แสงแดดอ่อนในยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านแพรสีครีมที่พริ้วไหวทางสายลม ภายในห้องสีขาวมุกที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเครื่องไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนถูกปูด้วยพรหมทอมือลวดลายวิจิตรบรรจงสร้างบรรยากาศให้ดูอ่อนหวานและสวยงาม เตียงคิงไซส์ถูกคลุมด้วยผ้าปูที่นอนสีชมพูอ่อนที่ปักลวดลายดอกไม้ด้วยด้ายสีทองเข้ากันกับบรรยากาศห้องอย่างลงตัว หญิงสาวเจ้าของห้องยืนอยู่ตรงกระจกบานใหญ่ พลางยกมือขึ้นหวีผมยาวสลวยจนถึงบั้นเอว สวมใส่ชุดอานาร์กาลีสีฟ้าอ่อนประดับด้วยลูกปัดสีน้ำเงิน ที่ทำมาจากผ้าไหมเนื้อบางพริ้วไหวเวลาขยับตัว ตัวชุดคลุมไปถึงข้อเท้า ด้านในสวมใส่เลกกิ้งเพื่อความเรียบร้อย ทับด้วยส่าหรีสีขาวปักด้วยดิ้นทองอ่อนๆบางๆ คลุมพาดบนไหล่ ทำให้เธองดงามราวกับเทพธิดา หญิงสาวหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อเช็คความเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง เสียงกระพรวนที่ข้อเท้าดังกระทบกันอย่างไพเราะ เดินผ่านห้องโถงไปยังห้องรับประทานอาหารของครอบครัว ห้องกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยกระจกเงาแกะสลักสวยงาม โต๊ะไม้สักยาวถูกปูด้วยค่าปักลายสีทอง บนโต๊ะถูกวางด้วยชุดเครื่องถ้วยที่ทำมาจากกระเบื้องเคลือบ และประดับด้วยแจกันหินอ่อนที่มีดอกกุหลาบสีสดเสียบไว้ในแจกัน ที่หัวโต๊ะ มีหญิงสาวสวมใส่ส่าหรีสีแดงสดปักลายทอง ผมยาวดำขัดถูกรวบอย่างปราณีตเผยให้เห็นต่างหูทับทิมขนาดเล็ก ริมฝีปากแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงระเรื่อรับกับดวงตาคมสวยเหลือบมองน้องสาวที่เดินมาหาด้วยรอยยิ้ม
" อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่" " อรุณสวัสดิ์อามิ วันนี้ตื่นเช้าจังเลยนะ" อัมมาวดีทักทายน้องสาวอย่างอารมณ์ดี พลางยกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบอย่างแผ่วเบา " เมื่อคืนค่อนข้างฝันดีค่ะ แล้วพ่อแม่ล่ะคะ" " พ่อพาแม่ไปโรงพยาบาล ไปตรวจน้องในท้องน่ะ" เธอบอกน้องสาวอย่างซุกซน อัมพิกาส่งยิ้มให้พี่สาวอย่างอารมณ์ดี " ว้าว...ดีจัง" "แล้วก็..พี่เห็นว่าแม่ใส่สร้อยมงคลสูตรเส้นใหม่" อัมพิกาเอามือปิดปากอย่างความตกใจ ดวงตาสีน้ำผึ้งเบิกกว้างสร้างความขบขันให้พี่สาว เธอมองท่าทางของน้องสาวด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่เล็กจนโตอันพิกาสร้างความสดใสให้กับเธอมาก เธอจึงรักน้องสาวคนนี้มากที่สุดในชีวิต "อืม...ก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ บางทีพ่อที่เย็นชาอาจจะถูกแม่ละลายน้ำแข็งพันปีลงก็ได้นะคะ " " เพ้อเจ้อ" อัมมาวดีส่ายหัวให้กับคำเพ้อเจ้อของน้องสาว แล้ววางถ้วยกาแฟเปล่าลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา " ถ้างั้นพี่ไปทำงานก่อนนะ " "เดี๋ยวสิคะพี่" ร่างบางจับแขนของพี่สาวเอาไว้พลางทำหน้าตาออดอ้อน " ให้หนูไปด้วยได้ไหมคะ " " ไม่ได้ " น้ำเสียงเด็ดขาดของเธอทำให้อัมพิกาทำหน้าเศร้า ดวงตาสีน้ำผึ้งสวยคลอน้ำตา จนคนเป็นพี่สาวใจอ่อน อัมมาวดีถอนหายใจเบาๆก่อนจะบอกว่า " ก็ได้...แต่อย่าซน เข้าใจไหม" อัมมาวดีสร้างข้อตกลงกับน้องสาวราวกับเธอเป็นเด็ก แต่เชื่อเถอะ...ว่าอามิไม่ได้เป็นเด็กเรียบร้อย อ่อนหวานกับคนในครอบครัวอย่างเดียว " รับทราบค่ะ" ย่าน Hathipole Market, เมืองอุทัยปุระ ย่านการค้าสุดหรูถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของอินเดีย มีร้านค้าและบริษัทระดับไฮเอนด์ตั้งอยู่ที่นี่ หนึ่งในนั้นมีร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับของอัมมาวดี มีชื่อว่า Elegant Threads. ร้านของเธอเอาแบบมางานสไตล์โมเดิร์นอินเดียผสมผสานกับการตกแต่งของย่านสุดหรูแห่งนี้ จำหน่ายเสื้อผ้าดั้งเดิมผสมผสานกับแฟชั่นร่วมสมัย หญิงสาวทำหน้าที่บริหารจัดการเองทั้งหมดและมักจะออกไปพบปะลูกค้าชั้นสูง และให้บริการตัดเย็บเสื้อผ้ากับบุคคลโด่งดังในวงการบันเทิงอินเดีย " สวยจัง" หญิงสาวเดินตามพี่สาวเข้ามาในร้าน สายตากวาดมองรอบๆอย่างตื่นเต้น บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบ มีพนักงานอยู่ประมาณหกคน สวมใส่ยูนิฟอร์มของร้ายอย่างสวยงาม "พี่คัดพนักงานยังไงคะ มีแต่คนสวยๆทั้งนั้นเลย" " พี่ไม่ได้เลือกพนักงานที่ความสวยหรอก แต่ว่าจะต้องมีความสามารถ บุคลิกต้องดี มีความรู้ แล้วก็ต้องมีใจรักบริการ พี่ถึงจะรับเข้าทำงาน" หญิงสาวบอกออกไป ขณะนั้นมีหญิงสาวในชุดส่าหรีสีทองเดินเข้ามาหาเธอด้วยรอยยิ้ม "อัมมาวดีจ๋า ฉันรอชุดพิเศษที่เธอตัดให้ฉันอยู่นะ" " รอสักครู่นะคะคุณกีตา ชุดของคุณออกมาสวยแน่นอนค่ะ" หญิงสาวหัวเราะเบาๆแล้วตอบกลับลูกค้าคนสำคัญของเธอไป น้ำเสียงตอบกลับอย่างมั่นใจของอัมมาวดีทำให้น้องสาวอย่างอัมพิการู้สึกชื่นชมในตัวของเธอเป็นอย่างมาก ร่างบางมองพี่สาวด้วยสายตาชื่นชมและภูมิใจ เธอโชคดีที่มีพี่สาวที่เก่งและมีความสามารถ ห้องทำงานของอัมมาวดีถูกตกแต่งด้วยกระจกใสมองเห็นภายในร้าน มีโซฟาวางอยู่ข้างผนัง กลางห้องทำงานมีโต๊ะขนาดใหญ่วางเรียงรายไปด้วยผ้าสีต่างๆและข้างๆกันก็มีหุ่นจำลองที่สวมชุดที่พี่สาวของเธอออกแบบ ร่างบางเดินมานั่งที่โซฟาก่อนมองพี่สาวทำงานอย่างเพลิดเพลิน "พี่ทำงานเก่งจัง" " พี่ไม่ได้ทำงานเก่งหรอก พี่แค่รักในงานนี้ เป็นงานที่รักก็เลยทำออกมาได้ดีไม่ได้เก่งอะไร" หญิงสาวในชุดส่าหรีสีแดงเงยหน้าขึ้นมาตอบน้องสาว เธอจบแฟชั่นดีไซน์จากปารีส กว่าจะได้เรียนด้านนี้ คุณปราโมทย์อาละวาดบ้านแตกไม่รู้เท่าไหร่ " แต่ก็ยังดีนะคะที่พี่ออกมาเปิดร้านของตัวเองได้ หนูนี่สิ โดนพ่อกีดกัน" หญิงสาวหน้ามุ่ยลง เมื่อคิดถึงเรื่องที่พ่อกีดกันไม่ให้เธอไปสอนที่ชนบท อัมพิกาเรียนจบครุศาสตร์ ความฝันของเธอคือการไปเป็นครูสอนนักเรียนที่ชนบทให้เข้าถึงการศึกษา แต่..ความฝันของเธอก็สลายเพราะบิดาของเธอไม่เห็นด้วย " พี่ไม่ได้โชคดีหรอก ตอนแรกอ่ะนะพ่อก็กีดกันพี่เหมือนกัน... กว่าพี่จะมาเปิดร้านกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ก็ลำบาก เพราะไม่มีใครเห็นด้วยในสิ่งที่พี่กำลังจะทำ ทั้งเพื่อน ครอบครัว แต่โชคดีที่ตอนนั้นน่ะพี่มีศิวะ คอยช่วยเหลือดูแลแล้วก็ให้คำปรึกษา พี่ติดหนี้บุญคุณเขามากเลย..แต่พี่ก็ทำกับเขาไว้เยอะมาก " อัมมาวดียิ้มเจื่อนลง เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอทำกับชายหนุ่มไว้ ในใจของเธอมีความรู้สึกผิดลึกๆอยู่ข้างในที่นอกใจอดีตคนรัก " พี่..ยังรักพี่ศิวะอยู่ไหมคะ" อัมพิกาถามเพื่อความแน่ใจ เพราะเธอรู้สึกสงสารชายหนุ่มอยู่ลึกๆพี่ต้องมาเจ็บช้ำเพราะพี่สาวของเธอ " ไม่ได้รักแล้วล่ะ ถ้าพี่รักศิวะอยู่พี่คงไม่มีคนอื่นหรอก แล้วที่สำคัญพี่ก็เป็นคนผิด ต่อให้รักหรือไม่รักมันก็เป็นอะไรไม่ได้อยู่ดี" ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังพูดคุยอยู่นั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น "เอ่อ...ขอโทษนะคะ พอดีว่ามีแขกเข้ามาขอพบค่ะคุณอัมมาวดี" "ใคร ได้นัดไว้หรือเปล่า" อัมมาวดีถามเสียงเข้ม " คุณศิวะค่ะ ไม่ได้นัดเอาไว้ค่ะ" สองสาวมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่คนเป็นพี่สาวจะตอบกลับไป " บอกให้เขารอก่อนเดี๋ยวฉันตามไป " หญิงสาววางงานทุกอย่างลง แล้วเดินออกไปจากห้องทำงานเพื่อที่จะไปพบอดีตคนรัก ทว่า.. " เดี๋ยวก่อนค่ะพี่ " อัมพิการีบลุกขึ้นมาฉุดรั้งแขนพี่สาวเธอเอาไว้ " มีอะไร...อามิ" ร่างบางเม้มปากแน่น ไม่รู้ว่าจะบอกพี่สาวอย่างไรดี เหตุการณ์วันนั้นผุดเข้ามาในหัวของเธอราวกับฉายภาพยนตร์ " หนู..ขอไปด้วยนะคะ" ถึงแม้ว่าจะกลัวชายหนุ่มมากแค่ไหน แต่เธอก็เป็นห่วงพี่สามารถเช่นกัน ศิวะ อัคราวัล คนนี้ไม่ใช่คนที่เธอรู้จักอีกต่อไป " ไม่ได้พี่ไปคุยงาน " "แต่ว่า.." " อามิ เชื่อพี่ ศิวะเขาไม่ทำอะไรพี่หรอก เขาเป็นคนดี" เธอจะบอกได้อย่างไร... ว่าเขาไม่ใช่คนดีอีกแล้ว ศิวะกลายเป็นอีกคน ที่เธอไม่คุ้นเคย ทั้งปากร้าย เย็นชา แข็งกระด้าง อัมพิกาไม่รู้ว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของพี่สาวเธอก็อ่อนลง " ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นหนูจะออกไปข้างนอกแป๊บนึงนะคะ" "ได้สิ "ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางสง่างาม ดวงตาสีนิลมองไปรอบๆร้านอย่างคุ้นเคย งานศิลปะของอดีตคนรักถูกออกแบบอย่างปราณีตและถูกสวมใส่โดยหุ่นจำลอง ผ้าไหมและส่าหรีเต็มไปด้วยสีสันงดงามและมีความหรูหรา พลันสายตาก็สะดุดกับหญิงสาวในชุดส่าหรีสีแดงเข้มเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ " คุณมาขอพบฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ ศิวะ" ดวงตาสีน้ำผึ้งอ่อนของหญิงสาววูบไหวเล็กน้อย เธอซ่อนความรู้สึกผิดเอาไว้ในใจ น้ำเสียงอ่อนหวานสั่นเครือช่วงท้ายประโยค " ผม...อยากได้ส่าหรีให้แม่สักชุด กำลังจะถึงวันเกิดของท่านแล้วผมก็อยากให้อะไรที่มันพิเศษ " ชายหนุ่มบอกหญิงสาวเสียงนุ่ม พลางมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาคนึงหา ในใจของเขาก็พลันรู้สึกเจ็บปวด คนที่เคยอยู่เคียงข้าง เคยใกล้ชิด เคยได้รัก ตอนนี้เธอก็เดินไปเคียงข้างคนอื่นเสียแล้ว " จริงด้วย ถ้างั้นฉันจะเป็นคนตัดส่าหรีให้คุณป้าเองค่ะ รับรองว่าเสร็จก่อนวันงานแน่ๆ" เสียงหวานกล่าวกับชายหนุ่มอย่างมั่นเหมาะ ถึงอย่างไรมารดาอีกฝ่ายก็ดีกับเธอมาก อัมมาวดีอยากให้ของขวัญชิ้นนี้พิเศษกว่าทุกชิ้น " รบกวนหรือเปล่า" "ไม่หรอกค่ะ วันเกิดคุณป้าทั้งที" รอยยิ้มสดใสปรากฏบนดวงหน้าหวาน ศิว
งานวันเกิดของศุมิตรา อัคราวัล ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นภรรยาของคุณนารายณ์ อดีตประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ก่อนจะวางมือให้ลูกชายมาบริหารแทนทั้งหมด เขากลับไปบริหารโรงงานสินค้าเล็กๆของเขตอุตสาหกรรม งานถูกจัดขึ้นที่ห้องบอลรูมขนาดใหญ่ของโรงแรมหรู ในเมืองชัยปุระ ถูกจัดขึ้นอย่างงดงามและหรูหรา เพดานสูงโปร่งประดับด้วยโคมไฟคริสตัลที่เปล่งประกายสวยงาม ริมกำแพงแต่ละด้านถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวและสีทอง เป็นดอกไม้ราคาสูงและเป็นที่นิยมสำหรับชนชั้นสูง และมีการจัดโต๊ะเป็นลักษณะวงกลม กลางห้องถูกประดับด้วยพรมแดงและโตขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้กลางห้องถูกวางด้วยเค้กวันเกิดขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งมาอย่างสวยงาม แขกทุกคนทยอยกันมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก รวมไปถึงครอบครัวเชาฮานที่ส่งลูกสาวทั้งสองมาร่วมงานด้วย "เธอ...คุณอัมมาวดี แฟนเก่าลูกชายเจ้าของงานก็มาร่วมงานด้วยนะ" " จริงหรอ ฉันว่าข่าวลือที่เขาจบกันไม่ดีคงไม่ใช่เรื่องจริงหรอกมั้ง " " ใครบอกกันล่ะเธอ ฉันว่าพวกเขาสร้างภาพกันมากกว่า" เสียงซุบซิบจากแขกรอบด้านดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้สองพี่น้องตระกูลเชาฮานรู้สึกไม่ดีอยู่เล็กน้อยที่พวกเธอเป็นที่สนใจสำหรับแขกในงาน"ดีใจที่คุณมา
อีกด้านนึงของงาน เสียงดนตรีจากไวโอลินยังคงบรรเลงขึ้นอย่างไพเราะ สร้างความผ่อนคลายและความรื่นเริงแก่แขกในงาน ทว่า...เสียงดนตรีกลับทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ เรือนร่างในชุดอานาร์กาลีสีขาวปักดิ้นทองเคลื่อนผ่านกลุ่มแขกไปอย่างรวดเร็ว ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามแรงเดิน สองมือบางจับผ้าคลุมไหล่แน่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปรอบๆ เธอเอื้อมไปจับมือของพนักงานคนนึงเอาไว้" เห็นน้องสาวของฉันไหมคะ" น้ำเสียงหวานเอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็วแฝงไปด้วยความร้อนรน" เธอมีลักษณะยังไงคะ?" พนักงานสาวลังเลเล็กน้อยก่อนที่ถามออกไป " เป็นผู้หญิงสูงประมาณนี้ ใส่ชุดสีชมพู ผมลอนค่ะ พอจะเห็นบ้างไหมคะ" หญิงสาวบอกลักษณะของน้องสาวที่รักอย่างร้อนรน ความเป็นห่วงท้วมท้นเข้ามาในหัวใจ " อ๋อ...ถ้าลักษณะแบบนี้....ฉันคิดว่าเห็นอยู่คนนึงค่ะ อยู่แถวทะเลสาบ" " ขอบคุณมากๆค่ะ" อัมมาวดียิ้มออกมาด้วยความดีใจแล้วกล่าวขอบคุณพนักงานสาวคนนั้น ก่อนจะรีบเดินออกไปมุ่งหน้าไปทางทะเลสาบหลังโรงแรม ค่ำคืนที่มืดมิด มีเพียงดวงจันทร์เป็นประกายส่องแสงท่ามกลางความมืด เสียงน้ำกระเพื่อมเบาๆกระทบขอบฝั่งจนหยดน้ำกระเซ็นเป็นประกายใต้แสงจันทร์
วิหารกลางเมืองตั้งตระหง่านท่ามกลางแสงแดดสาดส่องที่สาดส่องลงมากระทบหลังคาของวิหาร โครงสร้างของวิหารถูกแกะสลักด้วยหินทรายบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ขององค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ธูปหอมลอยตลลอบอวนไปในอากาศพร้อมกับกลิ่นดอกไม้ของผู้ศรัทธาที่นำมาถวายสักการะ ด้านหน้าของวิหารเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งนักบวช ผู้แสวงบุญ และชาวเมืองที่เดินทางมาไหว้สักการะศิวะมหาเทพเพื่อขอพรในเรื่องต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือ อัมพิกาในชุดส่าหรีสีแดงสดปักดิ้นทองอย่างประณีต ผืนผ้าพาดไหล่ข้างหนึ่งเผยให้เห็นเสื้อสั้นสีอ่อนด้านใน ข้อมือเรียวสวมกำไลทองเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาเมื่อเธอขยับตัว เธอปล่อยผมยาวสลวยถึงบั้นเอวเป็นลอนอ่อนๆประดับด้วยดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์ รอยจุดติกะตรงกลางหน้าผากบ่งบอกถึงผ่านการทำพิธีบูชามาแล้ว ดวงตาสีน้ำผึ้งอ่อนทอดมองไปยังหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ความคิดที่ฟุ้งซ่านมาหลายวันก็สงบลงเมื่อได้มาสักการะมหาเทพในวิหาร " องค์มหาเทพ...ลูกไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้กลายเป็นแบบนี้ คนดีๆคนนึงจะเปลี่ยนไปเพราะผิดหวังในความรักแค่นั้นหรอ ลูกไม่เข้าใจ" เสียงหวานเอ่ยออกมาขณะมองหน้าพระพักตร์ " ลูกหวังว
อัมพิกานิ่งงันกับคำพูดของชายหนุ่ม น้ำตาหยดแล้วหยุดเล่าไหลลงอาบแก้ม ในใจของเธอปวดหนึบจนแทบหายใจไม่ออก"พี่หมายความว่ายังไง?" เธอเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ศิวะขบกรามแน่น สายตาแข็งกร้าวของเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม " ก็หมายความอย่างที่พูด" ดวงตาสีนิลมองหน้าหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป"เพราะฉะนั้น...เธอไม่มีสิทธิ์มาขวางทางของพี่ และเธอก็ต้องยอมรับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าไม่อยากให้คนที่เธอรักต้องเดือดร้อน ก็มาเป็นเครื่องมือของพี่ซะ" "ไม่ค่ะ" เธอไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายใช้เธอทำร้ายคนที่เธอรักเด็ดขาด อัมพิกามองหน้าเขาด้วยสายตาไม่ยินยอม ศิวะหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาช่างเย็นเยียบไร้อารมณ์เหลือเกิน "ก็ได้" เขาขยับเข้ามาใกล้เธอ ชายหนุ่มในเวลานี้ราวกับมีซาตานร้ายเข้ามาสิงสู่"แต่...คนที่ต้องพังทลายก็คือพี่สาวของเธอนะ" สิวศิวะเอ่ยขึ้นมาเสียงเนิบนาบ "สิ่งที่อัมมาวดีสร้างมากับมือต้องพังลงเพราะคนรักของตัวเอง" "พี่!!" หญิงสาวแทบกรีดร้องใส่เขา เสียงของเธอสั่นไหวด้วยอารมณ์โกรธ เธอไม่เคยเห็นใครบ้าได้มากขนาดนี้มาก่อนเลย"พี่..พ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงจันทร์เลือนลางและดวงดาวประปรายที่สองประกายบนท้องฟ้า สายลมพัดพายอดไม้ไหวเอนตามแรงลม เสียงแมลงยามค่ำคืนดังคลอกับเสียงสวดมนต์จากวิหารใกล้ๆ ในคฤหาสน์ริมทะเลของครอบครัวเชาฮาน เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดปกคลุมไปทั่ว จนสร้างความหวั่นเกรงให้กับคนงานในบ้าน เสียงฝีเท้ากระวนกระวายดังขึ้นเป็นระยะ บรรดาคนงานมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล ทุกคนต่างรู้ดีว่าผู้เป็นนายกำลังร้อนใจมากแค่ไหน "อามู มานั่งสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ" กาญจีเอ่ยกับลูกสาว ที่เดินวนไปมาหลายรอบจนเธอชักจะเวียนหัว"แม่คะ อามิยังไม่กลับมาเลยนะคะ" เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวล หญิงสาวในชุดส่าหรีไหมสีเข้มขับสีผิวของเธอ ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต เครื่องประดับทองส่องประกายแวววับกับแสงไฟ ทว่าใบหน้าสวยกลับเต็มไปความกระวนกระวายและเป็นห่วง น้องสาวคนเดียวของเธอที่ยังไม่กลับบ้าน"เธอไปวิหารตั้งแต่เช้า..ป่านนี้ก็ยังไม่กลับบ้าน" "ไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า โทรศัพท์ก็ไม่ได้เอาไปด้วย" เสียงพึมพำของหญิงสาวดังขึ้นเป็นระยะ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบนมองนาฬิกาเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่ว
แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านผ้าม่านผืนบางมายังห้องนอนของหญิงสาว เธอขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้าๆ ความรู้สึกหนักอึ้งแล่นเข้ามาทันทีเมื่อเธอพยายามยันตัวเองลุกขึ้นจากที่เตียง อัมพิกาถอนหายใจยาว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอนเลย ดวงตาสีน้ำผึ้งเหลือบมองนาฬิกาบนผนังก่อนจะเบิกกว้างขึ้น สิบโมงกว่าแล้ว! นี่เธอตื่นสายขนาดนี้เลยหรอ"แย่แล้ว!" หญิงสาวรีบเด้งตัวลงจากเตียง แต่ทันทีที่ขยับอาการเวียนศีรษะก็เข้าจู่โจมกะทันหันจนทำให้เธอชะงักนิ่ง พยายามกะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับโฟกัส พลางสูดลมหายใจลึกๆ แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงขึ้นทุกที ทุกอย่างเริ่มหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนลงเรื่อยๆ... จนกระทั่งโลกทั้งใบดับวูบลง"สิบโมงกว่าแล้ว" อัมมาวดีนั่งรอน้องสาวที่โต๊ะอาหารเหมือนทุกวัน เธอมองนาฬิกาติดผนังที่เข็มเวลาผ่านไปทุกนาที เธอยิ่งร้อนใจ เมื่ออัมพิกายังไม่ลงมา "ทำไม อามิยังไม่ลงมาอีกนะ" "เมื่อคืน น้องกลับดึก..อาจจะยังเพลียอยู่มั้ง" กาญจีบอกกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางคนข้าวต้มปลาในถ้วยอย่างเบามือ "ปล่อยน้องนอนไปเถอะลูก" เธอพูดออกไป แต่พอมองเห็นสายตาเป็นห่วงเป็นใยของอี
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจากกลางวันแปรเปลี่ยนเป็นกลางคืน พระจันทร์ทอแสงสาดส่องลงมาให้แสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งดันขึ้นเป็นระยะ สายลมพัดพาความชื้นลอดเข้ามาผ่านผ้าม่านผืนบาง แสงไฟสีวอร์มไวท์ตั้งเรียงรายรอบๆตัวคฤหาสน์ บรรยากาศแสนอบอุ่นทว่า...กลับปกคลุมด้วยความเงียบงันที่ยากจะอธิบาย อัมมาวดีพยุงกาญจีเข้าห้องเพื่อพักผ่อน หลังจากรอคอยปราโมทย์ผู้เป็นสามีกลับบ้านมานานหลายชั่วโมง " แม่นอนพักนะคะ เดี๋ยวพ่อก็กลับมาแล้ว" หญิงสาวบอกมารดาอย่างอ่อนโยน มือบางดึงผ้าห่มคลุมร่างกายของอีกฝ่ายไว้ กาญจีพยักหน้ารับก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า เธอรอจนมารดาหลับไปก่อนจะเดินออกมาจากห้อง หญิงสาวเดินผ่านห้องต่างๆไปอย่างช้าๆจนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของอัมพิกา เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ทอดมองบานประตูราวกับจะมองทะลุมันไป มือเรียวเอื้อมไปจับลูกบิดประตูอย่างช้าๆก่อนจะหยุดชะงักลง ความลังเลฉายชัดอยู่ในดวงตาสวย อัมมาวดีพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหมุนลูกบิดประตูช้าๆ แอ๊ด...ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านผ้าม่านสีครีมบางๆเข้ามา ทอดเงาสอนทำบนพื้นหินอ่อน หญิงสาวกวาดมองรอบๆห้อง ทุกอย่าง
เปลวไฟเต้นเร้าอยู่ในอากาศ เสียงไม้แตกกระทบกันดังสนั่นเพื่อขับไล่ความมืดและสัตว์ป่าที่จะเข้ามาทำร้ายพวกเขา อาร์มันและศิวะช่วยกันสร้างเพิงเล็กๆ 2 หลังเพื่อเป็นที่พักค้างแรมในค่ำคืนนี้ พวกเขาหาใบไม้สดมาปูรองเป็นที่นอน ชายหนุ่มเข้าไปอุ้มอัมพิกาที่นอนพิงต้นไม้ใหญ่เข้ามานอนในเพิงพร้อมจัดท่าทางให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้ามานั่งข้างๆกับผู้ช่วยของเขา "ลำบากคุณแล้ว" ชายหนุ่มพูดขึ้นขณะนั่งมองเปลวไฟที่กำลังลุกโชนท่ามกลางความมืด "ผมไม่ได้ลำบากอะไรหรอกครับ... ผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของคุณ ก็ต้องช่วยคุณอย่างถึงที่สุดถูกต้องไหมครับ" อาร์มันพูดเย้าแหย่เจ้านายด้วยน้ำเสียงขี้เล่น ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคายมีหนวดเคราที่ถูกจัดแต่งเป็นอย่างดี ทว่า...เขาเป็นคนอัธยาศัยดี ขี้เล่น และเป็นผู้ช่วยของศิวะมานานถึงสิบสามปี "ผมว่าผมควรจะให้โบนัสคุณเพิ่มแล้วล่ะ" ผู้ช่วยหนุ่มหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะมองเจ้านายด้วยสายตาหยอกเย้า "ผมว่าคุณควรให้พักร้อนกับผมนะ " คราวนี้ถึงตาศิวะเป็นคนหัวเราะบ้างแล้ว แต่ในใจเขาก็เห็นด้วยที่จะให้พักร้อนกับผู้ช่วยของเขา อาร์มัน เขามีภรรยาและลูกๆทั้งห้าคนรออยู่ที่บ้าน "โอเค... แต่ต้อง
วงแขนแกร่งโอบเอวเธอไว้อย่างอ่อนโยน ดวงตาสีนิลเหลือบมองกลุ่มผมสีดำสนิทร่วงลงมาราวกับผ้าม่าน ความห่วงหาสะท้อนชัดอยู่ในแววตาโดยที่เขาไม่รู้ตัว"เป็นอะไรไหม?""ไม่...เป็นไร" อัมพิกาหันมาตอบเขา ทว่า...ใบหน้าหล่อเหลากลับอยู่ใกล้เพียงคืบจนปลายจมูกของทั้งสองแตะกัน ดวงตาสีน้ำผึ้งสบกับดวงตาสีนิลของเขา ความเย็นชาไร้จุดหมาย แต่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง ทำให้หัวใจของหญิงสาวเกิดสั่นไหว ร่างบางค่อยๆลงมาจากตักของเขา แล้วกระเถิบไปชิดประตูอีกฝั่ง พลางก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อหลบกระสุนที่สาดเข้ามา อาร์มันพยายามหลบหลีกกระสุนอย่างยากลำบาก เขาส่งสายตาหาเจ้านายเพื่อต้องการความคิดเห็นดวงตาคมกริบมองหน้าของเลขาคนสนิทอย่างเรียบนิ่ง"เปิดระบบขับรถอัตโนมัติ" เขาสั่งการอย่างรวดเร็ว พลางดึงแขนของอัมพิกาเข้ามาใกล้ "มารวมตัวกับฉันเอาไว้" "ได้ครับคุณศิวะ " อาร์มันรีบเปิดระบบขับรถอัตโนมัติ ก่อนจะเข้าไปรวมตัวกับเจ้านายที่เบาะหลัง รถเคลื่อนตัวไปตามความเร็วที่ถูกตั้งไว้ จนมาถึงทางโค้งทางหนึ่ง"เราต้องรีบโดดเดี๋ยวนี้" ชายหนุ่มพูดเสียงเข้มก่อนจะรวบตัวคนตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมกอด มืออีกข้างจากที่ประตูรถไว้แน่น เสียงปังยังคงด
หญิงสาวที่โดนลากออกมาจากร้านด้วยความไม่เต็มใจ เธอสะบัดมือออกจากการจับกุมของเขาอย่างสุดแรง "ที่พาหนูออกมาเนี่ย พี่ต้องการอะไรคะ?" แม้จะรู้สึกจับที่ข้อมือเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่แสดงอาการออกไป หญิงสาวเอามือขึ้นกอดอก พลางถามเขาออกไปเสียงเรียบ "ทำไม... ไหนบอกจะเป็นเครื่องมือให้พี่ไง" ศิวะพูดหยอกเย้าหญิงสาวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น มือข้างหนึ่งยกขึ้นล้วงกระเป๋ากางเกง "คิดจะว่ากลับคำพูดหรอ" "เปล่าค่ะ... หนูแค่สงสัยว่า..พอรู้ว่าพี่อามูจะแต่งงาน พี่ก็ข้ามเมืองมาถึงที่นี่ เพื่อมาแย่งพี่เขากลับไปหาตัวเองหรอคะ?" ชายหนุ่มมองหน้าอีกคนด้วยสายตาเคร่งขรึม ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมา"แย่งกลับมาหาตัวเอง...? ทำไม เธอหึงพี่หรอ" ปลายนิ้วยกนิ้วไปเล่นปลายผมอีกเธออย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะถูกหญิงสาวปัดออกอย่างรวดเร็ว "แต่พี่ว่า...เธอคงไม่อยากให้พี่กลับไปหาอัมมาวดีหรอกจริงไหม...หืม?" ว่าแล้วก็โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของคนตัวเล็ก ทว่า...เธอกลับออกแรงผลักเขาออกอย่างแรง จนตัวเขาถอยหลังไปสองก้าว "หนูไม่ได้หึงค่ะ... แล้วอีกอย่างนะคะต่อให้พี่ลงทุนลงแรงแย่งพี่สาวหนูกลับไป พี่เขาก็ไม่กลับไปหาพี่หรอกค่ะ เพราะเขาไม่ได้รัก
ท่าทางกระตือรือร้นของอัมมาวดี ทำให้ผู้เป็นน้องสาวอย่างอัมพิการู้สึกชุ่มชื้นในหัวใจ พี่สาวของเธอผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมา เธอก็อยากให้อีกฝ่ายผ่อนคลายบ้าง ดวงตาสีน้ำผึ้งกวาดมองรอบๆตลาดด้วยความชื่นชม "ไม่มานานเหมือนกันนะ" บรรยากาศคึกคักของผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย เสียงต่อรองราคาอย่างจริงจังระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ร้านค้าบางร้านก็มีเบาะรองนั่งกับเก้าอี้เอาไว้ต้อนรับลูกค้าโดยเฉพาะ หญิงสาวเดินดูของตามร้านต่างๆสนใจสะดุดตากับร้านขายกำไลร้านหนึ่ง หน้าร้านตกแต่งด้วยผ้าม่านสีทองและประดับด้วยไฟระยิบระยับสีสันสวยงาม โต๊ะไม้แกะสลักถูกปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดง บนโต๊ะนั้นถูกวางด้วยกำไลเรียงเป็นชั้นๆ บางชั้นจะเป็นกำไลแก้ว บางชั้นเป็นกำไลโลหะสีเงินและทอง บางชั้นถูกประดับด้วยเพชรและมุกสีสันสวยงาม มีทั้งกำไลจูดี(chudi) แบบดั้งเดิมของอินเดีย กำไลกันกัน( kangan) สำหรับเจ้าสาว และกำไลคาดา( kada) เอาไว้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน อัมพิกาหยุดมองดูร้านขายกำไลด้วยความสนใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอย่างร่าเริง หญิงสาวในชุดส่าหรีสีสันสดใสมองดูกำไลที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ จนไปสะดุดตากับกำไลแก้วสีฟ้าครามชั้นหนึ่ง เธอจึงเก็บขึ้
...และการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งอยู่ตลอดเวลา... ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทสีดำ ยืนล้วงกระเป๋ามองสองพี่น้องเดินไปจนลับตา ดวงตาสีนิลฉายแววความเคร่งขรึมยากที่จะอ่านออก เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของแม่ค้า เคล้ากับเสียงเจรจาต่อรองราคาจากผู้คนรอบด้าน ภาพฝูงชนเบียดเสียดกัน ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มละสายตาจากตรงนั้น"คุณไม่เข้าไปทักทายพวกเขาหน่อยหรอครับ" ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยถามผู้เป็นนาย "ไม่จำเป็น" เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ในใจของเขารู้สึกเจ็บปวด เพราะว่าบทสนทนาทั้งหมดก่อนหน้านี้เขาได้ยิน ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในใจ "แต่งงานงั้นหรอ?" ... มันน่าแปลกตรงที่ เธอเดินทางไปไกลแสนไกล แต่ตัวเขายังคงวนเวียนติดอยู่กับอดีตไม่ไปไหน... ฝ่ามือทั้งสองกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ก็ไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดที่อยู่ในใจลงได้ "อาร์มัน" "ครับ คุณศิวะ" "นายกลับไปก่อน ฉันขออยู่คนเดียวสักพัก" ศิวะพูดกับเลขาคนสนิทเสียงเบา พลางถอดเสื้อสูทนอกออกให้อีกฝ่ายด้วย เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำอยู่บนร่างกาย อาร์มันรับเสื้อสูทนอกของเจ้านายมาด้วยความเต็มใจ ก่อน
เสียงดนตรีพื้นเมืองบรรเลงเพลงอย่างไพเราะ เคล้าคลอกับเสียงผู้คนเบียดเสียดกันมาจับจ่ายใช้สอย สองขนาบข้างทางเต็มด้วยร้านค้าตั้งเรียงแถวกัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายของกิน ของใช้ เครื่องประดับ มีให้เลือกมากมาย ลมพัดเย็นสบายผสมผสานไปกับกลิ่นเครื่องเทศตลบอบอวนไปทั่วบริเวณ ร้านค้าบางร้านก็จะมีเสื่อหรือเบาะนั่งไว้รองรับลูกค้าและต่อรองราคา สองพี่น้องตระกูลเชาฮานพากันเดินชมร้านค้าด้วยความเบิกบานใจ อัมมาวดีถูกบรรยากาศภายในตลาดดึงดูดจนลืมเรื่องเศร้าหมองไปชั่วขณะ "พี่คะ... ที่นี่คึกคักมากเลย ดูสิคะ" ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองไปรอบๆ มองดูแม่ค้าขายผลไม้ที่กำลังต่อราคากับลูกค้าอย่างดุเดือด แม้จะโดนลูกค้าต่อราคาจนจะขาดทุน แต่ใบหน้าของเธอกลับยิ้มแย้ม จนอัมมาวดีขมวดคิ้วมุ่น ... เธอไม่เคยเห็นใครต่อราคาจนน่ารังเกียจขนาดนี้มาก่อนเลย... "อามิ... เดี๋ยวพี่มานะ" "เอ๊ะ!?.... ค่ะ" อัมพิกาชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบกลับพี่สาวไป สายตามองตามร่างของอีกฝ่ายไปจนไปถึงร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง เธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีของแม่ค้าร้านผลไม้ ไม่ใช่ว่ากำลังโดนโกงอยู่หรอกนะ... หญิงสาวคิดในใจ เธอรีบเดินตามพี่สาวอย่างรีบร้อน
กว่าสองชั่วโมงที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามควบคุมเพลิงไม่ให้ไฟมันลามไปที่อื่น สภาพร้านที่เคยเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ตอนนี้กลับเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง หุ่นที่เคยสวมส่าหรีสวยงาม ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่เศษวัสดุที่เหลือจากการถูกไฟเผา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกวาดมองรอบๆร้านด้วยสายตาเหม่อลอย ร่างบางในชุดนอนยืนเกาะฉากกั้นของเจ้าหน้าที่ ด้านหลังราฟียืนโอบไหล่คนรักอย่างปลอบโยน สายตาแข็งกร้าวตวัดหาเจ้าหน้าที่โดยรอบ "หัวหน้าทีมสืบสวนอยู่ไหน?" เสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้นมา ตำรวจนายหน้ารีบก้าวเข้ามา"ผมเองครับ.." ชายหนุ่มมองหน้าของตำรวจนายนั้น ก่อนจะยื่นนามบัตรให้อีกฝ่าย " คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?" ดวงตาคมเข้มมองคนตรงหน้าด้วยสายตากดดัน "เรากำลังรวบรวมหลังฐานอยู่ครับ ตอนนี้กำลังตรวจสอบฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดครับ" ตำรวจหนุ่มรายงานด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ทว่า...กลับแฝงไปด้วยความเคารพยำเกรง นิ้วเรียวขยับปรับเนคไทลง ดวงตาคมกริบตวัดมองเจ้าหน้าที่ตรงหน้า "ผมไม่ต้องการคำว่า 'กำลังตรวจสอบ' ผมต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้!" เสียงของเขาหนักแน่นทว่าเย็นชา จนตำรวจและเจ้าหน้าที่รอบๆเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยาก
ยามค่ำคืนดึกสงัด ความเงียบท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียงรถยนต์จากถนนใหญ่ มีเพียงสายลมบางๆพัดผ่านกิ่งไม้เสียดสีกันราวกับเป็นเสียงกระซิบ ทว่า... ท่ามกลางความสงบเงียบยามค่ำคืนกลับมีเสียงอึกระทึกครึกโครมดังขึ้นมาจากคฤหาสน์ริมทะเล อัมมาวดีวิ่งออกจากห้อง กายบางของเธอสวมชุดนอนตัวโปรด ในมือกำโทรศัพท์และกุญแจรถจนมือซีดขาว เสียงดังครึกโครมที่เธอได้ยินในโทรศัพท์ยังคงดังก้องอยู่ในหัว หญิงสาวหอบหายใจแรง หัวใจเต้นราวกลับจากทะลุออกมาจากอก ขาทั้งสองข้างแทบไม่ได้สัมผัสพื้น "พี่คะ?" อัมพิกาในชุดนอนสีขาวเปิดประตูออกมาด้วยหน้าตาเซื่องซึม เธอมองพี่สาวกำลังออกจากบ้านด้วยท่าทีเร่งรีบ "พี่จะไปไหนคะ!?" หญิงสาวพยายามเร่งฝีเท้าตามไป ทว่า...ผู้เป็นพี่สาวที่กำลังรีบร้อน เธอไม่ได้ยินเสียงเรียกน้องสาวเลยสักนิด ในใจของเธอกำลังร้อนรนเพราะความเป็นห่วงสภาพของร้านมากกว่า รถคันหรูเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงอัมพิกาที่วิ่งตามหลังมา ร่างบางมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ดวงตาสีน้ำผึ้งทอดมองตามหลังรถไปด้วยความเป็นห่วง เธอรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆกับท่าทีของพี่สาว "รีบไปไหนของเขา" หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเ
ปราโมทย์ยืนนิ่งฟังคำอธิบายที่ออกมาจากปากเลล่า เชค เขาเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรออกมาสักคำ กาญจีเห็นท่าทางของสถามีก็รู้ได้ในทันทีว่าเขากำลังจะทำอะไร ฝ่ามือบางของเธอเอื้อมไปกุมมือของเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน "คุณคะ" เสียงอ่อนโยนของภรรยาทำให้เขาได้สติ ดวงตาคมเหลือบมองลูกสาวคนโตที่ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ ทว่า... เขาก็ไม่ยินดีที่จะให้อัมมาวดีแต่งงานกับราฟี เชค เด็ดขาด "วางใจเถอะ..." เขาพูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ถ้าคุณรักลูกสาวผมจริง... คุณกล้าที่จะพิสูจน์ไหมล่ะ?" ชายหนุ่มขบกรามแน่น เขาไม่เคยคิดว่าศาสนาของเขาจะเป็นปัญหาจนได้เจอกับปราโมทย์ "แน่นอนครับ ผมกล้าที่จะพิสูจน์ทุกอย่าง" น้ำเสียงตอบกลับอย่างหนักแน่นไร้ความลังเล ดวงตาสีเข้มมองคนอายุมากกว่าด้วยความมั่นใจ ราวกับกลัวว่าหากลังเลแม้เสี้ยววินาที เขาจะสูญเสียคนรักไป..."ดี.." เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย ปราโมทย์ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงยินดี ทว่า...กาญจีที่มองเหตุการณ์ทุกอย่าง เธอก็มองการกระทำของสามีตัวเองออกทันที คนอย่าง ปราโมทย์ เชาฮาน ไม่มีวันยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆแน่... "พ่อคะ" อัมมาวดีเข้าไปจับแขนของปราโมทย์เบาๆ ดวงตาคู่สวย