พระพุทธรูปทองคำองค์สูงใหญ่และหนักอึ้งถูกวางไว้ในห้องโถงด้านข้างของตำหนักหลี่ผินมีผ้าคลุมอยู่ด้านบน แต่ผ้าที่ใช้ปกปิดนั้นไม่สามารถซ่อนอะไรได้เลยหลี่ผินตกใจจนตะลึง เมื่อเห็นฮ่องเต้พาผู้คนเข้ามามากมาย นางก็สับสนอย่างสิ้นเชิงนางและนางกำนัลหมอบคลานและคุกเข่าลงบนพื้นหลี่ผินร้องไห้และพูดว่า “ฝ่าบาทหม่อมฉันไม่ได้ทำ ไม่ใช่ฝีมือของหม่อมฉันจริง ๆ นะเพคะ…”ยกเว้นฮองเฮาและกุ้ยเฟย ยังมีฮุ่ยเฟยและเต๋อเฟย นอกนั้นบรรดาสนมที่มีตำแหน่งต่ำกว่ากลับไปหมดแล้วดังนั้นหลี่ผินจึงพบพระพุทธรูปทองคำหลังจากที่นางกลับมานั่นเองนางเคยคิดจะให้คนยกสิ่งนี้ออกไป แต่ไม่อาจเคลื่อนย้ายมันได้เลยพระพุทธรูปนี้อย่างน้อยต้องใช้คนหลายคนถึงจะยกได้พระพุทธรูปสีทองปรากฏขึ้นมาเฉย ๆ หลี่ผินยังคงตกตะลึง นางคุกเข่าลงบนพื้นและรู้เพียงวิธีขอความเมตตาเท่านั้นหลังจากที่ฮ่องเต้เห็นรูปปั้นพระพุทธรูปทองคำใหญ่เท่าตัวคนอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาก็น่าเกลียดมากเพราะถ้าคนที่เหตุไม่ใช่ตระกูลเจียว แต่เป็นคนที่มาสับเปลี่ยนพระพุทธรูป หลี่ผินจะต้องเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดอย่างแน่นอนเพราะถ้าเป็นตระกูลเจียว พวกเขาไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนี้
หลี่ผินส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง ริมฝีปากของนางสั่นเทานางคุกเข่าลงบนพื้น ตัวสั่นไปทั้งตัว พร้อมทั้งหน้าถอดสีฮ่องเต้เฒ่าหรี่ตาลงทันที “หลี่ผิน สิ่งที่ไทเฮาตรัสเป็นเรื่องจริงหรือ?”“ไม่จริง ไม่จริงเพคะ...”ฮ่องเต้ตรัสถาม “ไทเฮา พระองค์ตรัสว่าหลี่ผินมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่ลูกไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”ไทเฮาทรงก้มหน้าลงพลางถอนหายใจ“เดิมทีหม่อมฉันไม่อยากพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้สั่งให้คนอื่นปิดเงียบเอาไว้และแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คราวนี้หลี่ผินทำการลอบสังหารฝ่าบาท หม่อมฉันเองก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เข้ามา...”พระนางสั่งกะทันหันหลังจากนั้นไม่นาน หมอหลวงก็ถูกคนพาเข้ามาสีหน้าของหมอหลวงยิ่งไม่สู้ดีมากขึ้น ริมฝีปากของเขาซีด และตัวสั่นด้วยความกลัวเมื่อมองไปที่ไทเฮา“พูดมา เจ้าสมคบคิดกับหลี่ผินตั้งแต่เมื่อไหร่? จงทูลฮ่องเต้อย่างละเอียดทุกประการ!”เมื่อหลี่ผินได้ยินเช่นนั้น นางก็มองไปที่หมอหลวงที่ถูกจับตัวอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความเหลือเชื่อคนคนนี้เป็นหมอหลวงที่คอยดูแลนางอยู่บ่อย ๆ และทั้งสองคนก็...คุ้นเคยกันดีจริง ๆเพราะครอบครัวทั้งสองของพวกเขามีภูมิหลังที่คล้าย
ฮ่องเต้เฒ่าตรัสถามก่อน “วิธีอะไร?”ซูชิงอู่ยิ้มแล้วพูดว่า “ตามวิธีโบราณในตำรับยาของตระกูลฟาง มีวิธีระบุญาติโดยการหยดเลือดซึ่งสามารถใช้เพื่อระบุว่าเลือดมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่เพคะ”หลังจากได้ยินเช่นนั้น ไทเฮาก็ทรงส่งเสียงอย่างเย็นชา “ข้าเคยได้ยินวิธีนี้อยู่ แต่นั่นต้องรอให้เด็กเกิดไม่ใช่หรือ?”ซูชิงอู่พยักหน้า “ใช่เพคะ เช่นนั้นก็ต้องรอจนกว่าเด็กจะเกิด”ไทเฮา “...”มุมปากของพระนางกระตุกและทรงจ้องเขม็งไปที่ซูชิงอู่ “วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลหรอก อีกทั้งหากจะรอให้เด็กในท้องของนางคลอดออกมาก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งปี นางบังอาจลอบสังหารฮ่องเต้ จะให้นางมีชีวิตอยู่อีกได้อย่างไร!”ซูชิงอู่เลิกคิ้ว “แม้แต่อาชญากรร้ายแรงก็ยังถูกลงโทษประหารในช่วงหลังฤดูใบไม้ร่วง แต่กับเด็กในครรภ์ของหลี่ผินที่มีโอกาสเป็นโอรสของฮ่องเต้ ไทเฮาจะทรงรออีกหน่อยไม่ได้เลยหรือเพคะ?”“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”ไทเฮากำลังจะปกป้องตัวเอง แต่พระนางก็ได้ยินฮ่องเต้ตรัสขึ้นมา “ข้าเห็นด้วยกับคำพูดของชิงอู่ เนื่องจากเราต้องรอจนกว่าเด็กจะเกิดออกมา ก่อนที่จะทำการตัดสินใดใดก็ให้จำคุกหลี่ผินไว้ก่อน!”“พ่ะย่ะค่ะ!”องครักษ์ที่อยู่ด้านหล
ดูเหมือนซูชิงอู่กับเย่เสวียนถิงจะถูกคนส่งมาเพื่อเอาชนะนางไม่รู้ว่านางไปเอายาเลอะเทอะพวกนั้นมาจากไหน!ตอนนี้ในหัวใจของไทเฮากำลังเกิดคลื่นลูกใหญ่ แต่ใบหน้าของพระนางยังคงสงบพระนางทอดพระเนตรมองไปที่ฮ่องเต้แล้วตรัสว่า “หม่อมฉันไม่เคยคิดที่จะทำร้ายฝ่าบาทเลยเพคะ”“ไม่เคยคิดหรือพ่ะย่ะค่ะ? แล้วเรื่องมือสังหารจะทรงอธิบายอย่างไร? หรือไทเฮาทรงพยายามอย่างมากในการนำมือสังหารเข้ามาในวังเพียงเพื่อทำให้กระหม่อมกลัว”ต้องบอกว่าฮ่องเต้ทรงเดาถูกแล้วไทเฮากำลังทำให้เขากลัวเพื่อที่จะให้เย่อวิ๋นถูขึ้นทำหน้าที่โดยเร็วที่สุดพระนางทรงหลุบตาลง มีสีเข้มแวววาบไปทั่วดวงตาของพระนางอีกด้านหนึ่ง การสอบสวนผู้ลอบสังหารได้สิ้นสุดลงแล้ว“ทูลฝ่าบาท ผู้ลอบสังหารคนนั้นสารภาพแล้วว่าไทเฮาทรงเป็นผู้ส่งเขาไปแทงฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”หัวใจของฮ่องเต้ชราเหมือนกำลังจมลงสู่ก้นทะเลสาบบรรดาเสนาบดีที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็รู้สึกโศกเศร้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นดูเหมือนว่าไทเฮาจะทรงหนีไม่รอดแล้วแม้ฮ่องเต้จะทรงเคารพพระนาง แต่ก็ไม่ได้เคารพมากพอที่จะเปิดเผยเรื่องนี้โดยตรงไทเฮาทรงหลุบตาลงและตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เป็นฝีมือของหม่อมฉั
การทำงานให้กับองค์ชายใหญ่ก็ถือว่าไว้ใจได้ ดังนั้นเมื่อซูชิงอู่กลับมาที่จวนอ๋อง นางก็เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ที่นางโลภอยากได้แทบตายแม้ช่วงนี้นางจะทำเงินได้มากมายจากบรรดาสนมในวังโดยใการขายน้ำยาประทินผิว แต่เงินเพียงเล็กน้อยก็ยังไม่ดีเท่ากับการได้รับพระพุทธรูปทองคำนางมองแล้วมองอีก รู้สึกชอบมากจนไม่สามารถวางมันลงได้เย่เสวียนถิงมองท่าทางของซูชิงอู่ สุดท้ายก็เห็นความเป็นเด็กน้อยผ่านภาษากายของนางตั้งแต่แต่งงานกับเขา บุคลิกทั้งหมดของซูชิงอู่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแม้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็มีบางอย่างซ่อนอยู่ในดวงตาของนางที่เขาไม่เข้าใจอยู่เสมอความมืดหม่นและความเศร้าหมองที่ไม่เคยหายไปจากดวงตาของนาง แม้แต่เขาก็ดูเหมือนจะไม่สามารถสัมผัสส่วนลึกที่สุดของหัวใจนางได้เย่เสวียนถิงไม่รู้ว่าซูชิงอู่เคยผ่านอะไรมาบ้างแต่สิ่งที่ทำให้นางเปลี่ยนไปมากมายก็คงเป็นเพราะเหตุการณ์ที่นางถูกโจรลักพาตัวโชคดีที่เย่เสวียนถิงส่งคนมาปกป้องซูชิงอู่ และรู้ว่านางไม่ได้รับอันตรายมากนัก ดังนั้นเขาจึงเพียงคิดว่านางคงจะรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์นั้นเย่เสวียนถิงยืนอยู่ข้างหลังนาง คลี่ยิ้มเบา ๆ แล้วถามว่า
นางเคยพูดไว้นี่ บนโลกนี้จะมีคนใจดีขนาดนั้นได้อย่างไรอีกฝ่ายมอบสิ่งของล้ำค่าให้นางทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำนางไม่ใช่คนโง่ อันที่จริงนางสงสัยมานานแล้ว ตอนนั้นที่หอหมื่นสมบัตินางถูกเด็กชายจากตระกูลมู่หรงมารบกวน เหตุใดองครักษ์ลับถึงไม่ปรากฎตัวตั้งแต่คราแรก และเขามาบังเอิญอยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างไร...ที่แท้ก็วางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งหมดแล้วนี่เอง!เย่เสวียนถิงมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยซูชิงอู่ จากนั้นเขาก็แตะจมูกตัวเองด้วยความเขินอายเขาเงยหน้าเล็กน้อยและพูดขอโทษ “อาอู่ เป็นความผิดของข้าเอง ข้าไม่ควรโกหกเจ้าเลย ข้ารู้แค่ว่าเจ้าชอบสิ่งของพวกนั้นมาก ข้าจึงปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือของคนอื่นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น...หนึ่งในนั้นมีของที่เจ้าให้ข้าด้วย”ซูชิงอู่มีสีหน้าโกรธเคือง “ดีที่ข้าปิดเอาไว้ แต่จริง ๆ ท่านรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าข้าจะให้อะไรท่าน? แบบนี้มันก็ไม่น่าตื่นเต้นแล้วสิ น่าเบื่อชะมัด!”เย่เสวียนถิงยิ้มและจูบนางที่แก้มเมื่อรู้ว่านางไม่ได้โกรธจริง ๆ ดวงตาของเย่เสวียนถิงก็ฉายแววอ่อนโยนพ่อบ้านที่เห็นก็ตะลึงตาค้าง หันกลับมาและพยายามคิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ล่องหนการทำเป็นไม
หมายความว่าแม่ของเย่เสวียนถิงไม่ใช่นางกำนัล แต่เป็นสมาชิกของตระกูลเสนาบดีเซี่ย!ซูชิงอู่กะพริบตา “ท่านอ๋อง ข้าสับสนนิดหน่อย”เย่เสวียนถิงยิ้มเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น เขาลากนางมานั่งที่เก้าอี้ และเลื่อนขนมที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้มาตรงหน้านาง“เรื่องเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะพูดไม่ได้ แม่ของข้าเป็นบุตรที่เกิดจากอนุของตระกูลเสนาบดีเซี่ย และต่อมานางก็ได้เข้าวังและกลายเป็นนางกำนัล ส่วนหอหมื่นสมบัตินี้ มันเป็นของแม่ข้าทั้งหมด นอกเหนือจากสายเลือดแล้ว นางก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลเสนาบดีเซี่ยเลย ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับคำพูดพวกนั้นมากนัก พวกเขาแค่คนหน้าเงิน ข้าคร้านจะสนใจ”หลังจากที่เย่เสวียนถิงช่วยคลายความสับสนของซูชิงอู่ หัวใจของนางก็กลับสู่ความปกติอีกครั้งเพราะถึงอย่างไรไทเฮาเองก็เป็นสมาชิกของตระกูลเสนาบดีเซี่ยเช่นกัน หากตระกูลเสนาบดีเซี่ยมาข้องเกี่ยวกับเย่เสวียนถิง ตอนที่ต้องจัดการกับพระนางก็คงจะลำบากใจมากแน่ ๆ“เช่นนั้นก็ดี ข้าก็คิดว่า...”เย่เสวียนถิงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย “ข้าไม่ค่อยชอบใจตระกูลเสนาบดีเซี่ยมากนัก ดังนั้นอาอู่ไม่ต้องคิดมาก”ซูชิงอู่ยิ้มมุมปากแ
มีผู้คนมากมายอยู่ข้างนอกเย่อวิ๋นถูอยู่บนรถม้าไม่ได้ลงมาแต่อย่างใด อีกทั้งยังนำองครักษ์จากจวนอ๋องของตนมาคุ้มกันล้อมรอบไว้ด้วยประตูใหญ่ถูกล้อมไว้แน่นหนา พนักงานที่ช่วยงานอยู่ข้างในต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเมื่อประตูห้องเปิดออก ชายชราซึ่งเป็นเจ้าของร้านแห่งหอหมื่นสมบัติก็ออกมา เขาพูดกับเย่อวิ๋นถูที่อยู่บนรถม้าด้วยความเคารพว่า “องค์ชายสาม นายท่านของพวกเราเชิญท่านเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ”ใบหน้าของเย่อวิ๋นถูแข็งทื่อเล็กน้อยเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นแม้เขาจะไม่สบอารมณ์เพราะภาพวาดปลอมและจงใจพาคนมาที่นี่เพื่อแสดงพลังอำนาจของเขา แต่เขาก็ไม่กล้าทำอะไรกับหอหมื่นสมบัติจริง ๆ หรอกเพราะถึงอย่างไร หอหมื่นสมบัติก็ไม่ได้มีเพียงแห่งเดียวในเมืองหลวงได้ยินมาว่าเจ้าของหอหมื่นสมบัติร่ำรวยมากและเป็นเป้าหมายของราชวงศ์ในหลายแคว้นเย่อวิ๋นถูถูกประคองลงจากรถม้าเขาเปลี่ยนมานั่งรถเข็น และมีคนคอยเข็นรถให้จนผ่านเข้าประตูไป“นายท่านของเจ้าไม่ค่อยปรากฏตัวใช่ไหม? ครั้งนี้ข้ามาได้เวลาเหมาะเจาะเสียจริง”เจ้าของร้านยิ้ม “นายท่านของเราโชคดีมากที่ได้พบองค์ชายสาม โปรดตามกระหม่อมมาพ่ะย่ะค่ะ”ตลอดทางจนถึงชั้นสาม สุดท้ายเย่
คนขายเนื้อทำสีหน้าหวาดกลัว “คนผู้นี้เลวทรามถึงเพียงนี้เลยรึ?”“เจ้าคอยระวังตัวเอาไว้ก็ไม่เป็นไรแล้ว ทางนั้นตรวจดูเสร็จรึยัง? ไปกันต่อเถิด!”เมื่อกองกำลังทำการค้นหาเสร็จเรียบร้อย คนขายเนื้อก็ยิ้มมุมปากเบา ๆเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนเหล่านี้จะพบเบาะแสทางตะวันตกของเมืองเร็วถึงเพียงนี้หากเขาไม่ได้เตรียมพร้อมมาก่อนหน้านี้และรีบปลอมตัวโดยไว เขาก็คงจะถูกจับได้ไปแล้วคนขายเนื้อรีบเข้าไปยังพื้นที่ด้านในสุดของร้านเขาเหลือบมองหนอนกู่ที่ซ่อนเอาไว้ในตู้ในหนึ่ง และเมื่อเปิดตู้ใบนั้น ดวงตาของเขาก็ฉายแววน่ากลัวออกมาผ่านมาหลายปี ดูเหมือนโลกภายนอกจะลืมความน่ากลัวของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เริ่มแรกนั้นพวกเขาได้ครอบครองตำแหน่งระดับสูงของราชวงศ์ในแคว้นต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งในนามแต่มันสามารถแทรกแซงแคว้นนั้น ๆ และพลิกสถานการณ์ได้ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการแอบเข้าไปในพระราชวังเพื่อช่วยเหลือเจียงเฟยเอ๋อร์หากต้องการเข้าไปในพระราชวังมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาได้ก็ต้องใช้วิธีที่ต่างออกไปบุรุษผู้นั้นออกจากร้านขายเนื้อหมูที่ถูกตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับปิดประตูร้านแสร้งทำเป็นออกไปทำธุร
หลังจากซูชิงอู่ส่งชิงอวี่ออกไปก็ยังคงตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยซูชิงอู่หาคนมาวาดภาพเหมือนเจ้าอาวาสในปีที่แล้วและส่งต่อให้คนอื่น ๆ เพื่อช่วยกันค้นหา ซึ่งมันก็ผ่านมานานมากแล้ว และมีเพียงชิงอวี่เท่านั้นที่นำข่าวที่ได้รับการยืนยันกลับมาแจ้งนางแม้จะยังไม่ได้เจอคนผู้นั้น แต่ก็หมายความว่านางจะได้รู้ความจริงของการตายของท่านแม่เสียทีหลังจากสงบสติอารมณ์ได้ ซูชิงอู่ก็ตัดสินใจเดินทางไปทันทีนางอยากไปเจอจิ้งซินผู้นั้นด้วยตนเองและถามเขาว่าเหตุใดตอนนั้นเขาถึงฆ่าท่านแม่ของนาง!คืนเดียวกันนั้นซูชิงอู่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับเย่เสวียนถิงเมื่อเย่เสวียนถิงได้รับรู้เรื่องราวก็พยักหน้าเบา ๆ และตัดสินใจอย่างทันทีว่า “ข้าจะส่งคนไปจับเขามาให้เจ้า”ซูชิงอู่ได้ยินอีกฝ่ายตอบง่าย ๆ และห้วนก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงและหัวเราะ“ได้”ตอนนี้มีศิษย์พี่ของเจียงเฟยเอ๋อร์คอยจับตาดูอยู่ในเมืองหลวง ซูชิงอู่จึงไม่สามารถไปหาคนผู้นั้นพร้อมกับชิงอวี่ได้บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆแม้แต่ฮ่องเต้เช่นเย่ชิวหมิงก็สังเกตเห็นสัญญาณของเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่กำลังจะตามมาเขาเคยได้ยินซูชิงอู่พูดว่าศัตรูที่ซ่อนตัวอ
ไป๋เฟิงก้มหัวลงอย่างเชื่อฟัง ราวกับมันได้กลายเป็นแมวตัวใหญ่ไปแล้วซูชิงอู่อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าคงเหนื่อยแย่ วันนี้ทำได้ดีมาก”ในที่สุดก็ได้ใช้ประโยชน์จากไป๋เฟิง สมกับที่เลี้ยงมันมานานไป๋เฟิงยืนขึ้นและอ้าปากหาว ส่วนสิงโตขนทองคำที่อยู่ข้าง ๆ ย่องเข้ามาทางด้านหลังซูชิงอู่ และใช้หัวถูเอวของนางดูเหมือนว่ามันต้องการให้ซูชิงอู่ลูบมันด้วยคนอื่น ๆ มองไปยังซูชิงอู่ที่มีร่างกายบอบบางยืนอยู่ตรงหน้าสัตว์ดุร้ายทั้งสอง พวกเขาทั้งหมดก็พูดไม่ออกอยู่นานนี่มัน...ร้ายกาจเกินไปแล้ว!แม้แต่กลุ่มบุรุษร่างใหญ่เช่นพวกเขาก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้สัตว์ดุร้ายทั้งสองแม้แต่ครึ่งก้าว ทว่าซูชิงอู่กลับสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับพวกมันได้อย่างกลมกลืนเหมือนพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงของนางเมื่อไม่ถูกยุงกัดและกินยาสมุนไพรที่ผสมไว้แล้ว ม้าทุกตัวในสนามฝึกก็สงบลงและกลับสู่ภาวะปกติทันทีที่ซูชิงอู่กลับมาถึงตำหนัก ก็เห็นหรงหย่าวิ่งเข้ามา“พระชายา เมื่อครู่มีคนมาพบท่านและบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องรายงาน”“มีเรื่องด่วนอะไรรึ?”หรงหย่าส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ท่านไปดูก่อนเถิด”ซูชิงอู่สั่งให้คนพาผู้ส่งข่าวเข้ามาทันทีนางจ้อง
เลือดของแมลงวันติดอยู่ที่มือของซูชิงอู่ส่งกลิ่นแปลก ๆ ออกมาเมื่อซูชิงอู่มองชัด ๆ นางก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่แมลงวันแต่เป็น…แมลงมีปีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายแมลงวันปากของแมลงมีความคมมาก สามารถเจาะทะลุขนของสัตว์บางชนิดได้ง่าย ทว่าแมลงมีปีกชนิดนี้ไม่สนใจมนุษย์และจะกัดเฉพาะสัตว์เท่านั้นที่แท้นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์ในเมืองหลวงบ้าคลั่งในช่วงหลายวันนี้!ซูชิงอู่ยังสังเกตเห็นว่ายุงเหล่านี้ถูกพิษและเมื่อพวกมันแพร่พันธุ์ ในไข่ก็มีสารพิษดังกล่าวติดไปด้วยขอเพียงแมลงเหล่านี้ยังกัดสัตว์ต่อไป สารพิษก็จะค่อย ๆ สะสมทีละน้อยสุดท้ายก็ถึงขั้นทำให้เสียสติ!คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มีเจตนาชั่วร้ายหากนางไม่ค้นพบสิ่งนี้ก่อน เกรงว่าม้าศึกทั้งหมดจะต้องตายไปด้วยความบ้าคลั่งอีกทั้งยังไม่อาจทราบสาเหตุได้แน่นอนว่าม้าศึกเป็นส่วนสำคัญในกองทัพ หากทหารม้าเสียม้าไป ก็คงไม่ต่างไปจากคนอ่อนแอไร้ค่า...ซูชิงอู่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว“นำม้าทุกตัวไปไว้ในที่ปิดและหาทางฆ่าแมลงมีปีกเหล่านี้ให้สิ้นเสีย”รองแม่ทัพที่ติดตามนางมารีบจำคำสั่งนี้เอาไว้ทันที“รับทราบพ่ะย่ะค่ะพระชายา!”เขาก็รีบกระจายคำสั่งออก
เมื่อเย่เสวียนถิงได้ยินสิ่งที่ซูชิงอู่พูด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น “ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบ”ซูชิงอู่ส่ายหัวทันที “ยาพิษนี้คงไม่ได้อยู่ในอาหารสัตว์ อีกทั้งเมื่อมาลองคิดดู สัตว์ป่าจำนวนมากที่อยู่ใกล้เมืองหลวง รวมไปถึงม้าศึกล้วนติดพิษกันหมด มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ไม่เป็นอะไร นี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครสามารถวางยาพิษม้าศึกในเมืองหลวงได้อย่างเงียบ ๆ ”การวิเคราะห์ของซูชิงอู่นั้นสมเหตุสมผลมาก แม้แต่เย่เสวียนถิงเองก็ขมวดคิ้วขึ้นมาหากหาสาเหตุไม่พบก็แก้ปัญหาไม่ได้แม้จะรักษาม้าหนึ่งในนั้นจนหายขาด แต่ก็จะกลับมามีอาการเดิมในอีกไม่ช้าไม่ไกลกันนักก็มีนายทหารระดับสูงนายหนึ่งวิ่งเข้ามาเขาหอบหายใจและกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ทำการตรวจสอบเสบียงอาหารแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”“น้ำล่ะ?”“ตรวจสอบน้ำแล้วเช่นกัน ไม่มีร่องรอยของการวางยาพิษเลยพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินรายงาน เย่เสวียนถิงก็ขมวดคิ้วหนักกว่าเก่าคราวนี้แย่แล้วสิซูชิงอู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ช่วยทำให้ม้าทุกตัวสงบลงก่อนได้หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปดูรางอาหารม้าเอง”“ได้พ่ะย่ะค่ะพระชายา กรุณารอสักครู่ ก
เริ่มแรก เขาสงสัยในเรื่องที่ซูชิงอู่เคยพูดจนเกิดความคิดจินตนาการบางส่วนขึ้นมา เรียกได้ว่าตอนกลางวันก็เอาแต่นึกถึง ตกกลางคืนก็เก็บมาฝันอีกแต่เขาไม่เคยได้ยินซูชิงอู่พูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริง ๆเนื่องจากความฝันนั้นมันดูเพ้อเจ้อเกินไป เย่เสวียนถิงจึงไม่พูดออกมา เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับซูชิงอู่อย่างไม่มีเหตุผลหลายวันมานี้ซูชิงอู่อาศัยอยู่กับลูกน้อยทั้งสามของนางเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่นางห่างพวกเขาไปนานเด็ก ๆ ที่เพิ่งจะอายุได้ไม่กี่เดือนแต่กลับต้องห่างจากอ้อมอกของพ่อแม่ นั่นทำให้ซูชิงอู่รู้สึกผิดขึ้นมาดังนั้นนางจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องภายนอกมากนักทันใดนั้นนางก็นึกอะไรออกและถามว่า “เสวียนถิง ช่วงนี้หมาป่าเหล่านั้นที่อยู่ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?”เย่เสวียนถิงเงยหน้าขึ้นและพูดว่า “ไม่ได้มีเพียงสัตว์ร้าย แต่ยังกระทบไปถึงม้าศึกด้วย ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเริ่มไม่เชื่อฟังคำสั่งกัน”“เดี๋ยวข้าจะไปตรวจสอบเรื่องนี้เสียหน่อย”ซูชิงอู่รู้สึกได้โดยไม่รู้ตัวว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้เรื่องจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและไม่มีผลกระทบกับมนุษย์มากนัก แต่นางก็รู้สึกอ
ทันใดนั้นหมอหลวงซุนก็เหมือนจะคิดอะไรออก “เหมือนกับตอนที่พระชายาใช้ดอกไม้ชนิดหนึ่งเพื่อทำให้ม้าพยศคลั่งใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”“อืม ทำนองนั้นแหละ”สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่นางพบในเภสัชตำรับ และหากใช้มัน ผลลัพธ์ที่ได้จะน่าทึ่งมากแม้ลงมือไปอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่มีใครจับได้ปรมาจารย์มือวางพิษที่แท้จริงคือผู้ที่วางยาพิษโดยไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ เอาไว้“ขอบพระทัยพระชายาสำหรับคำชี้แนะ หลังจากที่ได้พูดคุยกับท่าน กระหม่อมก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ซูชิงอู่ปิดเภสัชตำรับ “ข้าท่องเภสัชตำรับนี้จนจำขึ้นใจ และเข้าใจเนื้อหาด้านในได้คร่าว ๆ เพียงแต่ยังไม่พบวิธีที่จะไขความลับที่อยู่ในนั้น หวังว่าท่านจะช่วยเรื่องนี้ได้”คราวนี้ ทุกคนเชื่อมั่นในคำพูดของซูชิงอู่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้สนใจ แต่พระชายากลับนำมาใช้งานได้ถึงขั้นนี้ ยังมีอะไรที่ต้องพูดกันอีกหรือ?ตาแก่เช่นพวกเขาที่อาศัยว่าตนอายุมากทำตัวอาวุโสดูถูกผู้อื่นนั้นเทียบเทียมพระชายาไม่ได้เลย!หลังจากที่ซูชิงอู่อธิบายเรื่องนี้จบ นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและแอบหลบออกมาทางประตูใหญ่นางกลัวว่าคนเหล่านั้นจะถามนางว่านางศึกษาเรียนรู้ทักษะทางการ
หมอหลวงซุนขมวดคิ้วเล็กน้อย“อย่าพูดไร้สาระ นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร? พระชายาไม่จำเป็นต้องโกหกพวกเราเลย โกหกพวกเราไปแล้วนางจะได้ประโยชน์อะไร?”คำพูดนี้ก็ถือว่ามีเหตุผลทุกคนต่างพูดไม่ออกทำได้แค่นั่งเงียบ ๆ แล้วพลิกหน้าอ่านต่อไปพลิกหน้ากระดาษตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และอ่านจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นตำราทั้งเล่มถูกอ่านจนจบอย่างรวดเร็ว ทุกคนในสำนักหมอหลวงไม่ได้นอนมาสองวันสองคืน และตอนนี้ทุกคนดูเหนื่อยและมีสีหน้าทรุดโทรมเมื่ออ่านหน้าจนถึงสุดท้าย แม้แต่หมอหลวงซุนก็ตกอยู่ในความเงียบเพราะเภสัชตำรับเล่มนี้บันทึกเฉพาะโรคและวัตถุดิบยาที่ธรรดาทั่วไปมาก ๆ บางส่วนเท่านั้นข้อแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือผู้อาวุโสเช่นพวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบยาหลายประเภทและพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆแม้จะไม่ไร้ประโยชน์ แต่ความคาดหวังกับผลลัพธ์ก็แตกต่างกันมากเลยทีเดียวถึงขั้นทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจและอดไม่ได้ที่จะคิดว่านี่น่ะหรือคือเภสัชตำรับที่ตระกูลฟางเฝ้าหวงแหนมานานหลายปี?ดวงตาของหมอหลวงซุนเต็มไปด้วยสีแดงก่ำที่เกิดจากการอดนอน“ในเมื่อเภสัชตำรับของตระกูลฟางไร้ประโยชน์ เช่นนั้นพระชายาไปเรียนรู้ทักษะด้านการแพทย์มา
“นี่คือวัตถุดิบยาและปริมาณที่คนผู้นั้นทำการวางยา ที่สำนักหมอหลวงของพวกท่านมีสิ่งนี้อยู่แล้ว หากจะทำยาถอนพิษก็คงไม่ใช่เรื่องยากกระมัง”“ไม่ยากพ่ะย่ะค่ะ ไม่ยาก!”หมอหลวงซุนยิ้มร่าราวกับได้รับสมบัติเขามองซูชิงอู่ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว แต่กลับเก่งกาจกว่าเหล่าคนชราเช่นพวกเขาเมื่อรวมกับเภสัชตำรับของตระกูลฟางที่ซูชิงอู่พูดถึง หมอหลวงเฒ่าก็ดีใจจนเนื้อเต้นหากได้เรียนรู้และกลายเป็นคนที่เก่งกาจเหมือนพระชายา ระดับความรู้ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยหรือไม่?แต่หมอหลวงซุนไม่เคยรู้เลยว่าทุกสิ่งที่ซูชิงอู่เรียนรู้ไม่ได้มาจากเภสัชตำรับของตระกูลฟางในเภสัชตำรับเล่มนั้นมีความแตกต่างตรงจุดไหน ตัวซูชิงอู่ในตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำแม้ตอนตายไปในชาติก่อน เภสัชตำรับก็ถูกทำลายและไม่มีใครเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ในนั้นจุดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของเภสัชตำรับเล่มนั้นคือบันทึกข้อมูลวัตถุดิบยาจำนวนมากที่คนทั่วไปไม่ทราบและสรรพคุณลับบางส่วนบรรดาผู้อาวุโสของสำนักหมอหลวงพากันมาช่วยคิดค้นยาถอนพิษเพื่อที่จะได้อ่านเภสัชตำรับนั้นเร็ว ๆในที่สุดเช้าวันรุ่งขึ้นยาที่สามารถฟื้นฟูสติของสัตว์ร้ายได้ก็ถูกส่งมาให้ฮ่องเต้