ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางสง่างาม ดวงตาสีนิลมองไปรอบๆร้านอย่างคุ้นเคย งานศิลปะของอดีตคนรักถูกออกแบบอย่างปราณีตและถูกสวมใส่โดยหุ่นจำลอง ผ้าไหมและส่าหรีเต็มไปด้วยสีสันงดงามและมีความหรูหรา พลันสายตาก็สะดุดกับหญิงสาวในชุดส่าหรีสีแดงเข้มเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ
" คุณมาขอพบฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ ศิวะ" ดวงตาสีน้ำผึ้งอ่อนของหญิงสาววูบไหวเล็กน้อย เธอซ่อนความรู้สึกผิดเอาไว้ในใจ น้ำเสียงอ่อนหวานสั่นเครือช่วงท้ายประโยค " ผม...อยากได้ส่าหรีให้แม่สักชุด กำลังจะถึงวันเกิดของท่านแล้วผมก็อยากให้อะไรที่มันพิเศษ " ชายหนุ่มบอกหญิงสาวเสียงนุ่ม พลางมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาคนึงหา ในใจของเขาก็พลันรู้สึกเจ็บปวด คนที่เคยอยู่เคียงข้าง เคยใกล้ชิด เคยได้รัก ตอนนี้เธอก็เดินไปเคียงข้างคนอื่นเสียแล้ว " จริงด้วย ถ้างั้นฉันจะเป็นคนตัดส่าหรีให้คุณป้าเองค่ะ รับรองว่าเสร็จก่อนวันงานแน่ๆ" เสียงหวานกล่าวกับชายหนุ่มอย่างมั่นเหมาะ ถึงอย่างไรมารดาอีกฝ่ายก็ดีกับเธอมาก อัมมาวดีอยากให้ของขวัญชิ้นนี้พิเศษกว่าทุกชิ้น " รบกวนหรือเปล่า" "ไม่หรอกค่ะ วันเกิดคุณป้าทั้งที" รอยยิ้มสดใสปรากฏบนดวงหน้าหวาน ศิวะมองรอยยิ้มนั้นอยู่นาน ก่อนเสหน้าไปทางอื่น ตอนนี้ชายหนุ่มเหมือนเป็นคนแปลกหน้าที่มองอดีตของตัวเองจากที่ไกลๆ ไม่สามารถครอบครองมันได้อีกแล้ว ดวงตาสีนิลเข้มขึ้นด้วยอารมณ์บางอย่างก่อนที่จะเลือนหายไป " ถ้ายังไงผมจะกลับมารับอีกทีตอนเย็นนะ...แล้วก็งานวันเกิดของคุณแม่..." ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดออกไป "ผมอยากจะเชิญคุณและครอบครัวไปด้วยน่ะครับ" สิ้นประโยคอัมมาวดีก็เงียบไป เธอก็ไม่คิดว่าจะได้ยินคำเชิญนี้จากปากเขาเพราะว่าหญิงสาวทำกับเขาไว้เจ็บแสบ ทว่า..มารดาของอีกฝ่ายก็ดีกับเธอมาก " ศิวะคะ...คือฉัน.." "ไปเถอะครับ แม่ผม ท่านเข้าใจ" สายตาคาดหวังของเขาทำให้เธอปฏิเสธเขาไม่ลง " ได้ค่ะ ฉันจะไปแน่นอน ขอบคุณที่เชิญนะคะ"เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติแต่ว่าในใจเธอกลับหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก อัมมาวดีรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายที่ยังดีกับเธอไม่เปลี่ยนแปลงทั้งๆที่เธอนอกใจเขา หักหลังเขา ศิวะเป็นคนดีจริงๆ แต่ผู้ชายที่ดีและเพียบพร้อมเธอก็หมดรักเขาซะได้ "ยินดีครับ " ใบหน้าคมเข้มเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าในใจกลับเจ็บแปลบขึ้นมา... ความรู้สึกทั้งรัก ทั้งแค้นประทุขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวตรงหน้าคือคนที่เขารัก เมื่อจินตนาการถึงสายตาของคนที่รักกำลังแสดงความเจ็บปวดยามที่เขาได้แก้แค้นสำเร็จ หัวใจของเขากลับปวดหน่วง แต่...ทำไมเขาจะต้องเป็นฝ่ายเจ็บล่ะ " ถ้าชุดเสร็จเมื่อไหร่คุณโทรมาบอกผมนะครับ เดี๋ยวผมมารับ" สายตาของเขาวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเป็นปกติในเสี้ยววินาที เสียงนาฬิกาโบราณดังขึ้นภายในร้าน เป็นสิ่งที่ดังไพเราะแต่สำหรับเขามันเป็นเสียงตอกย้ำว่าอดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว ชายหนุ่มเรื่องสายตาไปรอบๆร้านก่อนจะชะงักเมื่อเห็นชุดส่าหรีชุดหนึ่งสวมอยู่ที่หุ่นจำลอง เป็นชุดสีแดงเข้มประกายทอง ผ้าส่าหรีทำด้วยผ้าไหมจัณฑีเนื้อเนียนละเอียดราวกับสายน้ำ ชายส่าหรีและพรมชาย ปากลวดลายดอกไม้โมเกรา(Mogra) และดอกชบาเป็นดอกไม้ที่พระแม่ปารวตีโปรดปราน และเสื้อเบลาส์ แขนยาวทำด้วยผ้าไหมสีทองอ่อน ปักลวดลายเล็กๆด้วยเส้นด้ายสีแดงและสีทองอย่างปราณีต ขอบส่าหรีเย็บเสริมด้วยมุกสีขาวนวล เป็นชุดที่สวยงามหรูหรา ชุดนี้หญิงสาวเป็นคนออกแบบกับมือ เพราะ...มันเป็นชุดแต่งงานของเธอกับเขา ครั้งหนึ่ง... เขาเคยเคียงข้างเธอในยามค่ำคืนเวลาเธอตัดเย็บ ชุดนี้อย่างตั้งใจ ครั้งหนึ่ง... เธอเคยบอกว่าอยากใส่ชุดนี้..ในงานแต่งงานของเรา " ศิวะคะ ถ้าฉันใส่ชุดนี้ในงานแต่งของเรา คุณจะมองฉันเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในโลกไหมคะ" "แน่นอนอยู่แล้ว คุณสวยที่สุดสำหรับผมเสมอ" ภาพในอดีตไหลย้อนเข้ามาในความทรงจำราวกับสายน้ำ ชุดนี้เคยเป็นชุดที่มีค่าที่สุดสำหรับหญิงสาว.. ตอนนี้... มันกลับถูกเอามาวางขายในร้าน ราวกับว่ามันไม่มีค่าอะไร รอยยิ้มของชายหนุ่มค่อยๆเลือนหาย ก่อนจะเดินออกจากร้านไปด้วยความเร่งรีบ อัมมาวดีมองตามแผ่นหลังของอดีตคนรักไป สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและขอโทษอยู่ในใจ " ขอโทษนะ ศิวะ" สายตาสีน้ำตาลอ่อน มองไปยังชุดที่เธอตัดเย็บมัน ตั้งใจว่าจะใส่มันในงานแต่งของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป ในขณะเดียวกันอัมพิกาก็เดินเข้ามาพร้อมของกินในมือมากมาย ใบหน้าสวยหวานเปื้อนรอยยิ้ม ชายหนุ่มหยุดชะงัก ดวงตาสีนิลมองหญิงสาวด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะหลุบตาลงอย่างใช้ความคิด อัมพิกา เจ้าหญิงในกรงทองของครอบครัวเชาฮาน เธอน่ารัก นิสัยดี อ่อนโยน และไม่รู้เรื่องอะไรเลย ชายหนุ่มเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆแต่... เธอเป็นน้องสาวที่อดีตคนรัก รักมาก ถ้าการใช้เธอทำให้อัมมาวดีต้องเจ็บปวด เขาก็จะไม่ลังเลที่จะทำ " อัมมาวดี.คุณจะต้องจดจำความเจ็บปวดนี้ไปอีกนาน" เสียงทุ้มต่ำรอดออกจากริมฝีปากหนา ฝ่ามือของเขากำหมัดแน่น อารมณ์โทสะพี่มอบดับไปแล้วกลับประทุขึ้นมาใหม่ราวกับไฟจากนรก ในเมื่อความรักของเขามันไม่มีค่า.. ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในเมื่ออดีตคนรักเลือกที่จะฉีกอดีตที่มีร่วมกันทิ้งอย่างเลือดเย็น เขาก็จะทำให้เธอจดจำเขาไปตลอดชีวิตเช่นกัน.... อัมพิกา คือหมากชั้นดีที่จะทำให้เขาแก้แค้นได้สำเร็จ คฤหาสน์หรูย่าน Civil Lines., เมืองชัยปุระ คฤหาสน์หรูสไตล์ราชสถานตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอินเดียดั้งเดิมผสมผสานกับความทันสมัย มีพื้นที่กว้างขวางและสวนน้ำพุขนาดใหญ่ สมกับเป็นเจ้าของธุรกิจการผลิตและการขายสินค้าอุตสาหกรรม ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทเดินก้าวเข้ามาด้านใน เคยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยโคมไฟระย้าตรงกลางห้อง ผ้าม่านปักลวดลายสวยงามพริ้วไสวตามสายลม " กลับมาแล้วเหรอลูก" หญิงวัยกลางคนในชุดส่าหรี่สีฟ้าครามเรียบง่ายเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน " ครับแม่ " ศิวะเดินโผลเข้ากอดมารดาอย่างแผ่วเบา อ้อมกอดของมารดาทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับบ้าน หัวใจของเขารู้สึกเหมือนได้พักผ่อนหลังจากที่เจอมรสุมมาอย่างหนัก ศุมิตรา ลูบหลังลูกชายคนเดียวของเธอด้วยความอ่อนโยน " ไหน..ขอแม่ดูหน่อย" เธอผละออกจากลูกชาย ก่อนจะสำรวจดูชายหนุ่ม " ลูกผอมลงนะ... ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย" เธอพูดดุลูกชายยกใหญ่ ร่างสูงได้แต่ยิ้มไม่ได้ตอบอะไรเธอไป " กลับมาได้แล้วหรอ!" เสียงทุ้มห้าวตวาดลั่นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคน ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราถูกตัดแต่งไว้อย่างดี สวมชุดครุตา เดินออกมาจากห้องทำงานอย่างสง่างาม " อกหักครั้งเดียว ถึงกับไม่กลับบ้านกลับช่อง แกคิดว่าบ้านเป็นโรงแรมเอาไว้พักชั่วคราวหรือไง" นารายณ์ อัคราวัล แม่อายุจะร่วงเลยเข้าสู่วัยชราแล้ว แต่เขาก็ยังรักษาร่างกายให้แข็งแรงเรากับคนอายุสี่สิบ " ผมต้องทำงานครับ " ชายหนุ่มตอบกลับผู้เป็นพ่อไป พลางเอามือล้วงกระเป๋า "หึ... แกคิดว่าฉันจะเชื่อหรอ!" นารายณ์ที่เห็นการกระทำนั้นของลูกชายก็รู้สึกหมั่นไส้ ปนความเป็นห่วงอยู่ลึกๆที่ไม่แสดงออก เขาเลิกคิ้วถามลูกชายกลับไปเสียงสูง "ครับ" พูดจบเขาก็เดินหนีไปอีกทางทันที เพราะอยู่เถียงไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี "คุณดูมันสิ ดูมันยอกย้อมผม" เขาหันไปฟ้องภรรยาทันที ศุมิตรามองหน้าสามีอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัวเบาๆ " คุณก็อย่าไปต่อปากต่อคำกับลูกสิคะ " " คุณเข้าข้างมันหรอ!!" เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เสียงโวยวายของสามีทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยใจ " เอาล่ะค่ะคุณนารายณ์ เมื่อไหร่คุณจะเลิกทะเลาะกับลูกสักทีคะ" " มันมากกว่าที่ชวนผมทะเลาะ" " ฉันไม่คุยกับคุณแล้วค่ะ" เมื่อเห็นสามีเถียงเขาเป็นเอ็น ศุมิตราก็หาทางหนีทีไล่เพราะไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาเหมือนกัน นารายณ์ที่ถูกภรรยาและลูกชายเดินหนีเขาก็รู้สึกฮึดฮัดในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะว่านั่นก็ภรรยาที่เขารัก นั่นก็ลูกชายที่เขาภูมิใจ " ให้มันได้อย่างนี้สิ"งานวันเกิดของศุมิตรา อัคราวัล ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นภรรยาของคุณนารายณ์ อดีตประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ก่อนจะวางมือให้ลูกชายมาบริหารแทนทั้งหมด เขากลับไปบริหารโรงงานสินค้าเล็กๆของเขตอุตสาหกรรม งานถูกจัดขึ้นที่ห้องบอลรูมขนาดใหญ่ของโรงแรมหรู ในเมืองชัยปุระ ถูกจัดขึ้นอย่างงดงามและหรูหรา เพดานสูงโปร่งประดับด้วยโคมไฟคริสตัลที่เปล่งประกายสวยงาม ริมกำแพงแต่ละด้านถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวและสีทอง เป็นดอกไม้ราคาสูงและเป็นที่นิยมสำหรับชนชั้นสูง และมีการจัดโต๊ะเป็นลักษณะวงกลม กลางห้องถูกประดับด้วยพรมแดงและโตขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้กลางห้องถูกวางด้วยเค้กวันเกิดขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งมาอย่างสวยงาม แขกทุกคนทยอยกันมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก รวมไปถึงครอบครัวเชาฮานที่ส่งลูกสาวทั้งสองมาร่วมงานด้วย "เธอ...คุณอัมมาวดี แฟนเก่าลูกชายเจ้าของงานก็มาร่วมงานด้วยนะ" " จริงหรอ ฉันว่าข่าวลือที่เขาจบกันไม่ดีคงไม่ใช่เรื่องจริงหรอกมั้ง " " ใครบอกกันล่ะเธอ ฉันว่าพวกเขาสร้างภาพกันมากกว่า" เสียงซุบซิบจากแขกรอบด้านดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้สองพี่น้องตระกูลเชาฮานรู้สึกไม่ดีอยู่เล็กน้อยที่พวกเธอเป็นที่สนใจสำหรับแขกในงาน"ดีใจที่คุณมา
อีกด้านนึงของงาน เสียงดนตรีจากไวโอลินยังคงบรรเลงขึ้นอย่างไพเราะ สร้างความผ่อนคลายและความรื่นเริงแก่แขกในงาน ทว่า...เสียงดนตรีกลับทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ เรือนร่างในชุดอานาร์กาลีสีขาวปักดิ้นทองเคลื่อนผ่านกลุ่มแขกไปอย่างรวดเร็ว ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามแรงเดิน สองมือบางจับผ้าคลุมไหล่แน่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปรอบๆ เธอเอื้อมไปจับมือของพนักงานคนนึงเอาไว้" เห็นน้องสาวของฉันไหมคะ" น้ำเสียงหวานเอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็วแฝงไปด้วยความร้อนรน" เธอมีลักษณะยังไงคะ?" พนักงานสาวลังเลเล็กน้อยก่อนที่ถามออกไป " เป็นผู้หญิงสูงประมาณนี้ ใส่ชุดสีชมพู ผมลอนค่ะ พอจะเห็นบ้างไหมคะ" หญิงสาวบอกลักษณะของน้องสาวที่รักอย่างร้อนรน ความเป็นห่วงท้วมท้นเข้ามาในหัวใจ " อ๋อ...ถ้าลักษณะแบบนี้....ฉันคิดว่าเห็นอยู่คนนึงค่ะ อยู่แถวทะเลสาบ" " ขอบคุณมากๆค่ะ" อัมมาวดียิ้มออกมาด้วยความดีใจแล้วกล่าวขอบคุณพนักงานสาวคนนั้น ก่อนจะรีบเดินออกไปมุ่งหน้าไปทางทะเลสาบหลังโรงแรม ค่ำคืนที่มืดมิด มีเพียงดวงจันทร์เป็นประกายส่องแสงท่ามกลางความมืด เสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆกระทบขอบฝั่งจนหยดน้ำกระเซ็นเป็นประกายใต้แสงจันทร์
วิหารกลางเมืองตั้งตระหง่านท่ามกลางแสงแดดสาดส่องที่สาดส่องลงมากระทบหลังคาของวิหาร โครงสร้างของวิหารถูกแกะสลักด้วยหินทรายบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ขององค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ธูปหอมลอยตลลอบอวนไปในอากาศพร้อมกับกลิ่นดอกไม้ของผู้ศรัทธาที่นำมาถวายสักการะ ด้านหน้าของวิหารเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งนักบวช ผู้แสวงบุญ และชาวเมืองที่เดินทางมาไหว้สักการะศิวะมหาเทพเพื่อขอพรในเรื่องต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ อัมพิกาในชุดส่าหรีสีแดงสดปักดิ้นทองอย่างประณีต ผืนผ้าพาดไหล่ข้างหนึ่งเผยให้เห็นเสื้อสั้นสีอ่อนด้านใน ข้อมือเรียวสวมกำไลทองเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาเมื่อเธอขยับตัว เธอปล่อยผมยาวสลวยถึงบั้นเอวเป็นลอนอ่อนๆประดับด้วยดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์ รอยจุดติกะตรงกลางหน้าผากบ่งบอกถึงผ่านการทำพิธีบูชามาแล้ว ดวงตาสีน้ำผึ้งอ่อนทอดมองไปยังหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ความคิดที่ฟุ้งซ่านมาหลายวันก็สงบลงเมื่อได้มาสักการะมหาเทพในวิหาร " องค์มหาเทพ...ลูกไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้กลายเป็นแบบนี้ คนดีๆคนนึงจะเปลี่ยนไปเพราะผิดหวังในความรักแค่นั้นหรอ ลูกไม่เข้าใจ" เสียงหวานเอ่ยออกมาขณะมองหน้าพระพักตร์ " ลูกหวังว
อัมพิกานิ่งงันกับคำพูดของชายหนุ่ม น้ำตาหยดแล้วหยุดเล่าไหลลงอาบแก้ม ในใจของเธอปวดหนึบจนแทบหายใจไม่ออก"พี่หมายความว่ายังไง?" เธอเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ศิวะขบกรามแน่น สายตาแข็งกร้าวของเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม " ก็หมายความอย่างที่พูด" ดวงตาสีนิลมองหน้าหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป"เพราะฉะนั้น...เธอไม่มีสิทธิ์มาขวางทางของพี่ และเธอก็ต้องยอมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าไม่อยากให้คนที่เธอรักต้องเดือดร้อน ก็มาเป็นเครื่องมือของพี่ซะ" "ไม่ค่ะ" เธอไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายใช้เธอทำร้ายคนที่เธอรักเด็ดขาด อัมพิกามองหน้าเขาด้วยสายตาไม่ยินยอม ศิวะหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาช่างเย็นเยียบไร้อารมณ์เหลือเกิน "ก็ได้" เขาขยับเข้ามาใกล้เธอ ชายหนุ่มในเวลานี้ราวกับมีซาตานร้ายเข้ามาสิงสู่"แต่...คนที่ต้องพังทลายก็คือพี่สาวของเธอนะ" สิวศิวะเอ่ยขึ้นมาเสียงเนิบนาบ "สิ่งที่อัมมาวดีสร้างมากับมือต้องพังลงเพราะคนรักของตัวเอง" "พี่!!" หญิงสาวแทบกรีดร้องใส่เขา เสียงของเธอสั่นไหวด้วยอารมณ์โกรธ เธอไม่เคยเห็นใครบ้าได้มากขนาดนี้มาก่อนเลย"พี่..พ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงจันทร์เลือนลางและดวงดาวประปรายที่สองประกายบนท้องฟ้า สายลมพัดพายอดไม้ไหวเอนตามแรงลม เสียงแมลงยามค่ำคืนดังคลอกับเสียงสวดมนต์จากวิหารใกล้ๆ ในคฤหาสน์ริมทะเลของครอบครัวเชาฮาน เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดปกคลุมไปทั่ว จนสร้างความหวั่นเกรงให้กับคนงานในบ้าน เสียงฝีเท้ากระวนกระวายดังขึ้นเป็นระยะ บรรดาคนงานมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล ทุกคนต่างรู้ดีว่าผู้เป็นนายกำลังร้อนใจมากแค่ไหน "อามู มานั่งสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ" กาญจีเอ่ยกับลูกสาว ที่เดินวนไปมาหลายรอบจนเธอชักจะเวียนหัว"แม่คะ อามิยังไม่กลับมาเลยนะคะ" เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวล หญิงสาวในชุดส่าหรีไหมสีเข้มขับสีผิวของเธอ ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต เครื่องประดับทองส่องประกายแวววับกับแสงไฟ ทว่าใบหน้าสวยกลับเต็มไปความกระวนกระวายและเป็นห่วง น้องสาวคนเดียวของเธอที่ยังไม่กลับบ้าน"เธอไปวิหารตั้งแต่เช้า..ป่านนี้ก็ยังไม่กลับบ้าน" "ไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า โทรศัพท์ก็ไม่ได้เอาไปด้วย" เสียงพึมพำของหญิงสาวดังขึ้นเป็นระยะ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบนมองนาฬิกาเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่ว
แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านผ้าม่านผืนบางมายังห้องนอนของหญิงสาว เธอขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้าๆ ความรู้สึกหนักอึ้งแล่นเข้ามาทันทีเมื่อเธอพยายามยันตัวเองลุกขึ้นจากที่เตียง อัมพิกาถอนหายใจยาว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอนเลย ดวงตาสีน้ำผึ้งเหลือบมองนาฬิกาบนผนังก่อนจะเบิกกว้างขึ้น สิบโมงกว่าแล้ว! นี่เธอตื่นสายขนาดนี้เลยหรอ"แย่แล้ว!" หญิงสาวรีบเด้งตัวลงจากเตียง แต่ทันทีที่ขยับอาการเวียนศีรษะก็เข้าจู่โจมกะทันหันจนทำให้เธอชะงักนิ่ง พยายามกะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับโฟกัส พลางสูดลมหายใจลึกๆ แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงขึ้นทุกที ทุกอย่างเริ่มหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนลงเรื่อยๆ... จนกระทั่งโลกทั้งใบดับวูบลง"สิบโมงกว่าแล้ว" อัมมาวดีนั่งรอน้องสาวที่โต๊ะอาหารเหมือนทุกวัน เธอมองนาฬิกาติดผนังที่เข็มเวลาผ่านไปทุกนาที เธอยิ่งร้อนใจ เมื่ออัมพิกายังไม่ลงมา "ทำไม อามิยังไม่ลงมาอีกนะ" "เมื่อคืน น้องกลับดึก..อาจจะยังเพลียอยู่มั้ง" กาญจีบอกกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางคนข้าวต้มปลาในถ้วยอย่างเบามือ "ปล่อยน้องนอนไปเถอะลูก" เธอพูดออกไป แต่พอมองเห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยของอี
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจากกลางวันแปรเปลี่ยนเป็นกลางคืน พระจันทร์ทอแสงสาดส่องลงมาให้แสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งดันขึ้นเป็นระยะ สายลมพัดพาความชื้นลอดเข้ามาผ่านผ้าม่านผืนบาง แสงไฟสีวอร์มไวท์ตั้งเรียงรายรอบๆตัวคฤหาสน์ บรรยากาศแสนอบอุ่นทว่า...กลับปกคลุมด้วยความเงียบงันที่ยากจะอธิบาย อัมมาวดีพยุงกาญจีเข้าห้องเพื่อพักผ่อน หลังจากรอคอยปราโมทย์ผู้เป็นสามีกลับบ้านมานานหลายชั่วโมง " แม่นอนพักนะคะ เดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้ว" หญิงสาวบอกมารดาอย่างอ่อนโยน มือบางดึงผ้าห่มคลุมร่างกายของอีกฝ่ายไว้ กาญจีพยักหน้ารับก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า เธอรอจนมารดาหลับไปก่อนจะเดินออกมาจากห้อง หญิงสาวเดินผ่านห้องต่างๆไปอย่างช้าๆจนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของอัมพิกา เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ทอดมองบานประตูราวกับจะมองทะลุมันไป มือเรียวเอื้อมไปจับลูกบิดประตูอย่างช้าๆก่อนจะหยุดชะงักลง ความลังเลฉายชัดอยู่ในดวงตาสวย อัมมาวดีพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหมุนลูกบิดประตูช้าๆ แอ๊ด...ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านผ้าม่านสีครีมบางๆเข้ามา ทอดเงาสอนทำบนพื้นหินอ่อน หญิงสาวกวาดมองรอบๆห้อง ทุกอย่าง
โรงพยาบาลในเมืองอุทัยปุระไฟในห้องพักผู้ป่วยส่องแสงสลัวเพื่อไม่ให้รบกวนผู้ป่วยที่กำลังพักผ่อน เสียงเครื่องวัดชีพจรดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อัมพิกานอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากอวบอิ่มแห้งผาก ร่างบางราวกับจะบุบสลายไปทุกเมื่อ ข้างเตียง..อัมมาวดีนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง หญิงสาวเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ข้อความของอดีตคนรักยังคงวนเวียนอยู่ในหัว อีกทั้งท่าทางแปลกๆของอัมพิกาที่อยู่ในร้านของเธอ ในตอนนั้นคำพูดแปลกๆของน้องสาวที่เธอไม่ได้ใส่ใจมัน แต่ตอนนี้....อัมมาวดีกับนึกถึงมันขึ้นมาเมื่อได้เห็นข้อความนั้น ถ้าเธอเอะใจเร็วกว่านี้... น้องสาวของเธอก็คงไม่ต้องมานอนป่วยอยู่ตรงนี้..." พี่.." เสียงแผ่วเบาของอัมพิกาดังขึ้นทำให้หญิงสาวหลุดออกจากภวังค์ ดวงตาสีน้ำผึ้งสวยปรือขึ้นมองพี่สาว ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง "อามิ" มือบางเอื้อมไปจับมือคนป่วยด้วยความดีใจ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย ก่อนจะกดสัญญาณเรียกพยาบาลที่อยู่ด้านนอก " เธอฟื้นแล้ว" อัมพิกามองใบหน้าของพี่สาวที่แสดงความดีใจออกมา เธอก็รู้สึกตื้นตันอยู่ในใจ หญิงสาวพยายามลุกขึ้นมาจากเตียงอย่างยากลำบาก ทว่า..ควา
เปลวไฟเต้นเร้าอยู่ในอากาศ เสียงไม้แตกกระทบกันดังสนั่นเพื่อขับไล่ความมืดและสัตว์ป่าที่จะเข้ามาทำร้ายพวกเขา อาร์มันและศิวะช่วยกันสร้างเพิงเล็กๆ 2 หลังเพื่อเป็นที่พักค้างแรมในค่ำคืนนี้ พวกเขาหาใบไม้สดมาปูรองเป็นที่นอน ชายหนุ่มเข้าไปอุ้มอัมพิกาที่นอนพิงต้นไม้ใหญ่เข้ามานอนในเพิงพร้อมจัดท่าทางให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้ามานั่งข้างๆกับผู้ช่วยของเขา "ลำบากคุณแล้ว" ชายหนุ่มพูดขึ้นขณะนั่งมองเปลวไฟที่กำลังลุกโชนท่ามกลางความมืด "ผมไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ... ผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของคุณ ก็ต้องช่วยคุณอย่างถึงที่สุดถูกต้องไหมครับ" อาร์มันพูดเย้าแหย่เจ้านายด้วยน้ำเสียงขี้เล่น ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคายมีหนวดเคราที่ถูกจัดแต่งเป็นอย่างดี ทว่า...เขาเป็นคนอัธยาศัยดี ขี้เล่น และเป็นผู้ช่วยของศิวะมานานถึงสิบสามปี "ผมว่าผมควรจะให้โบนัสคุณเพิ่มแล้วล่ะ" ผู้ช่วยหนุ่มหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะมองเจ้านายด้วยสายตาหยอกเย้า "ผมว่าคุณควรให้พักร้อนกับผมนะ " คราวนี้ถึงตาศิวะเป็นคนหัวเราะบ้างแล้ว แต่ในใจเขาก็เห็นด้วยที่จะให้พักร้อนกับผู้ช่วยของเขา อาร์มัน เขามีภรรยาและลูกๆทั้งห้าคนรออยู่ที่บ้าน "โอเค... แต่ต้อง
วงแขนแกร่งโอบเอวเธอไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตาสีนิลเหลือบมองกลุ่มผมสีดำสนิทร่วงลงมาราวกับผ้าม่าน ความห่วงหาสะท้อนชัดอยู่ในแววตาโดยที่เขาไม่รู้ตัว"เป็นอะไรไหม?""ไม่...เป็นไร" อัมพิกาหันมาตอบเขา ทว่า...ใบหน้าหล่อเหลากลับอยู่ใกล้เพียงคืบจนปลายจมูกของทั้งสองแตะกัน ดวงตาสีน้ำผึ้งสบกับดวงตาสีนิลของเขา ความเย็นชาไร้จุดหมาย แต่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง ทำให้หัวใจของหญิงสาวเกิดสั่นไหว ร่างบางค่อยๆลงมาจากตักของเขา แล้วกระเถิบไปชิดประตูอีกฝั่ง พลางก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อหลบกระสุนที่สาดเข้ามา อาร์มันพยายามหลบหลีกกระสุนอย่างยากลำบาก เขาส่งสายตาหาเจ้านายเพื่อต้องการความคิดเห็นดวงตาคมกริบมองหน้าของเลขาคนสนิทอย่างเรียบนิ่ง"เปิดระบบขับรถอัตโนมัติ" เขาสั่งการอย่างรวดเร็ว พลางดึงแขนของอัมพิกาเข้ามาใกล้ "มารวมตัวกับฉันเอาไว้" "ได้ครับคุณศิวะ " อาร์มันรีบเปิดระบบขับรถอัตโนมัติ ก่อนจะเข้าไปรวมตัวกับเจ้านายที่เบาะหลัง รถเคลื่อนตัวไปตามความเร็วที่ถูกตั้งไว้ จนมาถึงทางโค้งทางหนึ่ง"เราต้องรีบโดดเดี๋ยวนี้" ชายหนุ่มพูดเสียงเข้มก่อนจะรวบตัวคนตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมกอด มืออีกข้างจากที่ประตูรถไว้แน่น เสียงปังยังคงด
หญิงสาวที่โดนลากออกมาจากร้านด้วยความไม่เต็มใจ เธอสะบัดมือออกจากการจับกุมของเขาอย่างสุดแรง "ที่พาหนูออกมาเนี่ย พี่ต้องการอะไรคะ?" แม้จะรู้สึกจับที่ข้อมือเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่แสดงอาการออกไป หญิงสาวเอามือขึ้นกอดอก พลางถามเขาออกไปเสียงเรียบ "ทำไม... ไหนบอกจะเป็นเครื่องมือให้พี่ไง" ศิวะพูดหยอกเย้าหญิงสาวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น มือข้างหนึ่งยกขึ้นล้วงกระเป๋ากางเกง "คิดจะว่ากลับคำพูดหรอ" "เปล่าค่ะ... หนูแค่สงสัยว่า..พอรู้ว่าพี่อามูจะแต่งงาน พี่ก็ข้ามเมืองมาถึงที่นี่ เพื่อมาแย่งพี่เขากลับไปหาตัวเองหรอคะ?" ชายหนุ่มมองหน้าอีกคนด้วยสายตาเคร่งขรึม ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมา"แย่งกลับมาหาตัวเอง...? ทำไม เธอหึงพี่หรอ" ปลายนิ้วยกนิ้วไปเล่นปลายผมอีกเธออย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะถูกหญิงสาวปัดออกอย่างรวดเร็ว "แต่พี่ว่า...เธอคงไม่อยากให้พี่กลับไปหาอัมมาวดีหรอกจริงไหม...หืม?" ว่าแล้วก็โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของคนตัวเล็ก ทว่า...เธอกลับออกแรงผลักเขาออกอย่างแรง จนตัวเขาถอยหลังไปสองก้าว "หนูไม่ได้หึงค่ะ... แล้วอีกอย่างนะคะต่อให้พี่ลงทุนลงแรงแย่งพี่สาวหนูกลับไป พี่เขาก็ไม่กลับไปหาพี่หรอกค่ะ เพราะเขาไม่ได้รัก
ท่าทางกระตือรือร้นของอัมมาวดี ทำให้ผู้เป็นน้องสาวอย่างอัมพิการู้สึกชุ่มชื้นในหัวใจ พี่สาวของเธอผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมา เธอก็อยากให้อีกฝ่ายผ่อนคลายบ้าง ดวงตาสีน้ำผึ้งกวาดมองรอบๆตลาดด้วยความชื่นชม "ไม่มานานเหมือนกันนะ" บรรยากาศคึกคักของผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย เสียงต่อรองราคาอย่างจริงจังระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ร้านค้าบางร้านก็มีเบาะรองนั่งกับเก้าอี้เอาไว้ต้อนรับลูกค้าโดยเฉพาะ หญิงสาวเดินดูของตามร้านต่างๆสนใจสะดุดตากับร้านขายกำไลร้านหนึ่ง หน้าร้านตกแต่งด้วยผ้าม่านสีทองและประดับด้วยไฟระยิบระยับสีสันสวยงาม โต๊ะไม้แกะสลักถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดง บนโต๊ะนั้นถูกวางด้วยกำไลเรียงเป็นชั้นๆ บางชั้นจะเป็นกำไลแก้ว บางชั้นเป็นกำไลโลหะสีเงินและทอง บางชั้นถูกประดับด้วยเพชรและมุกสีสันสวยงาม มีทั้งกำไลจูดี(chudi) แบบดั้งเดิมของอินเดีย กำไลกันกัน( kangan) สำหรับเจ้าสาว และกำไลคาดา( kada) เอาไว้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน อัมพิกาหยุดมองดูร้านขายกำไลด้วยความสนใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอย่างร่าเริง หญิงสาวในชุดส่าหรีสีสันสดใสมองดูกำไลที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ จนไปสะดุดตากับกำไลแก้วสีฟ้าครามชั้นหนึ่ง เธอจึงเก็บขึ้
...และการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งอยู่ตลอดเวลา... ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำ ยืนล้วงกระเป๋ามองสองพี่น้องเดินไปจนลับตา ดวงตาสีนิลฉายแววความเคร่งขรึมยากที่จะอ่านออก เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของแม่ค้า เคล้ากับเสียงเจรจาต่อรองราคาจากผู้คนรอบด้าน ภาพฝูงชนเบียดเสียดกัน ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มละสายตาจากตรงนั้น"คุณไม่เข้าไปทักทายพวกเขาหน่อยหรอครับ" ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยถามผู้เป็นนาย "ไม่จำเป็น" เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ในใจของเขารู้สึกเจ็บปวด เพราะว่าบทสนทนาทั้งหมดก่อนหน้านี้เขาได้ยิน ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในใจ "แต่งงานงั้นหรอ?" ... มันน่าแปลกตรงที่ เธอเดินทางไปไกลแสนไกล แต่ตัวเขายังคงวนเวียนติดอยู่กับอดีตไม่ไปไหน... ฝ่ามือทั้งสองกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ก็ไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดที่อยู่ในใจลงได้ "อาร์มัน" "ครับ คุณศิวะ" "นายกลับไปก่อน ฉันขออยู่คนเดียวสักพัก" ศิวะพูดกับเลขาคนสนิทเสียงเบา พลางถอดเสื้อสูทนอกออกให้อีกฝ่ายด้วย เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำอยู่บนร่างกาย อาร์มันรับเสื้อสูทนอกของเจ้านายมาด้วยความเต็มใจ ก่อน
เสียงดนตรีพื้นเมืองบรรเลงเพลงอย่างไพเราะ เคล้าคลอกับเสียงผู้คนเบียดเสียดกันมาจับจ่ายใช้สอย สองขนาบข้างทางเต็มด้วยร้านค้าตั้งเรียงแถวกัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายของกิน ของใช้ เครื่องประดับ มีให้เลือกมากมาย ลมพัดเย็นสบายผสมผสานไปกับกลิ่นเครื่องเทศตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ ร้านค้าบางร้านก็จะมีเสื่อหรือเบาะนั่งไว้รองรับลูกค้าและต่อรองราคา สองพี่น้องตระกูลเชาฮานพากันเดินชมร้านค้าด้วยความเบิกบานใจ อัมมาวดีถูกบรรยากาศภายในตลาดดึงดูดจนลืมเรื่องเศร้าหมองไปชั่วขณะ "พี่คะ... ที่นี่คึกคักมากเลย ดูสิคะ" ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปรอบๆ มองดูแม่ค้าขายผลไม้ที่กำลังต่อราคากับลูกค้าอย่างดุเดือด แม้จะโดนลูกค้าต่อราคาจนจะขาดทุน แต่ใบหน้าของเธอกลับยิ้มแย้ม จนอัมมาวดีขมวดคิ้วมุ่น ... เธอไม่เคยเห็นใครต่อราคาจนน่ารังเกียจขนาดนี้มาก่อนเลย... "อามิ... เดี๋ยวพี่มานะ" "เอ๊ะ!?.... ค่ะ" อัมพิกาชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบกลับพี่สาวไป สายตามองตามร่างของอีกฝ่ายไปจนไปถึงร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง เธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีของแม่ค้าร้านผลไม้ ไม่ใช่ว่ากำลังโดนโกงอยู่หรอกนะ... หญิงสาวคิดในใจ เธอรีบเดินตามพี่สาวอย่างรีบร้อน
กว่าสองชั่วโมงที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามควบคุมเพลิงไม่ให้ไฟมันลามไปที่อื่น สภาพร้านที่เคยเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ตอนนี้กลับเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง หุ่นที่เคยสวมส่าหรีสวยงาม ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่เศษวัสดุที่เหลือจากการถูกไฟเผา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองรอบๆร้านด้วยสายตาเหม่อลอย ร่างบางในชุดนอนยืนเกาะฉากกั้นของเจ้าหน้าที่ ด้านหลังราฟียืนโอบไหล่คนรักอย่างปลอบโยน สายตาแข็งกร้าวตวัดหาเจ้าหน้าที่โดยรอบ "หัวหน้าทีมสืบสวนอยู่ไหน?" เสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้นมา ตำรวจนายหน้ารีบก้าวเข้ามา"ผมเองครับ.." ชายหนุ่มมองหน้าของตำรวจนายนั้น ก่อนจะยื่นนามบัตรให้อีกฝ่าย " คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?" ดวงตาคมเข้มมองคนตรงหน้าด้วยสายตากดดัน "เรากำลังรวบรวมหลังฐานอยู่ครับ ตอนนี้กำลังตรวจสอบฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดครับ" ตำรวจหนุ่มรายงานด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่า...กลับแฝงไปด้วยความเคารพยำเกรง นิ้วเรียวขยับปรับเนคไทลง ดวงตาคมกริบตวัดมองเจ้าหน้าที่ตรงหน้า "ผมไม่ต้องการคำว่า 'กำลังตรวจสอบ' ผมต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้!" เสียงของเขาหนักแน่นทว่าเย็นชา จนตำรวจและเจ้าหน้าที่รอบๆเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยาก
ยามค่ำคืนดึกสงัด ความเงียบท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียงรถยนต์จากถนนใหญ่ มีเพียงสายลมบางๆพัดผ่านกิ่งไม้เสียดสีกันราวกับเป็นเสียงกระซิบ ทว่า... ท่ามกลางความสงบเงียบยามค่ำคืนกลับมีเสียงอึกระทึกครึกโครมดังขึ้นมาจากคฤหาสน์ริมทะเล อัมมาวดีวิ่งออกจากห้อง กายบางของเธอสวมชุดนอนตัวโปรด ในมือกำโทรศัพท์และกุญแจรถจนมือซีดขาว เสียงดังครึกโครมที่เธอได้ยินในโทรศัพท์ยังคงดังก้องอยู่ในหัว หญิงสาวหอบหายใจแรง หัวใจเต้นราวกลับจากทะลุออกมาจากอก ขาทั้งสองข้างแทบไม่ได้สัมผัสพื้น "พี่คะ?" อัมพิกาในชุดนอนสีขาวเปิดประตูออกมาด้วยหน้าตาเซื่องซึม เธอมองพี่สาวกำลังออกจากบ้านด้วยท่าทีเร่งรีบ "พี่จะไปไหนคะ!?" หญิงสาวพยายามเร่งฝีเท้าตามไป ทว่า...ผู้เป็นพี่สาวที่กำลังรีบร้อน เธอไม่ได้ยินเสียงเรียกน้องสาวเลยสักนิด ในใจของเธอกำลังร้อนรนเพราะความเป็นห่วงสภาพของร้านมากกว่า รถคันหรูเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงอัมพิกาที่วิ่งตามหลังมา ร่างบางมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ดวงตาสีน้ำผึ้งทอดมองตามหลังรถไปด้วยความเป็นห่วง เธอรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆกับท่าทีของพี่สาว "รีบไปไหนของเขา" หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเ
ปราโมทย์ยืนนิ่งฟังคำอธิบายที่ออกมาจากปากเลล่า เชค เขาเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรออกมาสักคำ กาญจีเห็นท่าทางของสถามีก็รู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังจะทำอะไร ฝ่ามือบางของเธอเอื้อมไปกุมมือของเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน "คุณคะ" เสียงอ่อนโยนของภรรยาทำให้เขาได้สติ ดวงตาคมเหลือบมองลูกสาวคนโตที่ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ ทว่า... เขาก็ไม่ยินดีที่จะให้อัมมาวดีแต่งงานกับราฟี เชค เด็ดขาด "วางใจเถอะ..." เขาพูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ถ้าคุณรักลูกสาวผมจริง... คุณกล้าที่จะพิสูจน์ไหมล่ะ?" ชายหนุ่มขบกรามแน่น เขาไม่เคยคิดว่าศาสนาของเขาจะเป็นปัญหาจนได้เจอกับปราโมทย์ "แน่นอนครับ ผมกล้าที่จะพิสูจน์ทุกอย่าง" น้ำเสียงตอบกลับอย่างหนักแน่นไร้ความลังเล ดวงตาสีเข้มมองคนอายุมากกว่าด้วยความมั่นใจ ราวกับกลัวว่าหากลังเลแม้เสี้ยววินาที เขาจะสูญเสียคนรักไป..."ดี.." เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย ปราโมทย์ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยินดี ทว่า...กาญจีที่มองเหตุการณ์ทุกอย่าง เธอก็มองการกระทำของสามีตัวเองออกทันที คนอย่าง ปราโมทย์ เชาฮาน ไม่มีวันยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆแน่... "พ่อคะ" อัมมาวดีเข้าไปจับแขนของปราโมทย์เบาๆ ดวงตาคู่สวย