บ่ายวันถัดมาตามตารางการทำงานปกติของประธานบริษัท ต่อให้ตอนเย็นมีงานเลี้ยง ช่วงเวลาปกติก็ยังทำงาน ไป๋เหม่ยถิงจึงไม่ได้หยุดงานการแต่งตัวไปร่วมงานเลี้ยง จะใช้ห้องเพนต์เฮาส์ของฉินเฟยหลง ชุดราตรีที่ไปเลือกซื้อกันจึงให้ร้านนำมาส่งที่บริษัทโจวหมิงเจี่ยเป็นคนลงมารับ“โลโก้นั่นร้านมาดามฟรองซ์นี่เธอ แสดงว่าท่านประธานจะพาเด็กฝึกงานไปงานเลี้ยงด้วย”ข่าวนี้ได้ยินมาถึงห้องทำงานของรองประธานเช่นกัน“หลานชายฉันนี่ลงทุนกับแม่หนูนั่นไม่เบาเลยนะ” ฉินเล่อฉีพูดกับผู้ช่วยส่วนตัวที่มารายงาน“นายว่าแปลกไหมครับ ข่าวคุณหนูตระกูลดังนั่นเงียบหายไป แถมตอนนี้ท่านประธานยังใช้เวลาไปกับเด็กคนนี้ตลอดเวลา”“ฉันถึงให้นายคอยตามข่าวทั้งสองทาง แต่ประวัติของเด็กฝึกงานตรวจสอบแน่ชัดแล้วใช่ไหม”“ไม่ผิดพลาดแน่ครับ เป็นข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน”ลูกน้องรีบรายงานเอาความดีความชอบ อย่างน้อยมีเรื่องที่สืบความได้“ทำดีมาก แสดงว่าเธอก็คงพอมีเงินสินะ ถึงไม่ได้สนใจข้อเสนอของเรา แต่ไม่มีใครหนุนหลังแบบนั้นก็จัดการง่าย ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล”ก็แค่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่พอมีมรดก ไร้ตระกูลหนุนหลัง ต่อให้ไม่รับข้อเสนอก็ไม่ได้มีผลอะไรกับแผนการที่เข
“ผู้หญิงคนนั้นทำอะไรน้องหรือเปล่า” ฉินเฟยหลงมองสำรวจทั่วตัวคนหาร่องรอยที่อาจมีหรือรอดสายตาไปไป๋เหม่ยถิงได้แต่ยิ้มขำ แม้จะดีใจในความเป็นห่วงหยางฝูเหว่ยอยากกลอกตาให้กับเจ้านาย‘คุณหนูคนนั้นดูอ่อนแอบอบบาง จะทำอะไรคุณหนูได้ คนของเราไม่ไปรังแกเขาก่อนถือว่าดีแล้ว’“ไม่ได้ทำอะไรหรอกค่ะ แต่เธอมีความเป็นศัตรูกับน้องเลยอยากรู้ขึ้นมา สรุปแล้วก็เป็นศัตรูกันจริง ๆ”“พี่ฝูเหว่ย รู้ไหมคะว่าเธอมาทำอะไรที่เซี่ยงไฮ้” บอกเล่าสาเหตุให้ฉินเฟยหลงได้สบายใจแล้วจึงหันไปให้ความสนใจกับข้อมูลของผู้หญิงแซ่หลินต่อ“หึ...เอาวัตถุโบราณมาประมูลการกุศลที่จะจัดขึ้นในอีก เกือบ 2 เดือนข้างหน้าครับ”หยางฝูเหว่ยหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยันไป๋เหม่ยถิงได้ยินเข้าถึงกับใบหน้าเปลี่ยน ความเอื่อยเฉื่อยหายไป ดวงหน้าหวานเย็นชา ลำตัวยืดตั้งตรงหึ หึ หึ…“ตระกูลหลิน ดี ดี ดีจริง ๆ เสวยสุขบนสมบัติของแม่ฉันกันเพลินดีเหลือเกินนะ”หญิงสาวข่มความเดือดดาลลงจนราบเรียบ นัยน์ตาลุกวาบเย็นจัดเวลาประจวบเหมาะเหลือเกินไม่ถึง 2 เดือนหรือ หึ... ได้!ฉันจะปล่อยให้พวกมันหลงระเริงกันไปถึงเวลาที่ฉันทวงคืนทุกอย่างกลับมา แม้แต่การแสวงหาความตายก็จะไม่ง
‘ประธานฉินเฟยหลง เปิดตัวคนรักกลางงานสังคม งานนี้เด็กฝึกงานมาแรงถึงขนาดทำให้ประธานบริษัทที่ไร้ข่าวอื้อฉาวถึงกับออกปากเองได้ ว่าแต่...แล้วสาวคนรักปริศนาที่สนามบินวันนั้นล่ะ เธอกับครอบครัวจะยอมอยู่เฉยหรือไม่’ข่าวสังคมที่วนเวียนอยู่กับประธานบริษัท ทำให้วงสนทนาของพนักงานบริษัทในสัปดาห์เดียวมีเรื่องให้พูดถึงมากกว่า 10 ปีที่ผ่านมารวมกัน“เธอว่าประธานจะเอาเด็กฝึกงานมาเป็นคุณผู้หญิงของพวกเราจริงเหรอ”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ ใครจะเป็นคนรักประธาน ฉันก็ยังทำงานตำแหน่งเดิม”จ้าวลี่จูที่นั่งฟังเขาพูดคุยก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างลืมตัว“พักข่าวประธานมาฟังเรื่องนี้ดีกว่า ดีไม่ดีมีผลกับพวกเราทั้งหมด” พี่เลขาคนหนึ่งที่เดินหายไปสักพักกลับมาด้วยหน้าตาไม่สู้ดี“ก็แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ”“ยัยเสี่ยวซานที่ฉันพูดถึงเรื่องโปรเจกต์เคสต์เนอร์ วันนี้ยัยนั่นมายื่นหนังสือลาออก ฉันเจอหล่อนตรงหน้าทางไปห้องหัวหน้าฝ่ายบุคคลพอดี”“หา! หล่อนถึงกับลาออกจริงเหรอ ทำแบบนั้นทำไมกัน”“หรือว่าเรื่องที่ฉันได้ยินมาจะจริง แสดงว่าหล่อนเตรียมทิ้งทุ่นแล้วน่ะสิ” จู่ ๆ พี่เลขาที่นั่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาเหมือนเปรยกับตัวเอง แต่เป็นในจ
ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ พอร์ต D12“เฮ้ย! มาแล้ว ๆ ตั้งแถว ตั้งแถวโว้ย”เสียงโวยวายผ่านโทรโข่งดังลั่นพื้นที่ท่าเรือขนส่งสินค้าของบริษัทไป๋ซิ่นซู่ คนงานที่กำลังขมักเขม้นขนของรีบวางมือจากงานที่ทำอยู่ มาตั้งแถวใช่ตั้งแถวต้อนรับ!‘โอ้...ไม่นะ!’ไป๋เหม่ยถิงอยากยกมือก่ายหน้าผาก จนใจกับธรรมเนียมรอต้อนรับของลูกน้องคุณพ่อ แม้จะวางมือมาจับงานด้านสว่าง แต่พฤติกรรมบางอย่างยังคงเดิม“ยินดีต้อนรับคุณหนูเหม่ยถิง!”“เฮ้ย พวกแกมีเสียงกันแค่นี้เหรอวะ เสียงเบากว่าตดหมา คุณหนูอับอายจนไม่อยากลงมาเจอแล้ว ตะโกนให้มันดัง ๆ ไม่ได้กินข้าวกันรึไง”“ยินดีต้อนรับคุณหนูเหม่ยถิง!!!”“ดังอีก!!!”เอาเถอะ...ลงไปให้มันจบ ๆปึง! ด้วยความหงุดหงิด ไป๋เหม่ยถิงจึงเปิดประตูแรงเกินปกติ ก้าวลงจากรถมาเธอเพียงปรายตามองคนที่ยืนรอรับอยู่สองฝั่งอย่างเย็นชา พร้อมพยักหน้าตอบรับสั้น ๆเฮ!แทนที่คนเหล่านี้จะรู้สึกไม่ดีกับท่าทางของไป๋เหม่ยถิง กลับโห่ร้องด้วยความชอบใจ“ข้าบอกแล้วไม่เชื่อ! เป็นไง คุณหนูดูโหดเหี้ยมเหมือนนายตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีผิด”“คุณหนูอะไรฟังนุ่มนิ่ม ต้องเรียกนายน้อย”“ใช่ ๆ นี่แหละนายน้อย”“นายน้อย”“นายน้อย”ไ
1 อาทิตย์ต่อมาข่าวลือเรื่องของไป๋เหม่ยถิงสวมหมวกเขียวให้ประธานฉินเฟยหลง โด่งดังกลบข่าวอื่น ๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด และเหมือนเดิมต้นตอข่าวลือยังคงไม่ออกมาตอบรับหรือปฏิเสธทั้งคู่ในบริษัททั้งสองยังคงทำงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเหมือนเดิม ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็มีคนตาดีเห็นคู่รักที่เป็นข่าวยังควงกันไปซื้อของหรือดินเนอร์ตามร้านดัง“สร้างภาพไปอย่างนั้นหรือเปล่า หมวกเขียวไม่มีใครอยากรับหรอก น่าอายจะตาย”“ข่าวลืออาจจะไม่ใช่เรื่องจริง เขาถึงยังคบกันปกติ ฉันว่าเธอฟังผ่าน ๆ ก็พอ”เสียงนินทาเองก็เริ่มแตกเป็นสองทาง ส่วนใหญ่ก็เตรียมเปิดหูรอฟังด้วยกันทั้งนั้นทั้งนี้พอได้ยินข่าวร้ายเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ กลับมีคนยินดีไม่น้อยรวมถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่ตื่นเต้นดีใจอยู่ลึก ๆ‘คนรักของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คิด ไม่คู่ควรกับความอ่อนโยนของเขาเลย'“คุณหนูหลิน ใจลอยคิดถึงใครอยู่หรือเปล่า?”เพื่อนในกลุ่มสาวสังคมที่เพิ่งจับกลุ่มนินทาเรื่องข่าวฉาวของประธานฉินถามขึ้นหลินเหวินหลานถูกทักยังไม่ทันตั้งตัวจึงเก็บสีหน้าไม่อยู่ ใบหน้างามมีริ้วแดงพาดจาง“อุ๊ย! จริงเหรอเนี่ย...ใครกัน คนที่ลั่วหยางหรือคนในช่างไห่กันล่ะ”“เห..
สายวันถัดมา ร้านอาหารตะวันตกแถบแม่น้ำผู่ตง“ยินดีต้อนรับครับ คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง ไม่ทราบว่ามีการสำรองที่นั่งไว้หรือไม่ครับ” พนักงานบริการในชุดสูทเดินออกมาต้อนรับ ท่าทางสุภาพยิ้มแย้มไม่เลวเลยเฉินหยุนชิงเดินเข้าไปแจ้งรายการจองให้ทางร้านรับทราบถึงจำนวนโต๊ะ และโซนที่นั่งที่จองไว้ร้านแห่งนี้ตกแต่งหรูหราทันสมัย แม้ไม่มีห้องส่วนตัว แต่มีการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ที่พอมีความเป็นส่วนตัวให้ลูกค้าด้วยการใช้แนวโต๊ะวางแจกันดอกไม้ประดับตอนที่บริกรเดินนำไปยังโต๊ะ โอลิเวอร์ที่เป็นเจ้าภาพในการรับประทานอาหารครั้งนี้นั่งรออยู่ก่อนแล้ว“ฉิน คุณมาแล้ว นั่งเลยตามสบาย สวัสดีครับมิสไป๋”เจ้าภาพเชื้อเชิญแล้วเรียกบริกรให้มารับออเดอร์ พวกผู้ติดตามถูกจัดให้นั่งอีกโต๊ะด้านหลัง“โอลิเวอร์ เรื่องคนที่ขอทางเรามา ให้เลขาแจ้งความต้องการมาได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมให้ผู้ช่วยประสานงานไป”ฉินเฟยหลงเปิดบทสนทนาด้วยเรื่องที่เคยคุยกันไว้ ทางนั้นเป็นลูกค้าเก่าของบริษัทที่เขาเปิดในชื่อตัวเอง ซึ่งไป๋เหม่ยถิงก็เพิ่งรู้ตอนที่ชายหนุ่มเล่าเรื่องแผนการให้ฟังมิน่า...เฮียหลงถึงแทบจะไม่มีเวลาพักเพราะต้องบริหารทั้งเซี่ยอวิ๋นและบริษัทส่วนตัว
1 เดือนต่อมาบ้านตระกูลไป๋“ประธานคะ หลิวไฉ่อี้ส่งเอกสารนี่มาให้ค่ะ” จ้าวลี่จูที่เพิ่งขับรถกลับมาจากบริษัทรีบเดินเข้ามายื่นซองเอกสาร“โอ้…มาได้เวลาพอดีเลยน้า ขอบใจมากลี่จู ทำดีมาก” ไป๋เหม่ยถิงลากเสียงตอบ ยกมือขึ้นรับท่าทางเกียจคร้านคิดไม่ผิดที่ให้ลี่จูแฝงตัวในแผนกเลขา“ประธานจะออกไปคืนนี้เลยไหมคะ” เลขาสาวมีสายตาเปล่งประกายคาดหวัง“คืนนี้โอกาสเหมาะ งั้นก็เริ่มจากคนนี้ก่อนเลยละกัน”ไป๋เหม่ยถิงรับคำพร้อมทั้งเหยียดหลังนั่งตัวตรง ความอืดเอื่อยหายไปจากกิริยา มันถูกแทนที่ด้วยสายตากระหายเลือดซุ่มรอมานับเดือน ได้เวลาออกล่า“อ้อ…ลี่จู ฉันยังพูดไม่หมด”เธอลากเสียงและสายตากลับมาทางลี่จูที่นั่งตื่นเต้นอยู่ข้างกัน“คะ?” ประธานลืมพูดอะไร?ไม่ปล่อยให้ลี่จูฉงนนานนัก ตัวคนก็ชิ่งออกไปพร้อมคำพูดทิ้งท้าย“เธอเฝ้าบ้าน!”กลางดึก ถนนหนานจิงของเซี่ยงไฮ้ไม่เคยหลับใหล นอกจากแหล่งชอปปิงแล้ว ยังมีคลับส่วนตัวสุดหรูที่เศรษฐีผู้ชื่นชอบชีวิตท่องราตรีออกมารวมตัวกันห้อง VIP ในคลับสุดหรูแห่งหนึ่ง กำลังต้อนรับสมาชิกชาย 5-6 คน บางคนมาพร้อมคู่ควงคนโปรด บางคนก็คิดจะมาหาเอาดาบหน้า“ผู้อำนวยการถัง มาช้าต้องโดนปรับนา ฮ่าฮ่
บ้านตระกูลไป๋เกาอี้เป็นคนไปนำหลักฐานจากบ้านของผู้อำนวยการถัง หยางฝูเหว่ยเรียกรถอีกคันมารับตัวเขาและคุณหนูกลับบ้านพวกเขาทั้งหมดอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของคุณหนูที่ทางผู้เฒ่าไป๋เป็นคนสั่งให้จัดการตกแต่งไว้ก่อนกลับเกาอี้ยังนำหลักฐานที่คุณหนูส่งมาให้เขาให้ผู้อำนวยการถังอ่าน หลักฐานแสดงการติดต่อของผู้ช่วยเจียงโป๋หยูกับหนึ่งในเพื่อนเที่ยวของถังไฉหย่ง“เป็นมันนี่เอง!” หลักฐานในมือแทบจะถูกเขาฉีกกระชากต่อจากนี้ถังไฉหย่งจะทำอะไรต่อเพื่อเป็นการแก้แค้น พวกเขาหาสนใจไม่“ถังไฉหย่งจะไม่บิดพลิ้วใช่ไหมครับ”เกาอี้ถามคุณหนูหลังจากเขานำหลักฐานวางบนโต๊ะ“เขาไม่กล้าหรอก ถ้าไม่ทำตามคำสั่งของเรา ก็รอเป็นแพะในโปรเจกต์เคสต์เนอร์”ฉินเฟยหลงตอบแทนมาจากโทรศัพท์ที่เปิดลำโพงไว้ชายหนุ่มไม่ได้ไปด้วยกันเพราะเขาแยกไปจัดการบอร์ดบริหารอีกคนแต่วิธีการที่ใช้จัดการแตกต่างกันคนละขั้ว ไป๋เหม่ยถิงเน้นโจมตีทางจิตวิทยา แต่ฉินเฟยหลงใช้วิธีที่ตรงและรุนแรงกว่า ผลที่ได้ไม่ต่างกัน“ทางเฮียเรียบร้อยดีไหมคะ” ถึงจะรู้ความสามารถกันดีก็ยังอดห่วงไม่ได้“เรียบร้อยดีครับ ไม่ต้องห่วง หลักฐานการเบิกจ่ายงบประมาณโจวหมิงเจี่ยกำลังตามไปเอาจาก
ตอนนี้ความกระสันต์สูงเสียดฟ้าจนอยากจะพุ่งตัวตนเข้าฝากฝังในช่องทางรักหวานฉ่ำแล้วปลดปล่อยตัวตนไปกับความปรารถนาอันลิงโลดนี้“ภรรยา…ช้าหน่อยครับ เดี๋ยวสามีทนไม่ไหวน้องจะเจ็บ” เสียงกระซิบแหบพร้าทุ้มก้องอยู่ริมหูเล็ก คนฟังรู้สึกว่ามันเซ็กซี่ทั้งยังอ้อยอิ่งราวกับตั้งใจออดอ่อยใส่กันแทนที่จะช้าลง ดวงตาดอกท้อของคนตัวเล็กกลับร้อนผ่าว ฝ่ามือขาวกดลงกลางหน้าอกกว้างให้ชายหนุ่มเอนตัวลงเท้าแขนกับโต๊ะกรุกระจก สะโพกอวบตั้งใจบดขยี้ให้ส่วนอวบนูนของวัยสาวถูไถกับส่วนหัวมังกรแดงก่ำที่โผล่พ้นขอบกางเกงในผ้าไหมขึ้นมา“ซี๊ด...อาห์”ได้ยินเสียงสูดปากพร้อมครางกระเส่าของคนตัวโตยิ่งทำให้หญิงสาวฮึกเหิมลำตัวเล็กเอนลงต่ำใช้ใบหน้าซุกลงดอมดมผิวเนื้อเรียบตึง จูบบ้างเลียบ้าง มือก็ลูบวนกดไปทั่วผิวเนื้อท่อนบนมือหนึ่ง อีกมือกลัวจะว่างจึงใช้ท้องนิ้วสะกิดยอดอกสีน้ำตาลอ่อนจนมันหดเกร็งฝ่ามือหยาบกร้านของคนด้านล่างยกขึ้นนวดคลึงภูเขาหิมะที่มียอดอิงเถาปัดผ่านกล้ามท้อง หญิงชายทั้งสองต่างนวดคลึงฟอนเฟ้นเรือนร่างเกือบเปลือยของกันและกันน้ำหนักมือเคล้นแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ที่เดือดพล่าน ผิวเนื้อสะโพกปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วเรียวยา
หลังบอกกล่าวกราบไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว ยกน้ำชาให้กับผู้ใหญ่เริ่มจากพ่อ ปู่และอาจารย์ ฉินเฟยหลงก็อุ้มเจ้าสาวขึ้นรถท่ามกลางความเงียบ... พรืด... และเสียงสูดน้ำมูกของเกาอี้ “ฮึก...คุณหนูออกเรือนแล้ว” ไป๋จื้อหยางที่น้ำตาคลอมองขบวนรถขับออกไปจากบ้านตระกูลไป๋เก็บอารมณ์กลับแทบไม่ทัน มองสภาพบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยักษ์กำลังยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาหัวไหล่สั่น ผ้าเช็ดหน้ามีคราบปริศนาเกาะหนึบ วงล้อมจึงแตกกระเจิงไปคนละทาง ทั้งผู้เฒ่าไป๋ ผู้เฒ่าติง ไป๋จื้อหยาง แม้แต่จ้าวลี่จูยังถอยเท้าเงียบ ๆ ส่วนเพื่อนอย่างหยางฝูเหว่ยเดินหนีไปนานแล้วตั้งแต่บอดี้การ์ดหนุ่มน้ำตาคลอ “เอ่อ...แต่อีกไม่กี่วันประธานก็กลับมาแล้วนะคะ” จ้าวลี่จูพูดความจริงที่ทุกคนลืมนึกไป ใช่... แต่งงานแล้วอย่างไร... อีกไม่กี่วันก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพียงแค่มีคนตามมาอยู่ด้วยอีกคน มีตะเกียบกับถ้วยข้าวเพิ่มมาอีกชุด เกาอี้เองที่ถูกอารมณ์อ่อนไหวพาไปก็หยุดร้องอ้าปากค้าง ฟืดดดดด... “นั่นสิ! เราก็ยังทำหน้าที่เดิม” คิดได้แล้วสั่งน้ำมูกที่เหลือเดินจากไปอย่างร่าเริง ไป๋จื้อหยางกับคนงานในบ้านถูกเบรกอารมณ์ก็แยกย้ายกันไป ทางด้านขบวนรั
3 วันต่อมา ลู่เจียจิ่วเป็นย่านเศรษฐกิจการเงินของเซี่ยงไฮ้ ทุกพื้นที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ บริษัทข้ามชาติ ตึกสูงเสียดฟ้า บ่งบอกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดโดยปกติเวลาของผู้คนที่ทำงานในย่านนี้เป็นเงินเป็นทอง มีแต่ความเร่งรีบ วันนี้กลับต่างออกไปเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าการทำเงินเกิดขึ้นที่ตึกเฮยอวิ๋นทีมมหรสพ กลองและปี่พาทย์ในชุดถังจวงสีแดงตั้งขบวนหน้าตึก ดนตรีถูกบรรเลงอย่างคึกคักตลอดระยะที่เริ่มมีการยกหีบสิ่งของออกมาจากประตูใหญ่ของตึก ขึ้นไปยังรถบรรทุกสีขาวปิดทึบที่ผูกซิ่วฉิวหน้ารถ พนักงานออฟิศของบริษัทต่าง ๆ ยินยอมเข้างานสายแต่ไม่กล้าเดินเบียดแทรกแถวเข้าไปในตัวอาคาร ได้แต่ยืนรักษาระยะอยู่ด้านนอก“นายครับได้เวลาแล้ว” ฉินเฟยหลงเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวด้วยชุดพิธีการสีแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับตลอดเวลาเจ้าบ่าวเดินนำขบวนไปขึ้นรถด้านนอก“เตรียมเคลื่อนขบวนไปรับเจ้าสาวได้!” ผู้นำพิธีการตะโกนเตือนเมื่อได้เวลาสมควร รถดนตรีที่มีเสาไม้ติดป้าย ‘ซวงสี่’ จึงกระหึ่มอีกระลอกขบวนรถหรูที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดง 9 คัน เริ่มเคลื่อนตามออกไปติด ๆ คันนำหน้าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนผูกซิ่วฉิวผ
รถของตระกูลไป๋ต้องเบรกกะทันหันเมื่อเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถ จู่ ๆ รถที่จอดอยู่หลายคันก็พร้อมใจกันถอยหลังจนมาล้อมกรอบรอบตัวรถของพวกเขาเป็นวงกลมปัง ปัง ปัง!สถานการณ์ยิ่งไม่ปกติเมื่อมีชายในชุดสูทนับรวมได้ 8 คน ลงมาจากที่นั่งข้างคนขับของรถที่ล้อมรถตระกูลไป๋อยู่กรี๊ด...“หลบเร็ว ตีกันแล้ว แจ้งตำรวจ!”“หนีเร็วเข้า อย่าไปยุ่ง”ไป๋จื้อหยางกอดลูกสาวแน่น“สืออิงติดต่อบอดี้การ์ดมาที่นี่ด่วน!”บอดี้การ์ดตระกูลไป๋ รวมถึงหยางฝูเหว่ยและเกาอี้ไม่ได้ตามมาเพราะเป็นเวลากลางวันและสถานที่อยู่ใจกลางเมือง ไป๋จื้อหยางจึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเล่นสกปรกไป๋เหม่ยถิงมองออร่าสีเขียวจากบุรุษบางคนที่ลงจากรถ ลองพิจารณาใบหน้าหลังแว่นกันแดดดี ๆ เหมือนจะเคยผ่านตามาบ้าง จึงนั่งนิ่งอยู่กับที่ใบหน้าเฉยเมย‘เฮียหลงกำลังจะทำอะไร?’“ถิงเออร์ลูกนั่งรอในรถ พอจะออกไปเจรจาดูสักหน่อยว่าผู้มาต้องการอะไร”ไม่ทันที่เธอจะห้ามคุณพ่อก็จับประตูรถเตรียมก้าวออกไป ประจวบเหมาะกับคนด้านนอกเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพรึ่บ! ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!ท้ายรถที่ล้อมกรอบทั้งหมดเปิดออก มีเสียงพลุขนาดเล็กแตกกระจายพร้อมสายรุ้งและกระดาษสีปลิวว่อน กุหลาบหลากสีถู
3 วันต่อมาตึกเซี่ยอวิ๋น 8 โมงเช้า“ฮ้าว...เหล่าจงนายมาสักที ข้าจะได้กลับไปนอนยาว ๆ” พนักงานรักษาความปลอดภัยของตึกกะกลางคืนทักเพื่อนที่มาเปลี่ยนกะแล้วเตรียมจะกลับเข้าไปตึกเซี่ยอวิ๋น“!!!”ตอนเปิดตาที่ปิดปากหาวยาว เขาตกใจจนขวัญเกือบกระเจิงเพราะบอดี้การ์ดในชุดฝึกสีดำราว 20 กว่าคนมายืนออกันเงียบ ๆ ตรงลานกว้าง แถมไฟของตึกก็ยังไม่เปิดจึงเห็นเป็นเงาตะคุ่ม“ตกใจหมดนึกว่าโจรปล้นตึก! พวกพี่ลงมาทำอะไรกันครับ” บอดี้การ์ดก็เป็นรุ่นพี่ที่ร่วมฝึกซ้อมกันทุกวัน ผลัดกันเปลี่ยนมาเฝ้าตึกกับออกไปทำภารกิจด้านนอกถ้าสังเกตดีต ๆ จะเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดมีถุงใส่ของติดมือมาด้วย พอคนออกจากลิฟต์เที่ยวสุดท้ายครบก็กระจายกำลังกันเดินออกไปด้านนอกตึก‘ชุนเหลียน’ กลอนคู่มงคลแผ่นยาวสีแดง ที่เขียนด้วยมือจากปรมาจารย์ด้านการคัดอักษร ถูกติดตรงประตูทางเข้าตึกก่อนเป็นที่แรก ตามด้วยตัวอักษร ‘ฝู’ ที่แปลว่าความสุขติดกลับหัวตรงประตูกระจกสองด้านด้านนอกผ้าแดงและโคมกระดาษถูกนำไปห้อยประดับตามต้นไม้ตรงสวนหย่อมก่อนเข้าตัวตึกจนดูสดใสมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นซิ่วฉิวฮวามีชายยาวถูกนำไปแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าตึกด้านหน้า ด้านในมีทีมบอดี้การ
บ้านตระกูลไป๋ วันต่อมาอีก 1 อาทิตย์ ก็จะเป็นวันยกน้ำชาของทายาทตระกูลไป๋ ห้องนอนของไป๋เหม่ยถิงจะถูกปรับปรุงใหม่ สร้างตู้เก็บเสื้อผ้าเพิ่มเติมสำหรับฉินเฟยหลงห้องก็เปลี่ยนสีการตกแต่งใหม่ เป็นสีไม้กับครีม พรมเป็นสีน้ำตาลอ่อน เฟอร์นิเจอร์ใหม่ถูกสั่งเข้ามา วันนี้จะมีช่างกับทีมตกแต่งภายในเข้ามาทำในส่วนของบิวท์อิน“ประธานคะ มานั่งทำอะไรตรงนี้คะ แล้วดูแบบห้องที่ตกแต่งใหม่หรือยังคะ” จ้าวลี่จูเดินเข้าบ้านมาเห็นประธานสาวนั่งเท้าคางไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงโซฟารับแขก“ไม่ต้องดูหรอก ทำตามแบบไปนั่นล่ะ ฉันนั่งสะสมพลังอยู่น่ะไม่ต้องให้ใครมารบกวนนะ”ไป๋เหม่ยถิงโบกมือเอื่อย ๆ ตาปรือทำท่าจะปิด ไหนเลยสะสมพลังงานอะไร ทำท่าจะหลับอยู่เดี๋ยวนี้ที่เธอบอกว่าสะสมพลังนั้นพูดจริงแม้ลี่จูจะมองอย่างไม่เชื่อถือแล้วถอนหายใจ เลขาสาวไม่อยากต่อบทสนทนารีบไปดูช่างตกแต่งภายในต่อว่าที่เจ้าสาวปิดตาเอนหลังเข้ามุมพิงตัวกับแขนโซฟา รับรู้ถึงกระแสลมอุ่นจากหยกจักรพรรดิที่ค่อย ๆ ไหลผ่านจากต้นคอลงสู่ท้องน้อย เข้าสู่แสงสีขาวนวลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวใบหน้าเรียบเฉยเปิดรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดนี้“คุณหนูครับ เจ้านายส่งช
นักข่าวสำนักหนึ่งตะโกนลั่น คนอื่นได้ยินก็รีบหันขวับไปทางต้นเสียงที่ฉินเฟยหลงเดินโอบเอวไป๋เหม่ยถิงแหวกฝูงนักข่าวพร้อมเหล่าบอดี้การ์ดตระกูลฉินกันที่ออกให้“นั่น!...นายท่านฉินกับคู่หมั้น?!”“ประธานไป๋!?”นักข่าวจากเซี่ยงไฮ้เดลี่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้มาใหม่เป็นอย่างดี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นที่มาจากปักกิ่งด้วยเช่นกัน“นายท่านฉินมาเป็นกำลังใจให้คู่หมั้นเหรอคะ พวกคุณมั่นใจมากแค่ไหนว่าจะชนะคดี”“ประธานไป๋พูดถึงคดีจ้างวานฆ่าหน่อยครับ”“นี่...ทำไมดูอย่างกับคนละคนที่ไปบ้านตระกูลหลินเลยล่ะเธอ”นักข่าวก็ดี คนทั่วไปก็ดีตอนนี้ส่งเสียงระงมกันอยู่ทางเข้าศาล จนเจ้าหน้าที่ต้องมาระงับเหตุ“สัมภาษณ์รอไว้หลังจากพิจารณาคดีวันนี้นะครับ” หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้เดินประกบด้านข้างเจ้านายทั้งสองเป็นฝ่ายแจ้งนักข่าวพอได้รับการยืนยันจากปากกลุ่มเจ้าของคดีนักข่าวจึงค่อยสงบลงเพราะรู้ว่าวันนี้ไม่ได้มือเปล่ากลับไปภายในห้องพิจารณาคดี ที่เปิดให้เป็นการพิจารณาแบบสาธารณะมีคนเข้ามาชมได้ ไป๋เหม่ยถิงเดินแยกออกไปทางด้านหลังอัยการ เธอไม่แม้แต่ชำเลืองหางตามองหลินเหวินหลาน“เปิดศาล พิจารณาคดีเลขที่... นำตัวจำเลยเข้ามา”เจ้าหน้าที่เดินประกบ
หลังพูดคุยกันจนเข้าใจ ไป๋เหม่ยถิงกับฉินเฟยหลงก็เดินจูงมือกลับมาด้านในห้องโถงท่าทางชื่นมื่น อาจารย์กับพ่อของเจ้าตัวคนหนึ่งมองเบะปากด้วยความหมั่นไส้ อีกคนอยากจะปรี่เข้าไปสับมือหนา ๆ ทิ้ง“ตอนออกไปหน้าสลดเป็นหมาป่วย กลับมาหน้าตาคึกคักยิ่งอย่างกับหมาโดนยา ไม่ต้องถามผลแล้ว ให้ไอ้หนุ่มฉินมันส่งเกี้ยวมาพรุ่งนี้เลย?” ผู้เฒ่าติงอดไม่ไหวแขวะลูกศิษย์ที่ดูจะพร้อมออกเรือนเหลือเกิน“ได้เหรอคะอาจารย์ อย่างนั้นเฮียหลงจัดการเลยค่ะ”“ครับ ขอบคุณครับคุณปู่ คุณพ่อ อาจารย์”ไป๋เหม่ยถิงแสร้งตกใจจนตาโต หันไปขยิบตายิ้มแย้มกับคู่หมั้น แล้วหันไปแสยะยิ้มใส่จนท่านผู้เฒ่าติงเลือดลมขึ้น สุดท้ายได้แต่ทำตาโปนถลึงให้เหมือนทุกทีท่านผู้เฒ่าไป๋มองท่าทางแบบเมียร้องผัวรับของหลานสาวปากกระตุก คงได้แต่ปลงเท่านั้น‘ขนาดยังไม่ทันแต่ง ก็ตามใจกันขนาดนี้’“คุณปู่ คุณพ่อครับ อาจารย์ครับ ผมอยากขออนุญาตพาน้องไปจดทะเบียนสมรสกันก่อน เรื่องแต่งงานคงรอดูว่าถิงถิงจะมีน้องไหม ถ้าลูกยังไม่มาน้องขอเวลาผม 2 ปี แต่ถ้ามีก็จัดงานตามฤกษ์ใกล้ครับ”“วิธีนี้ก็ถือว่าไม่แย่ ถ้าจดทะเบียนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อให้ยังไม่จัดงานแต่งงาน ภายหลั
“การแต่งงานมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนรักกัน...ไม่ใช่เลย หากเรายังอยู่ในสังคมยังต้องคบค้าสมาคม ติดต่อการงานกับผู้อื่นหากถิงเออร์ท้องขึ้นมาก่อนแต่งงาน จะมั่นใจได้ไหมว่าจะไม่ทำให้หลานสาวปู่จมน้ำลายชาวบ้าน เหลนที่จะเกิดมาจะไม่ถูกคนนินทาว่ากล่าวลับหลังงานแต่งงานที่ควรจะได้จัดเมื่อทุกอย่างพรักพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องมาเร่งรีบเร่งรัดการจะเป็นหัวหน้าครอบครัว จะคำนึงถึงความต้องการของตัวเป็นหลักไม่ได้ ต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนในครอบครัวให้รอบด้านด้วย”ผู้เฒ่าไป๋สอนสั่งด้วยความอ่อนโยน ไม่ได้กล่าวโทษหรือย้ำเตือนการกระทำไม่ยั้งคิดของคนหนุ่มสาว“ไอ้หนุ่มฉิน ความรู้สึกต้องการครอบครองอันแรงกล้าไม่ใช่สิ่งผิด แต่วิธีการที่ได้มามันไม่สง่างาม แน่ใจรึว่าไม่เสียใจภายหลัง”แม้แต่ผู้เฒ่าติงยังอดเอ่ยออกมาประโยคสองประโยคมิได้จักรพรรดิฉินที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยสอนสั่ง มีแต่เขาที่ต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการคว้ามาก็ใช้วิธีการที่รวดเร็วแข็งกร้าวยามนี้ได้รับการชี้แนะเหมือนลูกหลานที่กระทำผิด ทั้งละอายแก่ใจทั้งดีใจระคนกัน เหมือนได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่สำคัญพอทบทวนแ