Share

ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด
ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด
Penulis: วิถีมารไร้ขอบเขต

บทที่ 1

Penulis: วิถีมารไร้ขอบเขต
“หนาวชะมัด!”

ผังเป่ยยืนอยู่ในป่าเขาที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ ทัศนียภาพเบื้องหน้าทำให้เขาอดสั่นสะท้านไม่ได้

รอบข้างขาวโพลนไปทั้งผืน น้ำแข็งและหิมะปกคลุมเหนือแผ่นดินทุกหนึ่งตารางนิ้ว ราวกับอยู่ในโลกน้ำแข็งที่แต่งแต้มไปด้วยสีเงินและสีขาว

ทันทีที่เขาพ่นลมหายใจออกไปก็จะกลายเป็นควันสีขาวกลางอากาศ ลอยขึ้นช้า ๆ แล้วสลายหายไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าบางเบา เกล็ดน้ำแข็งเกาะเต็มคิ้ว น้ำมูกจับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็งใต้จมูก

มองไปรอบ ๆ ทิศทาง นอกจากหิมะและลมหนาวแล้ว ก็ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก

ป่าเขาแห่งนี้ราวกับเป็นซอกหลืบที่ถูกลืม มันทั้งร้างผู้คน ทั้งไร้ความอบอุ่น มีเพียงความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยวไร้ที่สิ้นสุด

ถ้านี่ไม่ใช่ความรู้สึกที่สัมผัสได้จริง ๆ เขาต้องคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝันเป็นแน่

เพราะเมื่อวานนี้ เขายังเป็นสไนเปอร์มือพระกาฬของหน่วยรบพิเศษพยัคฆ์ตงเป่ยแห่งปี 2024 อยู่เลย ตอนที่ได้รับคำสั่งให้โรยตัวลงกลางอากาศเพื่อตามจับอาชญากรคนหนึ่ง ดันเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียก่อน

พอฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง ตัวเขาก็หลุดจากปี 2024 มาโผล่อยู่ที่แถบตงเป่ยในปี 1958 เสียแล้ว!

ไม่เพียงแค่ที่ชื่อแซ่เปลี่ยนจากหลินเป่ยเป็นผังเป่ยเท่านั้น ฐานะก็เปลี่ยนจากทหารหน่วยรบพิเศษมาเป็นชาวเขาที่แม้แต่ข้าวสักมื้อก็ยังไม่มีกิน!

แต่ความหนาวเหน็บและความหิวโหยไม่มีเวลาทำให้เขาตื่นตกใจ เจ้าของร่างเดิมก็หนาวตายอยู่ในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งผืนนี้แล้ว

สิ่งที่ผังเป่ยทำได้ในตอนนี้ก็คือใช้ชีวิตแทนเจ้าของร่างเดิมต่อไป

......

จะว่าไปแล้วเจ้าของร่างเดิมก็นับว่าเป็นชายชาตรีคนหนึ่ง แม้จะมีอายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่ก็ยอมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายโดยไม่ลังเลเพื่อมารดากับน้องสาว

เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกชายคนที่สามของครอบครัว เขามีพี่ชายหนึ่งคน และพี่สาวอีกหนึ่งคน ว่ากันว่ามารดานั้นเป็นภรรยาคนที่สองที่ผู้เป็นบิดาใช้ข้าวโพดห้าสิบกิโลกรัมไปแลกมา

ส่วนภรรยาคนแรกนั้นก็ถูกบิดาทุบตีจนหนีไปแล้ว โดยทิ้งลูกชายกับลูกสาวเอาไว้

เจ้าของร่างเดิมกับผังซีผู้เป็นน้องสาว เป็นลูกแท้ ๆ ที่มารดาให้กำเนิด

ทว่าหลังจากที่ตบแต่งตัวมารดามาแล้ว บิดาของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้กลับตัวกลับใจแต่อย่างใด กลับดุร้ายกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

มารดาเป็นคนทำงานบ้านทุกอย่างในบ้าน รวมถึงงานบ้านในส่วนของปู่กับย่าด้วยเช่นกัน ช่วงที่หนาวเหน็บที่สุดของปี มือทั้งสองข้างของมารดานั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจากความเย็น ทุกครั้งที่หันไปเห็นล้วนมีแต่เลือดไหลซิบอยู่เสมอ

แต่ถึงเป็นแบบนั้น บิดาก็ยังคว้าเก้าอี้ขึ้นมาฟาดศีรษะมารดาจนหัวแตกเลือดอาบ เพียงเพราะมารดาทำอาหารให้ย่าช้าไป ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างเดิมจึงทะเลาะมีปากเสียงกับที่บ้าน เขาต้องการแยกครอบครัวออกมา ต้องการพามารดากับน้องสาวแยกตัวออกไปใช้ชีวิตเอง

เพราะถ้ายังไม่ออกไปจากที่นี่ ก็ไม่รู้ว่ามารดาจะถูกทุบตีจนตายขึ้นมาเมื่อไร และไม่ช้าก็เร็วน้องสาวที่กินไม่อิ่มก็ต้องหิวตายแน่

......

อันที่จริงแล้วมารดาของเจ้าของร่างเดิมนั้นไม่เห็นด้วยกับเรื่องแยกครอบครัว เพราะบิดาของมารดานั้นป่วยไข้ และกลัวว่าจะทำให้มารดาต้องมาเหน็ดเหนื่อยเพราะเขา บ้านมารดาจึงให้มารดาแต่งงานออกมา ถ้าเขารู้ว่ามารดาจะต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ เขาจะเจ็บปวดใจขนาดไหน? กลัวก็แต่ว่าอาการป่วยของเขาจะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าเขารู้ถึงสถานการณ์ในตอนนี้เข้า จะต้องทุ่มสุดชีวิตเพื่อมาที่นี่ให้ได้แน่ แต่สุขภาพร่างกายของคนเฒ่าคนแก่นั้นจะให้เกิดโทสะขึ้นมาอีกไม่ได้ ถ้าเกิดมีโทสะขึ้นมาอีกครั้ง เกรงว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้แน่!

แต่สามีของตนคิดจะลงมือทุบตีผังเป่ยที่เพิ่งฟื้นตัว มารดาถึงตระหนักได้ว่าหากยังไม่ไปจากที่นี่ ลูกสาวลูกชายของตัวเองจะต้องตายทั้งคู่แน่!

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลองทุ่มเทกำลังทั้งหมดดูสักตั้ง ต่อให้ต้องตาย พวกเขาสามคนแม่ลูกก็ต้องตายพร้อมกัน!

ความจริงแล้ว ตอนที่มารดาออกมาจากที่นั่นได้แอบขโมยยาเบื่อหนูมาด้วยหนึ่งห่อ

เจ้าของร่างเดิมเห็นแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร เขารู้ว่าในใจของมารดาคิดอะไรอยู่ และเขาเองก็ไม่ต่อว่ามารดาด้วย

......

“ต้องรีบหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นจะล่าสัตว์ไม่ได้สักตัว แถมยังต้องมาหนาวตายอีกต่างหาก!”

ผังเป่ยคิดอยู่ในใจ

พูดกันตามตรงแล้ว หลินเป่ยเกรงใจเจ้าของร่างเดิมมาก เพราะหากไม่ได้เจ้าของร่างเดิม ตอนนี้เขาก็ยังเป็นได้แค่ดวงวิญญาณไร้ญาติขาดมิตร ล่องไปลอยมาอยู่กลางแถบเขาฉางไป๋กับแม่น้ำเฮยหลงเจียงเท่านั้น

ดังนั้น ความคิดที่เจ้าของร่างเดิมต้องการดูแลคนในครอบครัวนั้น เขาจะต้องทำมันให้สำเร็จ

ถึงอย่างไรก็ยึดร่างกายของคนอื่นเขามาแล้วนี่! ก็ถือว่าตอบแทนที่เจ้าของร่างเดิมได้ช่วยเหลือเขาไว้แล้วกัน

ทว่าความคิดของเด็กอย่างเจ้าของร่างเดิมนั้นถือว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ความสามารถกลับไม่เอื้ออำนวย วิธีล่าสัตว์ของเขานี่นับเป็นการเฝ้าตอรอกระต่าย ไม่รู้จักพลิกแพลงเอาเสียเลย

แล้วลองดู กับดักนี้ที่เขาวางไว้ก็ไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย อีกทั้งกลไกที่วางไว้ก็ชัดเจนเกินไป ตำแหน่งก็ไม่ถูกต้อง กระต่ายที่ไหนจะติดกับเล่า?

ในมือของผังเป่ยตอนนี้มีแค่เชือกป่านเส้นหนึ่งที่เอว มีดพกหนึ่งเล่ม แล้วก็กับดักตรงหน้านี้

ถ้าคนทั่วไปคิดจะใช้ของพวกนี้มาล่าสัตว์ แบบนั้นก็เหมือนกับคนบ้าที่กำลังละเมอเพ้อพกนั่นละ

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะนั่งรอให้กระต่ายมาติดกับได้หรือเปล่าเลย

มีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงเท่านี้ก็กล้าบุกป่าขึ้นเขาแล้ว นี่เขาจะเห็นเรื่องป่าเขาเป็นเรื่องเล่น ๆ เกินไปแล้ว

บนเขาลูกนี้ไม่ได้มีแค่กระต่าย ยังมีสัตว์ร้ายนานาพันธุ์อยู่ด้วย

อีกอย่าง ไอ้วิธีการรอกระต่ายแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการเอาชีวิตมาเดิมพัน เห็นชัด ๆ ว่าชะตาชีวิตของเขาไม่ดี ไม่มีทางชนะเดิมพันแน่

ผังเป่ยแกะรื้อกับดักหยาบ ๆ ที่เจ้าของร่างเดิมทำไว้ออก จากนั้นเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย เตรียมย้ายสถานที่

เมื่อรื้อกับดัก ผังเป่ยถึงได้รู้ว่าอันที่จริงกับดักชิ้นนี้พังแล้ว เพราะเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีฝีมืออย่างพวกมืออาชีพมากนัก ของแบบนี้ต่อให้มีกระต่ายทะเล่อทะล่าเข้ามาจริงก็ไม่มีทางจับได้สำเร็จ ระดับความสูงวางไว้ไม่ถูกต้อง กระต่ายก็กระโดดออกไปได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นเขาจึงเดินวนเวียนอยู่ในป่าอีกสักพัก จากนั้นก็เจอเข้ากับกิ่งไม้พอใช้ได้กิ่งหนึ่ง แล้วจึงวางกับดักใหม่อีกครั้ง

กับดักนี้ หลัก ๆ ก็คืออาศัยหลักการผูกเชือกแบบเงื่อนกระตุกทั่วไป ใช้แรงดีดของกิ่งไม้ รับรองเลยว่าแค่กระต่ายสัมผัสถูกกับดัก เชือกก็จะรัดคอแน่น ทำให้กระต่ายขาดอากาศหายใจ ยิ่งกระต่ายดีดดิ้น เชือกก็จะยิ่งรัดแน่น

โครงสร้างสำคัญของกับดักนี้ก็คือท่อกลวง จากนั้นก็ใช้มีกรีดด้านล่างของรากไม้สดที่มีความยืดหยุ่นให้เป็นช่อง

สุดท้ายก็ค่อยใช้กิ่งไม้อีกกิ่งสอดแหวกเข้าไปตรงกลางให้แยกออกส่วนหนึ่ง แล้วสอดกิ่งไม้บาง ๆ เข้าไปในรูเล็ก ๆ ของท่อกลวง อีกด้านหนึ่งก็ใช้ท่อนไม้เล็ก ๆ ที่ผ่าครึ่งออกมาหนีบไว้

ความสูงก็สำคัญ ต้องตั้งไว้ให้สูงพอที่กระต่ายจะพุ่งไปได้ แต่ในความจริงแล้วหลังของกระต่ายจะต้องชนเข้ากับกับราวไม้

ทันทีที่ราวไม้ถูกชนล้ม กิ่งไม้ก็จะดีดตัวทันที ถึงตอนนั้นกับดักล่ากระต่ายจะยกตัวขึ้น รัดคอกระต่ายไว้

กระต่ายที่ขวัญหนีดีฝ่อจะดิ้นรนสุดชีวิต แต่ทำแบบนั้นแล้ว ก็จะทำให้ตัวเองถูกรัดตายทั้งเป็น

แผนการนี้เรียบง่ายมาก แต่การจะทำให้สำเร็จนั้นกลับไม่ง่าย จะหากระต่ายสักตัวในฤดูหนาวนั้นยาก เพราะอาหารน้อย ถ้ากระต่ายคิดจะออกมาหาอาหาร ก็ยังต้องเจอเข้ากับการล่าของสัตว์ป่าดุร้ายที่หิวโหยพวกนั้น

ดังนั้นพวกมันจึงเจ้าเล่ห์มาก จะต้องปกปิดการเคลื่อนไหวให้ได้มิดชิดมากที่สุด

ทว่าเรื่องพวกนี้ล้วนไม่ยากเกินมือของเขาที่เคยเป็นถึงทหารหน่วยรบพิเศษมือพระกาฬหรอก ในป่าเขา จมูกของเขาใช้การได้ดีเสียยิ่งกว่าสุนัขล่าเนื้อ นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของกระต่ายก็เป็นรูปแบบที่คาดเดาได้

หลังจากที่ผังเป่ยคลายกับดักออก ก็เตรียมเสาะหาสถานที่ใหม่

ทว่าในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงอ่อนระโหยโรยแรงดังขึ้นในป่าเขา “พี่! พี่?!”

ผังเป่ยชะงักงัน พอหันไปมองตามเสียงก็เห็นเงาร่างเล็ก ๆ เงาหนึ่งวิ่งมาทางเขา ใบหน้ารูปไข่ดวงเล็ก ๆ นั่นแดงเรื่อเพราะความหนาว ศีรษะเล็ก ๆ นั่นคลุมไว้ด้วยผ้าพันคอผืนใหญ่ แม้ว่ากองหิมะจะท่วมถึงเอวเธอ แต่ร่างเล็ก ๆ นั่นก็ยังคงชูห่อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ไว้ใบหนึ่ง แล้วก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก

คนคนนั้นก็คือผังซี น้องสาวของเขา!

เธอที่มีอายุได้เพียงสี่ขวบ จะหนาวตายอยู่กลางป่าเขาแห่งนี้เอาได้ง่าย ๆ

พอผังเป่ยเห็นเข้าก็รีบวิ่งไปหาทันที จนเกล็ดหิมะบนพื้นลอยกระจุยกระจาย เพราะหิมะทับถมกันหนาเกินไป ผังเป่ยจึงเดินลำบาก ตอนที่พุ่งออกไป เขาถึงขั้นล้มลุกคลุกคลานไปถึงเบื้องหน้าของน้องสาว

พอเห็นผังซี ผังเป่ยก็อดต่อว่าไม่ได้ “เธอออกมาได้ยังไง? แม่ล่ะ? แม่ปล่อยให้เธอออกมาเหรอ?”

ผังซีกะพริบดวงตาดำขลับคู่โต เธอยกกล่องไว้เหนือศีรษะ “พี่ เอาข้าวมาให้”

ผังเป่ยชะงัก เขามองไปที่กล่อง

จากนั้นก็รวบตัวผังซีขึ้นมากอด ผังซียัดกล่องใส่อ้อมแขนของผังเป่ย “ลุงใหญ่ให้มา แม่เสียดายไม่กล้ากิน หนูนึกได้ว่าพี่ออกมาแต่เช้าทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไร ก็เลยเอามาให้พี่กิน”

ได้ยินเสียงเล็ก ๆ นี้แล้ว ในใจของผังเป่ยพลันอบอุ่นขึ้นมาทันที

แม้ว่าจะยากจน แม้ว่าอยู่ที่นี่แล้วจะทุกข์ยาก แต่เขาที่เป็นลูกคนเดียวมาตลอด ไม่เคยได้สัมผัสถึงความอบอุ่นที่มาจากพี่น้องมาก่อนเลยสักครั้ง

ทว่าครั้งนี้ เขาได้สัมผัสความรู้สึกนั้นแล้วจริง ๆ

และก็เข้าใจแล้วว่าทำไมผังเป่ยถึงยอมเสี่ยงตายออกมาล่าสัตว์ พอคิดถึงตรงนี้ ผังเป่ยก็แย้มยิ้มออกมา แม้ว่าตอนที่ยิ้มจะรู้สึกเจ็บเพราะแผลที่เกิดจากความหนาวเย็นบนหน้าก็ตาม

แต่เขาก็ยังอดทนต่อความเจ็บ ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เดี๋ยวเก็บเอาไว้ก่อน ไว้พี่จับกระต่ายมาได้ พวกเราเอาไปตุ๋นทำแกงเนื้อ ถึงตอนนั้นค่อยเอามากินด้วยกัน!”

เด็กน้อยปรบมือเปาะแปะ ดวงตาเป็นประกาย “จริงเหรอ? สุดยอดไปเลย! ได้กินเนื้อด้วย! หนูยังไม่เคยลองเลยว่าเนื้อมันรสชาติเป็นแบบไหน!”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terkait

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 2

    ผังเป่ยจูงน้องสาวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง พลางเดินฝ่าลมเหนืออันหนาวเหน็บ เสาะหาเป้าหมายไปตามเนินเขาในฐานะที่เขาเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ ต้องฝึกค้นหาจนมันฝังลึกเข้าไปในกระดูก การล่าสัตว์ก็นับว่าเป็นทักษะพื้นฐานของการเอาชีวิตรอดในป่าเช่นกันเขาเดินพลางสังเกตร่องรอยทั้งหลายอย่างละเอียดการค้นหาร่องรอยนั้น สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขาก็เหมือนกับการที่เคยมีคนไปที่ไหนสักแห่งมาก่อน เขาอาศัยเพียงแค่ร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งแล้วเขาถึงขั้นที่เข้าใจถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวอันแน่ชัดที่คนคนนั้นทำไว้ที่นี่ได้จากร่องรอยพวกนี้ตอนนี้ บนตัวเขาไม่ได้มีเครื่องมือมากมายนัก สมรรถนะทางร่างกายก็ไม่ได้เทียบเท่าอย่าช่วงที่เป็นทหารหน่วยรบพิเศษดังนั้น ช่วงเวลานี้เขาจึงจำเป็นต้องรักษาสัญชาตญาณระวังภัยเอาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์ร้าย!หลังจากเดินมาได้ระยะหนึ่ง จู่ ๆ ผังเป่ยก็ชะงักฝีเท้า สายตาจับจ้องอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไม่ไหวติงเขาย่อตัวนั่งยอง ๆ แล้วเห็นเม็ดบางอย่างที่แข็งจากอากาศหนาวอยู่หลายเม็ด มันคืออุจจาระกระต่ายที่เพิ่งถ่ายทิ้งไว้ไม่นานผังซีมองเขาด้วยความฉงน “พี่ พี่ดูอะไรเหร

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 3

    ผังเป่ยหิ้วกระต่ายไว้ ต้องบอกเลยว่าเจ้ากระต่ายตัวนี้ตัวใหญ่ไม่น้อยทีเดียวกระต่ายป่ามักจะตัวไม่ใหญ่เท่ากระต่ายที่เลี้ยงกันในบ้าน ทว่าเจ้าตัวที่อยู่ในมือตัวนี้ อย่างน้อย ๆ ก็หนักสักสามกิโลครึ่งได้นี่มันกินอะไรเข้าไปถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้กันนะ?ผังเป่ยสนเท่ห์นัก กระต่ายตัวผู้ที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ เขาหิ้วมันกลับบ้าน เด็กน้อยก็จดจ้องอยู่กับกระต่ายไม่ละสายตามาตลอดทางน้ำลายสอมาอยู่ในปากตลอดเวลา เธอไม่กล้าปล่อยให้มันไหลออกมา เพราะมันจะทำให้มุมปากถูกความเย็นกัดเอาได้ง่าย ๆ ที่อยู่ของผังเป่ยในตอนนี้ คือกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งบนภูเขาบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ตาของผังเป่ยทิ้งไว้ตอนขึ้นมาพิทักษ์เขา แต่หลายปีมานี้แค่จะลงจากเตียงเขาก็ต้องเปลืองแรงไปมาก ขึ้นมาล่าสัตว์บนภูเขาไม่ได้แล้วเรื่องล่าสัตว์ ไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว เพราะถ้าคนมากเกินไป พวกเหยื่อตัวเล็กๆ ก็จะพากันหลบหนีออกไปด้านนอก หากไม่มีเหยื่อให้ล่า พวกสัตว์ดุร้ายก็จะหันเป้าหมายไปที่หมู่บ้านเป็นอันดับแรกเมื่อก่อน ในป่าเขาล้วนอุดมไปด้วยสัตว์นักล่าทุกหนแห่ง ในหมู่บ้านจึงจำเป็นต้องมีคนมาคอยพิทักษ์เขาหนึ่งคนโดยปก

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 4

    ตอนที่แม่กำลังถลกหนังกระต่าย เขาก็เห็นเข้ากับแผลที่ถูกความเย็นกัดบนมือของแม่เข้าพอเห็นแผลของแม่ ผังเป่ยก็เริ่มคิดไตร่ตรองอยู่ในหัวขึ้นมาทันทีแม่กับน้องสาวแล้วก็ตัวเขาเอง ล้วนไม่มีของที่ไว้ป้องกันความหนาวได้เลย ต่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ชั่วคราว แต่นี่ยังไม่ถึงช่วงสามเก้าวัน[1]เลย ถ้าถึงช่วงสามเก้าวันที่หนาวเย็นที่สุดแล้ว มีเพียงแค่เสื้อผ้าบนตัวของเธอแบบนี้ เกรงว่าจะต้องหนาวตายทั้งเป็นแน่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับสภาพอากาศบนภูเขาที่หนาวเย็นว่าด้านล่างภูเขาหลายเท่าตัวแน่นอนว่าช่วงฤดูร้อนก็เปลี่ยนเป็นเย็นสบายดูท่าแล้ว ก็คงจะต้องเตรียมเสื้อผ้าป้องกันความหนาวไว้ด้วย แต่ในตอนนี้ฝ้ายเป็นของหายาก หากจะทำเสื้อผ้าหน้าหนาว ก็จำเป็นต้องใช้ตั๋วผ้านี่มันขัดกับความเป็นจริงในตอนนี้เลย ดูท่าแล้ววิธีที่ดีที่สุดคงจะเป็นขนสัตว์ ขนสัตว์ก็ป้องกันความเย็นได้ แต่ว่าจำเป็นต้องเป็นขนจากสัตว์ขนาดใหญ่สัตว์ใหญ่อย่างพวกหมาใน หมาป่า เสือโคร่ง เสือดาวอะไรพวกนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้แน่ เขาไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น คิดจะทำเรื่องพวกนี้ก็คือไปหาเรื่องตายเพราะหนึ่งเขาไม่มีปืน สองคือร่างกายและจิตใจเขายังไม่พร้อม ตอนนี

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 5

    แม้ว่าคำพูดที่ผังเป่ยพูดออกมานั้นจะไม่ผิด แต่หลี่ว์ซิ่วหลันก็ยังคิดว่าลูกชายทำแบบนี้ออกจะสุดโต่งเกินไปถ้าไม่สนใจละก็ ต่อไปอาจจะเสียเปรียบเอาก็ได้แต่พอลองคิดถึงเรื่องนี้ในทางกลับกันดูแล้ว ถ้าลูกชายไม่ทำแบบนี้ เธอจะมีวันที่ได้กินเนื้อกับเขาเหรอ?ไม่มีทางแน่นอน!ดังนั้นเมื่อลองคิดดูแล้ว คำพูดพวกนั้นที่คิดจะสั่งสอนผังเป่ย ก็ถูกหลี่ว์ซิ่วหลันกลืนกลับไปหลังจากผังตงกลับไปแล้ว หลี่ว์ซิ่วหลันก็กินน่องกระต่ายข้างหนึ่งกับผังซี ส่วนผังเป่ยก็กินเองอีกน่องทั้งสามคนกินจนค่อนข้างอิ่ม พอได้กินเนื้อ ร่างกายก็เริ่มอุ่นนี่เทียบไม่ได้กับช่วงที่อยู่ในบ้านเลย ตอนที่อยู่ในบ้านนั้นไม่เคยได้กินข้าวอิ่มแบบนี้เมื่อกินดื่มกันจนอิ่มหนำ เสี่ยวซีก็ช่วยเก็บชามและตะเกียบด้วยกันกับแม่อย่างว่าง่าย ส่วนผังเป่ยก็เตรียมไปหาหัวหน้าเขาเก็บข้าวของเล็กน้อยก็ลุกขึ้น แล้วพูดว่า “แม่ ผมลงเขาไปคุยกับหัวหน้าหน่อยนะ ผังตงพูดถูก อีกเดี๋ยวอากาศก็จะเย็นลงแล้ว บนตัวของพวกเรามีแค่เสื้อผ้าเก่า ๆ แบบนี้ทนไม่ไหวหรอก ผมว่าจะไปขอยืมปืนล่าสัตว์แล้วลงเขาไปหาที่ยิงกวางโรสักสองสามตัว”“อะไรนะ? แกจะยืมปืนเหรอ?”หลี่ว์ซิ่วหลันร้อนร

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 6

    เมื่อได้รับคำสัญญาของหัวหน้า ในใจผังเป่ยก็ดีใจมากไม่เพียงได้รับตำแหน่งผู้พิทักษ์ภูเขา ยังช่วยหาปืนได้อีกด้วยสิ่งนี้สำหรับเขาแล้ว เท่ากับจะได้ล่าเหยื่อได้เยอะ ๆเพียงแต่ ตอนนี้ลูกกระสุนไม่มาก ผังเป่ยคิดจะตัดเสื้อผ้าให้แม่ น้องสาวและตัวเอง แม้จะยิงลูกกระสุนห้าดาวตรงเป้าทุกนัด ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผังเป่ยยังต้องคิดหาวิธีอีกยิงร้อยครั้งถูกร้อยครั้ง บอกได้ถึงอัตราความแม่นยำ ทว่าระเบิดหัวทุกนัดนั่นมันไร้สาระชัด ๆระเบิดหัวได้ทุกนัดจริง ๆ คงมีแต่ในทีวีแล้วยังไงสัตว์ก็เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ได้มีวิถีที่ตายตัว และพวกมันยังหลบได้อีกด้วยฉะนั้น หากต้องการใช้กระสุนห้านัดยิงกวางโรตะวันออกห้าตัว นั่นยากมากจริง ๆ ผังเป่ยที่เคยผ่านการรบจริงเข้าใจจุดนี้เป็นอย่างดีคิดจะล่ากวางโรตะวันออก ยังต้องใช้สมองอีกหน่อยดังนั้นเมื่อกลับบ้าน ผังเป่ยก็เริ่มเตรียมข้าวของ เขารื้อรั้วที่ล้มลงไปแล้วมาสองสามอัน จากนั้นเลือกท่อนไม้ที่นับว่ายังแข็งแรงอยู่จากในนั้นมาสองสามอันแล้วก็เหลาท่อนไม้พวกนี้ก่อนจะหาปืนมาได้ อุปกรณ์อย่างอื่นที่ทำได้นิดหน่อย อย่างไรก็ต้องทำสักหน่อยถึงยังไง ตอนที่เข

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 7

    หลี่ว์ซิ่วหลันและผังเป่ยช่วยกันตรวจดูเหยื่อบนพื้น จากนั้นช่วยลูกชายมัดเหยื่ออย่างช่ำชองผังเป่ยใช้มือข้างหนึ่งแบกเหยื่อขึ้นมาอย่างสบาย ๆ ส่วนมืออีกข้างจูงผังซี พร้อมลากเหยื่อจากการล่ากลับบ้านไปเต็มไม้เต็มมือเนื่องจากผืนป่าอยู่ในส่วนลึกของภูเขา พวกเขาจึงต้องมุ่งหน้าไปยังกระท่อมพิทักษ์ภูเขาของบ้านตนก่อน แล้วค่อยกลับหมู่บ้านเมื่อกลับมาถึงกระท่อม สามแม่ลูกก็เข้าสู่งานอันเคร่งเครียดทันทีหลี่ว์ซิ่วหลันหั่นเนื้อเป็นชิ้นใหญ่ด้วยความชำนาญ ขณะเดียวกันก็ถลกหนังออกอย่างคล่องแคล่ว เตรียมดำเนินการขั้นจัดการแปรรูปเนื่องจากทรัพยากรบนภูเขามีจำกัด พวกเขาคิดจะนำหนังสดใหม่แช่ลงไปในน้ำอุ่น จากนั้นก็ใช้ไฟรมควัน เพื่อสะดวกต่อการสวมใส่อุ่นร่างกายโดยเร็วที่สุดตอนเด็ก ๆ หลี่ว์ซิ่วหลันมักจะตามพ่อไปเรียนงานฝีมือทำเครื่องหนัง เนื่องด้วยเหตุนี้เมื่อจัดการขึ้นมาจึงง่ายดายระหว่างกระบวนการจัดการเนื้อ ผังเป่ยเลือกเนื้อคุณภาพดีมาประมาณสี่สิบห้าสิบชั่อย่างพิถีพิถัน แล้วใช้เชือกฟางมัดอย่างแน่นหนาเขาคิดจะส่งเนื้อส่วนนี้และปืนล่าสัตว์ให้พร้อมกัน ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจเนื้อที่เหลือ หลี่ว์ซิ่วหลันคิดจะใช้ต

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 8

    เช้าตรู่วันต่อมา ผังเป่ยรีบลุกลี้ลุกลนกินซุปเล็กน้อย ก่อนจะถือบ่วงดักสัตว์และกับดักจับสัตว์รุดหน้าไปบนเขา ไปติดตั้งกับดักอื่นขณะเดียวกัน หลี่ว์ซิ่วหลันและผังซีอยู่ที่บ้าน ลงมือเย็บเสื้อหนังให้ผังเป่ยขณะผังเป่ยง่วนอยู่กับการติดตั้งกับดักในป่าเขา หลี่ว์ซิ่วหลันก็นำเนื้อกวางโรตะวันออกสดใหม่สองสามชิ้น ไปเยี่ยมหลี่ว์ชิงซงผู้เป็นลุงใหญ่ทีแรก ลุงใหญ่ไม่อยากรับเนื้อไว้ ทว่าหลี่ว์ซิ่วหลันยืนกรานยื่นให้เขา พร้อมบอกข่าวดีกับเขาว่าผังเป่ยกลายเป็นผู้พิทักษ์ภูเขาแล้วหลี่ว์ชิงซงได้ยินดังนั้นก็ดีใจกับเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหวัง เขาถามด้วยความตื่นเต้นว่า “จริงเหรอ? เสี่ยวเป่ยล่าสัตว์ได้แล้ว?”หลี่ว์ซิ่วหลันยิ้มพลางพยักหน้ายืนยัน “ใช่ ตอนนี้เขาล่าสัตว์ได้แล้ว!”หลังหลี่ว์ชิงซงดีอกดีใจ เขาก็หมุนตัวเข้าไปหยิบเข็มกับด้ายออกมา พร้อมกับหอกปลายพู่แดงที่ตนได้รับขณะอยู่หน่วยเยาวชนตอนเด็ก ๆ มามอบให้หลี่ว์ซิ่วหลันเมื่อเห็นหอกปลายพู่แดงนั้นอีกครั้ง หลี่ว์ซิ่วหลันก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ นี่เป็นของที่พี่ชายรักที่สุด อย่ามองแค่ว่าเป็นหอกปลายพู่แดง ที่จริงแล้วมันคือหอกสั้นที่เคยอยู่ในมือพ่อ หลังจากนั้น เ

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 9

    ผังเป่ยเพิ่งแบกฟืนกำลังจะเข้าประตูบ้าน ก็เห็นคนคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาเขาชำเลืองไปเห็นเสื้อคลุมทหารที่ถูกปะหนาเตอะ ที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ตัวนั้น ในใจก็ผุดความคิดขึ้นมาเสื้อคลุมตัวนั้นเป็น ‘สมบัติสืบทอด’ ในสกุลของพวกเขา แม้จะขาดรุ่งริ่งและเก่า ทว่าสืบทอดต่อกันมาสองชั่วอายุคน จนถึงรุ่นเขาเป็นรุ่นที่สามแล้วคนในครอบครัวผลัดกันสวมใส่มัน ตอนแต่งงานในปีนั้น ปู่มอบเสื้อคลุมตัวนี้ให้พ่อ กันลม กันหิมะ และกันความหนาวในตอนนี้ ผู้ที่สวมเสื้อคลุมอยู่ก็คือพี่สาวคนรองของเขา ผังหนานความรู้สึกที่ผังเป่ยมีต่อพี่สาวคนรองคือรังเกียจเธอมักแสวงหาความรู้สึกอยู่เหนือกว่าผู้อื่นในบ้านเสมอ แม้ว่าการถูกปฏิบัติของเธอจะแย่กว่าพี่ใหญ่มาก ทว่าเนื่องจากมีแม่ น้องสาว และตนในฐานะคนที่ถูกเปรียบเทียบ เธอจึงดูเหมือนจะค้นพบความพึงพอใจได้เสมอเธอมีนิสัยชอบพูดจาเหน็บแนมและจิตใจอำมหิต แม้จะมีหน้าตาโดดเด่น แต่มักให้ความรู้สึกเข้าถึงยากอย่างหนึ่งกับคนเมื่อผังหนานเห็นผังเป่ยแบกฟืนกลับมา ก็รีบเปิดโหมดการเย้ยหยันของเธอทันที “อ้าว นี่มันกรรมกรของบ้านเรานี่? ขยันขนาดนี้ทำไมไม่กลับไปช่วยที่บ้านล่ะ? ลงไม้ลงมือกับพี่ใหญ่ นายนี

Bab terbaru

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 35

    หลี่ว์ชิงซงตื่นตระหนก เขาไม่คาดคิดว่าจะถูกเดรัจฉานนี้ซุ่มโจมตีเคยได้ยินจากพ่อของตัวเองมาตลอดว่าไอ้เจ้าหมาป่านี้มันดุร้ายและเจ้าเล่ห์นัก แต่ก็ไม่เคยเจอกับตัวมาก่อนแน่นอนว่าถ้าเขาเคยเห็นมาก่อน ก็คงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้“ทำไงดี!” เสียงพูดของหลี่ว์ชิงซงสั่นเล็กน้อย แต่เขาก็รีบชักกรวยน้ำแข็งออกมาในทันที ป้องกันไม่ให้หมาป่าที่จะปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ผังเป่ยกระซิบ "ตอนนี้พวกเราทำได้แค่หาทางถอยกลับไปที่กับดักตรงนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีทางสู้มันได้!"หลี่ว์ชิงซงพยักหน้า มีกับดักช่วย พวกเขาสองคนก็ยังมีโอกาสรอดตาย ถ้าขืนสู้ไปทั้งอย่างนี้ โอกาสรอดก็เท่ากับศูนย์หลังจากหารือวิธีรับมือแล้ว ชายทั้งสองก็เคลื่อนตัวไปทางกับดักในทันทีแต่จะเคลื่อนไหวเร็วเกินไปไม่ได้ จะให้ฝูงหมาป่ารู้ว่าพวกเขากลัวไม่ได้ดังนั้นต้องไปชิดทางนั้นอย่างระมัดระวังโชคดีที่กับดักอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้หลัก ๆ แล้วผังเป่ยกับหลี่ว์ชิงซงสองคนต้องระแวดระวังขณะถอยไปทางด้านนั้นด้วย แล้วก็ต้องหันหลังให้กัน เพราะกลัวว่าจะถูกลอบโจมตีถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่หลี่ว์ชิงซงก็ได้ยินเสียงดังกรอบแกรบที่อยู่รอบตัวแล้วนอกจ

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 34

    หลังจากที่ได้พูดคุยกับตาอยู่พักหนึ่ง ผังเป่ยก็รู้สึกมั่นใจในการล่าสังหารฝูงหมาป่ามากขึ้นการตามล่าราชาหมาป่าก็เป็นศึกสำคัญสำหรับตัวเขาในการรักษาตำแหน่งผู้พิทักษ์ภูเขานี้!ดังนั้นเขาจะต้องชนะเท่านั้น จะแพ้ไม่ได้!แม้ว่ามารดาจะโดนดุอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วบ้านตาถือว่าใจดีกับพวกเขามากที่นี่ ผังเป่ยสัมผัสได้ถึงความใส่ใจจากครอบครัว แล้วก็ความกลมเกลียวกันของทุกคนในครอบครัวไม่ว่าจะลุงใหญ่หรือยายต่างก็ใจดีกับผังเป่ยมาก แม้ว่าตาเข้มงวดไปสักหน่อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความรักที่กว้างใหญ่ดุจขุนเขาที่ตามีให้ตั้งแต่ยุคโบราณ ลูกสาวกลับบ้านเดิมจะต้องไม่จากไปมือเปล่าคนแก่คนเฒ่ากลัวว่าลูกสาวจะหิวและหนาว จึงจะเตรียมเครื่องนอนและของใช้จำเป็นไว้ให้เมื่อเธอออกเดินทางผังเป่ยกลับบ้านมาพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระใบน้อยใหญ่ ในใจเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นดูท่าการพาแม่กลับมาจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว!หลังกลับถึงบ้าน ในตอนที่ผังเป่ยพลิกตัวเข้ามาในลานบ้าน ก็ได้เห็นเข้ากับผังซีที่กำลังเล่นกับสุนัขจิ้งจอกในลานบ้านอยู่พอดีจิ้งจอกนอนเตะขาด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์อยู่บนพื้น และมือเล็ก ๆ ของผังซีก็กำลังลูบขนอันนุ่มนิ่

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 33

    ได้รับดาบมา ตอนนี้ผังเป่ยก็ถือว่ามีอาวุธมีพลังทำลายล้างแก่กล้าอยู่อย่างหนึ่งแล้วถึงแม้ดาบซามูไรจะไม่ได้เหมาะกับการล่าสัตว์ แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ป่า ก็ยังมีความสามารถพอที่จะใช้ตอบโต้ได้ผังเป่ยเก็บอาวุธเอาไว้ เขารู้ว่านี่ก็นับเป็นมรดกหลังจากเก็บอาวุธแล้ว หลี่ว์หย่วนจงก็มองไปที่ผังเป่ยและพูดด้วยรอยยิ้ม "ไอ้หนู ได้ยินว่าแกอยากจะจัดการกับฝูงหมาป่าใช่ไหม?"ผังเป่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตอบ "ใช่ครับ"“รับอันนี้ไป! เดิมทีเดิมนี่ฉันว่าจะเอามันใส่ลงโลงไปด้วย แต่แกคงได้ใช้มัน เพราะงั้นเอาไปเถอะ!”ขณะที่เขาพูดไป ตาก็ส่งสายตาให้ยาย ยายก็ไปเปิดตู้ใหญ่และหยิบชุดคลุมหนังหมีออกมาจากข้างในในทันที!โดยทั่วไปแล้ว พรานจะรวบรวมสิ่งของจำนวนหนึ่งที่ตนได้มาจากการล่าสัตว์ใหญ่ตลอดทั้งชีวิตมาเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นเขี้ยวหรือหนังยายแย้มยิ้มพร้อมกางหนังหมีออก แล้วสวมให้ผังเป่ยเธอลูบแก้มของผังเป่ยด้วยความเอ็นดูแล้วพูด "เสี่ยวเป่ยใส่แล้วดูเข้ามากจริงๆ!"ในตอนนี้ตาก็ได้ถอดของสิ่งหนึ่งอย่างออกจากคอ แล้วพูด "ไอ้หนู มานี่สิ!"ผังเป่ยเดินเข้าไปอย่างว่าง่าย และหลี่ว์หย่วนจงก็สวมสร้อยคอที

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 32

    สรุปแล้วตาเฒ่ากำลังคิดหาเหตุผลที่จะไปตีอีกฝ่ายในภายภาคหน้าดังนั้นเขาจึงได้เงียบไปผังเป่ยก็พูดขึ้นมาจากด้านข้าง “เรื่องเงินผมจัดการได้ครับ ตาไม่ต้องกังวล”หลี่ว์หย่วนจงพินิจมองผังเป่ย แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “เด็กน้อยอย่างแกน่ะ ขนยังขึ้นไม่ครบเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้กลับมีฝีมือความสามารถแล้ว ฉันเห็นแล้วว่าแกฆ่าหมาป่ากลับมา ทีแรกฉันนึกว่าทักษะแขนงนี้ของครอบครัวจะหมดสิ้นไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าแม้ลูกชายจะทำไม่ได้ แต่หลานชายกลับมารับช่วงต่อ เยี่ยมเลย!”พูดถึงตรงนี้ หลี่ว์หย่วนจงก็เอี้ยวตัวไปเปิดตู้ข้างเตียง และหยิบของจากข้างในออกมาหลายอย่าง สิ่งแรกคือหนังแกะผืนหนึ่งหลี่ว์หย่วนจงส่งหนังแกะให้ผังเป่ยแล้วพูดต่อ “ในเมื่อแกอยู่ในวงการนี้ งั้นก็ต้องรู้จักเส้นทางการกระจายตัวบนภูเขา ที่ไหนน่าจะมีอะไร แผนที่นี้ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายที่ฉันบากบั่นมาตลอดชีวิต ทีแรกฉันตั้งใจจะให้ลุงใหญ่ของแก แต่เขาไม่เอาไหน ไม่มีฝีมือในการล่าสัตว์ แต่แกมี สิ่งนี้เลยต้องส่งต่อให้แก บนแผนที่นี้ไม่ได้มีแต่เส้นทางกระจายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีสัญลักษณ์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง ที่ไหนไปได้ ที่ไหนไปแล้วต้องระวังให้มาก แล้

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 31

    เมื่อเห็นบิดาถือไม้เท้าเดินออกมา หลี่ว์ซิ่วหลันก็ทรุดลงคุกเข่าลงกับพื้นดังปั๊ก"พ่อ!"ชายชรามองดูลูกสาวของตนที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วถอนหายใจอย่างจนใจ "ลุกขึ้น เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอา กลับบ้านกับฉัน!"หลี่ว์ซิ่วหลันตะลึงงัน แล้วพี่ใหญ่ก็มาดึงเธอขึ้น “เธอคิดอะไรอยู่ กลับบ้านกับพ่อสิ!”หลี่ว์ซิ่วหลันพยักหน้ารัว ๆ แล้วขานตอบ "อือ!"พอหยัดกายลุกขึ้นแล้ว หลี่ว์ซิ่วหลันก็ลากผังเป่ยเดินไปทางบ้านของตัวเองด้วยกันทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในลานเล็ก คุณตาก็นั่งลงอย่างช้า ๆ เขาทำหน้าปั้นปึ่ง ไม่พูดไม่จาบรรยากาศลานเล็กดูอึดอัดมากอย่างชัดเจน หลี่ว์ชิงซงหันซ้านหันขวาแล้วชิงพูดก่อน "พ่อ หลันจื่อเองก็จนปัญญา..."หลี่ว์หย่วนจงมองลูกสาว "แกตั้งใจจะหย่าแล้วงั้นเรอะ?"หลี่ว์ซิ่วหลันพยักหน้า แต่ไม่กล้าปริปากพูดแม้ว่าลูกสาวจะอายุสิบเจ็ดปีแล้ว แต่ในสายตาของบิดา เธอก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง“ตั้งแต่แต่งเข้าไปมันตีแกมาตลอดเลยเหรอ” ชายชราจ้องมองลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน สีหน้าอาฆาตแค้นอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่หลี่ว์ซิ่วหลันกำลังสับสนอยู่นั้น ผังเป่ยที่อยู่ข้างกันก็เอ่ยปากตอบ "ตีมาตลอด ตั้งแต่ผมจำค

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 30

    “ฉันว่านะคะหัวหน้า เรารายงานไปดีกว่า ถ้ายื่นคำร้องไป เบื้องบนจะต้องไม่อนุมัติแน่ เราก็ฉวยโอกาสนี้บอกว่างั้นเราจะทำเอง แต่เบื้องบนต้องให้เอกสารอนุมัติ บอกว่าได้มอบปืนให้แล้วก็สิ้นเรื่อง!”หลี่ว์ไห่เห็นว่าความคิดนี้มาจากสาวม่ายในหมู่บ้านเขาอดยิ้มไม่ได้ “ผมว่าความคิดของแม่ม่ายไช่ไม่เลวเลยนะ! ทุกคนว่ายังไง!”“วิธีนี้ดีเลย ใครก็มาจับผิดไม่ได้!”ทุกคนได้ฟังแล้วก็พากันเห็นดีเห็นชอบด้วยอย่างเซ็งแซ่ในทันทีเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่ว์ไห่ก็พูดขึ้น "ถ้าอย่างนั้นกองกำลังจะอนุมัติเอกสารให้นายก่อน แล้วนายก็ไปหาปืนมา นักบัญชีเอ้อร์! เบิกเงินของกองกำลังออกมาให้ผังเป่ยห้าสิบหยวน ส่วนที่เหลือจะให้เมื่อมีเงิน"ผังเป่ยได้ยินว่าให้เงินเขาห้าสิบหยวน! เรื่องนี้มันเยี่ยมไปเลยนี่นา!เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “หัวหน้าพูดจริงเหรอครับ? ห้าสิบหยวนน่าจะซื้อกระสุนได้ไม่ร้อนเลยสิครับ?”หลี่ว์ไห่หัวเราะ "ไอ้หนู เมื่อกี้ยังแสร้งทำเป็นหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีต่อหน้าฉันอยู่เลย!"“ก็นั่นไม่ใช่เพราะขาดเงินขาดกระสุนหรือไง? แต่ผมรับประกัน ขอแค่หาปืนหากระสุนได้ ผมสัญญาว่าจะกำจัดหมาป่าฝูงนี้ให้ทุกคนเอง!”แม่หม้ายไช่กลั้นหัวเราะไม

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 29

    เมื่อเห็นผังโหย่วฝูวิ่งหนีไป หลี่ว์ซิ่วหลันก็รู้สึกแค่ว่าเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แต่เธอกลับไม่ได้ดีใจนักผังโหย่วฝูจากไปแล้ว และทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นหลี่ว์เอ้อร์จู้ที่ได้รับบาดเจ็บแล้วไหนจะหมาป่าตัวนี้ที่ผังเป่ยถืออยู่ในมืออีกทั้งหมู่บ้านกำลังลือกันว่าผังเป่ยฆ่าหมาป่าสองตัวด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่หลายคนก็ไม่เชื่อครั้งนี้ ผังเป่ยแบกมาให้ได้เห็นกันอีกตัวคราวนี้ทุกคนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว!หลี่ว์ไห่เห็นว่าคนในหมู่บ้านออกมาดูความสนุกกันแทบจะทั้งหมู่บ้านดังนั้นจึงถือโอกาสเปิดประชุมใหญ่มันเสียเลย"ฉันว่าทุกคนน่าจะอยู่กันเกือบครบ เรามาประชุมกันตรงนี้สักหน่อยก็แล้วกันนะ"หลี่ว์ไห่พูดประโยคนี้ขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ทำได้เพียงเดินไปในลานของกองกำลังเพื่อรอการประชุมเดิมทีหมู่บ้านก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก สถานที่ที่กว้างขวางที่สุดก็คือลานสำนักงานของกองกำลังและภายในลานที่ไม่นับว่าใหญ่โตนี้ก็อัดแน่นไปด้วยผู้คนในพริบตา หลี่ว์ไห่ตะเบ็งเสียง "เหล่าสมาชิกกองกำลังชิงหลงโปรดอยู่ในความสงบสักครู่ ตอนนี้พวกเราจะทำการประชุมกัน จะไม่ทำให้เสียเวลาอาหารของทุกคน ผมจะพูดสั้น ๆ แค

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 28

    สรุปแล้วเธอได้รับอะไรตอบแทนจากความจริงใจของเธอ?คนตระกูลนั้นมีแต่พวกไม่รู้คุณคน!หัวใจของหลี่ว์ซิ่วหลันถูกทำลายจนแตกสลายไปจนหมดเมื่อมีคนมาสนับสนุนเธอพอดี เธอก็พูดไปตามตรงให้มันกระจ่างไปเสียผังโหย่วฝูสับสนมึนงงเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหลี่ว์ซิ่วหลันจะกล้าหย่าจริงๆ!เพราะอย่างไรเสียในชนบทก็ยังคงมีอคติอยู่ ผู้หญิงที่หย่าร้างก็ยังถูกมองว่าเป็นอัปมงคลอยู่ดีแต่ปัญหาคือหลี่ว์ซิ่วหลันไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เธออาศัยอยู่บนเขาอยู่แล้ว และก็ไม่คิดจะมองหาที่อื่นนี่จะมีอะไรไม่มงคลนอกจากนี้สมาชิกทุกคนก็ได้เห็นกันหมดแล้ว ว่าไอ้หมอนี่มันชั่วช้ายังไง!ใครจะว่าอะไรเธอได้?“หน็อยแน่! แก! แกอยากหย่าใช่ไหม? งั้นแกก็คืนสินสอดทองหมั้นของบ้านฉันมา!”เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่ว์ชิงซงก็กระวนกระวายใจ "ไอ้ระยำอัปรีย์ สินสอดทองหมั้นของบ้านแกอย่างนั้นเหรอ? แล้วขนสัตว์ที่เราให้เป็นสินเดิมเจ้าสาวล่ะ? คืนมันมาให้หมด! แล้วไหนจะเนื้อที่เราให้ไปตอนนั้นอีก แกคืนมาให้ฉันด้วย!"หลี่ว์ไห่กล่าว "ซิ่วหลันอยู่บ้านแกมาตั้งหลายปี ยอมให้แกโขกสับ แล้วก็ทำงานให้พวกแกทั้งบ้าน ไอ้สวะอย่างแกจ่ายค่าแรงให้บ้างไหม"เมื่อหลี่

  • ย้อนเวลาไปเป็นนักล่ายุคก้าวกระโดด   บทที่ 27

    ณ ลานว่างในหมู่บ้าน คนกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมชายรูปร่างผอมแห้งแรงน้อยคนหนึ่งเอาไว้ชายคนนั้นถูกล้อมรอบ ตื่นกลัวจนไม่กล้าเอ่ยปากพูดจาเขาเอาแต่ย้ำว่าตนมาตามหาลูกเมียแต่ชาวบ้านก็มีสีหน้าไม่สู้ดีต่อเขาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นคนเหล่านี้มองมาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ชายคนนั้นก็โวยวายขึ้นทันใด "หลี่ว์ซิ่วหลัน นังเมียจอมล้างผลาญ โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้! แกกินข้าวกินน้ำบ้านฉันแล้วจะมาสะบัดตูดทิ้งกันไปดื้อๆ อย่างนั้นเหรอ? แกยังมียางอายอยู่ไหม?"ชายคนนั้นก่นด่าสาดเสียเทเสีย และด้วยความตื่นกลัว เขาจึงยิ่งใช้ถ้อยคำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีคนตะโกนขึ้นมา "ผังโหย่วฝู! ไอ้สารเลว แกตีน้องสาวฉัน แถมยังทำไม่ดีกับหลานชายหลานสาวฉันด้วย ไอ้สวะนี่ แกยังคิดว่าตัวเองถูกอยู่อีกเหรอ!"ชายคนนั้นสั่นสะท้านไปทั้งตัว แล้วหันไปมองหลี่ว์ชิงซงที่ถือขวานเจาะน้ำแข็งอยู่ในมือด้วยสายตาหวาดผวาเดิมทีหลี่ว์ชิงซงก็คับอกคับใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรื่องที่น้องสาวของเขาถูกรังแก แต่กลับไม่อาจไปเอาเรื่องตัวการได้อย่างไรเสียที่นั่นก็อยู่ห่างออกไปไกลลิบ อีกอย่างถ่อไปก่อเรื่องถึงที่กองกำลังของคนอื่น ตัวเองก็ย่อมจะมีแ

Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status