เซี่ยซางเอ่ยขึ้น “โชคดียิ่งนักที่มีเจ้า มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะจัดการกับบาดแผลนี้อย่างไรดี เจ้าก็รู้ ว่าเรื่องที่ข้าได้รับบาดเจ็บจะให้วังหมัวมัวและพ่อบ้านเฉิงรู้ไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นแล้วเรื่องต้องไปถึงหูเสด็จแม่แน่” มิใช่ว่ายังมีหลินเฟิงอีกคนที่ช่วยเขาทายาได้หรอกหรือ? ที่เซี่ยซางจะขอบคุณคงมิใช่แค่เรื่องนี้หรอกกระมัง ดูท่าเขายังเหลือช่องว่างให้ตนเองอยู่อย่างนั้นสินะ! นางจึงกล่าวว่า “หม่อมฉันเป็นภรรยาของท่านอ๋อง เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องในความรับผิดชอบของหม่อมฉันอยู่แล้วเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวอาบน้ำให้เขาอย่างละเอียดลออ เลี่ยงบริเวณที่เป็นแผล ส่วนอื่นที่เหลือให้นางจัดการจนเรียบร้อยทั้งหมด นางอยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า เจ้าบาดเจ็บแค่บริเวณแผ่นหลัง ใช่ว่ามือจะได้รับบาดเจ็บอะไร ส่วนล่างของตนเองก็น่าจะจัดการเองได้มิใช่หรือ! เซี่ยซางเห็นนางหน้าแดงไปถึงใบหู มองเห็นความกระอักกระอ่วนของนางจึงเอ่ยว่า “นานเพียงนี้แล้ว เจ้ายังหน้าแดงอีกหรือ ใช่ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน” นางเอ่ยสวนทันควัน “วิญญูชนพึงแต่งกายให้เรียบร้อย แววตาน่าเกรงขาม ผู้คนมองแล้วจึงรู้สึกเคารพยำเกรง…” “เจ้าคาดหวัง
“เสด็จพ่อพระราชทานสมรสแล้ว เจ้ายังจุกจิกเรื่องความประพฤติของข้าอีกหรือ” เจียงเฟิ่งหัวรีบยกมือปิดปาก รู้ตัวว่าเผลอพลั้งปากพูดสิ่งที่มิควรออกไปแล้ว จึงพูดตะกุกตะกักออกมา “หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” เซี่ยซางกลับมิได้ถือสานาง ถึงอย่างไรราชครูเจียงก็เป็นอาจารย์ผู้ซึ่งมีหน้าที่ให้ความรู้อบรมคนอยู่แล้ว สกุลเจียงก็เป็นตระกูลที่สูงส่งด้วยคุณธรรมและความบริสุทธิ์ แม้ฮ่องเต้จะพระราชทานพิธีสมรสให้แล้ว ก็ใช่ว่าเจียงหวยจะไม่จำเป็นต้องพินิจพิจารณาแล้วว่าว่าที่บุตรเขยของตนเป็นคนอย่างไร คุณธรรมความประพฤติเป็นอย่างไร นั่นคือเรื่องปกติของคนทั่วไปอยู่แล้ว เขาจงใจหยอกเย้านางมากกว่า “หากข้าคุณธรรมความประพฤติไม่ดีขึ้นมา เจ้าจะทำเช่นไรหรือ?” เจียงเฟิ่งหัวไม่หลงกลคำพูดของเขา จึงถามกลับว่า “ไฉนคุณธรรมความประพฤติของท่านอ๋องจึงไม่ดีเพคะ?” เซี่ยซางถูกนางถามก็สะอึกไป คุณธรรมความประพฤติจะดีหรือไม่ดีนั้นขอบเขตเป็นเช่นไรหรือ เขาไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นคนดี แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นคนชั่วร้ายหรอกกระมัง “ภายในใจของหม่อมฉัน ท่านอ๋องมีคุณธรรมและความประพฤติเป็นเลิศ เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ของประชาชน ท่านพ่อบอกเสมอว่าคนที่สามารถ
ณ สำนักหลิงอวิ๋น เมื่อเจียงเฟิ่งหัวปรากฏตัวที่สำนักหลิงอวิ๋นด้วยชุดบุรุษแล้ว ถานหว่านชิงถึงกับผงะไป นางมาอยู่ที่นี่กับเหิงอ๋องได้อย่างไร เมื่อไม่กี่วันก่อนนางเพิ่งจะส่งข่าวมาบอกว่าอีกไม่นานจะได้พบนางเร็ว ๆ นี้ คิดไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้ เซี่ยซางเห็นถานหว่านชิงอ้าปากเหวอจ้องเจียงเฟิ่งหัวตาไม่กะพริบก็ถามว่า “เจ้าสำนักถานรู้จักหรือ” ถานหว่านชิงตอบตะกุกตะกัก “ชายผู้นี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตานัก พวกเราใช่เคยพบกันที่ใดสักที่หนึ่งหรือไม่” เจียงเฟิ่งหัวอยากจะกลอกตาใส่ ถานหว่านชิงเจ้าคนผู้นี้กำลังจะเล่นละครอีกแล้ว นางเอ่ยด้วยเสียงขรึมว่า “ข้าไม่รู้จักท่าน” ถานหว่านชิงยื่นมือออกไปคลำลำคอของเจียงเฟิ่งหัวเพื่อตรวจสอบลูกกระเดือก จากนั้นก็มองไปที่รูเจาะหูของนาง “เจ้าเป็นสตรี เช่นนั้นพวกเราจะต้องเคยพบกันมาก่อนแน่” เจียงเฟิ่งหัวหลบไปอยู่ด้านหลังเซี่ยซาง “คนที่ท่านอ๋องพามาพบหม่อมฉันคือใครหรือเพคะ ไฉนมือเท้าจึงอยู่ไม่สุขนัก หม่อมฉันไม่รู้จักนาง” ใบหน้าของเซี่ยซางฉายประกายสงสัย “เจ้าสำนักถานเคยพบพระชายาของข้าที่ใดหรือ?” ถานหว่านชิงเพิ่งจะรู้ตัวว่าเสียมารยาทไปแล้ว “ที่แท้ก็เป็นพระชายาเหิงอ๋อง หว่า
เจียงเฟิ่งหัวเข้าอกเข้าใจอย่างถึงที่สุด นางรู้สึกเศร้าโศกยิ่งนัก สตรีที่มีชะตาชีวิตเหมือนหูเจียวเหนียง แม้แต่งงานไปแล้ว แต่ชีวิตก็มิได้สุขสบาย บัดนี้ยังต้องเลี้ยงดูบุตรอีกสามชีวิต เกรงจะยิ่งลำบากมากกว่าเก่า แต่กระนั้นนางก็ยังมิอาจตัดใจทอดทิ้งลูก ๆ ของตนเองได้ “ท่านอ๋อง” เจียงเฟิ่งหัวจ้องมองเซี่ยซาง “ต่อจากนี้ท่านอ๋องอย่าซื้ออาภรณ์แพรพรรณเครื่องประดับศีรษะใด ๆ ให้หม่อมฉันอีกเลย หม่อมฉันจะบอกพี่หญิงรองของหม่อมฉันด้วยว่ามิต้องส่งสิ่งของเหล่านี้มาให้หม่อมฉันแล้ว เปลี่ยนทั้งหมดเป็นเงินแล้วส่งมาจุนเจือพวกนางดีกว่าเพคะ” “เด็กโง่ หากทุกคนคิดเช่นนี้ พวกนางจะยิ่งมีชีวิตลำบากขึ้นนะ” เซี่ยซางรู้ดีว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะทางการไร้ความสามารถ ราชสำนักไร้ประสิทธิภาพ จึงทำให้คนในแผ่นดินจำนวนมากมายถึงเพียงนี้มิอาจมีชีวิตต่อไปได้ หากว่าทุกคนมีข้าวกิน ใครเล่าจะพาเด็กเหล่านี้มาทิ้ง หากบุรุษรู้จักให้เกียรติภรรยา ก็จะไม่ปล่อยให้หูเจียวเหนียงถูกครอบครัวทารุณ ถูกแม่สามีใจร้ายรังแกแบบนั้น หากว่าคนสารเลวแบบหยางจิ้งลดลง ก็จะไม่มีสตรีถูกข่มเหงย่ำยีศักดิ์ศรีแล้ว เขาในฐานะท่านอ๋อง จะต้องไม่หยุดเพียงแค่คลี่ค
สองเดือนผ่านไป เจียงจิ่นเหยียนกลับมาแล้ว และยังมีซางอวี๋เพียนเพียนกลับมากับเขาด้วย เจียงเฟิ่งหัวได้เห็นนางอีกครั้งก็ตะลึงงันทันที นางมิใช่องค์หญิงแคว้นเจาซีหรอกหรือ?ราชทูตแคว้นเจาซีกลับแคว้นไปหมดแล้ว เหตุใดนางจึงยังอยู่ที่นี่ กลับมากับพี่ใหญ่ได้อย่างไรนางจำได้ว่าชาติที่แล้วซางอวี๋เพียนเพียนกับพี่ใหญ่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันเลย นางจะได้สืบทอดตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งแคว้นเจาซี สิบกว่าปีหลังจากนั้นอาณาจักรต้าโจวกับแคว้นเจาซียังถึงขั้นกระทบกระทั่งกันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ซางอวี๋เพียนเพียนไม่ได้เจรจาได้ด้วยง่าย ๆ แบบจักรพรรดินีองค์ปัจจุบันเลย นางบอกว่าจะรบ นั่นก็คือจะรบหรือว่านางถูกตาต้องใจพี่ใหญ่ อยากพาพี่ใหญ่ไปเป็นพระราชสวามีที่แคว้นเจาซี หากเป็นเช่นนี้ จางอวี่มั่วรักเขามาตั้งหลายปีขนาดนี้ รอเขามานานขนาดนี้ จะทำอย่างไรกันเล่า หรือว่าจางอวี่มั่วจะยังคงได้แต่รักแต่ไม่ได้ครอบครอง ถึงกับไปสู่ชะตากรรมที่กระโดดลงแม่น้ำเพื่อจบชีวิตตัวเองเหมือนว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะถึงเวลาที่จางอวี่มั่วจะกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายแล้ว นางจำได้ว่าตอนที่นางจากไป หิมะและน้ำแข็งปกคลุมพื้นผิวทะเลสาบทั้งหมด ร่างของนางจม
เจียงเฟิ่งหัวไม่ได้คิดถึงขั้นนี้ นางก็เพียงแค่กังวลเรื่องจางอวี่มั่วเท่านั้น นางไม่อยากให้ชีวิตคนคนหนึ่งต้องดับสลายไปแบบนี้ ยิ่งไม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องรู้สึกผิดเพราะเรื่องนี้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นนางจึงคิดว่านางต้องทำอะไรบ้าง เพื่อช่วยพวกเขานางกล่าว “เดิมทีหม่อมฉันคิดไว้เป็นอย่างดีแล้วว่า รอพี่ใหญ่กลับมา หม่อมฉันก็จะสร้างโอกาสให้เขากับจางอวี่มั่ว แต่ตอนนี้กลับมีซางอวี๋เพียนเพียนโผล่มาอีก”“นางคือองค์หญิงรัชทายาทแห่งแคว้นเจาซีนะ หากนางไม่ได้ครอบครองชายที่นางหมายปองจะเกิดผลร้ายอะไรตามมา” เซี่ยซางเตือนสตินาง “แคว้นเจาซีกับอาณาจักรต้าโจวเพิ่งตกลงเงื่อนไขในการร่วมมือกัน จะทำลายสนธิสัญญานี้เพราะเรื่องความรักของพี่ใหญ่เจ้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องจัดการให้ดี”เจียงเฟิ่งหัวยิ่งไม่สบายใจ นางคิดว่าตัวเองวางกลยุทธ์ไว้เป็นอย่างนี้ แม้แต่เซี่ยซางก็ยังอยู่ในกำมือนาง แต่ว่าเรื่องบางเรื่องอยู่นอกเหนือการควบคุมของนางเจียงจิ่นเหยียนยังนำข่าวดีกลับมาบอกเซี่ยซางอีกด้วย สิ่งของที่หายไปจากสุสานหลวงแห่งอาณาจักรต้าโจวได้คืนมาครบแล้ว แม้แต่ตราสั่งการกองทัพตัวต้นฉบับของอาณาจักรต้าโจวก็หาพบแล้ว เคร
วันนี้จางอวี่มั่วก็มาที่จวนอ๋องสี่นางมองไปแวบแรกก็เห็นเจียงเฟิ่งหัว จึงรีบไปต้อนรับ “คารวะพระชายาเหิงอ๋องเพคะ” “พี่หญิงจางมากพิธีอีกแล้ว” วันนี้นางมาก็เพราะอยากพบจางอวี่มั่วสักหน่อย เดิมทีพี่ใหญ่ของนางกลับมาเมืองหลวงพักใหญ่แล้ว และยังได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นขุนนางอีก ก็เริ่มยุ่งกับงานขึ้นมาที่ยิ่งประหลาดกว่านั้นคือซางอวี๋เพียนเพียนไม่ได้พักอยู่ที่ที่พักแรมด้วยสถานะองค์หญิง แต่กลับเข้ามาอยู่ที่จวนสกุลเจียงเลย ทั้งสกุลเจียงกลัวจนตัวสั่นงันงก ไม่มีใครไม่รอบคอบระมัดระวังเรื่องนี้แพร่ไปสู่ด้านนอกไม่มากก็น้อย แต่ว่าทุกคนรู้เพียงว่ามีหญิงนางหนึ่งเข้ามาอยู่จวนสกุลเจียง แต่ไม่รู้ว่านางคือองค์หญิงแห่งแคว้นเจาซี ยังมีคนหยอกเย้าเจียงฮูหยินอีกด้วยว่าสกุลเจียงกำลังจะมีข่าวดีใช่หรือไม่ เนื่องจากลูกชายไม่ได้ตอบรับ มารดาเจียงจึงไม่สะดวกที่จะตอบ ได้แต่บอกอย่างขอไปทีว่าเป็นญาติห่าง ๆ ที่มาขออาศัยอยู่ชั่วคราวเจียงเฟิ่งหัวก็กำลังยุ่งกับเรื่องศาลาการกุศล จึงไม่ได้ส่งจดหมายเชิญไปยังจวนสกุลจางเพื่อนัดพบนางเจียงเฟิ่งหัวกล่าว “พวกเราไปดูท่านหญิงน้อยกันก่อนเถอะ”จางอวี่มั่วกล่าว “ได้ ข้านำทาง
ดวงตาของจางอวี่มั่วแดงก่ำไปหมด น้ำตารื้น “เฟิ่งหัว ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้าที่ไม่ปิดบังข้า”เจียงเฟิ่งหัวงงงวย นางรู้อะไรเข้าหรือ?เห็นว่าน้ำตาร่วงเผาะลงบนแก้มของจางอวี่มั่ว นางก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้นาง “เหตุใดท่านจึงชอบพี่ใหญ่ของข้ากัน ที่จริงแล้วเขาเงียบขรึมไร้อารมณ์ เอาอกเอาใจผู้หญิงให้มีความสุขไม่เป็นอีกด้วย เขาก็แค่หน้าตาหล่อเหลากว่าชายอื่นอยู่บ้างเท่านั้น ไม่มีข้อดีอะไรเลย”“เขาดีกับเจ้ามากเลยนะ เฟิ่งหัว” จางอวี่มั่วกล่าวเจียงเฟิ่งหัวอยากพูดว่านางเป็นน้องสาวของเขาอย่างไรเล่า เขาย่อมดีกับนางเป็นอย่างมากอยู่แล้วก็ได้ยินจางอวี่มั่วกล่าวอีกว่า “ถึงแม้เขาจะเอาใจผู้หญิงให้มีความสุขไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจ” นางชอบที่เขามากความสามารถ ชอบท่าทางอันสง่างามของเขา ชอบทุกสิ่งทุกอย่างของเขานางกล่าว “วันนั้นที่เขาวิ่งเข้ามาคุยกับข้าอย่างกะทันหัน หัวใจข้าแทบจะหลุดออกมาแล้ว”นางถึงขั้นเคยคิดว่าหากเจียงจิ่นเหยียนยินดีรับนางไว้ นางก็ยอมเป็นอนุภรรยาของเขาได้เจียงเฟิ่งหัวรู้สึกว่าเจียงเฟิ่งหัวรักอย่างต่ำต้อยด้อยค่าเกินไปแล้ว เหมือนตัวเองในชาติที่แล้วไม่มีผิด หากจางอวี่มั่ว
นางไม่อยากพิเคราะห์ซูถิงหว่าน อีกอย่างตอนนี้ก็กำลังรอให้ฮ่องเต้มีบัญชาเข้าเฝ้า ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ทว่าทางฝ่าบาทกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งที่ความคืบหน้าของการเดินทัพควรจะมาถึงพระหัตถ์ของฝ่าบาทได้แล้ว! เจียงเฟิ่งหัวไม่อยากพึ่งพิงเฉิงฮองเฮาไปตลอด เมื่อชาติก่อนเฉิงฮองเฮาเองก็ทำให้นางอับอายไม่น้อย ครึ่งชีวิตแรกนางถูกซูชิงชิงกดขี่ ส่วนอีกครึ่งชีวิตหลังก็ยังต้องถูกนางกดขี่ ในตอนนั้นเอง อู๋ซินกงกงมาถึงตำหนักคุนหนิงก็ค้อมกายทำความเคารพต่อฮองเฮาก่อนจะกล่าวว่า “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฮองเฮา ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ” ฮองเฮาทรงโปรดปรานขันทีน้อยคนนี้มาก ทั้งปากหวานเอาใจเก่งรู้สถานการณ์ ที่ฮ่องเต้กลับมาคืนดีกับนางอีกครั้ง เพราะมีอู๋ซินช่วยเอาไว้มาก ฮองเฮาตรัสว่า “ไม่ต้องมากพิธี ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกข้าเข้าเฝ้าหรือ” “ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยตลอดว่าพระพลานามัยของฮองเฮาจะแข็งแรงขึ้นบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หลายวันมานี้ฝ่าบาททรงยุ่งอยู่กับการศึกชายแดนที่ห้องทรงพระอักษรตลอด ด้วยเหตุผลนี้จึงมิได้เสด็จมาเยี่ยมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ยังกำชับว่าให้ฮองเฮารักษาพระวรกายให้ดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ” แน่นอนว่าอู๋ซินย่อมแต่งเ
“ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา” นางหาที่นั่งและทิ้งบั้นท้ายนั่งลงทันที สันหลังตั้งตรง ท่าทีมองลงมาจากที่สูง นางยังคงติดตรึงในห้วงความฝันท่าทางของนางที่เปี่ยมล้นด้วยเกียรติยศและอำนาจ สมจริงถึงเพียงนี้เชียว คล้ายกับว่านั่นคืออีกครึ่งชีวิตหลังจากนี้ที่นางจะได้สัมผัสมันในวันข้างหน้า ซูถิงหว่านก็เหลือบสายตามองท้องของเจียงเฟิ่งหัว ในความฝันของนางเด็กสองคนที่เกิดจากเจียงเฟิ่งหัวจะทรมานเจียงเฟิ่งหัว จะทำให้นางเป็นทุกข์เหมือนตายทั้งเป็น ซูถิงหว่านยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางจึงเอ่ยว่า “ได้ยินหมอหลวงเหมยกล่าวว่าพระชายาตั้งครรภ์ลูกแฝด พระชายาช่างมีโชควาสนาจริง ๆ เพคะ ตั้งครรภ์คราเดียวได้ถึงสองพระองค์” เพราะนางเอ่ยว่าเซี่ยซางได้รับชัยในสงครามแล้ว สีพระพักตร์ของฮองเฮาจึงมิได้ย่ำแย่ลง แต่กลับรับคำพูดนั้นต่ออย่างราบรื่น “ซางเอ๋อร์มีวาสนาดี ได้อภิเษกสมรสกับพระชายาผู้งดงามเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอย่างหรวนหร่วนคนนี้ หรวนหร่วนเองก็มีความพยายาม ตั้งครรภ์คราเดียวก็ได้เจ้าตัวน้อยถึงสองพระองค์ ผิดกับบางคนที่ตลอดทั้งชีวิตก็ยังตั้งครรภ์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป” อันที่จริงบางคนที่นางผู้ถึงก็คือซูถิงหว่าน เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซู
ถือสิทธิ์อะไร? หากความฝันเป็นความจริงได้ก็คงดี นางได้เป็นฮองเฮาผู้สูงส่งไร้ใดเปรียบ ส่วนเด็กสองคนที่เจียงเฟิ่งหัวให้กำเนิดกลับต้องเรียกนางว่าเสด็จแม่ การเลี้ยงดูพวกเขาให้เสียผู้เสียคนคือเรื่องที่ทำให้นางสะใจที่สุดแล้ว ในตอนนี้เอง สี่หมัวมัวก็พาคนเข้ามาพร้อมหอบเครื่องภูษากองหนึ่งบุกเข้ามาด้วย เห็นนางยังนอนอยู่บนเตียง สี่หมัวมัวก็เริ่มเอ่ยวาจาหาเรื่องทันที “เครื่องภูษาของฮองเฮากองนี้ยังไม่ได้ทำความสะอาด แต่พระชายารองซูกลับเกียจคร้านซ่อนตัวอยู่ในห้อง” ซูถิงหว่านลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “เครื่องภูษาของฮองเฮายังต้องให้ข้าทำความสะอาด เช่นนั้นจะเลี้ยงบ่าวชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าเอาไว้เพื่ออะไร” นางคิดถึงภาพอันน่าสังเวชของเฉิงฮองเฮาที่ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเดียวดายในความฝันขึ้นมา นางก็เกือบจะหัวเราะออกมา ไม่รู้เหตุใดเซี่ยซางจึงไม่โปรดปรานเสด็จแม่ของเขา แม้ว่าจะยอมให้นางได้เป็นไทเฮา ทว่านางก็เป็นไทเฮาแค่ในนาม อำนาจในมือล้วนอยู่ที่ท่านป้าของนางหมด สี่หมัวมัวเห็นเช่นนี้ก็เอ่ยว่า “ก่อนท่านอ๋องจะเสด็จออกไปได้มีคำสั่ง ให้พระชายารองซูอยู่ที่วังหลวงคอยดูแลปรนนิบัติฮองเฮา
“นางคือเสด็จแม่ และนางก็เป็นฮองเฮา เป็นเสด็จแม่ของพวกข้า” องค์ชายน้อยตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “มีเพียงฮองเฮาที่รักพวกข้ามากที่สุด นางให้ข้ากิน ให้พวกข้าสวมอาภรณ์ชุดใหม่ แต่ท่านกลับทำได้เพียงเย็บอาภรณ์เก่า ๆ เหล่านี้ให้พวกข้า มิหนำซ้ำยังปล่อยให้พวกข้าอดอยาก พวกข้าเกลียดท่านที่สุด” เจียงเฟิ่งหัวเจ็บปวดเหมือนมีดกรีดแทงหัวใจ นางร่ำไห้น้ำตานองราวกับห่าฝน รู้สึกอึดอัดเสียใจจนพูดไม่ออก ซูถิงหว่านหรี่ตามองอย่างเยือกเย็น ก่อนจะสั่งให้คนไปนำอาหารและเสื้อผ้าดี ๆ มาให้เด็กน้อยไร้เดียงสาสองคน และให้คนพาพวกเขาทั้งสองคนกลับตำหนักคุนหนิงเพื่อจะได้ดูแลอย่างเต็มที่ หากนางรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ ก็จะพาพวกเขากลับมาเผชิญความลำบากอีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็จะจงเกลียดจงชังมารดาผู้ให้กำเนิดของเขาแล้ว นางยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “เจียงเฟิ่งหัว ต่อให้เจ้าเป็นชายาเอกของฝ่าบาทแล้วอย่างไร แม้จะถูกเจ้าแย่งชิงตำแหน่งพระชายารัชทายาทไปแล้วอย่างไร บัดนี้ข้าเป็นถึงฮองเฮาผู้เป็นมารดาแห่งใต้หล้าแล้ว ดูสิ! แม้แต่บุตรสองคนที่เจ้าให้กำเนิดยังไม่ยอมรับเจ้าเลยด้วยซ้ำ พวกเขาเกลียดเจ้าอย่างกับอะไรดี” เจียง
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื