“เซียงเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำให้สด็จพ่อโกรธมาก อย่าได้ทำเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจถูกลงทัณฑ์”
องค์ชายรองเสวียนหลินตามมายังตำหนักองค์หญิงหนิงเซียงหลังจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว
“ให้เสด็จพ่อลงทัณฑ์ข้าเสียยังดีกว่าให้ข้าแต่งงาน”
เห็นน้ำตาที่รินไหลไม่ขาดสาย ทว่าสีหน้ากลับมุ่งมั่นแข็งขืนของน้องสาวแล้วสีหน้าองค์ชายรองกลับยิ่งเคร่งเครียด เจ้าตัวยังนั่งคุกเข่าอยู่ในตำหนักตนไม่ขยับแม้หลิงเอ๋อร์กับนางกำนัลคนอื่นจะช่วยกันเลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่เป็นผล
“เซียงเอ๋อร์”
องค์ชายรองอ่อนใจในความดื้อดึงของน้องสาว แปลกใจนักที่น้องน้อยผู้เรียบร้อยและหัวอ่อนเสมอมาของตนกลับกล้าขัดรับสั่งพระบิดา
‘ช่างดื้อรั้นเอาแต่ใจนัก หากขอสิ่งใดข้าก็อนุญาต กลับคำ พลิกราชโองการ คำพูดของข้าจะยังศักดิ์สิทธิ์เชื่อถือได้อีกหรือ เจ้าพูดกับน้องเจ้าให้นางเข้าใจ ข้าตัดสินใจเช่นนี้ก็เพื่อนาง’
พระบิดารับสั่งย้ำอย่างขุ่นเคือง
องค์ชายรองย่อกายลงตรงหน้าอีกฝ่าย วางมือสองข้างบนบ่าบอบบาง
“เสด็จพ่อทำเพื่อเจ้า ชาวเมืองมากมายต่างก็เห็นฮ่าวหมิงอุ้มเจ้า แตะต้องเนื้อตัวและช่วยชีวิตเจ้าไว้ เขามีความดีความชอบ ส่วนเจ้าเป็นถึงองค์หญิง ไม่ควรมีผู้ใดแตะต้องชิดใกล้ เพื่อรักษาเกียรติของเจ้า เสด็จพ่อจึงประทานเจ้าให้ฮ่าวหมิง รับเขาเป็นราชบุตรเขยนับว่าเหมาะสมแล้ว”
สิ่งที่พี่ชายเอ่ยทำให้องค์หญิงหนิงเซียงคิดไปถึงใครอีกคนที่ช่วยตนไว้เช่นกัน
“หากผู้ใดช่วยชีวิต ย่อมควรแต่งกับผู้นั้นอย่างนั้นหรือ”
นางเอ่ยเสียงพร่าเครือ
“พี่รองลืมไปแล้วหรือว่าผู้ที่ช่วยชีวิตข้าไม่ได้มีเพียงสหายของท่าน เช่นนั้นข้าก็ควรแต่งกับเขาด้วยสินะ”
“เซียงเอ๋อร์!”
องค์ชายรองดุน้องสาวเสียงเข้ม
“เจ้าพูดจาประชดประชันเช่นนี้เป็นตั้งแต่เมื่อใดกัน แม้เจ้าจะซุกซนบ้างแต่ไม่เคยดื้อรั้นไม่เชื่อฟังพี่หรือเสด็จพ่อ เหตุใดอยู่ๆ เจ้าถึงขัดขืนในเมื่อเรื่องแต่งงานก็เป็นเรื่องที่บิดามารดาต้องจัดการให้ เสด็จพ่อเองก็ทรงดำริอยู่เช่นกันว่าอายุเจ้าควรมีเหย้ามีเรือนได้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ตัดสินพระทัยเกี่ยวกับผู้ที่เหมาะสม และเวลานี้ก็พบผู้ที่จะฝากให้ดูแลเจ้าได้แล้ว”
องค์หญิงหนิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ถึงชะตากรรมของตนเช่นที่องค์หญิงทุกคนในวังต่างรู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์เลือก แต่หากต้องแต่งงานโดยแทบไม่รู้จักอีกฝ่ายเลยหรือต้องไปอยู่ต่างแคว้น นางขออยู่ในวังไปจนแก่ชราเสียยังดีกว่า การได้เห็นผู้เป็นพี่สาวมีความสุขกับการแต่งงานนางก็พลอยดีใจไปด้วย อย่างน้อยเจ้าตัวก็ได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจอยู่หลายปี ในขณะที่ตนนั้นต่างออกไป
ทั้งเวลานี้ หัวใจของนางก็มีเงาของผู้ใดผู้หนึ่งอยู่ในใจแล้ว
แม้ไม่อาจวาดฝันได้ครองคู่ หากนางก็ไม่ต้องการแต่งกับผู้อื่น
“เชื่อพี่เถิดเซียงเอ๋อร์ เสด็จพ่อไม่ได้เลือกคนผิดอย่างแน่นอน ฮ่าวหมิงเป็นบุรุษที่องอาจกล้าหาญ ฝีมือเก่งกาจไม่เป็นสองรองใครในแคว้นนี้ ทั้งฐานะเจ้ากรมคลังก็ไม่น้อยหน้าผู้ใดเลย แม้จะไม่ได้กินตำแหน่งขุนนางใหญ่หรือมีกำลังทหารในมือ หากทรัพย์สินตระกูลจางนั้นมากมายนัก เป็นตระกูลใหญ่ที่รับใช้ราชวงศ์มาหลายชั่วอายุ”
องค์หญิงหนิงเซียงส่ายหน้า นางไม่ได้สนใจทรัพย์สินลาภยศ
“พี่รอง ท่านรู้สึกเช่นไรกับว่าที่พระชายา”
องค์ชายรองเสวียนหลินยังไม่ได้อภิเษก เนื่องด้วยโหราจารย์ประจำราชสำนักทูลเจ้าแคว้นว่ายังไม่ถึงเวลาเหมาะสม ในขณะที่องค์ชายรองก็รู้ดีว่าอาจมีการแทรกแซง ด้วยว่าที่พระชายาเป็นธิดาเจ้ากรมกลาโหม มีผู้ที่ไม่ต้องการให้ตนมีอำนาจมากเกินควร เพราะขุนนางในราชสำนักทูลขอให้พระบิดาทรงแต่งตั้งรัชทายาท หลังจากองค์ชายใหญ่รัชทายาทองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้ว
ผู้ที่ขุนนางต่างก็เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทคือองค์ชายรอง กับองค์ชายสามซึ่งเป็นพระโอรสโดยแท้ของฮองเฮาเช่นเดียวกับองค์ชายใหญ่ แน่นอนว่าหากองค์ชายรองได้เป็นรัชทายาทขั้วอำนาจอาจเปลี่ยนแปลง
“ท่านพึงพอใจในตัวนาง หรือพอใจเพียงเพราะเสด็จพ่อรับสั่งให้ท่านอภิเษกกับนาง”
“เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถิด”
องค์ชายรองจับไหล่บางประคองให้น้องสาวลุกขึ้น เจ้าตัวแทบลุกไม่ไหวและยืนไม่อยู่จนต้องโอบพยุงไปนั่งยังเก้าอี้ตัวยาว
“หลิงเอ๋อร์ไปเอายาทาแก้ฟกช้ำมาหน่อย แล้วให้คนไปขอเบิกยาบำรุงร่างกายมาต้มให้องค์หญิงด้วย”
“เพคะ”
หลิงเอ๋อร์รับคำองค์ชายรองแล้วออกไป
เมื่อสองพี่น้องอยู่ตามลำพัง องค์ชายรองก็ซับน้ำตาบนแก้มนวลสองข้างของน้องสาวพลางปลอบเสียงทุ้ม
“ฟังนะเซียงเอ๋อร์ เราต่างก็มีหน้าที่ ยิ่งเกิดมาสูงส่งหน้าที่ยิ่งมากขึ้น แม้ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก หากก็รู้ว่านางเป็นสตรีที่ดี ได้รับการอบรมมาอย่างดี คู่ควรเหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาของพี่ซึ่งมีภาระหน้าที่ใหญ่ต้องรับผิดชอบ”
“ท่านเอ่ยราวนางเป็นขุนนางที่ดีคนนึง ไม่ได้รู้สึกใด”
เสียงหวานอุบอิบทำให้พี่ชายยิ้มบาง
“อาจเป็นเช่นนั้น หรืออาจมากกว่า เรื่องระหว่างนางกับพี่มีการเมืองเกี่ยวพันยากจะแยกออก ในขณะที่นางเป็นคู่หมายพี่ ก็มีผู้อื่นหมายปองนางเช่นกัน และหากผลประโยชน์มากพอ บิดาของนางอาจหาทางทำทุกอย่างให้บุตรสาวแต่งกับคนผู้นั้น”
น้ำเสียงของพี่ชายราบเรียบหากก็แฝงด้วยความเคร่งเครียด
“หากเป็นไปได้ พี่ไม่อยากให้เจ้าต้องมีส่วนพัวพันกับการเมืองหรือมีก็น้อยที่สุด พี่เชื่อว่าเสด็จพ่อเองก็ทรงดำริเช่นเดียวกัน ฮ่าวหมิงเป็นบุตรชายเจ้ากรมคลัง อย่างไรก็ลอยตัวหากเกิดสิ่งใดขึ้น”
องค์หญิงหนิงเซียงใจหายเมื่อได้ฟังสิ่งพี่ชายเอ่ย
“พี่รองพูดเช่นนี้ ทำให้ข้าเป็นห่วงท่านนัก”
ผู้เป็นน้องกลับมาน้ำตาซึมอีกครั้ง ต่างรู้แก่ใจดีว่ากำลังเกิดคลื่นใต้น้ำในการแย่งชิงอำนาจ แม้ภายนอกจะดูกลมเกลียวร่วมแรงร่วมใจทำงานราชกิจหากแท้จริงแล้วเหล่าขุนนางต่างก็เลือกข้าง
“พี่ดูแลตัวเองได้ เป็นห่วงก็เพียงเจ้ากับเจียวมิ่ง แต่เวลานี้เจียวมิ่งมีผู้ดูแลที่ไว้ใจได้แล้ว พี่อยากฝากฝังเจ้าไว้กับคนที่พี่เชื่อใจที่สุดเช่นกัน”
ไม่ต้องเอ่ยนามก็เข้าใจได้ว่าองค์ชายรองหมายถึงสหายคนสนิท องค์หญิงหนิงเซียงไม่ได้เอ่ยแย้งแม้ในใจยังไม่ยอมจำนน ปัญหาหนักอกของตนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พี่ชายกำลังเผชิญ หากสิ่งที่เพียรพยายามมาสำเร็จก็จะอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง หากพลาดพลั้งก็อาจถึงขั้นสิ้นชีวิต
ร่างอรชรขยับเข้าซบอกกว้างเมื่อพี่ชายโอบกอดตนไปแนบอก มีทางใดช่วยปกป้องพี่ชายได้นางเองก็อยากทำ ทว่าตนเป็นเพียงสตรีไม่อาจก้าวก่ายงานราชกิจ ต้องเชื่อฟังพระบิดาและอยู่ในกฎของฝ่ายในซึ่งมีฮองเฮาควบคุมดูแล
องค์หญิงก็เป็นเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบประดับพระราชวังที่สามารถยกไปตั้งที่ใดก็ได้เมื่อฮ่องเต้พระราชทานเป็นรางวัล หรือของกำนัลส่งไปต่างแคว้น
ร่างอรชรที่ซูบผอมลงกว่าเดิมไปมากแอบหลบกลับเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่เมื่อมีขันทีเดินผ่าน มือบางกุมกันแน่นอย่างไม่มั่นใจ โดยมีหลิงเอ๋อร์ยืนใกล้คอยประคองนายตน
“องค์หญิง รอนานอาจไม่ดี ช่วงนี้ท่านแทบไม่กินอะไรเลย ร่างกายอ่อนแอนัก ออกมาด้านนอกเจอทั้งแดดทั้งลมเช่นนี้อาจไม่สบายได้นะเพคะ”
“เจ้าบอกว่าเขาจะเดินผ่านทางนี้หลังไปส่งฎีกาให้ท่านราชเลขาเพื่อถวายเสด็จพ่อไม่ใช่หรือ”
องค์หญิงหนิงเซียงถามพร้อมสีหน้ากังวลใจ
“เพคะ หลิงเอ๋อร์สืบมาอย่างดีแล้วเพคะ”
“แล้วเหตุใดถึงยังไม่เห็น”
นางมารอพักใหญ่แล้ว เวลานี้พระบิดาคงกำลังว่าราชการกับบรรดาขุนนาง ฎีกาก็น่าจะส่งขึ้นไปนานแล้ว เหตุใดผู้ที่ตนรอยังไม่เดินผ่านมาทางนี้
“มาแล้วเพคะองค์หญิง”
หลิงเอ๋อร์กระซิบเมื่อเห็นผู้ที่องค์หญิงรอ
ร่างสูงใหญ่ของหลิวซูหยวนเดินมาพร้อมกับคนในสำนักราชเลขาธิการอีกหนึ่งคน องค์หญิงหนิงเซียงยังหลบอยู่หลังต้นไม้ลอบมองชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้าให้หลิงเอ๋อร์ เจ้าตัวก็ก้าวออกไปอย่างรู้หน้าที่
=====
องค์หญิงหนิงเซียงจะทำอะไร ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ ^-^
“ใต้เท้าหลิว”ชายหนุ่มกับมองผู้เข้ามาหาด้วยสีเข้มขรึม ขณะสหายที่มาด้วยกันแปลกใจ หากเมื่อนางกำนัลเอ่ยต่อเขาก็ขอตัว“เอ่อ ข้ามีเรื่องขอพูดกับใต้เท้าตามลำพังได้หรือไม่เจ้าคะ”“ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”อีกฝ่ายจากไปโดยง่าย เพราะหลิวซูหยวนเป็นที่สนใจของสตรีทั้งในวังและบรรดาบุตรสาวขุนนางหรือแม้แต่ท่านหญิง หลายคนเพียงแอบเมียงทว่านางกำนัลผู้นี้ช่างกล้าหาญนักในความคิดของเขาจึงไม่อยากขัด“มีเรื่องใดหรือ”“เชิญใต้เท้าตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ”หลิงเอ๋อร์ผายมือไปยังหลังต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงอุทยานแล้วเดินนำ หลิวซูหยวนลังเลหากก็ก้าวตามด้วยความตงิดใจ กระทั่งพ้นต้นไม้มาก็เห็นร่างอรชรที่ทำเอาคิ้วเข้มขมวด ส่วนนางกำนัลสาวกลับไปดูต้นทาง“ถวายพระพรองค์หญิง”“ใต้เท้าหลิว”องค์หญิงหนิงเซียงมองผู้ที่อยู่ในหัวใจตนด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง กระนั้นก็ไม่มั่นใจนักว่าสิ่งที่นางต้องการพูดกับอีกฝ่าย ชายหนุ่มจะคิดเห็นอย่างไร“ข้า...เอ่อ...”สบตาคมเข้มนิ่งเฉยแล้วนางกลับพูดไม่ออก“องค์หญิงมีสิ่งใดรับสั่งกับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ หากมีผู้ใดผ่านมาเห็นเข้าคงไม่เหมาะนัก”อีกฝ่ายถามเสียงเรียบ บั่นทอนกำลังใจของผู้ที่เตรียมตัวเตรียมใจมาแล
“องค์หญิง กินอีกคำสองคำก็ยังดีนะเพคะ”หลิงเอ๋อร์พยายามคะยั้นคะยอเมื่อองค์หญิงหนิงเซียงกินอาหารไปเพียงเล็กน้อย ร่างอรชรผ่ายผอมบอบบางยิ่งกว่าเดิมจนดวงหน้างดงามซีดตอบ นางกำนัลคนสนิทที่เอาใจใส่ดูแลใกล้ชิดในทุกวันเห็นแล้วก็ปวดใจนัก“เอาออกไปเถิด ข้าไม่อยากกินแล้ว”“โธ่ องค์หญิง”องค์หญิงหนิงเซียงไม่สนใจเสียงโอดของนางกำนัลคนสนิท ร่างบอบบางลุกจากโต๊ะทานอาหารกลับเข้าไปในห้องนอน หลิงเอ๋อร์จึงได้แต่พยักหน้าเรียกให้นางกำนัลอีกสองคนเข้ามาเก็บอาหารออกไปแล้วก้าวตามนายตนร่างอรชรทรุดลงนั่งตรงโต๊ะเขียนหนังสือ หลิงเอ๋อร์ก็รีบเข้ามาช่วยฝนหมึก จัดกระดาษกับพู่กันให้“ข้าอยากได้ชากุหลาบ เจ้าไปสั่งที่ห้องเครื่องให้หน่อยนะหลิงเอ๋อร์”“เพคะ”หลิงเอ๋อร์ออกไปแล้วองค์หญิงหนิงเซียงก็เริ่มเขียนอักษรลงบนกระดาษช้าๆ มือที่จับพู่กันมั่นคง แม้กายจะสั่นด้วยแรงสะอื้นเบาๆ ทว่าเมื่อน้ำตาเริ่มรื้นใกล้หยาดรินปลายนิ้วเรียวก็กรีดทิ้ง ไม่ยอมให้หยดลงบนกระดาษ ไม่นานนักหนังสือสองฉบับก็ถูกพับใส่ซอง ก่อนนางจะเขียนนามผู้ที่ต้องการส่งถึง แล้วก็เป็นเวลาเดียวกับที่หลิงเอ๋อร์เดินนำนางกำนัลอีกคนยกกากับถ้วยน้ำชาเข้ามาพร้อมขนมและรินให้นายต
องค์หญิงหนิงเซียงนั่งรถม้าแยกกับองค์หญิงเจียวมิ่งเพื่อเวลากลับจะได้ตรงเข้าวังมาเลยเพราะดูไปแล้วน่าจะกลับเข้าเมืองค่อนข้างเย็น ไหว้พระขอพรเสร็จออกมาจากอารามก็แวะพักริมน้ำตกกินของว่าง เป็นความตั้งใจของพี่สาวที่อยากให้น้องได้ผ่อนคลายกับธรรมชาติอันสดชื่น“ทำใจให้สบายเถิดนะเซียงเอ๋อร์ อย่าได้กังวลเกินไป เสด็จพ่อทำเพื่อเจ้า องครักษ์จางเองก็เหมาะสมคู่ควร แม้เป็นองครักษ์หากก็เป็นถึงบุตรเจ้ากรมคลัง เป็นสหายสนิทของพี่รอง”องค์หญิงเจียวมิ่งสงสารน้องสาวยิ่งนัก หากก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากให้กำลังใจ“เสด็จพ่อเองก็คงปวดพระทัย หากทรงรับรู้ว่าเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับจนผ่ายผอมเช่นนี้ ดูแลตัวเองให้ดีจนถึงวันแต่งงานเถิด เจ้าสาวควรมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่งผุดผาด”ผู้เป็นน้องยิ้มบางไม่แย้งสิ่งใด นางยังทำใจไม่ได้และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำใจยอมรับการแต่งงานได้หรือไม่ได้เวลากลับองค์หญิงทั้งสองต่างก็ขึ้นรถม้าของตน องค์หญิงหนิงเซียงมีหลิงเอ๋อร์คอยดูแลอยู่ภายในรถม้าด้วย สีหน้าเจ้าตัวดูเคร่งเครียดและครุ่นคิดตลอดเวลา ทว่าองค์หญิงหนิงเซียงไม่ได้สังเกตสิ่งอื่นมากนัก ใบหน้างดงามหมองเศร้าและเหม่อลอย แม้อยู่กับพี่สาวจะทำให้ต
นางหลงทาง...ผู้ที่ไม่เคยไปมาในเมืองหลวงด้วยตนเองเดินโผเผอย่างเหนื่อยล้า นับแต่หนีจากร้านผ้ามาองค์หญิงหนิงเซียงกลับก้าวไปอย่างไร้จุดหมาย หลิงเอ๋อร์กำชับว่าให้หาโรงเตี๊ยมเพื่อพักทว่านางกลับไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน เดินไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่พบโรงเตี๊ยมและเวลาก็ใกล้จะเย็นแล้วจำเป็นต้องมีที่พักหลับนอนองค์หญิงหนิงเซียงเป็นห่วงหลิงเอ๋อร์มากกว่าตนเอง ทว่าเพราะอีกฝ่ายยอมทำทุกอย่างเพื่อตนนางจึงมุ่งมั่นที่จะหนีดรอดให้ได้‘ข้าจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร’ขณะที่อยู่ในรถม้านางยังตัดสินใจไม่ได้ ทว่าอีกฝ่ายก็คุกเข่าอ้อนวอน‘องค์หญิงของหลิงเอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์ไม่อยากให้ท่านทุกข์ทรมานทั้งกายใจ เห็นท่านมีคราบน้ำตาอาบแก้มในทุกวันคืน กินอาหารน้อยนิด หลิงเอ๋อร์ก็ทุกข์ทรมานไปพร้อมท่าน ยิ่งท่านทำร้ายตัวเอง หลิงเอ๋อร์ยิ่งกลัว ได้โปรด ไม่ว่าสิ่งใด ขอเพียงท่านกลับมายิ้มได้อีกครั้ง หลิงเอ๋อร์พร้อมเผชิญเพคะ’เจ้าตัวเอ่ยเจือสะอื้น ทำเอาองค์หญิงหนิงเซียงน้ำตาไหลไปด้วย ดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตานั้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวปวดร้าวในอกเพียงใดที่เห็นนางปราศจากความสุขทั้งกายและใจ‘ไปจากวังหลวง เพื่อพบชีวิตที่อิสระและมีความสุขอย่างแท้จริงเถิดเพค
ใจดวงน้อยสั่นไหวด้วยความไม่มั่นใจขณะนั่งอยู่ในรถม้าที่กำลังเคลื่อนมาหน้าประตูเมือง เหลือบมองผู้ที่นั่งอีกด้านในรถม้าซึ่งใบหน้านิ่งสนิทแล้วก็เม้มริมฝีปากก้มหน้าลงครุ่นคิด‘ท่านคิดจะไปที่ใด’หลังหลบทหารมายังที่หนึ่งนางสะบัดตัวจะเดินหนีอีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น‘ข้าไม่จำเป็นต้องบอกท่าน’‘ท่านยังไม่รู้จะไปที่ใดมากกว่า’ใบหน้าเฉยชากับคำพูดกระด้างราวเย้ยหยันนั้นกวนอารมณ์นางให้ขุ่นนัก‘ไยท่านต้องมายุ่งกับข้าอีก ในเมื่อปฏิเสธข้าแล้วก็ปล่อยให้ข้าไปตามทางของข้า ไม่ต้องข้องเกี่ยวหรือใส่ใจใดๆ อีก’‘เห็นท่านกำลังพาตัวเองก้าวเข้าสู่อันตรายจะให้ข้าละเลยได้อย่างไร’ริมฝีปากอิ่มสวยขยับยิ้มหยันกับคำเอ่ยราวใส่ใจ‘ทั้งที่ท่านทำให้ข้าอับอายขายหน้า เป็นผู้หญิงไร้ยางอายไปแล้วยังบอกว่าไม่อาจละเลยอีกหรือ หึ...น้ำใจจากท่าน ข้าไม่ต้องการ’องค์หญิงหนิงเซียงเมินหน้าหนีจะเดินจากมา ทว่ากลับต้องชะงักอย่างลังเลในคำพูดของหลิวซูหยวน‘หากท่านต้องการออกนอกเมืองไปกับข้าก็ได้ อีกอย่างท่านไม่ควรอยู่ในชุดสตรี’และแล้วนางก็จำต้องให้ชายหนุ่มช่วยเหลือแม้ไม่รู้ว่าออกนอกเมืองไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป แต่หากยังอยู่ในนี้นางต้องถูกเจอตัวและพาก
ผ้าห่มแพรมันลื่นถูกกระชากออกพร้อมกับรู้สึกได้ว่ามีการขยับเขยื้อนทั้งที่ตนยังนิ่งทำให้ผู้ที่หนักศีรษะรวมไปถึงร่างกายพยายามลืมตาพร้อมได้ยินเสียงกร้าวลั่น“หญิงโฉดชายชั่ว บังอาจนัก!”ร่างอรชรสะดุ้งเฮือก เปลือกตาที่กำลังปรือปรอยเปิดขึ้นแล้วก็เห็นคนผู้หนึ่งถูกยันตกลงจากเตียง ส่วนตนรีบคว้าผ้าห่มปกปิดเรือนกายด้วยรู้สึกโล่งจนน่าหวั่นใจ“ฝ่าบาท ข้าน้อยมิบังอาจ ขอฝ่าบาททรงเมตตา”ผู้ที่ตกไปด้านล่างเหมือนจะตื่นเต็มตาในทันใดแล้วรีบโขกศีรษะลงพื้นเมื่อเห็นเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านใบหน้าถมึงทึงสายตาหญิงสาวกระจ่างชัดแล้วในตอนนี้ ร่างอรชรตัวสั่นเทา สองมือกุมผ้าแพรแน่นกระชับลำคอ ขณะสบกับดวงตาคู่คมดุกร้าวของผู้มาเยือน นางส่ายหน้าปฏิเสธให้อีกฝ่ายขณะศีรษะปวดร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแม้จะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ทว่าตื่นขึ้นมาโดยมีชายอื่นอยู่บนเตียงตนเช่นนี้อย่างไรนางก็มีความผิดมุมปากได้รูปงามบนใบหน้าขาวคมคายกระตุกหยัน แววตาไร้ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจทำเอาหญิงสาวใจหายวาบ“ข้าน้อยไม่รู้ว่ามาอยู่ในห้องบรรทมของพระสนมได้อย่างไร ขอฝ่าบาททรงเมตตาไต่สวนหาความจริงด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ชายผู้นั้นยังโขกศีรษะร้อง
หิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วขุนเขา ภายในถ้ำลึกเต็มไปด้วยน้ำแข็ง บนแท่นน้ำแข็งเย็นยะเยียบมีร่างอรชรนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรนิ่งพร้อมแสงวาบขึ้นกลางหน้าผากมนเป็นรูปคล้ายกลีบดอกโบตั๋น ดวงหน้างามหวานซึ้งมีเหงื่อซึมผุดพราย คิ้วเรียวคมขมวดมุ่น ราวกำลังต่อสู้กับบางอย่างก่อนทั้งร่างจะสะดุ้งเฮือกเพราะหัวใจปวดร้าวเหมือนถูกทิ่มแทงจนกระอักเลือดออกมา ดวงตาคู่เรียวงามเปิดขึ้นกะทันหัน หากไม่นานแสงเรืองรองกลีบดอกโบตั๋นก็จางหายไปพร้อมเปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงและร่างอรชรล้มลงนอนหมดสติกลางแท่นน้ำแข็งไอเย็นจัดเข้าแทรกซึมร่างกายจนใบหน้าขาวนวลเนียนซีดเผือด กลีบปากอิ่มสีหวานคล้ำขึ้น ร่างอรชรนอนนิ่งนานครู่หนึ่งจึงมีเสียงหินก้อนใหญ่เคลื่อนไหว แล้วใครคนหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นด้านหน้าช่องว่างพลางก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ“เยว่เอ๋อร์”เจ้าของร่างอรชรเอ่ยเสียงเครียด ใบหน้าเรียวงดงามมีความวิตกกังวลเมื่อเห็นคนบนแท่นบาดเจ็บและรีบช่วยพยุง ทว่าไอเย็นเยียบที่ได้รับรู้จากร่างอีกฝ่ายทำให้นางยิ่งหน้าเสียพลางประคองเรือนร่างบอบบางใกล้เคียงตนขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะเร่งใช้พลังปราณเพื่อเยียวยาผู้หมดสติ หากก็เพียงช่วยได้บางส่วนเท่านั้น เมื่ออีกฝ่า
ร่างอรชรที่อ่อนระโหยถูกประคองให้นั่งลงบนแท่นน้ำแข็ง มาถึงขุนเขามังกรสวรรค์หญิงสาวก็ทรมานน้อยลงแล้ว ทั้งเมื่อได้อยู่บนแท่นน้ำแข็งร่างกายที่ปั่นป่วนด้วยเพลิงร้อนวูบวาบก็ผ่อนคลายขึ้น“จือเยว่ คนเก่งของพ่อ อดทนอีกไม่นาน เจ้าจะผ่านมันไปได้”ไท่จื่อจิ่นลี่วางมือหนาลงบนศีรษะของบุตรสาว แววตาคู่คมเข้มฉายแววอ่อนโยน“เพคะ”จือเยว่ตอบรับอย่างมุ่งมั่น ดวงตาคู่งามเปล่งประกายของความมั่นใจในตนเอง“พ่อไม่อาจอยู่ที่นี่กับเจ้า หรือส่งผู้ใดมาอยู่กับเจ้าได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป จะไม่มีใครหรือสิ่งใดเข้ามายังขุนเขามังกรนี้ได้”“ท่านพ่อมีราชกิจมากมายและยังต้องดูแลท่านแม่ ลูกอยากบำเพ็ญเพียรให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อแบ่งเบาราชกิจของท่านพ่อเพคะ”จิ่นลี่ลูบผมนุ่มสลวยด้วยความรักเอ็นดูทั้งห่วงใยไม่น้อย“หากเจ้าบรรลุเทพเซียนขั้นเก้าแล้วพ่อจะมารับ”จือเยว่ยิ้มบาง ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด แม้จะปวดร้าวในอกซ้ำเล่าซ้ำเล่า ทั้งยังร้อนราวเพลิงโหมไหม้ภายในกายยามต้องเผชิญทุกข์เข็ญ เมื่อไอเย็นจัดภายนอกปะทะและแทรกซึมเข้ามาเนื้อตัวจึงสะบัดร้อนสะบัดหนาวเหมือนพิษไข้รุมเร้าอย่างหนักจนต้องกระอักเลือด แต่ผ่านไปครู่ใหญ่นางก็จะมีแรงกำลังกลับมา
ใจดวงน้อยสั่นไหวด้วยความไม่มั่นใจขณะนั่งอยู่ในรถม้าที่กำลังเคลื่อนมาหน้าประตูเมือง เหลือบมองผู้ที่นั่งอีกด้านในรถม้าซึ่งใบหน้านิ่งสนิทแล้วก็เม้มริมฝีปากก้มหน้าลงครุ่นคิด‘ท่านคิดจะไปที่ใด’หลังหลบทหารมายังที่หนึ่งนางสะบัดตัวจะเดินหนีอีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น‘ข้าไม่จำเป็นต้องบอกท่าน’‘ท่านยังไม่รู้จะไปที่ใดมากกว่า’ใบหน้าเฉยชากับคำพูดกระด้างราวเย้ยหยันนั้นกวนอารมณ์นางให้ขุ่นนัก‘ไยท่านต้องมายุ่งกับข้าอีก ในเมื่อปฏิเสธข้าแล้วก็ปล่อยให้ข้าไปตามทางของข้า ไม่ต้องข้องเกี่ยวหรือใส่ใจใดๆ อีก’‘เห็นท่านกำลังพาตัวเองก้าวเข้าสู่อันตรายจะให้ข้าละเลยได้อย่างไร’ริมฝีปากอิ่มสวยขยับยิ้มหยันกับคำเอ่ยราวใส่ใจ‘ทั้งที่ท่านทำให้ข้าอับอายขายหน้า เป็นผู้หญิงไร้ยางอายไปแล้วยังบอกว่าไม่อาจละเลยอีกหรือ หึ...น้ำใจจากท่าน ข้าไม่ต้องการ’องค์หญิงหนิงเซียงเมินหน้าหนีจะเดินจากมา ทว่ากลับต้องชะงักอย่างลังเลในคำพูดของหลิวซูหยวน‘หากท่านต้องการออกนอกเมืองไปกับข้าก็ได้ อีกอย่างท่านไม่ควรอยู่ในชุดสตรี’และแล้วนางก็จำต้องให้ชายหนุ่มช่วยเหลือแม้ไม่รู้ว่าออกนอกเมืองไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป แต่หากยังอยู่ในนี้นางต้องถูกเจอตัวและพาก
นางหลงทาง...ผู้ที่ไม่เคยไปมาในเมืองหลวงด้วยตนเองเดินโผเผอย่างเหนื่อยล้า นับแต่หนีจากร้านผ้ามาองค์หญิงหนิงเซียงกลับก้าวไปอย่างไร้จุดหมาย หลิงเอ๋อร์กำชับว่าให้หาโรงเตี๊ยมเพื่อพักทว่านางกลับไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน เดินไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่พบโรงเตี๊ยมและเวลาก็ใกล้จะเย็นแล้วจำเป็นต้องมีที่พักหลับนอนองค์หญิงหนิงเซียงเป็นห่วงหลิงเอ๋อร์มากกว่าตนเอง ทว่าเพราะอีกฝ่ายยอมทำทุกอย่างเพื่อตนนางจึงมุ่งมั่นที่จะหนีดรอดให้ได้‘ข้าจะทิ้งเจ้าได้อย่างไร’ขณะที่อยู่ในรถม้านางยังตัดสินใจไม่ได้ ทว่าอีกฝ่ายก็คุกเข่าอ้อนวอน‘องค์หญิงของหลิงเอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์ไม่อยากให้ท่านทุกข์ทรมานทั้งกายใจ เห็นท่านมีคราบน้ำตาอาบแก้มในทุกวันคืน กินอาหารน้อยนิด หลิงเอ๋อร์ก็ทุกข์ทรมานไปพร้อมท่าน ยิ่งท่านทำร้ายตัวเอง หลิงเอ๋อร์ยิ่งกลัว ได้โปรด ไม่ว่าสิ่งใด ขอเพียงท่านกลับมายิ้มได้อีกครั้ง หลิงเอ๋อร์พร้อมเผชิญเพคะ’เจ้าตัวเอ่ยเจือสะอื้น ทำเอาองค์หญิงหนิงเซียงน้ำตาไหลไปด้วย ดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตานั้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวปวดร้าวในอกเพียงใดที่เห็นนางปราศจากความสุขทั้งกายและใจ‘ไปจากวังหลวง เพื่อพบชีวิตที่อิสระและมีความสุขอย่างแท้จริงเถิดเพค
องค์หญิงหนิงเซียงนั่งรถม้าแยกกับองค์หญิงเจียวมิ่งเพื่อเวลากลับจะได้ตรงเข้าวังมาเลยเพราะดูไปแล้วน่าจะกลับเข้าเมืองค่อนข้างเย็น ไหว้พระขอพรเสร็จออกมาจากอารามก็แวะพักริมน้ำตกกินของว่าง เป็นความตั้งใจของพี่สาวที่อยากให้น้องได้ผ่อนคลายกับธรรมชาติอันสดชื่น“ทำใจให้สบายเถิดนะเซียงเอ๋อร์ อย่าได้กังวลเกินไป เสด็จพ่อทำเพื่อเจ้า องครักษ์จางเองก็เหมาะสมคู่ควร แม้เป็นองครักษ์หากก็เป็นถึงบุตรเจ้ากรมคลัง เป็นสหายสนิทของพี่รอง”องค์หญิงเจียวมิ่งสงสารน้องสาวยิ่งนัก หากก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากให้กำลังใจ“เสด็จพ่อเองก็คงปวดพระทัย หากทรงรับรู้ว่าเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับจนผ่ายผอมเช่นนี้ ดูแลตัวเองให้ดีจนถึงวันแต่งงานเถิด เจ้าสาวควรมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่งผุดผาด”ผู้เป็นน้องยิ้มบางไม่แย้งสิ่งใด นางยังทำใจไม่ได้และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำใจยอมรับการแต่งงานได้หรือไม่ได้เวลากลับองค์หญิงทั้งสองต่างก็ขึ้นรถม้าของตน องค์หญิงหนิงเซียงมีหลิงเอ๋อร์คอยดูแลอยู่ภายในรถม้าด้วย สีหน้าเจ้าตัวดูเคร่งเครียดและครุ่นคิดตลอดเวลา ทว่าองค์หญิงหนิงเซียงไม่ได้สังเกตสิ่งอื่นมากนัก ใบหน้างดงามหมองเศร้าและเหม่อลอย แม้อยู่กับพี่สาวจะทำให้ต
“องค์หญิง กินอีกคำสองคำก็ยังดีนะเพคะ”หลิงเอ๋อร์พยายามคะยั้นคะยอเมื่อองค์หญิงหนิงเซียงกินอาหารไปเพียงเล็กน้อย ร่างอรชรผ่ายผอมบอบบางยิ่งกว่าเดิมจนดวงหน้างดงามซีดตอบ นางกำนัลคนสนิทที่เอาใจใส่ดูแลใกล้ชิดในทุกวันเห็นแล้วก็ปวดใจนัก“เอาออกไปเถิด ข้าไม่อยากกินแล้ว”“โธ่ องค์หญิง”องค์หญิงหนิงเซียงไม่สนใจเสียงโอดของนางกำนัลคนสนิท ร่างบอบบางลุกจากโต๊ะทานอาหารกลับเข้าไปในห้องนอน หลิงเอ๋อร์จึงได้แต่พยักหน้าเรียกให้นางกำนัลอีกสองคนเข้ามาเก็บอาหารออกไปแล้วก้าวตามนายตนร่างอรชรทรุดลงนั่งตรงโต๊ะเขียนหนังสือ หลิงเอ๋อร์ก็รีบเข้ามาช่วยฝนหมึก จัดกระดาษกับพู่กันให้“ข้าอยากได้ชากุหลาบ เจ้าไปสั่งที่ห้องเครื่องให้หน่อยนะหลิงเอ๋อร์”“เพคะ”หลิงเอ๋อร์ออกไปแล้วองค์หญิงหนิงเซียงก็เริ่มเขียนอักษรลงบนกระดาษช้าๆ มือที่จับพู่กันมั่นคง แม้กายจะสั่นด้วยแรงสะอื้นเบาๆ ทว่าเมื่อน้ำตาเริ่มรื้นใกล้หยาดรินปลายนิ้วเรียวก็กรีดทิ้ง ไม่ยอมให้หยดลงบนกระดาษ ไม่นานนักหนังสือสองฉบับก็ถูกพับใส่ซอง ก่อนนางจะเขียนนามผู้ที่ต้องการส่งถึง แล้วก็เป็นเวลาเดียวกับที่หลิงเอ๋อร์เดินนำนางกำนัลอีกคนยกกากับถ้วยน้ำชาเข้ามาพร้อมขนมและรินให้นายต
“ใต้เท้าหลิว”ชายหนุ่มกับมองผู้เข้ามาหาด้วยสีเข้มขรึม ขณะสหายที่มาด้วยกันแปลกใจ หากเมื่อนางกำนัลเอ่ยต่อเขาก็ขอตัว“เอ่อ ข้ามีเรื่องขอพูดกับใต้เท้าตามลำพังได้หรือไม่เจ้าคะ”“ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”อีกฝ่ายจากไปโดยง่าย เพราะหลิวซูหยวนเป็นที่สนใจของสตรีทั้งในวังและบรรดาบุตรสาวขุนนางหรือแม้แต่ท่านหญิง หลายคนเพียงแอบเมียงทว่านางกำนัลผู้นี้ช่างกล้าหาญนักในความคิดของเขาจึงไม่อยากขัด“มีเรื่องใดหรือ”“เชิญใต้เท้าตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ”หลิงเอ๋อร์ผายมือไปยังหลังต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงอุทยานแล้วเดินนำ หลิวซูหยวนลังเลหากก็ก้าวตามด้วยความตงิดใจ กระทั่งพ้นต้นไม้มาก็เห็นร่างอรชรที่ทำเอาคิ้วเข้มขมวด ส่วนนางกำนัลสาวกลับไปดูต้นทาง“ถวายพระพรองค์หญิง”“ใต้เท้าหลิว”องค์หญิงหนิงเซียงมองผู้ที่อยู่ในหัวใจตนด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง กระนั้นก็ไม่มั่นใจนักว่าสิ่งที่นางต้องการพูดกับอีกฝ่าย ชายหนุ่มจะคิดเห็นอย่างไร“ข้า...เอ่อ...”สบตาคมเข้มนิ่งเฉยแล้วนางกลับพูดไม่ออก“องค์หญิงมีสิ่งใดรับสั่งกับกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ หากมีผู้ใดผ่านมาเห็นเข้าคงไม่เหมาะนัก”อีกฝ่ายถามเสียงเรียบ บั่นทอนกำลังใจของผู้ที่เตรียมตัวเตรียมใจมาแล
“เซียงเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำให้สด็จพ่อโกรธมาก อย่าได้ทำเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจถูกลงทัณฑ์”องค์ชายรองเสวียนหลินตามมายังตำหนักองค์หญิงหนิงเซียงหลังจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว“ให้เสด็จพ่อลงทัณฑ์ข้าเสียยังดีกว่าให้ข้าแต่งงาน”เห็นน้ำตาที่รินไหลไม่ขาดสาย ทว่าสีหน้ากลับมุ่งมั่นแข็งขืนของน้องสาวแล้วสีหน้าองค์ชายรองกลับยิ่งเคร่งเครียด เจ้าตัวยังนั่งคุกเข่าอยู่ในตำหนักตนไม่ขยับแม้หลิงเอ๋อร์กับนางกำนัลคนอื่นจะช่วยกันเลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่เป็นผล“เซียงเอ๋อร์”องค์ชายรองอ่อนใจในความดื้อดึงของน้องสาว แปลกใจนักที่น้องน้อยผู้เรียบร้อยและหัวอ่อนเสมอมาของตนกลับกล้าขัดรับสั่งพระบิดา‘ช่างดื้อรั้นเอาแต่ใจนัก หากขอสิ่งใดข้าก็อนุญาต กลับคำ พลิกราชโองการ คำพูดของข้าจะยังศักดิ์สิทธิ์เชื่อถือได้อีกหรือ เจ้าพูดกับน้องเจ้าให้นางเข้าใจ ข้าตัดสินใจเช่นนี้ก็เพื่อนาง’พระบิดารับสั่งย้ำอย่างขุ่นเคืององค์ชายรองย่อกายลงตรงหน้าอีกฝ่าย วางมือสองข้างบนบ่าบอบบาง“เสด็จพ่อทำเพื่อเจ้า ชาวเมืองมากมายต่างก็เห็นฮ่าวหมิงอุ้มเจ้า แตะต้องเนื้อตัวและช่วยชีวิตเจ้าไว้ เขามีความดีความชอบ ส่วนเจ้าเป็นถึงองค์หญิง ไม่ควรมีผู้ใดแตะต้องชิ
ในรถม้าองค์หญิงหนิงเซียงมองพัดในมือตนพลางถอนหายใจ ขณะที่หลิงเอ๋อร์ก็มีพัดคอยพัดวีไล่ความร้อนอบอ้าวให้ผู้เป็นนาย ด้วยพัดจากใต้เท้าหลิวนั้นองค์หญิงจะถือไว้ด้วยตนเองเสมอ“น่าเสียดายที่ก่อนกลับไม่ได้บอกกล่าวใต้เท้ามู่กับใต้เท้าหลิวนะเพคะ”หลิงเอ๋อร์เอ่ยอย่างรู้ใจว่าแท้จริงแล้วนายตนอยากพบหน้าผู้ใดก่อนเข้าวัง เพราะนับแต่พ่ายแพ้หลิวซูหยวนก็ไปนั่งดูการแข่งขันร่วมกับสหายในสำนักราชเลขาธิการ ไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะกับราชบุตรเขยอีก“หลิงเอ๋อร์”ใบหน้าหวานงดงามงอง้ำพลางเอ่ยปรามคนสนิทเสียงอุบอิบเพราะรู้แก่ใจว่าความรู้สึกของตนนั้นกำลังเริ่มไม่เหมาะไม่ควรขณะนั้นเสียงม้าร้องดังขึ้นทั้งรถม้ายังกระชากอย่างแรงจนร่างอรชรกระแทกเข้ากับด้านข้างรถม้า“โอ๊ะ...เกิดอะไรขึ้น”หลิงเอ๋อร์ร้องขึ้นพลางรีบประคองนายตน“หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”เสียงคนที่ควบคุมม้าด้านนอกตะโกนลั่น“ระวัง! ด้านหน้าระวังด้วย!”หลายเสียงเริ่มตะโกนดัง รถม้าขององค์หญิงหนิงเซียงอยู่ท้ายขบวน หากม้าตื่นตระหนกวิ่งเร็วอาจลากจูงให้รถม้าไปชนกับทหารองครักษ์รวมถึงรถม้าด้านหน้าได้ นั่นอาจพลอยทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ทั้งกับองค์ชายรองและองค์ชายสามรถม้ายังถูกแ
แคว้นอันมีการแข่งขันเตะลูกหนังเป็นการละเล่นประจำปี แต่ละกรมจะจัดกลุ่มคนเพื่อแข่งขันเจ็ดคน กรมใดมีชัยได้อันดับหนึ่งจะได้รับพระราชทานรางวัลจากฮ่องเต้เป็นทองคำยี่สิบก้อน และได้นั่งด้านหน้าสุดในงานพระราชสมภพของฮ่องเต้กับฮองเฮาในปีนั้น นับว่าเป็นเกียรติอย่างมากทุกกรมจึงจริงจังกับการแข่งนี้แม้สำนักราชเลขาธิการจะไม่ได้แข็งแกร่งเช่นกรมทหารรักษาพระราชวังหรือทหารองครักษ์ หากส่วนใหญ่ก็เคยผ่านการละเล่นนี้มาแล้วในตอนศึกษาอยู่ในสำนักศึกษา หลิวซูหยวนกับมู่ฉางเหยียนจึงเข้าร่วมเป็นตัวแทนองค์หญิงหนิงเซียงเคยมาชมการแข่งขันพร้อมองค์หญิงเจียวมิ่งที่สามารถมาชมเพื่อให้กำลังใจพระสวามีแล้วในสองปีที่ผ่านมา หากไม่ได้สนใจการแข่งจริงจังนัก ทว่าในปีนี้กลับต่างออกไปเมื่อได้เห็นหนึ่งในผู้ร่วมเล่นลูกหนังจากสำนักราชเลขาธิการ“ใต้เท้าหลิวฝีมือไม่เบาทีเดียว ทั้งยังเล่นได้เข้าขากับท่านพี่มากอีกด้วย”ผู้เป็นพี่สาวหันมากระซิบกับนาง องค์หญิงหนิงเซียงเพียงยิ้มรับ ไม่ได้แสดงทีท่าตื่นเต้นเท่าใดนัก หากความจริงนางแทบไม่อาจละสายตาจากร่างสูงใหญ่ที่เล่นลูกหนังอย่างคล่องแคล่ว ทั้งแย่งทั้งส่ง หรือกระทั่งกระโดดม้วนตัวเตะลูกหนังเข้าไ
“เอ่อ คุณหนู...”หลิงเอ๋อร์เอ่ยเตือนถึงความไม่เหมาะสมราวดึงสติของผู้เป็นนายกลับมา องค์หญิงหนิงเซียงรีบดึงมือตนเองจากเสื้ออีกฝ่ายแล้วจะผละกายออก หากเขากลับนำพาให้นางเดินออกจากกลุ่มคนโดยไม่คิดปล่อยแขนจากเอวบาง ทำเอาสองสาวมองกันด้วยความงุนงง ออกอาการเลิ่กลั่กทั้งนายและบ่าวแต่เมื่อห่างจากผู้คนที่เบียดเสียดชายหนุ่มก็ปล่อยและขยับไปยืนเว้นระยะด้วยตัวเอง หลิงเอ๋อร์เองก็ประคองนายตนราวหวงแหน ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงองค์หญิงเจียวมิ่งพร้อมร่างอรชรก็ตรงเข้ามาหาน้องสาวอย่างร้อนใจ โดยผู้เป็นสวามีตามมาเช่นกัน“เซียงเอ๋อร์ พี่ตกใจแทบแย่ที่อยู่ๆ ก็ไม่เห็นเจ้า”มือบางถูกจับพร้อมสายตาที่ฉายแววห่วงกังวลก็กวาดมองร่างผู้เป็นน้องจนทั่ว“อ้าว หลิวซูหยาง”“ใต้เท้ามู่...ถวายพระพรองค์หญิง”หลิวซูหยางเอ่ยนามผู้ที่มาใหม่อย่างให้เกียรติทว่าอีกฝ่ายกลับตบบ่าเขาอย่างแรง“ใต้ทงใต้เท้าอะไรกัน บอกแล้วว่าพบกันข้างนอกเราก็ยังเป็นสหายเช่นเดิม”มู่ฉางเหยียนนั้นเข้ารับราชการในสำนักราชเลขาก่อนหลิวซูหยางแล้วได้รับพระราชทานอภิเษกหลังจากนั้น เวลานี้มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยราชเลขาธิการส่วนพระองค์ทั้งยังเป็นถึงเป็นราชบุตรเขยด้ว