แม้นางจะทำงานเป็นสาวใช้ในเรือนคนรับใช้ที่ทำงานหยาบเช่นงานซักล้าง แต่นางสามารถเข้าไปในเรือนชั้นในได้ เช่นนั้นก็มีโอกาสได้พบเหิงอ๋อง และมีโอกาส…แม้จะบอกว่ามีโอกาส แต่นางรอมานานขนาดนี้แล้ว ยังคงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดเหิงอ๋องเลยบัดนี้ชายารองซูถูกส่งตัวไปแล้ว นางจึงไม่มีผู้ช่วยในจวนอ๋องอีก แต่หากจีเฉินเต็มใจจะช่วยนางจีเฉินเห็นนางพร้อมจะลงมือ จึงยื่นถุงผ้าไปที่มือของนาง “เสื้อผ้าของข้าก็มอบให้สาวใช้คนอื่นซักเถอะ แม่นางอวิ๋นฟางตั้งใจซักให้ท่านอ๋องก็พอ”กล่าวจบ เขาก็จะจากไปอวิ๋นฟางหยุดเขาไว้ “หากคุณชายจีมีเสื้อผ้า บ่าวก็สามารถช่วยซักได้เช่นกันเจ้าค่ะ” ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นพี่บุญธรรมของเหิงอ๋อง หากเขาช่วยได้…จีเฉินยิ้มบางๆ “งั้นแม่นางอวิ๋นฟางตามข้ามาเถอะ ข้ามีเสื้อผ้าสกปรกสองสามตัวจะให้แม่นางอวิ๋นฟางนำกลับไปพอดีเลย”อวิ๋นฟางชะงักไป ทว่ายังคงเดินตามเขาไปแล้วนางรู้ว่าจีเฉินมาขอพักอาศัยในจวนอ๋องชั่วคราว แต่ต่อให้เป็นการมาขอพักอาศัย เขาก็ได้รับการปรนนิบัติเช่นเดียวกับเจ้านาย ไม่เหมือนนาง แม้นางจะเป็นนางกำนัล แต่เมื่อมาถึงจวนอ๋องนางก็ยังเป็นข้ารับใช้ กระทั่งตอนนี้ยังต้องทำงานชั้นต่ำที่
ที่นี่เป็นห้องของจีเฉิน แล้วนางจะกล้าร้องได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นก็คงอธิบายได้แล้วเขาพลันเขยิบกายเข้ามาใกล้นาง“คุณชายจี ท่านคิดจะทำสิ่งใด?” เท้าของอวิ๋นฟางเหมือนถูกร่ายมนตร์สะกดร่าง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถขยับได้ นางมีโอกาสจากไปแท้ๆ แต่นางก็ยังคงรั้งอยู่ที่นี่จีเฉินเห็นฟันที่ขาวราวไข่มุกของนางกัดริมฝีปากแน่น เขาจึงพูดเบาๆ ว่า “ราตรียาวนานนัก ข้าย่อมปรารถนาจะช่วยแม่นางอวิ๋นฟางข้ามผ่านราตรีอันยาวนานนี้ไป” แสร้งทำเป็นสูงส่งอะไรกัน“ไม่ได้ ท่านห้ามแตะต้องข้า” ร่างกายของนางต้องเก็บไว้ให้เหิงอ๋อง แน่นอนว่าคำพูดประโยคหลังนางย่อมมิได้พูดออกมาอวิ๋นฟางอายุยี่สิบสามแล้ว ควรออกเรือนนานแล้ว และเพราะนางเคยเห็นฉากการร่วมอภิรมย์ของชายหญิงจนคุ้นชิน ภายในใจจึงมีความปรารถนาดั้งเดิมอันแรงกล้ามานานแล้ว ในเวลานี้นางก็เพียงกล่าวว่าไม่ต้องการอย่างปากไม่ตรงกับใจเท่านั้นจีเฉินก็มิได้รีบแตะต้องนาง เพราะเขามองความปรารถนาของอวิ๋นฟางออกนานแล้ว และก็มองความคิดของอวิ๋นฟางได้อย่างทะลุปรุโปร่งด้วย ต่อให้นางต้องการเป็นผู้หญิงของเซี่ยซาง เขาก็ต้องได้ลองลิ้มชิมรสดูก่อน เพราะสายตาหญิงสาวทุกนางล้วนจับจ้องไปที่เซี่ยซาง
ทางด้านนี้ เซี่ยซางเพิ่งอาบน้ำเย็นเสร็จออกมา หลินเฟิงก็ส่งคนมาแจ้งข่าว เขาจึงจะออกไปอีกครั้งเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขารีบร้อน “ท่านอ๋อง มีงานราชการต้องจัดการอีกแล้วหรือเพคะ?”“ไม่ใช่หรอก ข้าจะกลับจวนไปจัดการเรื่องบางอย่างน่ะ” เขาลูบแก้มของเจียงเฟิ่งหัว “คืนนี้ เจ้าก็พักอยู่ที่จวนสกุลเจียงเถอะ”เจียงเฟิ่งหัวเดาว่าอาจเป็นเพราะจีเฉิน นางจึงจงใจกล่าวว่า “เหตุใดจึงจะกลับจวนอีกเล่าเพคะ? นี่ฟ้าก็มืดแล้ว มิได้ทรงบอกว่าจะประทับอยู่ที่จวนสกุลเจียงหรือเพคะ”“ข้ามีเรื่องบางอย่างต้องจัดการจะต้องจัดการเร็วๆ นี้ ไม่ช้าก็กลับมาแล้ว” มีเรื่องโสมมบางอย่างที่เขาไม่อยากให้เจียงเฟิ่งหัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “อย่างนั้นก็ได้เพคะ ท่านอ๋องทรงระวังความปลอดภัยด้วย หม่อมฉันจะรอพระองค์เพคะ”หลังเซี่ยซางจากไป นางถึงได้รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่จวนเหิงอ๋อง จีเฉินกับอวิ๋นฟางมีความสัมพันธ์กันขึ้นมาจริงๆ แล้ว แถมผู้ชักนำให้เกิดสายสัมพันธ์นี้ยังเป็นเซี่ยซางเสียด้วยสีหน้าของนางเรียบเฉย สบายอกสบายใจ ไม่คิดว่าเรื่องนี้ผิดแต่อย่างใด คิดไม่ถึงว่าจะกำจัดสองคนนี้ทิ้งได้เร็วขนาดนี้อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้าน
จีเฉินตะลึงไป คิดจะอธิบาย “น้องรอง…”ดวงตาของเซี่ยซางลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ในก้นบึ้งของดวงตาฉายกระแสแห่งความเหินห่างออกมา “เรื่องนี้ก็กำหนดเช่นนี้เถิด วันหน้าไม่สู้วันนี้ คืนนี้ก็ถือเป็นคืนเข้าห้องหอของพวกท่านสองสามีภรรยาแล้วกัน”หัวใจของจีเฉินสั่นสะท้าน เมื่อเห็นเหิงอ๋องที่แปลกตาเช่นนี้ เขาถึงกลับรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาจนแทบปัสสาวะราดกางเกง แม้เขาจะมิได้สวมกางเกง ทว่าลมในฤดูใบไม้ร่วงเยียบเย็น หัวใจของเขาก็ราวกับถูกเข็มน้ำแข็งเล่มหนึ่งทิ่มแทงจนหายใจไม่ออกเขาอย่างจะกล่าวบางสิ่ง แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ตอนนี้มีทำได้เพียงยอมรับเรื่องอื้อฉาวกับอวิ๋นฟางนี้ก่อน แล้วค่อยวางแผนอีกครั้งในเวลานี้เอง ในห้องก็มีเสียงร้องไห้กระซิกกระซิก ดังออกมาเซี่ยซางขมวดคิ้วใน ในดวงตาสาดประกายรังเกียจออกมา “อัปมงคลนัก”เขาหันไปกล่าวกับพ่อบ้านเฉิงว่า “ดึกดื่นค่อนคืนมีผู้หญิงมาร้องไห้อยู่ในวัง เสียงนี้ยังเหมือนผีสาวคร่ำครวญอีก หาหมัวมัวสองคนมาช่วยนางแต่งตัวสักหน่อยแล้วส่งออกจากจวนไปเถอะ”พ่อบ้านเฉิงรีบกล่าวว่า “พ่ะย่ะค่ะ”รอจนเหล่าหมัวมัวเข้าไปสวมเสื้อผ้าให้อวิ๋นฟางแล้วพาตัวนางออกมา ในเวลานี้ ทุกคนถึงไ
เซี่ยซางมิได้กล่าวสิ่งใดอีก หันไปสั่งการพ่อบ้านเฉิงสองสามประโยคก็จากไปแล้วทว่าบรรดาข้ารับใช้ในลานไม่มีแผนที่จะจากไป ถูกด้วยตาหลายคู่จับจ้องเช่นนี้ จีเฉินก็รู้สึกกระดากอายอย่างที่สุดหมัวมัวสองนางที่ช่วยอวิ๋นฟางสวมเสื้อผ้าเมื่อครู่ก็พูดคุยกันเบาๆ เช่นเดียวกัน “ที่แท้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของแม่นางอวิ๋นฟางแล้ว เมื่อครู่พวกเราไม่เห็นรอยเลือดพรหมจรรย์ของนางบนเตียงเลย”“ไอหยา! พวกเขาแอบลอบได้เสียกันลับๆ หลายหนแล้วหรือนี่! ”“เพราะอวิ๋นฟางมาจากในวัง นางเลยคิดว่าฐานะตัวเองสูงส่งกว่าบ่าวรับใช้คนอื่น เมื่อก่อนตอนที่ชายารองซูยังอยู่ในจวน นางจะต้องกินของดี ใช้ของดี พักที่ดีๆ คนของเรือนถานเซียงทรมานข้ารับใช้อย่างพวกเราไว้แทบตาย คิดไม่ถึงว่านางจะเป็นพวกร่านราคะปล่อยเนื้อปล่อยตัว ยังไม่ทันแต่งงานก็ไปขลุกอยู่กับบุรุษเสียแล้ว”“ในที่สุดท่านอ๋องก็ไล่นางออกไปเสียที เพียงแต่ทำให้คุณชายจีต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย บุรุษที่อบอุ่นอ่อนโยนประดุจหยกเช่นนี้ ไปชอบนางได้อย่างไรกันนะ”คำพูดพวกนี้ก็ดังไปเข้าหูจีเฉินอย่างไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียวเช่นกัน ดวงตาของเขามองไปทางอวิ๋นฟางอย่างลึกล้ำ ไม่ใช่ครั้งแรกของนาง?จีเฉิ
คนทั้งสองต่างมีความคิดของตน จู่ๆ อวิ๋นฟางก็กล่าวขึ้นมาว่า “แต่ไรมาเจียงเฟิ่งหัวก็เป็นพวกจิตใจลึกซึ้งเจ้าแผนการ หรือครั้งนี้ ที่ข้ากับท่านตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เป็นแผนการของนาง?”จีเฉินถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง “เจียงเฟิ่งหัวมีความสามารถมากขนาดนั้นหรือไง…”ทว่าจู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน อาจเป็นเจียงเฟิ่งหัวจริงๆ ก็ได้ หลายวันก่อนนางมาปรากฏตัวที่เรือนชั้นนอกอย่างผิดปกติ และยังแต่งกายอย่างบริสุทธิ์งดงาม นางจงใจล่อลวงชักนำชัดๆ เพียงแต่นางทำมันอย่างแนบเนียนไร้ที่ติเขากำหมัดแน่น “พวกเราอาจถูกคนจัดฉากเข้าแล้วจริงๆ”อวิ๋นฟางกล่าวเสียงเบาว่า “วันนี้ เหตุใดเจ้าจึงมาปรากฏตัวบนทางเดินที่มุ่งสู่หอหล่านเยว่ได้”แน่นอนว่าเป็นจีเฉินต้องการไปเอง เขาออกไปดักรอเจียงเฟิ่งหัวกว่าครึ่งค่อนวัน ไม่เห็นคนจึงได้กลับมาอวิ๋นฟางเห็นเขาไม่พูดไม่จา จึงเป็นฝ่ายสารภาพก่อน “วันนี้ เป็นหมัวมัวของเรือนรับใช้ให้ข้ามาเก็บเสื้อผ้าสกปรกของท่านอ๋อง ปกติแล้วเรื่องพวกนี้ไม่ถึงรอบให้สาวใช้ขั้นต่ำแบบข้าทำ ยิ่งไม่มีทางมาเก็บเสื้อผ้าถึงเรือนหลักได้ แถมเซี่ยซางยังบังเอิญมีเสื้อสกปรกเป็นกองอีก”จีเฉินก็หรี่ตาลงเช่นกัน พวกเข
จีเฉินเก็บสัมภาระของตนไปพลาง ตะโกนไปพลางว่า “เจ้าจะไปที่ใดกัน รอข้าด้วย”อวิ๋นฟางชะงักฝีเท้า คิดว่าจีเฉินยังพอมีประโยชน์ อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็มีศัตรูร่วมกัน ดังนั้นจึงรอเขาครู่หนึ่งจีเฉินหอบหนังสือกองเบ้อเริ่มมาที่เบื้องหน้าของนาง “ยามนี้ข้าคือสามีของเจ้า จงถือซะ”“ถุย ผู้ใดจะแต่งกับเจ้ากัน” อวิ๋นฟางไม่ทนรับอารมณ์ที่เขาอัดอั้นเพราะความขลาดเขลาไร้ความสามารถของเขาหรอก เขาก็แค่อาศัยซูถิงหว่าน ถึงได้สามารถเข้าไปอยู่ในจวนเหิงอ๋อง ที่เขาสามารถเรียกพี่เรียกน้องกับเซี่ยซางได้ นับว่าเหิงอ๋องช่างตาบอดจริงๆในอนาคตข้าเป็นคนที่จะสอบขุนนาง สภาพในตอนนี้เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น อวิ๋นฟางเจ้าอย่าได้ให้เกียรติแล้วไม่ยอมรับ ตอนที่เจ้าครวญครางอยู่ใต้ร่างข้าเย้ายวนมากเชียวล่ะ“เจ้ามันไร้ยางอาย…”“เจ้ามันร่าน…”ด้วยเหตุนี้ คนทั้งสองจึงเริ่มทะเลาะกันบนถนนอวิ๋นฟางได้ยินว่าเขาสามารถสอบขุนนางได้ จึงอดทนชั่วคราว แล้วพาเขาไปยังที่พักนอกวังของนางในเวลานั้นเอง ข้างนอกก็มีคนกลุ่มหนึ่งตามมา “เจ้าคืออวิ๋นฟาง?”เมื่อเห็นผู้ที่มา อวิ๋นฟางไม่รู้จักพวกเขา “พวกท่านเป็นใครกัน?”ผู้ที่มากล่าวว่า “ฮูหยินผู้เฒ
เซี่ยซางจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้นางที่จวนสกุลเจียง แม้นมิได้กล่าวว่าเป็นงานใหญ่ ทว่าหรูหราอลังการเป็นอย่างมาก และเชิญคนมาไม่น้อยเลยคนสกุลเจียงล้วนตะลึงงันไปแล้ว ในความคิดของพวกเขา อันที่จริงแล้วงานวันเกิดไม่จำเป็นต้องจัดดีนักก็ได้ ความจริงใจและความอบอุ่นที่คนในครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าต่างหาก จึงจะสำคัญที่สุดแต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยซางไม่ได้คิดเช่นนั้น ประการแรกต้องให้ความรู้สึกว่ามีความพิเศษมีพิธีรีตอง ประการที่สองต้องไม่ขายหน้าท่านอ๋องอย่างเขาดังนั้น เจียงเฟิ่งหัวจึงรู้สึกลำบากใจอย่างมาก ราวกับตนเองถูกย่างอยู่บนกองไฟ หากมิใช่เพราะนางเคยเผชิญอุปสรรคฟ้าฝนมาทุกรูปแบบ นางคงต้องซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาไหลเป็นแน่ทว่าเวลานี้ภายในใจของนางกลับสงบเป็นอย่างมาก ท่าทางสงบมั่นใจอย่างที่สุดราชครูเจียงและเจียงฮูหยินจ้องมองบุตรสาวของตน อายุเพียงสิบหกก็มีบุคลิกเช่นนี้แล้ว ทุกเรื่องราวล้วนรับมือได้อย่างง่ายดาย การวางตัวก็เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์เป็นอย่างมาก เจียงฮูหยินไม่เคยสอนสิ่งเหล่านี้แก่นางมาก่อน เพียงปล่อยให้นางเติบโตขึ้นมาอย่างงดงามเหมือนเด็กสาวจากครอบครัวธรรมดาเท่านั้น ลูกสาวของนางเก่งกาจเพ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ