหล้าในแก้วจนหมด ก็ฟุบลงบนโต๊ะร้องไห้ เสียงร้องก็ไม่ดังมาก เหมือนกับถูกคนเอาหมอนปิดปากปิดจมูกไว้ มีเสียงอู้อี้ดังขึ้นปี้หมิงก็ไม่พูดอะไรอีก เอาแต่ดื่มเหล้ากินอาหาร บางทีเขาแค่อยากหาสถานที่ร้องไห้ แม้จะไม่รู้ว่าเขาร้องไห้อะไรหลังจากร้องไห้อยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่เห็นใครปลอบใจเขา เขาก็เช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้าขึ้น น้ำตาที่อยู่รอบๆ ดวงตาชะล้างสิ่งสกปรกออกไปเล็กน้อย ทำให้ดวงตาของเขาเป็นสีดำและขาว ดูตลกมากทำเอาปี้หมิงหัวเราะออกมา"ใต้เท้าปี้ก็คิดว่าข้าดูตลกเหมือนกันใช่ไหม? " จ้านเป่ยว่างยิ้มอย่างเศร้าๆ "ข้าก็เป็นตัวตลก เป็นตัวตลกอย่างสมบูรณ์แบบ"ปี้หมิงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็รีบส่ายหน้าทันที เขาไม่สามารถผิดคุณธรรม จากนั้นก็ถามขึ้นว่า "ทำไมเจ้าไม่
เมื่อปี้หมิงมีสติกลับมา และแย่งไหเหล้ากลับมา เขาก็ดื่มลงไปเกินครึ่งแล้วจ้านเป่ยว่างก็เมามายหลบไปไล่ออกไปไม่ได้ ไล่ออกไปไม่ได้จริง ๆปี้หมิงเสียใจมาก ทำไมเขาถึงไปเอาอันธพาลแบบนี้กลับมา?ดื่มเหล้าไปเยอะขนาดนี้ คงจะไม่ตายไปแล้วมั้ง?ปี้หมิงโกรธมากจนออกไปตักน้ำเย็นๆ เข้ามาถังหนึ่ง คิดจะเทใส่เขา แต่เมื่อเห็นเขานอนนิ่งไม่ไหว หน้าซีดเผือดน่ากลัวอย่างกับศพ สุดท้ายก็ลงมือกับเขาไม่ลงเขาส่ายหน้า ให้คนรับใช้เตรียมรถม้า และส่งเขากลับจวนด้วยตัวเองเพียงแต่รถม้าสั่งโคลงเกินไป เขาอยู่ข้างในอ้วกอย่างรุนแรง ปี้หมิงขับรถม้าก็ยังได้กลิ่นเหม็นที่ออกมาจากท้องของเขา กลิ่นเหม็นเหมือนน้ำในคูน้ำที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานานนับหมื่นปี พร้อมกับกลิ่นเน่าเสียปี้หมิงโกรธจนบ้าคลั่ง ตะคอกเข้าไปในรถม้าประโยคหนึ่ง "จ้านเป่ยว่าง เจ้าจ่ายค่ารถม้าให้ข้าด้วย"เขามีรถม้าเพียงคันเดียวเท่านั้น เป็นรถม้าที่ฮูหยินของเขาใช้เดินทาง ปกติแล้วเขาไม่ใช่รถม้า บาปกรรมจริงๆ คราวนี้ถูกฮูหยินด่าตายแน่นอนเป็นคนก็ไม่ควรมีเมตตาและอยากรู้เกินไปเมื่อรถม้ามาถึงจวนแม่ทัพ เขาก็กระโดดลงมาด้วยความโกรธ และเรียกคนของจวนแม่ทัพออกมา "หามเจ้
ในห้องทรงพระอักษร พระเนตรของจักรพรรดิ์ซูชิงเต็มไปด้วยความโกรธ ทอดพระเนตรจ้านเป่ยว่างที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก "ลาออกจากตำแหน่ง? เจ้าคิดดีแล้วใช่ไหม? "จ้านเป่ยว่างก้มหน้า น้ำเสียงสั่นเทา "กระหม่อมมีความผิด กระหม่อมทำให้ฝ่าบาททรงผิดหวัง กระหม่อมละอายใจต่อฝ่าบาทและตระกูลเซียวพ่ะย่ะค่ะ"จักรพรรดิ์ซูชิงกริ้วมากจนปวดสมอง "ในเมื่อเจ้ารู้ว่าตั้งความหวังในตัวเจ้าไว้สูง เจ้าก็ควรตั้งใจทำงานของเจ้าให้ดี แทนที่จะมาลาใช้อารมณ์จะลาออก"จ้านเป่ยว่างก้มคำนับอีกครั้ง "ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้ใช้อารมณ์ กระหม่อมแค่เห็นความไร้ความสามารถและขี้ขลาดของตัวเองแล้ว กระหม่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะรับหน้าที่เป็นรองผู้บัญชาการองครักษ์ซวนเท่จริงๆ ขอฝ่าบาทโปรดให้กระหม่อมสมปรารถนาด้วยพ่ะย่ะค่ะ"อู๋ต้าปั้นก็ทนดูไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ก็เอาแต่พูดว่าตัวเองมีความผิด ก็เท่ากับหมายความว่าการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทไม่ยุติธรรมหรือ?น้ำเสียงของจักรพรรดิ์ซูชิงเย็นลงอีกเล็กน้อย "กลับไปทบทวนตัวเองอีกสองสามวันก่อนแล้วค่อยกลับมา ออกไป"จ้านเป่ยว่างลุกขึ้นยืนอย่างจนใจ โค้งคำนับและพูดว่า :"พ่ะย่ะค่ะ! "หลังจา
วิธีคิดปัญหาของเสิ่นว่านจือนั้นมักจะแตกต่างจากคนอื่นๆ อยู่เสมอ นางอึ้งอยู่พักหนึ่ง จากนั้นหันไปถามซ่งซีซีว่า "เขาไม่พอใจที่ฝ่าบาทลดตำแหน่งเขาและปรับเงินเดือนเขา เพราะงั้นเขาเลยโกรธและไม่อยากทำไง"นางไม่รู้ว่าจ้านเป่ยว่างเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่นางเป็นเช่นนั้นตราบใดที่สิ่งที่ครอบครัวหรืออาจารย์มอบให้นางมันน้อยกว่าที่นางคาดไว้ นางก็จะหยุดมือและไม่ทำอะไรเลย ใช้กลยุทธ์ดูเหมือนว่าล่าถอยแต่จริงๆ แล้วก็การโจมตีเมื่อเห็นซ่งซีซีทำสีหน้าไม่สู้ดี นางจึงพูดว่า "ไม่พูดเรื่องคนนี้แล้ว พอพูดถึงมันก็รำคาญ ในเมื่อฝ่าบาทจะไม่ยอมให้เขาลาออก งั้นเขาก็เล่นลูกไม้ใดๆ ไม่ได้"ทุกคนก็รีบเปลี่ยนหัวข้อทันที กินขนมชิงถวน เซี่ยหลูโม่ยังไม่กลับมา เป่าจูจึงบอกว่าจะเก็บไว้ให้ท่านอ๋องบ้างหลังจากที่ทุกคนจากไปแล้ว เสิ่นว่านจือถึงถามซ่งซีซีว่า "อันที่จริงถ้าเขาลาออกก็ดีสิ คนเช่นนั้นจะคู่ควรกับการเป็นผู้บัญชาการขององครักษ์ซวนเท่ได้อย่างไร"ซ่งซีซีกล่าวว่า "ในเวลานี้ ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชายแดนเฉิงหลิงควรเก็บตัวให้หลีกเลี่ยงเป็นที่สนใจมากที่สุดจะดีกว่า เพื่อไม่ให้คนนอกมาพูดถึงกัน อีกอย่างไม่ว่าเขาจะลาออกหรือถูกฝ
สนมฮุ่ยไทเฟยไม่ชอบทานอาหารร่วมกับบุตรชาย พวกเขามีรสนิยมแตกต่างกัน และพอพูดกันไม่ถึงสองสามคำก็จะเกิดปากเสียง ทว่าไทเฮาได้กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องให้พวกเขามาทานข้าวด้วยกันอย่างน้อยสองสามครั้งต่อเดือน มิฉะนั้น มีคนรับใช้เยอะ พอเอาเรื่องนี้ไปพูดข้านอก งั้นก็จะโดนหาว่าโม่เอ๋อและซีซีอกตัญญูเห้อ ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ถูกเรื่องมากมายควบคุมเอาไว้ และไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้แม่นมเกามักจะพูดว่านางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแต่กลับไม่รู้ตัว ทว่านางคิดว่าในโลกนี้จะมีคนที่มีความสุขอย่างแท้จริงโดยไม่มีเรื่องกลุ้มใจได้อย่างไร? ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน ย่อมมีเรื่องกลุ้มใจของตนเองบ้าง ต่อให้เป็นผู้ร่ำรวยที่รวยสุดในโลกก็จะเจอปัญหาอยู่ดีสรุปคือ เวลานางมีความสุขนางจะยิ้ม พอนางหงุดหงิดก็อย่าเข้ามายุ่ง นางมีสิทธิ์ที่จะหงุดหงิดด้วยเซี่ยหลูโม่และซ่งซีซีล้วนไม่ใช่คนช่างพูด ดังนั้นจึงเรียกเสิ่นว่านจือมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เสิ่นว่านจือถนัดกับการทำให้บรรยากาศดีขึ้นและเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียดกลายมีชีวิตชีวาสุดท้ายแล้วจ้านเป่ยว่างก็ไม่ได้ลาออกจากงาน พอผ่านไปสองสามวันเขาก็ใส่เครื่องแบบกลับไปทำงานอย่างหด
ที่จางฉีเหวินไหว้ครูเพื่อเรียนศิลปะการต่อสู้ ข้อแรกคือเขาชอบศิลปะการต่อสู้ ข้อที่สองเพราะเขาต้องการได้รับการเลื่อนตำแหน่งแต่เขามีความอดทนมากพอ หากสามปีไม่ได้ผล งั้นก็รอห้าปี หากห้าปีไม่ได้การก็รอสิบปี ทำงานอยู่ข้างกายฮ่องเต้ให้ยิ่งนานงั้นยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเขาไม่ยอมแพ้ สักวันหนึ่งเขาก็จะประสบความสำเร็จแน่นอนว่าเขามีเป้าหมายของตนเองด้วย โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นรองหัวหน้าหน่วยและหัวหน้าหน่วยภายในสามหรือห้าปีดังนั้นเมื่อฝ่าบาทเรียกเขาไปเข้าเฝ้า โดยแต่งตั้งเขาเป็นรองผู้บัญชาการองครักษ์ซวนเท่ ทำให้เขาตกตะลึงไปเขาไม่เคยเสียท่าในท้องพระโรงเลย นี่เป็นครั้งแรกเป็นอู๋เยว่ที่เตะเขาข้างๆ และดุเขาด้วยรอยยิ้มว่า "มัวแต่เหม่อลอยอะไรกัน ยังไม่รีบขอบพระทัยฝ่าบาท"เขาเอามือที่สั่นเทาค้ำพื้น จากนั้นก้มลงเพื่อกราบไหว้ "กระหม่อมขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงเลื่อนตำแหน่งให้ กระหม่อมจะภักดีต่อฝ่าบาท และทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของกระหม่อมอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ"จักรพรรดิ์ซูชิงชอบได้ยินคำพูดเหล่านี้มาก และพูดด้วยรอยยิ้ม " อู๋เยว่ พาเขาออกไป ให้ลูกน้องของเจ้าไปขอสุราจากเขาได้เลย"พวกเขาทั้งสามได้รับการเลื่
วันรุ่งขึ้น จางฉีเหวินพาพ่อแม่ ภรรยา และลูกๆ ของเขาไปเยี่ยมเสิ่นว่านจือ แน่นอนว่าได้เอาของขวัญมากมายไปติดมือด้วยเสิ่นว่านจือรู้ว่าเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ซีซีกลับมาบอกให้ ในตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มันเป็นเพียงการเลื่อนตำแหน่งเองแต่วันนี้ เมื่อเห็นเขาพาทั้งครอบครัวมาแสดงความขอบคุณ ใบหน้าของทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับว่าพวกเขาได้สมบัตล้ำค่าอย่างเปล่าๆ ต่างก็ยิ้มกว้างเลยนางรู้สึกถึงความสุขที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งนี้ และหลังจากได้ถามไปแล้วถึงรู้ว่าคนที่ทำงานข้างกายฮ่องเต้ หากต้องการเลื่อนตำแหน่งเว้นแต่เขาช่วยชีวิตฮ่องเต้ที่ได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ไว้ มิเช่นนั้นหากทำงานไปวันๆ แบบนั้นมันยากมากแต่เมื่อเผชิญกับความขอบคุณจากครอบครัวของจางฉีเหวิน นางรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรได้รับมัน เพราะที่เขาได้เลื่อนตำแหน่ง นางเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรด้วย ซึ่งทั้งหมดได้มาจากความพยายามของเขาเองจากนั้นจางฉีเหวินให้พ่อแม่ ภรรยา และลูกๆ ของเขากลับบ้านก่อน ส่วนเขาก็อยู่ในจวนอ๋องต่อ เขารู้สึกว่ามีบางเรื่องต้องพูดล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงเกิดความเข้าใจผิดและความสงสัยในภายหลังหลังจากอธิบายไปบ้า
ซ่งซีซียอมรับความจริงข้อนี้มานานแล้ว และถามกุ้นเอ๋อร์ว่า "มีใครมารับศพของนางกลับหรือไม่?""ใต้เท้าขงบอกว่าได้ไปหาครอบครัวพ่อแม่ของนางมาแล้ว พ่อแม่ของนางไม่อยู่แล้ว มีพี่ชายและพี่สะใภ้คอยดูแลบ้าน โดยบอกว่าผู้หญิงที่โดนทอดทิ้งยังฆ่าตัวตายด้วยวิธีจมน้ำตายเช่นนั้นเป็นลางร้าย ไม่ยอมมารับนางกลับ""ครอบครัวสามีของนางล่ะ" หลังจากที่เสิ่นว่านจือถามออกมา นาวก็รู้สึกว่าคำถามนี้เป็นส่วนเกิน ในเมื่อถูกหย่าแล้วจะมารับนางได้อย่างไร"ครอบครัวของสามีนางอีกไม่กี่วันก็จะแต่งภรรยาใหม่ จะช่วยจัดงานศพให้นางได้อย่างไร"เสิ่นว่านจือขมวดคิ้ว "แต่งงานกับคนใหม่เร็วขนาดนี้ ไอ้ผู้ชายชั่วนี้ยังมีหัวใจอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"ซ่งซีซีกล่าวว่า "เกรงว่าถูกใจกันมาตั้งนานแล้ว"ทันใดนั้นเสิ่นว่านจือก็คิดขึ้นมาว่า "แม่นางเย็บปักคนนั้นถูกหย่าเพราะไม่มีลูก แล้วนางมีสินเดิมหรือเปล่า? สินเดิมก็ถูกสามีนางได้เอาไปใช้แล้วนี่"ซ่งซีซีกล่าวว่า "ต่างก็เป็นสามัญชนธรรมดา จะมีสินเดิมอันมีค่าที่ไหนกัน ต่อให้มี ตั้งหลายปีแล้วก็คงใช้หมดแล้ว ข้าได้ยินมาว่าแม่นางปักเย็บคนนั้นมีฝีมือเก่งาก ปกติแค่ลำพังงานฝีมือก็ทำเงินไม่น้อย น่าเสียดายก็ใ
ระหว่างที่ซ่งซีซีทำการสืบสวน นางได้รับเบาะแสจากขันทีน้อยคนหนึ่งว่า หนามเหล็กขององค์ชายสามที่หายไปนั้น แท้จริงแล้วมีนางกำนัลคนหนึ่งเก็บไปขันทีน้อยผู้นั้นเป็นผู้เห็นกับตา ว่าหนามเหล็กถูกเก็บไปโดยนางกำนัลชื่อจู๋อวิ๋น ซึ่งรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกายพระสนมกงเฟยพระสนมกงเฟยไม่ได้มีเหตุใดที่จะปองร้ายองค์ชายใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพระสนมเต๋อเฟยและพระสนมซูเฟยก็เพียงธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นซ่งซีซีจึงทูลขออนุญาตไทเฮา เพื่อตรวจสอบวังหลัง ว่าจู๋อวิ๋นนั้นแท้จริงแล้วอยู่ข้างใครผลปรากฏว่า เมื่อตรวจสอบประวัติ จู๋อวิ๋นตอนเข้าวังครั้งแรก เป็นเพียงนางกำนัลล้างผ้าในฝ่ายซักรีด ชีวิตลำบากยากเข็ญนางเป็นคนบ้านเดียวกับชิงหลัน นางกำนัลคนสนิทของพระสนมเต๋อเฟย ชิงหลันจึงช่วยเจรจากับหมัวมัวผู้ดูแล ให้จู๋อวิ๋นได้ไปอยู่ตำหนักพระสนมกงเฟย เป็นเพียงสาวรับใช้ทำความสะอาดจู๋อวิ๋นเป็นคนหัวไว ฉลาดปราดเปรียว เพียงไม่กี่ปีก็ได้รับความไว้วางใจจากพระสนมกงเฟย กลายเป็นคนใกล้ชิดที่พระสนมกงเฟยพึ่งพามากที่สุดส่วนสมุดทะเบียนของนางกำนัลในกรมมหาดเล็ก เมื่อตรวจสอบพบว่า ตอนจู๋อวิ๋นถูกส่งไปตำหนักพระสนมกงเฟยนั้น ได้เปลี่ยนถิ่นกำเ
ในขณะที่ฮองเฮาวิ่งวุ่นคิดจะรับองค์ชายสามมาเลี้ยงดูที่ตำหนักฉางชุน ซ่งซีซีก็ปรากฏตัวขึ้นนางกล่าวกับฉีฮองเฮาว่า “จริงๆ แล้ว หม่อมฉันรออยู่ตลอด ว่าฮองเฮาจะถามหรือไม่ว่า ก่อนองค์ชายใหญ่สิ้นใจได้พูดอะไรไว้บ้าง แต่ฮองเฮากลับมิได้ถามเลย”ฉีฮองเฮาเงยหน้าขึ้นทันใด สีหน้าเต็มไปด้วยการปฏิเสธ “ไม่ต้องพูด เขาย่อมต้องโทษข้า เขาโกรธข้ามาโดยตลอด”ซ่งซีซีกล่าวว่า “กลับตรงกันข้าม เขาบอกว่า... เขารักท่านมาก”ฉีฮองเฮาหัวเราะเยาะเย้ยอย่างแสนเศร้า ไม่เชื่อแม้แต่น้อย “คนตายไปแล้ว เจ้าจะกุเรื่องอะไรขึ้นมาอีกเพื่อให้ข้ายิ่งเศร้าใจ?”ซ่งซีซีมองดูรอยฝ่ามือที่ปรากฏชัดบนใบหน้านาง รวมถึงดวงตาที่บวมแดงจากการร่ำไห้ ความเจ็บปวดจากการเสียบุตรควรจะเป็นความทุกข์ที่กัดกินถึงกระดูก แต่สิ่งที่นางคิดกลับเป็นเรื่องจะรับองค์ชายสามมาเลี้ยงดูไม่รู้ว่านั่นเป็นเพื่อการล้างแค้น หรือเพื่อให้มีหมากในมือ นางหวังจะผลักดันองค์ชายสามขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ตัดขาดความหวังของพระสนมเต๋อเฟยโดยสิ้นเชิง“หม่อมฉันเป็นเพียงผู้ส่งสาร จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ฮองเฮาจะพิจารณา” ซ่งซีซีว่าจบ ก็ล่าถอยออกไปเมื่อซ่งซีซีจากไป ฮองเฮาก็ยกมือปิดหน้า ร
เมื่อไทเฮาได้ฟัง ก็อดมิได้ที่จะน้ำตาคลอ เด็กคนนี้เป็นคนกตัญญู แต่เสียดายที่ฮองเฮาไม่รู้จักรักษาบุญวาสนาฟ้าค่ำลงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาออกเดินทางแล้วเสิ่นชิงเหอและหวังเยว่จาง พร้อมกับศิษย์ของหมอมหัศจรรย์ดันร่วมกันอารักขา ตลอดทางมีเซี่ยหลูโม่จัดการเตรียมการอย่างรัดกุม ล้อเกวียนได้ดัดแปลงใหม่ ด้านในปูด้วยเบาะนุ่มหลายชั้นหมอมหัศจรรย์ดันได้จัดการตรึงร่างเขาไว้เช่นกัน พันร่างไว้หลายชั้น แต่ละชั้นรองด้วยสำลี ทั้งช่วยกันหนาว ทั้งลดแรงกระแทกที่อาจทำอันตรายแก่ร่างกายเขาอากาศหนาวเย็นจนแทงกระดูก ถนนหนทางว่างเปล่าไร้ผู้คนหิมะโปรยปรายลงมาเบาๆ บนถนนหินสีเขียวมีเกล็ดขาวบางเบาตกกระจาย เกวียนบดผ่าน เกิดเสียงเบาๆ แผ่วแผ่วจักรพรรดิ์ซูชิงทอดพระเนตรอยู่นานนับนาน ขบวนรถหายลับไปนานแล้ว พระองค์ก็ยังหนาวจนตัวสั่น แต่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น คิดเพียงขออยู่อีกสักครู่ ก่อนจะเสด็จกลับพระราชวังหิมะเกาะบนพระเศียรและพระอังสา เซี่ยหลูโม่ช่วยปัดออก กล่าวเสียงแผ่วว่า “เสด็จพี่ อากาศหนาวเย็นแล้ว พวกเรากลับวังเถอะ”“ไทเฮาเล่า?” จักรพรรดิ์ซูชิงถอนสายตากลับมาถามไทเฮามิได้เสด็จออกมาส่ง ด้วยว่าทรงชราแล้ว การร่ำลาเช่นน
องค์ชายใหญ่ฝืนทนมาได้ถึงสามวัน ซึ่งแม้แต่หมอมหัศจรรย์ดันก็ไม่คาดคิดมาก่อนตามสภาพบาดเจ็บของเขา เป็นไปได้มากว่าจะไม่รอดถึงวันที่สอง แต่เขาก็ยังฝืนผ่านมาได้เป็นดั่งที่ได้วางแผนกันไว้ หากเขาสามารถทนผ่านพ้นได้ แสดงว่าเลือดที่ออกภายในหยุดแล้ว แม้การเดินทางไกลจะไม่เหมาะสม แต่ก็เป็นหนทางเดียว พวกเขาจึงต้องออกเดินทางในสามวันนี้ ไทเฮาและจักรพรรดิ์ซูชิงแทบไม่ได้หลับเลย คอยเฝ้าอยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่อย่างไม่ห่างเวลาที่องค์ชายใหญ่รู้สึกตัวนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่พอตื่นมาก็เจ็บปวดจนใบหน้าซีดเผือด พูดอะไรแทบไม่ออก แต่เมื่อเขาลืมตาเห็นเสด็จย่าและเสด็จพ่อ ก็เหมือนได้แรงใจจะฝืนต่อไปเขาไม่รู้เลยว่า ความแน่วแน่ของเขานั้นได้สะเทือนใจทุกผู้คน ตลอดสามวันนี้ พอรู้สึกตัวก็ต้องทนความเจ็บปวด ต้องฝังเข็มแล้วหลับไป แม้แต่ในฝันก็ยังเจ็บปวด ไม่มีอะไรนอกจากความเจ็บเขาไม่เคยพูดว่าอยากตายเลยสักครั้ง แต่ในใจนั้นเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่าหากต้องเจ็บปวดเช่นนี้ สู้ตายเสียยังจะดีเสียกว่าทว่าในทุกครั้ง เขาจะกัดฟันแน่นแล้วบอกตัวเองว่าอดทนอีกครั้ง เขาฝืนมาได้ก็เพราะเช่นนี้ก่อนออกเดินทาง เซี่ยหลูโม่กับซ่งซีซีได้มาเยี่ยม
เกากงกงถอนหายใจ “ซูเฟย อย่างไรองค์ชายสามก็ต้องออกมาพูดสักคำ มิใช่หรือ? ต่อให้มิใช่พระองค์ที่ทำ อย่างน้อยก็ต้องให้พระองค์เป็นคนพูดเอง” ซูเฟยกล่าวเสียงแข็ง “ไม่จำเป็นต้องให้เขาพูด สิ่งที่ข้ากล่าวคือความจริง” นางจ้องมองซ่งซีซี ดวงตาเย็นเยียบ “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการส่งรายงาน ต้องการสร้างผลงาน และข้าก็ไม่เคยมีไมตรีต่อตัวเจ้า เพราะฉะนั้นแม้หลักฐานจะไม่แน่นหนา เจ้าก็ยังจะตัดสินว่าเป็นข้ากับองค์ชายสามที่ทำ ซ่งซีซี ข้าจะไม่มีวันให้เจ้าสมหวัง และจะไม่มีวันให้เจ้าทำร้ายลูกของข้า ข้าจะใช้ชีวิตของข้าเป็นเดิมพันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์” เมื่อกล่าวจบ มือของนางก็คว้ากรรไกรที่วางอยู่บนโต๊ะ จ่อไปที่ลำคอตนเอง แล้วแทงลงไปอย่างรวดเร็ว ซ่งซีซีรู้ตัวตั้งแต่นางกล่าวประโยคนั้นแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่านางจะลงมือรวดเร็วเพียงนี้ มิได้ลังเลแม้เพียงนิดเดียว เมื่อซ่งซีซีพุ่งตัวไปถึง นางก็เห็นเพียงซูเฟยดึงกรรไกรออกจากคอตัวเอง เลือดพวยพุ่งออกมาไม่หยุด “พระนาง!” ฮว๋าเชี่ยนกรีดร้อง โผเข้าไปกอดร่างของนาง ตำหนักกุ้ยหลันนั้นเปลี่ยวร้างเกินไป แม้ว่าซ่งซีซีจะรีบไปตามหมอหลวงด้วยตนเอง แต่เมื่อพากลับมา ซูเฟยก็สิ้นลม
เมื่อซ่งซีซีเดินทางไปถึงตำหนักกุ้ยหลัน ท้องฟ้าก็มืดครึ้มลง ตำหนักกุ้ยหลันตั้งอยู่ในมุมอันเปลี่ยวร้าง แค่เพียงกำแพงกั้นระหว่างมันกับตำหนักเย็น ลมหนาวพัดหวีดหวิว ราวกับเสียงร้องคร่ำครวญของภูตผี ซ่งซีซีเดินนำเกากงกง ซึ่งเป็นขันทีใกล้ชิดไทเฮามาตามเส้นทาง เห็นเพียงสองข้างทางเต็มไปด้วยวัชพืชแห้งเหี่ยว ต้นหญ้าที่มีสีเขียวอ่อนเพียงน้อยนิดก็ดูจะใกล้ตายเต็มที ฤดูหนาวทางเหนือไม่อาจให้โอกาสแก่สีเขียวใดๆ ได้เลย เช่นเดียวกับพื้นที่รอบตำหนักเย็นที่ไม่อาจมีความหวังใดๆ งอกงาม ก่อนหน้านี้เมื่อไปเยือนตำหนักอื่น เกากงกงไม่ได้ตามไปด้วย แต่ครั้งนี้เมื่อมุ่งหน้าไปยังตำหนักของซูเฟย เกากงกงกล่าวว่าไทเฮาทรงมีรับสั่งให้เขาติดตามไปด้วย ซ่งซีซีเข้าใจความหมายของไทเฮาดี เกากงกงอยู่เคียงข้างไทเฮามานาน ย่อมเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของวังหลังเป็นอย่างดี แม้จะไม่อาจคาดเดาได้หมดจด แต่ก็คงเดาได้ไม่น้อย ซูเฟยดูเหมือนรอพวกเขามานานแล้ว เมื่อเห็นซ่งซีซีและเกากงกงมาถึง นางถึงกับบิดคอที่ปวดเมื่อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางด้านหลังพวกเขา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “มากันแค่สองคนหรือ? ข้ายังคิดว่าพระชายาจะนำคนมาปิดตำหน
เต๋อเฟยสะดุ้งไปเล็กน้อย มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นแล้วเอ่ยถามว่า “เรื่องใด? พระชายาว่ามาตรงๆ ได้เลย” ซ่งซีซีกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้วังหลังคึกคักกันยกใหญ่ เดี๋ยวก็ว่าฝูเจาอี๋ตกเลือดเพราะซูเฟย เดี๋ยวก็ว่าฮองเฮาเป็นผู้ก่อเหตุ พระนางเต๋อเฟยดูแลวังหลังมานาน ย่อมต้องรู้ว่าเรื่องพวกนี้แพร่มาจากที่ใด และใครเป็นผู้จงใจขยายข่าวลือออกไป ใช่หรือไม่?” เต๋อเฟยไม่คิดว่านางจะมาถามถึงเรื่องเก่าเช่นนี้ สีหน้าที่แฝงความโศกเศร้าแข็งค้างไปชั่วขณะ โดยไม่รู้ตัวก็สบตากับชิงหลันแลกเปลี่ยนสายตากัน แต่ก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้น นางก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวว่า “ในวังมีข่าวลือมากมายมาแต่ไหนแต่ไร ไม่จำเป็นต้องใส่ใจนัก พระชายาควรสืบสวนคดีลอบสังหารองค์ชายใหญ่ดีกว่า” ซ่งซีซีกล่าวว่า “ไทเฮามีรับสั่งให้หม่อมฉันสืบสวนตั้งแต่เหตุฝูเจาอี๋ตกเลือด ดังนั้นคดีลอบสังหารองค์ชายใหญ่ต้องตรวจสอบแน่นอน แต่เรื่องอื่นก็ต้องสืบสวนด้วย พระนางและซูเฟยช่วยกันดูแลวังหลังมาเนิ่นนาน คงทราบเรื่องราวในวังหลังเป็นอย่างดี หม่อมฉันคิดว่าแทนที่จะจับตัวเหล่านางกำนัลมาทรมานสอบสวนให้เอิกเกริก จะดีกว่าหากมาขอคำตอบโดยตรงจากพระ
ในตำหนักของฝูเจาอี๋ ซ่งซีซีก็ได้เข้าไปสอบถาม แม้ว่าฝูเจาอี๋จะไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่าซูเฟยเป็นคนทำให้นางแท้งบุตร แต่กลับพูดว่า “ผู้ที่ทำความชั่ว ย่อมได้รับผลกรรม ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ไม่อาจหนีพ้นไปได้” วาจานี้มิได้พาดพิงถึงซูเฟยเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงฮองเฮาด้วย ขณะที่ซ่งซีซีเตรียมตัวจะออกจากตำหนัก ฝูเจาอี๋กลับถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน “พระชายา องค์ชายใหญ่... ไม่อาจช่วยไว้ได้แล้วจริงหรือ?” ซ่งซีซีเดิมคิดว่านางคงเสียใจต่อชะตากรรมขององค์ชายใหญ่ แต่เมื่อหันไปมองกลับเห็นว่า ในนัยน์ตาของฝูเจาอี๋ ไม่มีแววเวทนาใดๆ ซ้ำยังแฝงด้วยความปีติเล็กๆ ราวกับว่าเป็นความยินดีจากการล้างแค้นสำเร็จ แม้ว่านางจะพยายามปกปิด แต่ก็ยังเผยออกมาโดยไม่รู้ตัว ซ่งซีซีมิได้ตอบอะไร เพียงแค่หมุนตัวเดินออกไป ฮองเฮาทำให้นางแท้งบุตร นางย่อมไม่หวังให้องค์ชายใหญ่มีชีวิตรอด ซ่งซีซีไม่มีสิทธิ์ตัดสินนาง ผู้ใดไม่เคยผ่านความเจ็บปวดของผู้อื่น ก็ไม่มีสิทธิ์สั่งสอนให้เขาทำดี เดิมที นางควรไปที่ตำหนักกุ้ยหลันต่อ แต่หลังจากไตร่ตรอง นางตัดสินใจนำคนไปตำหนักไฉหลิงก่อน ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าจะยังไม่ไป เพราะได้ยินว่าองค์ชายรอ
ฮองเฮาไม่เคยเห็นค่าเต๋อเฟยนัก ตระกูลไม่มีรากฐานที่มั่นคง รูปโฉมก็มิได้โดดเด่น นางสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพระสนมได้ ก็เพียงเพราะโชคดีที่ให้กำเนิดองค์ชายรอง ตัวนางเองก็คงรู้ดีว่าไม่มีคนคอยหนุนหลัง จึงต้องประพฤติตนอย่างอ่อนน้อมระมัดระวัง อาจมีเล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าใช้กลอุบายร้ายกาจเกินไป อย่างเรื่องที่เต๋อเฟยให้ความช่วยเหลือฝูเจาอี๋ ก็เพียงเพื่อใช้ฝูเจาอี๋สร้างอำนาจในวังหลัง หวังให้ตนเองมั่นคงขึ้น แต่นางให้การช่วยเหลือเท่าไร ฝูเจาอี๋ก็ไม่เคยเห็นคุณค่า กลับมองว่านางเพียงแค่พาองค์ชายรองไปแย่งความรักจากฮ่องเต้ เรื่องที่เต๋อเฟยมักทำก็คือ การนำก้อนหินมาทุ่มใส่เท้าของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ฮองเฮาจึงไม่เห็นนางอยู่ในสายตา แต่บัดนี้ องค์ชายใหญ่เกิดเรื่องขึ้น นางมีเพียงแค่ซูเฟยเป็นผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม นางเคยคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่า ซูเฟยมีคนหนุนหลัง ตระกูลของนางเป็นขุนนางสายเดียวกับเซี่ยหลูโม่ ภรรยาของอัครเสนาบดีหลี่ก็ดูแลโรงงานผลิตเสื้อผ้า ส่วนซ่งซีซีก็เป็นผู้รับหน้าที่สืบสวน นางไม่มีวันยอมให้ซ่งซีซีช่วยปกป้องซูเฟย ทุกอย่างต้องทำต่อหน้าตนเอง ซ่งซีซีมองออกถึงความคิดข