ฮูหยินผู้เฒ่าซูไม่รู้ว่าเหตุใจจู่ๆ นางจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา นางก็เดาใจเจียงเฟิ่งหัวไม่ถูก เมื่อครู่นางบีบหลี่ฮูหยินจนพูดไม่ออกโดยไม่เห็นแก่หน้าสกุลหลี่เลยสักนิด ท่าทางกดข่มบีบคั้นผู้คนเช่นนี้ทำให้คนรู้สึกรังเกียจนักเดิมนางคิดว่าเจียงเฟิ่งหัวเป็นเพียงบุตรสาวของขุนนางบุ๋นผู้หนึ่งเท่านั้น คิดไม่ถึงว่านิสัยจะแข็งกร้าวเพียงนี้ อายุยังน้อยเช่นนี้ก็ปากคอเราะรายขนาดนี้แล้วเจียงเฟิ่งหัวเห็นนางไม่ตอบ ก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าซูมิได้พาหลานชายมาร่วมงานเลี้ยงด้วยคนหนึ่งหรอกหรือ ท่านฮูหยินผู้เฒ่าคงมิได้คิดจะทำการสู่ขอให้คุณชายจีหรอกนะ!” อาศัยเขาก็คิดจะแต่งกับหลานสาวของท่านกั๋วกงอย่างนั้นหรือ การกระทำเช่นนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าซูคิดจะดูถูกจางกั๋วกง หรือจงใจสร้างเรื่องกันแน่คนตาดีแค่มองก็รู้ว่า ฮูหยินผู้เฒ่าซูมิใช่คนดีกระไร“แน่นอนว่าไม่ใช่ เขาก็ไม่ใช่หลานชายแท้ๆ ของข้าเสียหน่อย พระชายาเหิงอ๋องโปรดอย่ากล่าววาจาอย่างไร้มูล” กระแสโทสะฮูหยินผู้เฒ่าซูคุกรุ่น เมื่อครู่นางก็พูดถึงเรื่องที่เฉินแต่งหญิงรับใช้ของจวนเหิงอ๋องเป็นภรรยาไปแล้ว ตอนนี้ยังพูดขึ้นมาอีก เจียงเฟิ่งหัวจงใจหาเรื่องชัดๆฮูหย
ฮูหยินผู้เฒ่าซูไม่ได้คิดมาก นางคิดแต่จะเล่นงานเจียงเฟิ่งหัวเท่านั้น อันที่จริงแล้วซูเซวี่ยนเคยแต่งภรรยามาก่อน และยังแต่งถึงสองรอบด้วย ทว่าภรรยาทั้งสองคนล้วนจากโลกนี้ไปหมดแล้ว การแต่งกับจางอวี่มั่วถือเป็นการแต่งภรรยาเอกคนที่สาม แต่หากเขาไม่พูด คนสกุลซูไม่บอก ก็จะไม่มีผู้ใดรู้ที่เจียงเฟิ่งหัวรอก็คือคำนี้ นางวางแผนมาสิบปี ที่ระวังก็คือคนสกุลซู แล้วจะไม่ตรวจสอบลำดับสายตระกูลของตระกูลซูให้ชัดเจนได้อย่างไรอีกหลายปีข้างหน้า ซูเซวี่ยนจะได้กุมอำนาจทางทหารจริงๆ วิธีการของเขาโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่ใช่คนดีมีคุณธรรม ชาติก่อนเป็นเพราะมีซูถิงหว่านคอยกระซิบอยู่ข้างหมอน ซูเซวี่ยนจึงยังได้เป็นแม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินด้วยในชาตินี้ เขาก็เป็นหนึ่งในศัตรูอันแข็งแกร่งที่เจียงเฟิ่งหัววางแผนจะต่อกรด้วยแต่นางคิดไม่ถึงว่า ในชาตินี้ ฮูหยินผู้เฒ่าซูจะให้ซูเซวี่ยนแต่งจางอวี่มั่วเป็นภรรยานางคิดว่า ชะตาของจางอวี่มั่วได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังนั้นจึงได้ดึงซูเซวี่ยนเข้ามาพัวพันด้วยเจียงเฟิ่งหัวกล่าวเรียบๆ ว่า “อย่างนั้นหรือ?” ถึงขนาดทำภรรยาตายไปสองคนแล้ว ยังบอกว่าไม่มีอีกในเวลานั้นเอง ฮูหยินผู้เฒ่าจางก็เดินอ
วันนี้ พระชายาองค์ชายสามนำของขวัญมาที่จวนเหิงอ๋อง “เฟิ่งหัว ยินดีด้วย!”เจียงเฟิ่งหัวยิ้มบางๆ “เหตุใดพี่สะใภ้สามถึงล้อคนเป็นแบบพวกเขาด้วยเล่า”“เหิงอ๋องสร้างความชอบในการบรรเทาภัยพิบัติ ฝ่าบาททรงดีพระทัยอย่างยิ่ง เดิมก็เป็นเรื่องดีนี่นา” พระชายาองค์ชายสามกล่าวต่ออีกว่า “เหิงอ๋องจากเมืองหลวงไปสองเดือนแล้ว น่าจะใกล้กลับมาแล้วกระมัง!”เจียงเฟิ่งหัวรินชาให้นาง “พอจัดการงานทางเจียงหนานเสร็จก็น่าจะกลับมาแล้ว”พระชายาองค์ชายสามยิ้มแย้มอย่างเบิกบาน “เหิงอ๋องก่อตั้งหอการกุศลขึ้นมา ได้รับการยกย่องจากเหล่าบัณฑิตและนักปราชญ์จำนวนมาก กล่าวกันว่าเหิงอ๋องมีจิตเมตตาต่อมวลชน เป็นบุญของราษฎร และยังมีคนกล่าวว่า พระชายาของเหิงอ๋องไม่เพียงมีรูปโฉมงดงาม ยังมีจิตใจดุจพระโพธิสัตว์ ส่วนเหิงอ๋องก็หล่อเหลาสง่าไม่ธรรมดา ไอหยา พวกเจ้าสองสามีภรรยาช่างเป็นคู่สร้างคู่สมที่สวรรค์สรรค์สร้างจริงๆ…”“หากพี่สะใภ้สามยังกล่าวคำพูดยกยอพวกนี้กับเฟิ่งหัวอีก ข้าจะไม่ต้องรับท่านแล้วนะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวต่อว่า “พี่สะใภ้สามสิ่งใดก็กล่าวมาตามตรงเถิด”“อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่เหล่าฮูหยินสูงศักดิ์ทั้งหลายในเมื
พระชายาขององค์ชายสามนับเป็นผู้ที่มีความสามารถและเด็ดเดี่ยวนัก นางถึงกับช่วยองค์ชายสามรับชายารอง และยังมีอนุคอยปรนนิบัติอีก บัดนี้นางได้ให้กำเนิดทายาทถึงสามคนแล้ว แต่ชายารองและอนุนางอื่นต่างมิได้คลอดสักคน นี่ก็เพราะพวกนางล้วนคนที่นางแอบวางไว้ข้างกายเพื่อให้บุรุษใช้แก้เบื่อเท่านั้น นางถึงจะเป็นภริยาเอก เมื่อมีลูกแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็สั่นคลอนตำแหน่งของนางไม่ได้“เฟิ่งหัวนับถือพี่สะใภ้สามนัก พี่สะใภ้เป็นผู้ที่มองเรื่องราวได้กระจ่างจริงๆ” เจียงเฟิ่งหัวยิ้มอย่างผ่อนคลาย“เจ้าอย่าได้เปลี่ยนเรื่อง ข้าเห็นว่าสาวใช้ข้างกายเจ้าสองคนนั้นล้วนไม่เลว ก็ไม่เคยคิดจะให้พวกนางช่วยเจ้าหรือ” พระชายาองค์ชายสามกล่าว“ท่านพูดถึงหงซิ่วกับเหลียนเย่หรือ?”“ปกติยามออกเรือน บ้านเดิมล้วนจะจัดหาสาวใช้ที่หน้าตาดีสองสามคนแต่งมาเป็นสินเดิมด้วย คนที่รับใช้ข้างกายเจ้าก็น้อยเกินไปแล้ว พวกเราเป็นพระชายา อย่างน้อยข้างกายต้องมีสาวใช้ขั้นหนึ่งสี่คนคอยปรนนิบัติ แบบนี้ ต่อให้ยกขึ้นเป็นอนุคนสองคนก็ยังเหลือคน” พระชายาองค์ชายสามถ่ายทอดประสบการณ์ให้นางตอนที่เจียงเฟิ่งหัวออกเรือน มารดาของนางก็คิดถึงจุดนี้แล้วเช่นกัน แต่ถูกนางปฏิเ
เจียงเฟิ่งหัวเห็นนางมีรูปโฉมงดงามสดใส มีลักษณะของสตรีเจียงหนานอยู่หลายส่วน ในดวงตาก็มีความหยิ่งทระนงบางส่วน ภายในใจของนางก็กระตุกขึ้นมา ยิ้มน้อยๆ ว่า “เจ้าเป็นผู้ใดกัน?”“หม่อมฉันมีนามว่าเย่ซู่ซู่ คนที่บ้านล้วนถูกน้ำพัดหายเสียชีวิตไปหมดแล้วเพคะ บัดนี้เหลือเพียงหม่อมฉันเพียงคนเดียว ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง โชคดีที่ได้เหิงอ๋องทรงให้ความช่วยเหลือ พระคุณที่ทรงช่วยชีวิต หม่อมฉันไร้สิ่งใดตอบแทน หม่อมฉันจึงคิดจะขายตัวเป็นบ่าว ขอพระชายาโปรดรับซู่ซู่ไว้ด้วยเถิดเพคะ” เย่ซู่ซู่คุกเข่าอยู่บนพื้นโขกศีรษะติดต่อกัน น้ำเสียงที่อ่อนแอ อ่อนละห้อยอย่างน่าสงสารนั้น เสนาะหูราวดั่งระฆังเงินเจียงเฟิ่งหัวมีสีหน้าสงบนิ่ง นางมองไปยังเซี่ยซาง “ท่านอ๋องทรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ?”“ตอนนี้ข้างกายของหรวนหร่วนมีเพียงหงซิ่วกับเหลียนเย่เป็นสาวใช้ประจำกายสองคนเท่านั้น มีคนปรนนิบัติเพิ่มอีกสักสองสามคนก็ยังได้” เซี่ยซางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แต่สุดท้ายจะเก็บนางไว้หรือไม่ หรวนหร่วนก็ตัดสินใจเองเถิด”เก็บสาวใช้ที่หน้าตาดีเช่นนี้ไว้ข้างกาย แถมยังมีเจตนาซ่อนเร้นอีก! แม้แต่เซี่ยซางก็คิดจะเก็บนางไว้ นางมีความสามารถเ
เซี่ยซางลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วชะโงกกายมาที่เบื้องหน้าของนาง บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยไรหนวด แต่กลับไม่สูญเสียความหล่อเหลา ให้ความรู้สึกงดงามแบบดิบเถื่อนชนิดหนึ่งน้ำเสียงของเขานุ่มนวลและอ้อยอิ่ง ดวงตาอันแสนลึกซึ้งคู่นั้นเปล่งกายแวววาวดุจแก้วเจียระไน “ดูเหมือนเจ้าไม่พอใจอยู่บ้าง กำลังโมโหอยู่หรือ?”ความเคลื่อนไหวบนมือของเจียงเฟิ่งหัวชะงักเล็กน้อย นางรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องมีสตรีจำนวนมาก และก็มิได้โมโห เพียงแต่สะท้อนใจที่พระชายาองค์ชายสามช่างพูดได้ตรงจุดเหลือเกิน กล่าวเพียงประโยคเดียวก็ตรงสถานการณ์ทันที นางกล่าวอย่างเรียบๆ ว่า “มิได้เพคะ”เซี่ยซางตวัดจมูกของนาง “หลอกลวงข้าต่อหน้าข้า เจ้าไม่กลัวข้าจะลงโทษเจ้าหรือไร”เจียงเฟิ่งหัวเบิกตากว้าง “ท่านอ๋องจะลงโทษหม่อมฉันด้วยเรื่องใดเพคะ? ทรงพาสตรีกลับมาทำให้ผู้อื่นไม่พอใจแท้ๆ ยังจะมาลงโทษหม่อมฉันอีก ใต้หล้านี้ยังจะมีที่ให้หม่อมฉันถกเหตุผลอีกไหมเพคะ”นางโยนผ้าเช็ดหน้าลงบนร่างของเขา “ท่านอ๋องทรงอาบเองเถิดเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวเบี่ยงร่างออกไป แม้นางจะตั้งครรภ์แล้ว แต่รูปร่างยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เสื้อและกระโปรงที่หลวมไม่รัดแน่นทำให้มอง
นางโอบคอของเขา โน้มตัวเข้าไปใกล้หูของเขาแล้วกล่าวว่า “ท่านหมอหลวงเหมยตรวจชีพจรให้หม่อมฉันแล้วเพคะ หม่อมฉันตั้งครรภ์ทารกแฝด น่าจะเป็นเด็กผู้ชายหนึ่งคน เด็กผู้หญิงหนึ่งคนเพคะ”นางเขินอายจนหน้าแดง คิดไม่ถึงว่าในชาตินี้พวกก็มาแล้วเช่นกัน นางได้เตรียมตัวในการเป็นมารดาของพวกเขาเรียบร้อยแล้วเซี่ยซางตื่นเต้นเป็นอย่างมาก จุมพิตริมฝีปากนางอีกครั้งอย่างไม่สนใจสิ่งอื่น เขามิได้จูบนางด้วยความใคร่ หากแต่เป็นความยินดี ความยินดีที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ “เหตุใดหรวนหร่วนของข้าถึงได้เก่งกาจเช่นนี้นะ”เจียงเฟิ่งหัวรู้สึกว่าหนวดของเขาทิ่มคนจริงๆ เกรงว่าใบหน้าของนางคงถูกเขาทิ่มจนแดงแล้ว ผิวของนางบอบบาง ทนรับการทำร้ายแบบนี้ไม่ไหวที่สุดนางกล่าวว่า “เป็นท่านอ๋องต่างหากที่เก่งกาจเพคะ”ถูกเจียงเฟิ่งหัวกล่าวชมไปรอบหนึ่ง เซี่ยซางก็นั้นเบิกบานยินดีอย่างยิ่ง ในที่สุดก็ปล่อยนาง จากนั้นก็เห็นใบหน้าของนางแดงไปเป็นแถบจริงๆ เขาลูบแก้มของตน “หรวนหร่วนโกนหนวดเป็นหรือ?”“ก็มิใช่ทักษะที่ลึกซึ้งอันใดสักหน่อย คิดว่าหม่อมฉันต้องทำเป็นแน่เพคะ” นางกะพริบตาพลางยิ้มอย่างซุกซน “เมื่อก่อนหม่อมฉันก็เคยเห็นท่านอ๋องโกนมาก่อน คิดว
ก่อนหน้านี้ก็มีชายารองซู ไม่ง่ายเลยกว่าจะส่งนางไปได้ ตอนนี้ก็มีเย่ซู่ซู่มาอีก ช่างป้องกันได้ไม่หมดจริงๆ!เจียงเฟิ่งหัวจิ้มหน้าผากของนางเบาๆ “สาวน้อยที่แสนโง่งม อย่าได้คิดมากอีกเลย คิดไปก็เท่านั้น”คิมหันต์มาเยือนแล้ว ราชสำนักต้าโจวกำลังจะมีศึกสงครามอีกครั้งแล้ว เซี่ยซางไม่มีเวลาว่างมากพอจะไปบ่มเพราะความสัมพันธ์กับสตรีนางอื่นดอกหนนี้เจียงเฟิ่งหัวมิได้ขัดขวางการเป็นไปของประวัติศาสตร์มากนัก เพราะนางกลัวว่าการตัดสินใจโดยพลการของนางจะไปเปลี่ยนแปลงสิ่งใดเข้าเซี่ยซางเป็นท่านอ๋อง ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายเขาก็ต้องไปสร้างผลงานของตนเองในสนามรบอยู่ดี เขาจึงจะสามารถขึ้นนั่งในตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างรวดเร็วที่สุด และทำให้เหล่าปวงประชาสยบต่อเขา ส่วนนางแค่ต้องทำตัวเป็นเพราะชายาเหิงอ๋องให้ดี อยู่ในตำแหน่งพระชายาของเหิงอ๋องให้มั่นก็พอแล้วนางแค่เก็บเกี่ยวหัวใจของเขาไว้ได้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นนั้น นางมิได้คาดหวังอันใด เขากับซูถิงหว่านย่อมจะทำเรื่องที่สามีภรรยาทำกันเช่นกัน หากนางจะโมโหเรื่องนั้นด้วย นางก็คงไม่เลือกแต่งกับเขาแล้วเซี่ยซางนอนหลับจนฟ้ามืดถึงได้ตื่นขึ้นมา เมื่อเขาเห็นเจียงเฟิ่งหั
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ
เซี่ยซางได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นจึงไม่บังคับนางอีก ต้าโจวให้ความสำคัญกับจริยธรรมที่สุด การที่นางกตัญญูต่อเสด็จแม่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจยิ่งเพื่อให้เจียงเฟิ่งหัวสบายขึ้นหน่อย เซี่ยซางสั่งให้คนนำเก้าอี้เล็กๆ มาไว้ข้างเตียง ท้องของนางไม่ใหญ่มาก ประกอบกับนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำให้ไม่เหนื่อย อ้าวเสวี่ยและเหลียนเย่ล้วนรออยู่ข้างนอก เขาได้สั่งให้คนไปรับคนทั้งสองมาเช่นกัน บัดนี้นางอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ข้างกายไม่อาจไร้คนดูแลกฎระเบียบภายในวังพวกนี้ เขาย่อมไปทูลขอให้เสด็จพ่อทรงอนุโลมเองเขาเห็นทั้งหมดว่า เจียงเฟิ่งหัวดูแลเสด็จแม่อย่างใส่ใจเพียงใด และก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งที่ได้แต่งกับภรรยาทั้งงามสง่าและมีคุณธรรมเช่นนี้หมอหลวงหวังไปเขียนใบรายการยาและต้มยาด้วยตนเองอีกครั้งรอจนคนจากไป สี่หมัวมัวก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าเซี่ยซางเพื่อขอรับโทษ“ล้วนต้องโทษบ่าวที่ไม่ได้ดูแลฮองเฮาให้ดี บ่าวมีความผิดเพคะ บ่าวก็เคยเกลี้ยกล่อมให้ฮองเฮาทรงคลายพระทัยแล้ว แต่พระนางตรัสว่ามักทรงรู้สึกผิด…”แววตาของนางดูร้อนใจคล้ายมีคำพูดที่อยากจะกล่าว แต่ก็ราวกับไม่กล้าเล่าสิ่งใดทั้งสิ้น เซี
เฉิงฮองเฮาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ราวกับสติไม่แจ่มใสนัก น้ำเสียงของนางแหบพร่าและอ่อนแรง “ซางเอ๋อร์มาแล้วหรือ แค่กๆ…แม่ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลหรอก” กล่าวจบนางก็หลับตาลงอีกครั้ง ราวกับเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าเหลือเกิน และคล้ายกลับหมดสติไปอีกครั้งแล้วดวงตาของเซี่ยซางแดงระเรื่อ เขาคุกเข่าลงข้างเตียง “เป็นลูกอกตัญญู เสด็จแม่ทรงป่วยหนักถึงเพียงนี้ ลูกกลับไม่รู้เลย เสด็จแม่ทรงไม่สบายที่ใดพ่ะย่ะค่ะ ให้หมอหลวงตรวจดูสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาส่ายหน้า หางตามีหยดน้ำตาซึมออกมา ในขณะที่สะลึมสะลือนางก็ร้องไม่หยุดว่า “เจ็บ”นางยิ่งเป็นเช่นนี้เซี่ยซางก็ยิ่งปวดใจ ถามว่านางเจ็บที่ใดนางก็บอกได้ไม่ชัดเจนเซี่ยซางสัมผัสหน้าผากของนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนใจ “เหตุใดจึงได้ร้อนเช่นนี้”เขารีบให้คนตักน้ำมา บิดผ้าเช็ดหน้าวางลงบนหน้าผากของนาง แล้วตวาดใส่นางกำนัลด้วยความโมโหทีหนึ่งว่า “พวกเจ้าดูแลเสด็จแม่อย่างไรกัน”นางกำนัลตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้เสด็จแม่ทรงดีขึ้นได้อย่างไร หม่อมฉันได้ยินเสด็จแม่ร้องว่าเจ็บ เหตุใดจึงทรงเจ็บ แล้วเจ็
“เช้าวันนี้ตอนที่หม่อมฉันจะเข้าวัง ได้ยินพ่อบ้านเฉิงพูดว่าจะจัดเตรียมชุดกันหนาวให้ชายารองซู ดูเหมือนชายารองซูจะเดินทางไกลนะเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวขึ้นมาอีก“นางจะไปที่ใดกัน ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วนางยังคิดจะไปที่ใดอีก” เฉิงฮองเฮากล่าวเสียงหนัก“แม่ทัพน้อยสกุลซูกลับเมืองหลวงแล้ว ชายารองซูน่าจะไปที่จวนสกุลซูเพราะฮูหยินผู้เฒ่าซูยังพักอยู่ที่นั่นเพคะ”“นางเฒ่านั่นจะกลับชายแดนแล้ว ได้กราบทูลต่อฝ่าบาททราบแล้ว”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ชายารองซูคงมิได้คิดจะกลับไปกับฮูหยินผู้เฒ่าซูกระมังเพคะ!”“นางจะไปก็ไปเถอะ ทางที่ดีที่สุดอย่าได้กลับมาอีกตลอดกาลเลย…”นางเพิ่งกล่าวคำพูดนี้จบ เจียงเฟิ่งหัวก็เอ่ยเตือนว่า “ท่านอ๋องก็จะไปชายแดนแล้วเช่นกันเพคะ ชาวหูมีเจตนาจะก่อสงคราม ท่านอ๋องได้ถวายฎีกาขอออกศึกแล้วเพคะ รอได้รับราชโองการก็จะออกเดินทาง” พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เซี่ยซางบอกนาง นางมิได้โป้ปด ส่วนที่เหลือก็รอให้ฮองเฮาไปคาดเดาเอาเอง“ซูถิงหว่านคิดจะตามกองทัพไปทำศึกด้วย ราชสำนักต้าโจวไม่มีธรรมเนียมให้แม่ทัพพาสตรีในครอบครัวไปออกรบด้วยมาก่อน หากซางเอ๋อร์รับราชโองการแล้วนางคอยติดตามอยู่ด้านข้างจริงๆ นางคิ
เจียงเฟิ่งหัวรู้ถึงสถานการณ์ของสกุลเฉิง ชาติที่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตของเฉิงฮองเฮาไม่ดี วันเวลาของสกุลเฉิงก็ไม่ดีไปด้วยแม้นางจะเป็นภรรยาเอกของเซี่ยซาง แต่ก็ทำให้สกุลเจียงทั้งตระกูลพลอยเดือดร้อนมีชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเข้าใจเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างดีแต่เมื่อได้ฟังเฉิงฮองเฮากล่าวกับนางด้วยตนเองเช่นนี้ ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่างน้อยที่สุด เฉิงฮองเฮาก็เห็นนางสะใภ้ผู้นี้เป็นคนกันเองแล้วหากเฉิงฮองเฮาเต็มใจช่วยนางจัดการกับซูถิงหว่าน นางก็ไม่รังเกียจจะช่วยพูดให้สกุลเฉิงต่อหน้าเซี่ยซางสักประโยคสองประโยคขอเพียงแม่ทัพเฉิงสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ การที่พวกเขาคิดจะไต่เต้ายิ่งขึ้นไป ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของสกุลเจียงแต่อย่างใดศัตรูที่พวกเขามีร่วมกันล้วนเป็นสกุลซู เรื่องดีๆ เช่นนี้เหตุใดนางจะไม่ทำเล่าเจียงเฟิ่งหัวยิ้มบางๆ ว่า “ความหมายของเสด็จแม่คือ หากท่านอ๋องจะออกศึก ทรงหวังให้พระองค์นำชนรุ่นหลังของจวนแม่ทัพเฉิงไปด้วยใช่ไหมเพคะ” ได้แต่ช่วยดันคนรุ่นหลังก่อน เพราะในชาติก่อน แม่ทัพเฉิงก็คว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้ หากเขาไปขอราชโองการอย่างบุ่มบ่าม เกรงว่าจะทำให้ฮ่องเ