พวกเขานั่งเล่นและทานอาหารกันจนตะวันเริ่มตกดิน ทุ่งดอกไม้ที่ผลิบานในปีละครั้งเหมือนแสดงความยินดีให้ความรักของจ้าวหลินอีจึงได้เริ่มบานในเวลานี้ พวกเขาต่างซึมซับบรรยากาศแสนหวานก่อนจะพากันกลับบ้าน วันนี้พวกเขาเที่ยวเล่นในป่าทั้งวันพอตกเย็นจึงได้พากันนอนแต่หัวค่ำ คงจะมีคนที่มีความรักเท่านั้นที่มานั่งคุยกันอยู่หน้าบ้านใต้ต้นไม้ “พี่ชอบดูดาวไหมคะ” จ้าวหลินอีเอ่ยถามคนข้างตัวขณะที่เงยหน้ามองดวงดาวบนท้องฟ้าที่สว่างจนพราวระยับ ที่นี่สามารถดูได้ว่าดาวเหนือ หรือดาวศุกร์อยู่ไหน ต่างจากในเมืองที่แต่แสงสีแทน “ชอบครับ ทางกองทัพต้องสอนเรื่องนี้ ที่นี่จะเห็นดาวชัดกว่าที่ค่ายทหารมากจึงสังเกตได้ง่าย” เย่คุนข่ายตอบรับพร้อมเล่าเรื่องในกองทัพให้คนรักได้ฟัง เรื่องดวงดาวก็เป็นพื้นฐานของกองทัพ เวลาออกรบหากไม่มีเข็มทิศจะได้ไม่หลงทาง “พี่ชอบดาวอะไรบ้างคะ” จ้าวหลินอีฟังคำบอกเล่าอย่างตั้งใจก่อนจะเอ่ยถามอย่างสนใจ เพราะชาติก่อนแค่มีเวลากินข้าวก็ดีมากแล้วจะไปมีเวลาทำความรู้จักดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างไร เพียงแต่เมื่อได้เรียนมหาวิทยาลัยแล้วจึงได้มีการสอนสิ่งนี้ทำให้เธอมีความรู้ทางนี้เพิ่ม “พี่ชอบดาวเหนือเพราะทำให้พี
“พวกคุณมาก่อกวนและบุกรุกบ้านคนอื่น และยังมีเรื่องการค้าขายมนุษย์ด้วย อีกสักตำรวจจะมาช่วยรอไปโรงพักด้วยครับ ผมโทรแจ้งความเรียบร้อยแล้วครับ” เมื่อเห็นบ้านแม่ยายถูกรังแกหลายครั้งหลายคราเย่คุนข่ายจึงได้ลงมือเอง หวังจะคนพวกนี้ได้รู้จักกฎหมายที่แท้จริงกันบ้าง “โกหก ตำรวจจะมาได้อย่างไร พวกหล่อนก็ยืนอยู่นี่หมด” สะใภ้ใหญ่รีบตอบโต้อย่างรวดเร็ว หล่อนไม่ได้โง่จนถูกพวกมันหลอกได้ แต่เมื่ออีกฝ่ายโชว์เครื่องสี่เหลี่ยมในมือก็มองอย่างไม่เข้าใจจนบุตรสาวสะกิดแล้วเอ่ยบอกด้วยตาเป็นประกาย “แม่นั่นโทรศัพท์มือถือ เครื่องละเกือบสองพันเลยนะคะ หนูอยากได้แบบนั้นบ้าง” อินหงลี่เอ่ยบอกมารดาตนแล้วมองจ้าวหลินอีอย่างอิจฉาถ้าเขารักหล่อนแต่งงานกับหล่อนชีวิตนี้จะต้องสบายมากแน่ ๆ คำพูดของทหารหนุ่มทำให้น้ำตาผู้เฒ่าหลิวน้ำตาหยุดไหลราวกับสั่งได้ ร่างผอมบางรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที “นี่เป็นเรื่องของครอบครัว คนนอกอย่างแก่มายุ่งอะไรด้วย” แม้จะกลัวตำรวจมาจริงแต่ก็อดที่จะต่อว่าชายหนุ่มที่ไม่รู้จักคนนี้อย่างเดือดดาล “แม่สามีคนนี้เป็นทหารที่ฉันเล่าให้ฟัง” สะใภ้ใหญ่หลิวที่เป็นเครือญาติห่างๆ กันและมาเป็นสะใภ้ใหญ่ตระกูลอินเอ่ยเตือนเ
“ขี้หวงจริง ขอดูหน่อยไม่ได้หรือไง” จ้าวหลินอีมองทั้งคู่เหมือนจะรู้จักกันจึงยิ้มอย่างเก้อเขิน อีกทั้งถูกเรียกน้องสะใภ้ที่ไม่คุ้นหูทำให้ไม่ชินเท่าไหร่ “อย่างไรก็ต้องขอบคุณคุณตำรวจมากนะคะที่มาช่วยแต่ไม่ได้อะไรกลับไปเลย” พ่อกับแม่ของจ้าวหลินอีรีบเอ่ยขอบคุณตำรวจหนุ่มด้วยความรู้สึกเกรงใจ เพราะพวกเขาไม่ได้ผลงานกลับไปทำให้มาเสียเที่ยว “อย่าคิดมากครับคุณป้า ผมเป็นสหายของคุนข่ายผ่านมาทางนี้เลยแวะมาเยี่ยมเท่านั้น เรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กน้อยครับ แต่หากมีเรื่องเดือนร้อนไปหาผมที่อำเภอได้ครับ” “อย่างนั้นเข้าไปข้างในก่อนดีกว่าค่ะ” “ไม่เป็นไรครับผมมีธุระต้องไปต่อ” ตำรวจหนุ่มเอ่ยตอบอย่างมีมารยาท เมื่อเห็นแบบนั้นคนตระกูลจ้าวก็ไม่ได้บีบบังคับ หลังจากที่ชาวบ้านแยกย้ายกันไปแล้วจึงได้พากันเข้าบ้าน ส่วนตำรวจหนุ่มคุยกับสหายด้านนอกเพียงครู่ก็จากไป นับว่าวันนี้จึงจบเรื่องวุ่นวายลงด้วยดี และต้องยกความดีความชอบให้เย่คุนข่ายที่มีเส้นสายช่วยเหลือทำให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี เย่คุนข่ายลางานได้ยี่สิบวัน เพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันต้องกลับไปทำงาน จ้าวหลินอีจึงได้กลับไปพร้อมเขาเพราะอยู่ที่บ้านนานก็ขาดรายได้ อีกทั้งใ
“ก็อย่างที่พวกคุณเห็น เรื่องหมั้นหมายพวกเราไม่เคยรู้มาก่อน อีกอย่างเรื่องของคนรักลูก ๆ พวกเราไม่เคยบังคับครับ” เย่เต๋อหมิงที่เงียบมานานเอ่ยขึ้น เขาอยู่กับลูกมานานจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าลูกชายคิดอะไรอยู่ อีกอย่างครอบครัวเขาไม่เคยบังคับเรื่องคู่ครอง การที่พวกเขามาพร้อมหนังสือหมั้นหมายเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ เรื่องนี้พ่อกับแม่เขาก็ไม่เคยพูดถึงเช่นกัน “เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของพ่อแม่จัดการ จะไปตามใจแบบนั้นได้อย่างไร แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมีหัวนอนปลายเท้าหรือเปล่า คุณน้องคุณต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดีนะ” “ครอบครัวเราไม่เคยบังคับลูกๆ ค่ะ” แม่เย่ตอบกลับอย่างไม่พอใจ อีกอย่างจ้าวหลินอีถึงจะเป็นเด็กชนบทแต่เธอก็มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ลูกสาวบางคนไปเรียนอยู่เมืองนอกกลับมาไม่เห็นจะได้ดีเลย และยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างแล้วแบบนี้ยังมีหน้าไปต่อว่าคนอื่นอีก “หนูขอตัวก่อนนะคะ” เย่ซินหรานบอกพ่อกับแม่ก่อนจะเดินขึ้นห้องไปไม่สนใจแขก ครอบครัวนี้มาทีไรก็พูดแต่เรื่องไม่น่าฟัง และยังเอาเธอไปเปรียบเทียบลูกสาวคนดีของหล่อนมาตลอดทำให้เธอไม่อยากอยู่สนทนาด้วยนัก และยิ่งพวกหล่อนดูถูกสหายเธอแล้วยิ่งทำให้
จ้าวหลินอีมองตามรถของคนรักจนลับสายตาก่อนจะเดินกลับหอพัก ซึ่งใกล้จะเปิดเทอมแล้วนักศึกษาหลายคนที่กลับมาจากบ้านเหมือนเธอเดินผ่านไปมา และยังมีนักศึกษาที่ไม่ได้กลับบ้านชนบทที่ห่างไกลเพราะทำงานหาเงินเพื่อเรียนต่อไปด้วย ชีวิตนักศึกษามีหลายสิ่งหลายอย่างให้ทำ บ้านที่ฐานะยากจนก็ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตที่ดีเหมือนเธอห้องพักสำหรับสี่คนเธอมาถึงคนแรก คนอื่นๆ ยังไม่ได้กลับมาจึงได้เริ่มทำความสะอาดไว้รอพวกสหายทั้งสามคน แม้ภายในใจเธอจะไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่แล้วก็ตาม เธอคิดจะไปเช่าร้านปิดร้านขายเสื้อผ้าและจ้างพนักงานดูแลระหว่างที่เธอติดเรียนหลังจากทำความสะอาดห้องเสร็จจึงได้อาบน้ำและหาอะไรกินแบบง่ายๆ ที่ใกล้มหาวิทยาลัย ก่อนจะกลับหอพัก จ้าวหลินอีวาดแบบเสื้อผ้าที่ทันสมัยและขายดีในความทรงจำจากชาติก่อน และวาดเสริมปรับแต่งเป็นเอกลักษณ์โดยปักแบรนด์เสื้อตัวเองลงปกคอเสื้อ จ้าวหลินอีวาดสี่ห้าแบบไว้ก่อนจะปิดไฟนอนเพื่อพรุ่งนี้เช้าจะได้ไปหาเช่าห้อง ครั้งนี้เธอไม่ได้บอกเย่ซินหรานที่บ้านตระกูลเย่ดีกับเธอมากจนรู้สึกเกรงใจ เธอจะรู้สึกมั่นใจตัวเองมากกว่าหากสร้างฐานะได้มั่นคงด้วยตนเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีที่สุด เธอดีใจที่พวก
“ห้าร้อยหยวนต่อเดือนครับคุณผู้หญิง” ชายวัยกลางแซ่ซ่งขมวดคิ้วก่อนจะตอบด้วยสีหน้าตายด้าน ซึ่งทำให้จ้าวหลินอียกมือปิดปากกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ นี่ละมั้งที่เรียกว่าเลือกผู้เช่าเอง“ได้ยังไง นี่ปล้นกันใช่ไหม พื้นที่เล็ก ๆ แบบนี้แค่สิบหยวนก็เกินไปแล้ว” “เหอะ สิบหยวนไปหาเช่าที่อื่นไม่ต้องมาก่อกวนที่นี่” ชายวัยกลางคนแซ่ซ่งชักสีหน้าอย่างไม่พอใจเมื่อหล่อนคิดจะมาหาเรื่อง แต่เขารู้ดีว่าราคาที่ตนเองเสนอเพื่อไล่หล่อนออกไปเท่านั้น เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์และจริงใจย่อมให้คนที่มาก่อนเช่าก่อน “แพงขนาดนั้นใครจะเอาเงินมาเททิ้ง ยัยหนูหล่อนถูกหลอกแล้วล่ะ เขตนี้ค่าเช่าไม่กี่หยวนเอง” หญิงวัยกลางคนตอบกลับอย่างอารมณ์เสียก่อนจะหันไปบอกหญิงสาวคนนั้นอย่างมีเมตตา ซึ่งไม่ได้ทำให้จ้าวหลินอีลังเลแต่อย่างไร เธอเกิดมาสองชาติภพแล้วจึงรู้ดีว่าค่าเงินและค่าเช่าแต่ละพื้นที่ราคาเท่าไหร่“ขอบคุณค่ะป้า แต่ฉันชอบที่นี่ค่ะ”“เหอะ! ไม่รักดีจริงๆ แล้วใครป้าหล่อนกัน!” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็เดินจากไปอย่างอารมณ์เสียเหมือนแค่เข้ามาก่อความวุ่นวายเท่านั้น “อย่าไปสนใจหล่อนเลย หล่อนเป็นเมียทหารแถวนี้แหละ ว่างมากจนหาเรื่องคนไปทั่วแหละ” ชายวัยกลาง
“ได้สิค่ะ” จ้าวหลินอีตอบรับด้วยรอยยิ้ม เธอไม่ได้รังเกียจที่หล่อนมีลูกสาวมาทำงานด้วย เพราะมู่เหม่ยหลิงทำให้เธอนึกถึงตัวเองเมื่อชาติก่อนแต่เหม่ยหลิงโชคดีกว่าเธอคือได้ลูกสาวมาอยู่ด้วย“ขอบคุณมากๆค่ะคุณจ้าว ต่อไปเรียกฉันว่าพี่เหม่ยหลิงก็พอค่ะ ไม่ต้องเรียกคุณมู่อย่างสุภาพแบบนั้นก็ได้ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มกว้างด้วยความยินดี เธอหางานมาหลายที่แม้จะมีฝีมือแต่นายจ้างไม่ยอมรับให้ลูกสาวเธอมาทำงานด้วย ทำให้เธอว่างงานมาถึงตรงนี้“ได้ค่ะพี่เหม่ยหลิง” จ้าวหลินอีตอบรับอย่างว่าง่าย ชื่อก็แค่เป็นการเรียกเท่านั้น หลังจากพูดคุยเรื่องค่าแรงและเวลางาน ทั้งสองก็ตกลงกันได้ มู่เหม่ยหลิงจะมาช่วยงานในร้านตั้งแต่เช้าถึงบ่าย ส่วนจ้าวหลินอีจะมาดูแลในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนสองสัปดาห์ต่อมาร้านตัดเย็บเสื้อผ้าของจ้าวหลินอีเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เธอตั้งชื่อร้านว่า ลี่หรงถัง ซึ่งแปลว่าห้องแห่งความงามของผ้าไหม และได้ทำป้ายหน้าร้านใหม่อย่างสวยงาม “ฉันไม่คิดเลยว่าเราจะเริ่มต้นได้เร็วขนาดนี้” จ้าวหลินอีพูดพลางมองดูผลงานที่จัดแสดงอยู่หน้าร้าน มีชุดกระโปรงเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม และเสื้อเชิ้ตที่ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกเพศทุ
“ได้ค่ะ วันนี้ของคุณพี่มากนะคะ” จ้าวหลินอีเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม วันนี้เธอต้องต้อนรับลูกค้าทำให้ไม่มีเวลาไปซื้ออะไรมาทาน แต่เย่คุนข่ายกลับใส่ใจมากเขาซื้อข้าวกลางวันและข้าวเย็นมาให้เธอทานและย้ำให้ทานข้าวหเป็นเวลาอีกด้วย เธอมองสองพี่น้องจากไปด้วยรอยยิ้ม ส่วนมู่เหม่ยหลิงกับลูกสาวเลิกงานกลับไปนานแล้วเช่นกัน“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” จ้าวหลินอีพูดกับตัวเองขณะปิดประตูร้านในคืนนั้น เธอรู้ว่าความสำเร็จไม่ได้มาอย่างง่ายดาย แต่เธอก็พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่เธอรักวันเวลาผันผ่านเพียงพริบตาจ้าวหลินอีก็อยู่มหาลัยปีสามเทอมสองแล้ว อีกแค่หนึ่งเทอมเธอก็เรียนจบการศึกษา คะแนนสอบเธอได้รับเกียรตินิยมเลยทีเดียวหลายปีมานี้เธอทำงานและเรียนหนักมาก แต่เพื่ออนาคตที่ดีในภายภาคหน้าเธอก็ต่อสู้มาอย่างเข้มแข็งและไม่ย่อท้อมาโดยตลอดตอนนี้พ่อกับแม่เธอไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แม้จะทำไร่ทำสวนที่บ้านบ้างก็เพราะไม่ให้ตนเองว่างจนชีวิตน่าเบื่อเท่านั้น ครอบครัวตระกูลจ้าวมีเงินจากลูกสาวทำให้หลายคนในหมู่บ้านรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก แต่บางคนก็ให้ร้ายว่าจ้าวหลินอีถูกผู้ชายเลี้ยงดู จึงได้มีเงินมาเลี้ยงดูครอบ
“เธอเป็นพนักงานตำแหน่งเล็ก ๆ ในอำเภอ เป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อกับแม่”จ้าวเทียนอี้บอกเล่าเรื่องคนรักให้คนในครอบครัวฟังอย่างเก้อเขิน เพราะตอนนี้เขาพยายามเก็บเงินเพื่อไปสู่ขอเธออยู่ และรอเวลาที่เหมาะสมด้วย“เช่นนั้นก็ดีเลยค่ะ พี่ชายให้เธอออกจากงานมาเลี้ยงดูพ่อกับแม่ได้ไหมคะ ฉันจะจ่ายเงินเดือนให้พี่สะใภ้เอง เดือนละห้าสิบหยวน”“เดี๋ยวพี่ขอปรึกษากับเสี่ยวเหยาอีกที” จ้าวเทียนอี้แบ่งรักแบ่งสู้ เพราะเขาเองก็อยากให้ว่าที่ภรรยามาช่วยดูแลพ่อกับแม่ ส่วนเขาจะทำงานเลี้ยงครอบครัวเอง“จะให้พ่อกับแม่ไปสู่ขอหล่อนเลยไหม”แม่จ้าวถามอย่างใส่ใจ หล่อนหาเด็กสาวในหมู่บ้านแล้ว แต่พวกหล่อนหัวสูงเรียกค่าสินสอดหลายร้อยหยวน อีกอย่างนิสัยใจคอก็รู้สึกว่าไม่อาจเข้ากับลูกชายจอมซื่อบื้อของเธอได้“ไว้เราสร้างบ้านเสร็จก่อนก็ได้ครับ ระหว่างนี้ผมจะได้คุยกับเธอด้วย” จ้าวเทียนอี้เอ่ยตอบอย่างเคอะเขิน เขาต้องพูดคุยเรื่องนี้กับคนรักก่อนกลัวว่าจู่ ๆ ไปหาเลยจะทำให้เธอตกใจจนปฏิเสธงานแต่งงาน“แบบนั้นก็ดี”&
และที่เธอยังไม่ได้เริ่มลงมือแก้แค้นเพราะกำลังรอช่วงเวลาจากนี้ต่างหาก ให้พวกเขาแต่งงานและแยกจากกันไม่ออก พวกเขาอยู่บ้านเดียวกันและมีผู้ชายคนนั้นอยู่บ้านด้วย ดูสิว่าสะใภ้คนนี้จะทนความเหงาไปได้สักกี่น้ำ เธอมีแผนอยู่ภายในใจโดยไม่ต้องลงมือเอง แค่กระตุ้น ๆ ให้ได้ผลลับออกมาเท่านั้น ถึงจะช้าหน่อยแต่พวกเขาต้องพบจุดจบไม่ดีเหมือนที่เธอเคยพบเจอมาอย่างแน่นอน“พ่อ แม่ ฉันกลับมาแล้วค่ะ” เมื่อเห็นพ่อกับแม่มารออยู่หน้าบ้านจ้าวหลินอีก็เลิกคิดเรื่องของสองผัวเมียนั่น เธอลงจากรถไปกอดพวกท่านให้หายคิดถึง“พ่อคะแม่คะฉันเรียนจบแล้วค่ะ” จ้าวหลินอีกอดพวกท่านทั้งน้ำตาเธอร้องไห้ออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่ ตอนนี้เธอเรียนจบมีการศึกษาแล้ว ไม่ต้องโดนครอบครัวตระกูลกู้ดูถูกเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว อีกทั้งชาตินี้เธอจะมีชีวิตที่ดีให้พวกเขาอิจฉาจนกระอักเลือดตายไปเลย“ดี ๆ ๆ เดินทางมาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ” แม่จ้าวกอดลูกสาวด้วยความปราบปลื้มดีใจ พ่อจ้าวก็ตบไหล่ลูกสาวอย่างภาคภูมิใจ เธอไม่ได้ทำให้ครอบครัวผิดหวังจริงๆ ตอนนี้ชีวิตของพวกเขาดีมากๆ เพียงแต่ไม่ได้ป่าวประกาศให้
“พี่ใหญ่! ทางนี้ค่ะ”เมื่อลงมาจากรถไฟจ้าวหลินอีก็มองเห็นพี่ใหญ่มารับทันที เธอส่งยิ้มพร้อมโบกมือเรียกด้วยน้ำเสียงร่าเริง ตั้งแต่เธอมีร้านและมีเงินมากพอที่จะส่งตัวเองเรียนและส่งให้ครอบครัวพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ทำงานหนักอีก เขาออกมาทำการค้าที่อำเภอแทนซึ่งพี่ใหญ่ชอบของเก่าจึงเปิดร้านของเก่าหรือของโบราณทำให้เขามีหน้ามีและรู้จักผู้ใหญ่หลายคน และเธอก็ทราบภายหลังว่าเย่คุนข่ายใช้เครือข่ายตัวเองช่วยพี่ชายอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเธอได้ขอบคุณเขาไปแล้วเพราะรู้ดีว่างานพวกนี้หากไม่มีเส้นมีสายจะอยู่ยากแต่เป็นความชอบของพี่ชายเธอจึงไม่ห้ามและช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่พี่ชายเหมือนมีพรสวรรค์ทางด้านนี้เขาสามารถมองออกได้ว่าวัตถุชิ้นไหนมีค่าและไม่มีค่า พวกเธอสองพี่น้องช่วยกันทำงานทำให้ฐานะทางบ้านร่ำรวยขึ้นมาก แต่พวกเขายังอยู่บ้านหลังเก่าอยู่จึงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขามีฐานะร่ำรวยขึ้น“ไม่ได้กลับบ้านมาเกือบปีเธอผอมลงหรือเปล่า”“เปล่านี่ค่ะ นี่เรียกว่ากำลังหุ่นดีค่ะ อ้วนก็เป็นโรคง่ายผอมเกินก็ไม่ดีตอนนี้หุ่นฉันดีมากฉันออกกำลังกายเป็นประจำ&r
“พวกหล่อนจะไม่ให้ฉันนั่งส่องหนุ่มๆ บ้างหรือไง” ซุนหานลี่เอ่ยถามอย่างขัดใจ เขาเองก็อยากจะส่องหนุ่มๆ ก่อนอำลาเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจบไปแล้วชีวิตตัวเองเป็นอย่างไร หรือต้องเทียวไปดูตัวตามญาติผู้ใหญ่ ช่างน่าหนักใจจริงๆ มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เขาได้มีอิสระความคิดและเที่ยวเล่นตามเหล่าสหายรู้ใจพวกนี้“ไม่ได้ๆ อย่าแสดงออกสีหน้ามันไม่งาม” สหายในกลุ่มต่างพูดหยอกล้อกันก่อนจะหัวเราะอย่างสนุก ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้โกรธอะไร วันนี้ชุดสีขาวสูทสีขาวของเจ้าตัวก็เป็นฝีมือตัดเย็บของจ้าวหลินอีเช่นกัน“เหอะ คอยดูเถอะ ถ้าแม่ฉันอยากได้สะใภ้ฉันจะลากพวกหล่อนไปแต่งงานด้วย”“กรี๊ดดดด ไม่ได้ผู้ชายของฉันต้องเป็นสุภาพบุรุษที่แข็งแกร่งกว่าฉัน” หลิวตานหยอกล้อสหายชายคนเดียวอย่างสนุกทำให้คนหัวเราะอย่างขบขัน ตอนนี้พวกเธอยังคงหัวเราะร่าเริงได้ แต่จากนี้ไปชีวิตของซุนหานลี่จะไม่ง่ายเลย เขาเกิดผิดยุคผิดสมัยไปหน่อยเพราะคนสมัยนี้ไม่ยอมรับผู้ชายที่รักผู้ชายพวกเธอได้แต่ส่งกำลังใจให้เท่านั้น“หลินอีเธอได้ยินข่าวหลีหว่านหนิงไหม
“น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ ฝีมือคุณจ้าวอร่อยจนอยากให้เปิดร้านค่ะ”“ฮ่าๆ พี่เหม่ยหลิงก็พูดไป ฉันเปิดแค่ร้านเสื้อก็พอค่ะ ช่วงนี้พี่มองหาคนเพิ่มให้ฉันหน่อยนะคะ เดี๋ยวเรียนจบฉันตั้งใจจะเปิดเพิ่มอีกสาขาค่ะ”“จริงหรือคะ ยินดีด้วยค่ะกิจการของคุณจ้าวต้องเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอนค่ะ”“พี่ขอเป็นหุ้นส่วนด้วยนะ” เย่คุนข่ายที่เดินมาเอาน้ำในห้องครัวได้ยินคนรักพูดเรื่องเปิดสาขาใหม่จึงเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม“แน่นอนค่ะ เพราะพี่จะเป็นหุ้นส่วนชีวิตฉันด้วยนี่ค่ะ”คำตอบของจ้าวหลินอีทำให้คนฟังต่างหน้าแดงด้วยความเขิน ภายในห้องจึงอบอวลไปด้วยความรักจนผู้ช่วยอย่างมู่เหม่ยหลิงเหมือนเป็นส่วนเกิน แต่เธอก็ยินดีกับเจ้านายจริงๆ ที่เจอผู้ชายดีๆ แบบนี้ ซึ่งต่างจากเธอที่ชีวิตการแต่งงานล้มเหลวเพราะเธอเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าคลอดได้แต่ลูกสาว และแล้ววันที่จ้าวหลินอีก็เรียบจบปริญญาตามที่หวังก็มาถึง ในค่ำคืนนี้มีงานเลี้ยงอำลาซึ่งชุดที่เธอกับสหายล้วนมาจากร้านลี่หรงถัง ชุดราตรีสีแดงสด สีขาว สีน้ำเงินและสีชมพู
“ก็นึกว่าใคร คนขี้แพ้นี่เอง ฉันกับกู้เหวินเรียนจบก็จะได้แต่งงานกันแล้ว เธอควรแสดงความยินดีกับพวกฉันนะ” ทันทีที่เห็นหน้าศัตรูหัวใจ ตู่จื่อหย่าจึงพูดด้วยรอยยิ้มสะใจ เธอกอดแขนคู่หมั้นอวดความรักหวานชื้นตัวเองเพื่อให้หล่อนอิจฉา จ้าวหลินอีเป็นผู้หญิงที่ถูกกู้เหวินเฟยทอดทิ้ง แต่ตอนนี้หล่อนทั้งสวยและเรียนเก่งทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงจึงรีบมาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ“อ่อ งั้นก็ขอให้รักกันนานๆ แล้วกัน” จ้าวหลินอีตอบกลับหน้าตาย ผู้ชายสารเลวแบบนี้ให้ฟรียังไม่เอาเลย เธอไม่กลับไปโง่เขลาเหมือนชาติก่อนอย่างแน่นอน และเธออยากรู้จริงๆ ว่าหากตู่จื่อหย่ารู้ว่าผู้ชายสารเลวคนนี้พร้อมจะไปอยู่กับคนที่รวยกว่าจะรู้สึกยังไง และหากกู้เหวินเฟยรู้ว่าภรรยาของตนเองไม่ได้มีแค่ตัวเอง เรื่องจะจบแบบไหน มันคงน่าสนุกน่าดูเธอแทบอดใจรอชมไม่ไหวเชียวล่ะ“คิกๆๆ” เสียงหัวเราะรอบข้างทำให้ตู่จื่อหย่ารู้สึกหน้าเสียเป็นอย่างมาก เธอถลึงตาใส่กลุ่มของสหายของจ้าวหลินอีอย่างไม่พอใจก่อนจะด่ากลับอย่างโมโห“หัวเราะไปเถอะ อย่างหล่อนก็แค่ของเล่นผู้ชายเท่านั้นแหละ”เม
“กลับกันเถอะ เดี๋ยวดึกกว่านี้เธอไปเรียนไม่ไหว” หลังจากเดินย่อยมาสักพักแล้วจึงได้เอ่ยชวนคนรักสาวที่คล้ายจะง่วงนอนแล้ว เขารู้ว่าช่วงนี้ตัดเย็บชุดราตรีทำให้อดหลับอดนานมาหลายวันแล้ว“ได้ค่ะพี่ ฉันก็เริ่มง่วงแล้ว” จ้าวหลินอียิ้มรับก่อนจะเดินจูงมือกันกลับไปที่รถยนต์ที่จอดที่ลานจอด เธอนั่งรถกลับมาและเผลอหลับไม่รู้ตัว จนกระทั่งกลับมาถึงร้านที่ถูกปลุกให้ตื่นไปนอนที่ร้านดีๆ และวิธีการปลุกคนให้ตื่นของเย่คุนข่ายทำให้ริมฝีปากของเธอแดงซ้ำไปเลยทีเดียว“ฝันดีนะคะ” จ้าวหลินอีเอ่ยบอกใบหน้าแดงก่ำอย่างเขินอายก่อนจะรีบเข้าร้านและปิดประตูอย่างเรียบร้อย ไม่รอให้เย่คุนข่ายกลับเหมือนทุกครั้ง ดวงตาคู่คมมองแผ่นหลังอรชรด้วยรอยยิ้ม มือลูบปากตัวเองแผ่วเบาหวานจริงๆ ผลไม้ที่เขาเลี้ยงดูใกล้จะสุกเต็มที่แล้ว...เย่คุนข่ายมองตามอยู่สักพักจนกระทั่งไฟในร้านปิดหมดทุกดวงเขาจึงได้ขับรถออกไป ตอนนี้ตีหนึ่งแล้ว พรุ่งนี้เช้ายังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการ ว่าที่ภรรยาขยันขนาดนั้นเขาจะต้องขยันให้มากกว่าเธอเป็นสองเท่าจ้าวหลินอีแอบมองต
“ใครปล่อยข่าว” สหายคนอื่นๆ ถามอย่างสงสัย จ้าวหลินอีมองพวกเขาแล้วเอ่ยตอบเบาๆ เพราะเธอก็ไม่คิดว่าจะเป็นรุ่นน้องที่ชอบมาปรึกษาเรื่องการเรียนกับเธอ ต่อหน้าหล่อนพูดดีมีมารยาททว่าลับหลังกลับไส้ร้ายป้ายสีเธอแบบนี้ ปานนี้หล่อนคงยังไม่รู้ตัวว่าเธอรู้ว่าหล่อนเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกเธอหรือสงสารยังช่วยทำรายงานสำคัญส่งอาจารย์ด้วย โชคดีจริงๆ ที่เธอยังไม่ได้คืนรายงานฉบับนี้ให้หล่อน เธอจะดูสิว่าถูกตลบหลังจะยังตีหน้าซื่อตาใสได้อีกหรือเปล่า“หลีหว่านหนิง”“ฉันว่าแล้วยัยนั่นมันแม่ดอกบัวขาว” คำพูดของหลิวตานทำให้จ้าวหลินอีหัวเราะเบาๆ เธอเองก็มองออกเพียงแต่เห็นหล่อนแล้วทำให้เธอคิดถึงลูกสาวจากชาติก่อน เธอจึงทำดีด้วยแต่เมื่อบทสรุปออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดจากที่คาดเดาไปได้ เธอจึงไม่ได้นึกเสียใจอะไรส่วนข่าวลือเดี๋ยวความจริงก็ถูกเปิดเผยเอง“หลี่หว่านหนิง ทำไมฉันรู้สึกคุ้นแซ่จังเลย จริงสิ! ไม่ใช่ยัยนี่เป็นลูกสาวของนายพลแซ่หลีที่เป็นคู่อริพ่อฉันเหรอ” เย่ซินหรานทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะสะดุดชื่
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จจ้าวหลินอีก็ได้กลับไปที่ร้านเพราะยังมีชุดที่ต้องรอออกแบบอีกหลายชุด เธอวุ่นวายอยู่กับคนเดียวตลอดบ่าย ไหนจะต้องเลือกผ้าไหม สีผ้าที่เข้ากับผิวแต่ละคนและยังซื้อเครื่องประดับเพิ่มอีก อย่างพวกไข่มุกสีต่าง ๆ เพื่อมาตกแต่งชุดงานเลี้ยงของพวกสหายอีกสามคน ชุดราตรีต้องโดดเด่นเพราะมันจะเป็นการเปิดตัวร้านของเธอและคนจะได้รู้จักมากขึ้นอีกด้วย เธอทำงานอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งลูกน้องในร้านถึงเวลาเลิกงานหมดแล้ว เธอไม่ได้ให้พวกเขาทำงานล่วงเวลาเพราะพวกเขายังมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ“ยังไม่เสร็จงานเหรอครับ”จ้าวหลินอีหันหน้าไปมองตามเสียงก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครมาหา เธอวางงานในมือลงแล้วเดินเข้าไปหา หลายวันมานี้เธองานยุ่งไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันเลย โชคดีที่เย่คุนข่ายเป็นผู้ใหญ่และเป็นทหารที่มีเหตุผล เขาไม่เคยทำให้เธอรู้สึกลำบากใจแม้แต่ครั้งเดียว“ใกล้แล้วค่ะ ที่มหาลัยจะมีงานเลี้ยงค่ะสหายทั้งหลายเลยมาช่วยให้ทำชุดราตรีให้ค่ะ พี่ทานข้าวเย็นยังคะ”“ยังเลยพี่ว่าจะมารับเราไปเดินตลาดกลางคืนด