สองคำที่หลุดออกมา เป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่คาดคิด คนที่อยู่ที่นี่ กว่าครึ่งก็เป็นลูกหลานของขุนนาง และการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ระหว่างพวกเขาก็คือแย่งกันโอ้อวด หรือรับแรงกดดันจากผู้อาวุโสในบ้าน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่โตอะไรแต่ตอนนี้ สองคำที่หลี่เฉินกล่าวออกมา ได้ดึงพวกเขาเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่นองเลือดแม้แต่ดวงตาของจ้าวไท่ไหลก็เบิกกว้าง เขาแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมาเขาไม่เชื่อว่าหลี่เฉินจะมีความกล้าหาญเช่นนี้แต่องครักษ์เสื้อแพรไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นใคร ตราบใดที่หลี่เฉินออกคำสั่ง เขาก็จะดำเนินการโดยไม่ลังเลองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งชักดาบซิ่วชุนออกมา แสงดาบสว่างวูบ จากนั้นเลือดก็สาดกระจาย การฟันดาบครั้งนี้ ถึงอกถึงใจมาก และยังทำให้ความดุร้ายและอำนาจของหลี่เฉิน เจาะลึกเข้าไปในกระดูกของทุกคนที่นี่คนบ้าที่ไม่ทราบที่มา แต่ตัวตนของเขาต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน บอกจะฆ่าก็ฆ่าจริงๆ โดยไม่มีความลังเลชายหนุ่มคนนั้นแม้แต่เสียงกรีดร้องก็ยังไม่มี เพียงล้มลงบนพื้น เลือดไหลทะลักออกมา ก่อนที่เขาจะตาย ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว“แขวนศพไว้บ
ตัวอักษรบรรทัดเดียวสั้นๆ ทำให้แม้แต่คนที่มองไม่เห็นหัวใคร ไม่เห็นความสำคัญของยอดอัจฉริยะทั่วหล้า และไม่เห็นใครอยู่ในสายตาอย่างซูจิ่นพ่า ยังตกใจจนอ้าปากค้างในที่สุดนางก็เข้าใจแล้ว ทำไมเขาถึงสังหารบุตรชายของหลางจงเจี้ยงแห่งกรมยุติธรรมราวกับฆ่าสุนัข ยังเข้าใจด้วยว่าเพราะเหตุใดตั้งแต่ต้นจนจบเขาถึงไม่เคยเห็นพวกผู้มีอำนาจในเมืองหลวงรวมถึงจ้าวไท่ไหลอยู่ในสายตาเหมือนจะเป็นเพราะว่า เขานั่นแหละคือคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่สุดในจักรวรรดิต้าฉินด้วยฐานะของเขา เขาสามารถทำได้จริงๆเพียงแต่ จู่ๆ ซูจิ่นพ่าก็นึกถึงคำพูดพลั้งปากของตัวเอง ที่จงใจกลั่นแกล้งหลี่เฉินในเรื่องเงื่อนไขการเลือกคู่ครองต้องมีหน้าตาหล่อเหลาเหมือนพานอัน ต้องมั่งคั่งทัดเทียมแคว้น ต้องมีอำนาจเหนือคนเรือนแสน พร้อมทั้งมีปณิธานที่เข้ากันได้ มีพรสวรรค์เป็นเลิศด้านหน้าตา หลี่เฉินไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฐานะที่เป็นถึงองค์รัชทายาท คุณสมบัติเฉพาะตัวนั้น เรียกได้ว่ามีสถานะคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า ที่แม้แต่บรรดาลูกท่านหลานเธอทั่วไปก็ไม่สามารถเลี้ยงดูสั่งสอนขึ้นมาได้ส่วนความมั่งคั่งทัดเทียมแคว้น และยังมี
ซูเจิ้นถิงคำนับตรงตามระเบียบพิธีการ ไม่ทำอย่างลวกๆ แม้แต่น้อยซูผิงเป่ยที่อยู่ข้างๆ ลอบมองไปที่หลี่เฉิน รู้สึกว่าเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ก่อนยังทำให้เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเองอับอายขายหน้าอยู่เลย แต่บัดนี้กลับกลายเป็นรัชทายาทแห่งจักรวรรดิต้าฉิน ในอนาคตอาจได้เป็นน้องเขยของตัวเอง เป็นฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิต้าฉินเมื่อประกอบกับคำเตือนของบิดาก่อนหน้านี้ เขารู้ดีว่าตระกูลซูมีแต่ต้องผูกติดกับรัชทายาทเท่านั้น และตัวเอง ก็ทำได้เพียงภักดีต่อรัชทายาทเท่านั้น ห้ามมีความคิดเป็นอื่นเด็ดขาดด้วยความคิดที่ซับซ้อน ซูผิงเป่ยจึงไม่กล้าที่จะละเลย พูดตามซูเจิ้นถิงด้วยความเคารพนอบน้อมว่า “กระหม่อม ซูผิงเป่ย ถวายพระพรองค์รัชทายาท ขอพระองค์ทรงมีอายุพันปี พันปี พันพันปี”“ทั้งสองท่านตามสบาย”หลี่เฉินรอให้ซูเจิ้นถิงยืนตัวตรงแล้ว จึงมองสบตาทั้งสองต่างรู้ใจกันดีโดยไม่ต้องบอกคนหนึ่งไม่ได้พูดถึงการพบกับซูจิ่นพ่า ส่วนอีกคนไม่ได้พูดถึงเรื่องการปรึกษาหารือกับครอบครัวยามนี้ซูเจิ้นถิงและลูกชายมาเข้าเฝ้าในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ท่าทีนี้สามารถพิสูจน์อะไรได้หลายอย่างแล้วหลี่เฉินรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเขารู้
ประตูของตำหนักบูรพาเปิดออก หลี่เฉินขี่ม้าด้วยตัวเอง โดยอยู่ภายใต้การล้อมพิทักษ์ของซูเจิ้นถิงและซูผิงเป่ยสองพ่อลูก ทั้งสามคนพร้อมด้วยหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเดินทางออกจากตำหนักบูรพา มุ่งหน้าตรงไปยังประตูทิศเหนือของเมืองหลวงและขณะที่หลี่เฉินนำคนออกจากตำหนักบูรพา ในเวลานี้ในค่ายเป่ยต้าหน่วยองครักษ์อวี่หลิน หลิ่วปินเฉิงกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมาก“รองผู้บัญชาการ ตอนนี้ลูกธนูขึ้นสายเต็มเหนี่ยวแล้ว จำต้องยิงออกไป”ผู้ช่วยผู้บัญชาการคนสนิทประกบมือคำนับหลิ่วปินเฉิงแล้วพูดว่า “ใครจะคาดคิดว่ารัชทายาทจะมีปฏิกิริยาตอบโต้เร็วขนาดนี้ อีกทั้งวิธีการยังโหดเหี้ยม ที่น่ารังเกียจที่สุดคือขันทีซานเป่านั่น ช่วยเหลือรัชทายาทอย่างสุดจิตสุดใจ ทำให้พวกเราไม่มีโอกาสเคลื่อนย้ายได้เลย”“จริงๆ ตั้งแต่จ้าวเจ๋อโยวถูกหน่วยบูรพาพาตัวไป พวกเราก็ควรเริ่มลงมือได้แล้ว”หลิ่วปินเฉิงที่สวมเครื่องแบบรองผู้บัญชาการกัดฟันพูดว่า “หลักการพวกนี้ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร เพียงแต่ว่าอำนาจของพวกเรายังห่างไกลกับคำว่าควบคุมองครักษ์อวี่หลินนัก จ้าวเจี้ยนเย่คนเดียวที่เฝ้าจับตาดูพวกเรา เป็นเขาที่บีบพวกเรามาถึงจุดนี้!”“ถ้าไม่ใช่เพร
นอกค่ายเป่ยต้าหน่วยองครักษ์อวี่หลิน หลี่เฉินอยู่ด้านหน้าสุด ซูเจิ้นถิงอยู่ข้างหลังครึ่งช่วงตัว และข้างหลังเขาคือซูผิงเป่ยและหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ทางเข้าค่ายมีการสร้างแนวรั้วกั้นไว้อยู่แล้ว ด้านหลังประตูค่าย มีทหารลาดตระเวนจ้องหลี่เฉินตาเป็นมันไม่นานหลิ่วปินเฉิงก็พาคนออกมา“ข้าน้อยรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์อวี่หลิน หลิ่วปินเฉิง น้อมคำนับท่านแม่ทัพซู!”“น้อมคำนับท่านแม่ทัพซู!”“น้อมคำนับท่านแม่ทัพซู!”ในค่ายทหาร ทหารทั้งหมดที่อยู่ในนั้นตะโกนขึ้นพร้อมกันเมื่อเผชิญกับการต้อนรับเช่นนี้ ซูเจิ้นถิงไม่เพียงแต่ไม่ยินดีเท่านั้น แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามองไปที่หลี่เฉินทันที แล้วพูดว่า “องค์รัชทายาท...”“ไม่เป็นไร”หลี่เฉินพูดเนิบๆ “กลยุทธ์ยุแยงตะแคงรั่วเช่นนี้ ข้าไม่ใส่ใจหรอก”ซูเจิ้นถิงรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย จากนั้นก็ตะโกนใส่หลิ่วปินเฉิงอย่างดุดัน “หลิ่วปินเฉิง เจ้าไม่เห็นองค์รัชทายาทอยู่ที่นี่งั้นรึ!?”หลิ่วปินเฉิงยกมือขึ้นคำนับ แล้วพูดเนิบๆ “ข้าน้อยรู้จักแต่ทายาทของเทพสงครามเท่านั้น ไม่รู้จักรัชทายาทอะไรนั่น”“ยิ่งกว่านั้นข้าน้อยยังไม่รู้จักรัชทายาท หากต้องการให้ข้าน
การคุกเข่าของหลิ่วปินเฉิง เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าหลี่เฉินได้กำราบค่ายเป่ยต้าได้แล้วด้านหลังหลี่เฉิน ซูเจิ้นถิงมองดูแผ่นหลังของหลี่เฉิน แล้วพูดกับลูกชายเบาๆ ว่า “องค์รัชทายาท ตอนนี้ทรงมีราศีจับแล้ว”ริมฝีปากของซูผิงเป่ยสั่นเทา แต่ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้คลำหัวใจแล้วถามตัวเองว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาที่อยู่ในตำแหน่งรัชทายาทแทน เขาคงเทียบกับหลี่เฉินไม่ได้ดวงตาของหลี่เฉินกวาดมองไปทั่วทุกคน พูดอย่างเย็นชา “ยังไม่รีบถอนแนวรั้วกั้นออกไปอีกรึ”ยังไม่ทันที่หลิ่วปินเฉิงจะพูด จู่ๆ คนอยู่ข้างๆ เขาตะโกนว่า “องค์รัชทายาท ทหารค่ายเป่ยต้าเรากำลังฝึกซ้อมอยู่ ในระหว่างการฝึกซ้อม ไม่สามารถเอาแนวรั้วกั้นออกได้ องค์รัชทายาทโปรดยกโทษให้ด้วย”เมื่อได้ยินสิ่งนี้สายตาของหลี่เฉินแปรเปลี่ยนไปทันควัน“ทหาร!”องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ด้านหลังเดินเข้ามาข้างหน้าทันที พูดว่า “กระหม่อมอยู่นี่แล้ว!”“รื้อแนวรั้วกั้นนี้ซะ!”สายตาของหลี่เฉินจับจ้องไปยังหลิ่วปินเฉิงและคนพูดที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างเย็นชา “ใครก็ตามที่ขัดขวาง ต้องถูกลงโทษฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อข้า ประหารทันที!”องครักษ์เสื้อแพรกว่าสิบคนรีบรุดไปข้างหน้าทันที แล
พฤติกรรมของหลี่เฉินที่ไม่มีการเตือนล่วงหน้านั้น ไม่เพียงแต่ทำให้หลิ่วปินเฉิงตกใจ แต่แม้กระทั่งซูเจิ้นถิงที่อยู่ข้างหลังหลี่เฉินก็ไม่คาดคิดมาก่อนและถัดจากหลี่เฉิน ซูผิงเป่ยที่เพิ่งถูกแย่งดาบไปก็กลัวจนแข้งขาอ่อนแรงแม้ว่าหลี่เฉินจะเป็นรัชทายาท หรือเป็นรัชทายาทที่สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่รัชทายาทมีเพียงชีวิตเดียวเท่านั้นนี่คือค่ายเป่ยต้าหน่วยองครักษ์อวี่หลิน มีทหารทั้งหมดแปดพันนาย ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหลิ่วปินเฉิงที่นี่ บารมีของหลิ่วปินเฉิงนั้นยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าหลี่เฉินผู้เป็นรัชทายาทที่ไร้บารมีหรืออิทธิพลในกองทัพเสียอีกถ้าเผื่อว่าดาบนี้ฟาดลงไป ซูผิงเป่ยถึงขั้นหวาดระแวงว่าทหารแปดพันนายนี้จะก่อกบฏทันที ทหารเหล่านี้ยิ่งกังวลว่าตัวเองจะถูกรัชทายาทจัดการเช่นเดียวกับหลิ่วปินเฉิงหรือไม่ และบางทีอาจก่อเรื่องอะไรขึ้นมาก็ได้ตอนนี้ซูผิงเป่ยอยากเอาดาบของตัวเองคืนจริงๆ เกลี้ยกล่อมองค์รัชทายาทให้สงบอารมณ์ลง...แต่ว่า เวลานี้เขาไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใด ซูเจิ้นถิงก็เดินไปอยู่ข้างๆ ซูผิงเป่ยอย่างเงียบเชียบ“หากเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องพารัชทายาทเสด็จออกจาก
“ปกป้ององค์รัชทายาท!”ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเห็นการกบฏตรงหน้า ซูผิงเป่ยรู้สึกชาไปทั้งตัว เขาตะโกนแทบจะโดยสัญชาตญาณเมื่อใดที่ค่ายเป่ยต้าก่อกบฏจริงๆ เหล่าทหารที่โกรธแค้นจนเลือดขึ้นตา หลังจากที่ที่สังหารรัชทายาทแล้ว ไม่มีทางที่จะตระหนี่ถี่เหนียวไม่เข่นฆ่ากลุ่มพวกตัวเองแน่นอนอย่างไรก็ตายอยู่แล้ว มิสู้ลากคนลงหลุมด้วยดีกว่าซูผิงเป่ยที่อยู่ในฐานะทายาทของเทพสงคราม เขาก็เติบโตขึ้นมาในค่ายทหาร รู้ดีว่าทหารหัวโตป่าเถื่อนเหล่านี้ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเพียงใดพลั่กๆ องครักษ์เสื้อแพรหลายสิบคนเข้ามาในที่เกิดเหตุทันที ขณะเดียวกันก็ชักอาวุธออกมาปกป้องหลี่เฉินที่อยู่ตรงกลาง เผชิญหน้ากับแม่ทัพทหารในค่ายเป่ยต้าทุกคนโดยไม่ละสายตาที่แม่ทัพทหารในค่ายเป่ยต้ารู้สึกกระวนกระวายตื่นเต้นจนถึงขีดสุดก็เพราะการตายของหลิ่วปินเฉิง เมื่อองครักษ์อวี่หลินเคลื่อนไหว พวกเขาที่เดิมทีเป็นเหมือนนกตื่นกลัวกลับกลายเป็นตื่นเต้นฮึกเหิมอาวุธขององครักษ์เสื้อแพรและอาวุธของแม่ทัพทหารของค่ายเป่ยต้าปะทะกัน ทำให้เกิดเสียงโลหะกระทบกันบาดแก้วหูอย่างรุนแรง องครักษ์เสื้อแพรไม่กล้าลงมือ และแม่ทัพทหารของค่ายเป่ยต
เซียวเทียนหนานไม่รู้ว่าทำไมต้าฉินถึงคลุ้มคลั่งถึงเพียงนั้น ถึงขนาดต้องการให้เย่ลู่เสิ่นเสวียนพร้อมกองทัพม้าหกแสนนาย ติดแหงกอยู่ที่หน้าด่านเย่ว์หยาทว่าเรื่องนี้กลับไม่อาจขัดขวางเขา ที่กำลังพยายามสุดชีวิตเพื่อทำภารกิจที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบหมายให้สำเร็จก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่า? สิ่งที่ "สหายผู้แซ่เหอ" มอบให้มันมากเกินต้านทานนักเมื่อได้ประสบพบเห็นความเจริญรุ่งเรืองของต้าฉิน ได้ลิ้มรสความอ่อนหวานของหญิงสาวจงหยวน เซียวเทียนหนานก็ไม่อาจมองเหลียวกลับไปยังเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิดและเนื้อแพะแห่งแคว้นเหลียวได้อีก หญิงสาวบนทุ่งหญ้า ต่อให้นางแข็งแกร่งเพียงใด แขนแบกม้า อกทุบหินได้ แต่ทั้งเนื้อทั้งกระดูก หากเทียบกับความอ่อนโยนชุ่มชื่นของหญิงสาวชาวจงหยวนแล้ว ก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุมเมื่อใจคนลิ้มรสความเสื่อมแล้วไซร้ ต่อให้สวรรค์เปิดทาง ก็ยากนักจะหันกลับคืนเซียวเทียนหนานไม่เคยคิดว่าตนทำผิดคนเราหากไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินก็ย่อมลงทัณฑ์ความจริงแล้ว เซียวเทียนหนานก็มีวาทศิลป์ที่ไม่เลวเลยทีเดียวหลังจากถูกวิเคราะห์แยกแยะอย่างละเอียดจากเขา เย่ลู่เสิ่นเสวียนซึ่งแต่เดิมก็เอนเอียงไปทางไม่ถอนทัพอยู่แล้ว
เย่ลู่เสิ่นเสวียนสีหน้าไร้อารมณ์ จ้องมองเซียวเทียนหนานตรงๆ แล้วเอ่ยว่า “พูดให้ละเอียด”ตามปกติ หากไม่ใช่เขาเอ่ยปากถามก่อน เย่ลู่เสิ่นเสวียนย่อมไม่อนุญาตให้ผู้ใดในใต้บัญชาของตนแสดงความคิดเห็นด้วยตนเองยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับการถอนทัพด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรมีใครบังอาจกล่าวก่อนแม้เซียวเทียนหนานจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมทีหลัง ทว่ากฎเช่นนี้ย่อมต้องรู้ดีด้วยเหตุนี้เอง การที่เซียวเทียนหนานเอ่ยความเห็นเช่นนี้ก่อน ย่อมทำให้ในใจของเย่ลู่เสิ่นเสวียนเริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นความคิดนั้นจะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “รายละเอียด” ที่เซียวเทียนหนานกำลังจะกล่าวต่อจากนี้ จะสามารถทำให้เขาพึงใจได้หรือไม่เซียวเทียนหนานเองย่อมรู้ดีว่าตนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทว่าเนื่องด้วยคำสั่งจาก "ผู้แซ่เหอ" แห่งต้าฉิน ผู้ที่ชอบคบหาสมาคมกับผู้คน เขาจึงจำต้องกัดฟันดำเนินต่อไป“องค์รัชทายาท บัดนี้สถานการณ์ภายในวังหลวงก็ไม่ได้สงบสุข ถึงแม้ตำแหน่งขององค์รัชทายาทยังคงมั่นคงอยู่ในยามนี้ แต่กระหม่อมขอกล่าวถ้อยคำที่อาจเป็นการล่วงเกิน หากวันใดฝ่าบาทสละราชบัลลังก์ องค์รัชทายาทอาจขึ้นครองราชย์ไ
ทั่วทั้งทุ่งหญ้าต่างร่ำลือกันว่า เย่ลู่เสิ่นเสวียน คือของขวัญจากเทพสวรรค์ที่ประทานแก่แคว้นเหลียว เป็นเจ้าเหนือแคว้นเหลียวผู้ถูกลิขิตไว้แล้วแต่กำเนิดตำนานนี้แพร่สะพัดมาหลายสิบปีแล้วเย่ลู่เสิ่นเสวียนเองก็ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาหลายสิบปีเช่นกันโดยแท้จริงแล้ว ภายในแคว้นเหลียว เย่ลู่เสิ่นเสวียนก็มีบารมีสูงส่ง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้เขาขึ้นครองบัลลังก์แต่ปัญหาคือ แคว้นเหลียวหาใช่ต้าฉินไม่แม้แต่ต้าฉินก็ยังเต็มไปด้วยอ๋องแห่งแคว้นที่คอยก่อกวนเขย่าบัลลังก์ ไม่ต้องกล่าวถึงแคว้นเหลียวซึ่งโดยรากเหง้าเป็นการรวมตัวของหลายเผ่าพันธุ์เข้าด้วยกันภายใต้ภาพลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในแคว้นเหลียว ที่แท้คือการรวมกลุ่มของชนเผ่าต่างๆ และเหล่าท่านอ๋องที่แยกกันปกครองอย่างชัดเจนยิ่งไปกว่านั้น ราษฎรแคว้นเหลียวล้วนมีนิสัยห้าวหาญ เป็นชาวทุ่งหญ้าที่เคารพพลังแห่งสงครามมากกว่าความรู้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากเย่ลู่เสิ่นเสวียนไร้ซึ่งผลงานในสนามรบ ต่อให้ขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนยอมรับได้สำหรับแคว้นเหลียวแล้ว ผลงานสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย่อมต้องมาจากการรุกรานต้าฉินแต่ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต
"ทางต้าฉิน ยังไม่มีข่าวคราวส่งมาหรือ?"ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเหลียว ค่ายพักของเย่ลู่เสิ่นเสวียนนั้นใหญ่โตผิดธรรมดา ราวกับตำหนักหลังหนึ่ง ทว่าไม่มีการตกแต่งที่หรูหราโอ่อ่า ด้านในถูกแบ่งเป็นหลายส่วน เท่าที่มองเห็น มีเพียงแบบจำลองสนามรบ แผนที่ และเครื่องมือทางทหารเท่านั้นในด้านชีวิตส่วนตัว เย่ลู่เสิ่นเสวียนเป็นผู้มีวินัย ไม่หลงใหลในความหรูหราฟุ้งเฟ้อและด้วยเหตุนี้เอง ท่ามกลางวงขุนนางแห่งแคว้นเหลียว ซึ่งนิยมประดับกายด้วยทองคำหยกอันล้ำค่า จะก้าวเท้าออกนอกตำหนักก็ต้องมีสตรีงามนับสิบตามติดจึงจะถือว่าสมศักดิ์ศรี เย่ลู่เสิ่นเสวียนกลับกลายเป็นบุคคลแปลกแยกหากแต่ความแปลกแยกที่สืบเนื่องมายาวนานนับสิบปีเช่นนี้ กลับทำให้เขาได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวแคว้นเหลียวส่วนใหญ่ยามนี้ เย่ลู่เสิ่นเสวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ขุนนางใหญ่ ด้านหน้าวางเรียงรายด้วยเอกสารราชการและกิจการทหาร แต่ข้างกายเขากลับมีตำรากลอนและบันทึกประวัติศาสตร์จากแผ่นดินต้าฉินวางอยู่หลายเล่มแคว้นเหลียวเข้มงวดห้ามราษฎรตนเองสัมผัสกับวัฒนธรรมต้าฉิน ทว่าในหมู่ขุนนาง หากเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และการศึกษา ย่อมแอบศึกษาวัฒนธรรมจงหยวน
"ใต้เท้าจ้าวช่างชอบพูดเล่นจริงๆ"เฉินป้าวกั๋วเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ มองจ้าวเหอซานด้วยสายตาเรียบเฉย "ทั่วทั้งมณฑลซีซาน ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าใต้เท้าจ้าวรักความสงบที่สุด?"ตอนที่จ้าวเหอซานเพิ่งมารับตำแหน่งที่มณฑลซีซาน เขาได้เรียกประชุมขุนนางทุกคนในพื้นที่ และคำพูดแรกที่ออกจากปากของเขาคือเขาจ้าวเหอซาน รักความสงบ และชอบสร้างมิตรแต่เพียงไม่นานหลังจากนั้น ขุนนางที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้น ถูกโยกย้าย ถูกลดตำแหน่ง หรือหนักกว่านั้นคือถูกจับเข้าคุกดังนั้น ในวงการขุนนางของมณฑลซีซาน คำว่าจ้าวเหอซานรักความสงบ จึงกลายเป็นคำพูดประชดประชันโดยปริยายจ้าวเหอซานยิ้มบางๆ เอ่ยกับเฉินป้าวกั๋ว "แม่ทัพเฉิน เจ้าอย่าเพิ่งแสดงอารมณ์เช่นนี้ อีกไม่นานนัก เจ้าจะรู้ว่าข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่"เฉินป้าวกั๋วแค่นหัวเราะเย็นชา "เช่นนั้นข้าควรขอบคุณเจ้าหรือ?""ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก"จ้าวเหอซานโบกมือเบาๆ ก่อนหันไปมองทางเมืองหลวง โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "เจ้าควรขอบคุณองค์รัชทายาท"เฉินป้าวกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าหนักแน่น กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้าจ้าว เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในเมืองหลวง แต่การกระทำขอ
หลี่เฉินหัวเราะเสียงดัง เอ่ยขึ้นว่า "ได้เจ้าเป็นภรรยา ถือเป็นโชควาสนาของข้า"ซูจิ่นพ่าลอบมองเขา กัดริมฝีปากเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางรู้สึกว่าตัวเองถูกสถานการณ์ผลักให้เดินไปข้างหน้าโดยไม่มีทางเลือกแม้ว่าพิธีสมรสจะดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ลึกๆ ในใจ นางก็ยังรู้สึกว่า ตนเองยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานอย่างไรก็ตาม หลี่เฉินไม่ได้มองนางตรงๆ อีกแล้ว และไม่ได้เอ่ยคำพูดใดที่มากไปกว่าจำเป็น"ทหาร"หลี่เฉินกล่าวเสียงราบเรียบ "คุ้มครองฮองเฮาและพระชายาองค์รัชทายาท หากมีผู้ใดปล่อยให้เกิดอันตราย แม้แต่คนเดียวในพวกเจ้า ข้าจะสั่งประหารทั้งตระกูล!"สิ้นคำพูดของเขา หลี่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ชุดแต่งงานสีแดงสดพลิ้วไหว ก่อนก้าวเท้าออกไปทางประตูศาลบูรพกษัตริย์และทันทีที่เขาเดินไปข้างหน้า เงาร่างของทหารนับไม่ถ้วนก็โผล่ออกมาจากเงามืดทหารเหล่านี้ทุกคนสวมใส่ชุดเกราะ ถือดาบยาวเป็นอาวุธประจำตัว แต่ที่พิเศษคือ พวกเขาทุกคนต่างมีไม้เหล็กสีดำสนิทสะพายอยู่บนหลัง นอกจากนี้ ที่เอวของแต่ละคนยังมีถุงหนังที่พองตัว ไม่ทราบว่าด้านในบรรจุอะไรเอาไว้ขณะที่เงาร่างของทหารกระจายตัวไปทั่วบริเวณ ร่างหนึ่งก
เสียงประตูศาลบูรพกษัตริย์เปิดออกช้าๆหลี่เฉินก้าวออกไปด้านนอกที่หน้าประตู ซูจิ่นพ่ากำลังยืนอยู่ในชุดแต่งงานซูจิ่นพ่าในวันนี้ สวมอาภรณ์มงคลสีแดงเข้ม งามสง่าและสมบูรณ์แบบปิ่นประดับมุกหงส์ห้อยระย้า ประดับเครื่องสำอางบางเบา ใบหน้าเรียวรูปเมล็ดแตงดูประณีตดุจรังสรรค์จากสวรรค์ คิ้วเรียวบางราวภูผาไกล ดวงตากระจ่างใสราวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ปลายจมูกงามระหง ริมฝีปากอิ่มสีกลีบท้องามเหนือคำบรรยาย งามดุจเทพธิดานี่แหละความงามที่ทำให้แผ่นดินล่มสลาย"แต่โบราณมา คำสดุดีที่สูงสุดสำหรับสตรีคงเป็น แต่จิ่นพ่าในวันนี้กลับงดงามยิ่งกว่าเทพลั่วเสียอีก ย้อนคิดถึงสี่มหางามในประวัติศาสตร์ แม้แต่ซีซือ หรือหวังเจาจวิน ก็คงไม่อาจงามไปกว่านี้แล้ว"คำกล่าวของหลี่เฉินทำให้ซูจิ่นพ่ารู้สึกประหม่าเล็กน้อยนางก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "หม่อมฉันคารวะองค์รัชทายาท"แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอภิเษก และตามกฎหมายแล้ว ซูจิ่นพ่าคือพระชายาองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ แต่ในวังหลวง ระเบียบแห่งราชสำนักมาก่อนความสัมพันธ์ในครอบครัว และคู่สมรสหลี่เฉินยกมือขึ้น ตรัสด้วยเสียงอ่อนโยน "ลุกขึ้นเถิด ไปกับข้า"ซูจ
ความอ่อนนุ่มของร่างกายหญิงสาวถูกกอบกุมไว้ จ้าวชิงหลานรู้สึกว่าทั่วร่างของตนเองเหมือนถูกทำให้ชาไปครึ่งซีกแต่สิ่งที่ทำให้นางไม่อาจยอมรับได้ยิ่งกว่านั้น คือคำพูดของหลี่เฉิน"ดังนั้นเจ้าจึงปล่อยให้พวกกบฏทำตามอำเภอใจ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะการตัดสินใจของเจ้า มีราษฎรบริสุทธิ์มากมายต้องสังเวยชีวิต? เจ้าช่างโหดร้ายและไร้หัวใจยิ่งนัก!"หลี่เฉินกล่าวอย่างไร้อารมณ์ "ข้าโหดร้ายไร้หัวใจอย่างนั้นหรือ? แล้วเจ้าคิดว่าเป็นข้าหรือบิดาเจ้าจ้าวเสวียนจีที่แท้จริงแล้วเป็นผู้ที่ละเลยชีวิตผู้คน?""หากไม่ใช่เพราะเขา เหตุการณ์ทั้งหมดนี้คงไม่เกิดขึ้น และตอนนี้เจ้ากลับมาว่าข้าโหดร้ายไร้หัวใจ?""ใช่ มันเป็นความจริงที่มีผู้คนจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตเพราะการตัดสินใจของข้า แต่แล้วอย่างไรเล่า? การเสียสละบางส่วนเพื่อรักษาภาพรวมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าคือองค์รัชทายาท เป็นว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต ข้าต้องรักษาแผ่นดินนี้ ต้องรักษาการปกครองของราชวงศ์หลี่ ข้าจำต้องมองภาพรวม ต้องชั่งน้ำหนักความสูญเสีย ไม่ใช่จดจ่อเพียงแค่ชีวิตของคนเพียงหนึ่งหรือสองคน""หากข้าปล่อยให้ทุกอย่างพังทลาย ทั้งแผ่นดินก็จะสูญสิ้น ดังนั้น สิ่งที
ภายในศาลบูรพกษัตริย์จ้าวชิงหลานผลักหลี่เฉินออกไปด้วยแรงทั้งหมดของนาง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว นางเงื้อมือขึ้นหมายจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของหลี่เฉินแต่เมื่อเห็นสายตาสงบนิ่งของหลี่เฉิน นางกลับชะงักไปเล็กน้อย มือที่เงื้อขึ้นสุดท้ายก็ค่อยๆ ลดลงมา นางไม่มีความกล้าพอที่จะฟาดลงไปจริงๆ"เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!"จ้าวชิงหลานตวาดเสียงดังหลี่เฉินไม่ได้ตอบอะไรเขาเพียงคว้าข้อมือของจ้าวชิงหลานไว้ ก่อนจะดึงร่างของนางเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้งฝ่ามือของเขากดอยู่ที่ท้ายทอยของนาง กดศีรษะของนางให้แนบไปกับแผงอกของเขา แล้วเอ่ยเสียงเบา "เจ้าจะยอมตามใจข้าสักครั้งไม่ได้เลยหรือ?"จ้าวชิงหลานดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่ผลกลับเป็นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นางไม่อาจขยับตัวได้เลย"แค่ไม่ยอมตามใจเจ้า เจ้ากล้าทำกับข้าได้ถึงเพียงนี้ ถ้าข้ายอมตามใจ เจ้าคงคิดทำอะไรมากกว่านี้อีกแน่!"จ้าวชิงหลานทั้งโกรธทั้งอับอาย นางรู้สึกว่าความบริสุทธิ์ของตนเองกำลังถูกหลี่เฉินล่วงเกินจนแทบไม่เหลืออะไรแต่ไม่ว่าดิ้นรนเพียงใด นางก็สลัดหลี่เฉินออกไปไม่ได้ความรู้สึกหมดหนทางเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสิ้นหวัง"เจ้าไม่ต้องกลัว