หานชิงชิวที่เพิ่งจะกลับมาถึงจวนนั้น ก็พบพระชายาผู้สำเร็จราชการแทนมาถึงก่อนแล้ว นางเงียบขรึมไปชั่วครู่ “เชิญ” จื่ออันนำเสี่ยวซุนและตาวเหล่าต้าเข้ามา หานชิงชิวเมื่อพบจื่ออัน จึงได้ทำความเคารพ “หม่อนฉันคารวะพระชายาผู้สำเร็จราชการแทนเพคะ” “ฮูหยินรีบลุกขึ้นเร็วเข้า!” จื่ออันมองไปยังนาง ก็พบว่าในหน้าของนางดูเศร้าสลด อีกทั้งยังแดงก่ำ ซ้ำยังได้กลิ่นของเหล้า คงจะดื่มเหล้ามา “พระชายาเชิญนั่งเพคะ!” หานชิงชิวร้องเรียกออกมา “ฮูหยินมีเหล้าหรือไม่? ข้าอยากจะดื่มกับฮูหยินสักจอกสองจอก” เมื่อจื่ออันนั่งลงแล้วจึงได้เอ่ยถาม หานชิงชิวตะลึงไปเล็กน้อย “เหล้า?” “ใช่แล้ว ข้าเหนื่อยเล็กน้อย ดื่มเหล้าลงไป คงจะหลับสบายขึ้น” จื่ออันเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม หานชิงชิวรีบสั่งคนให้ไปเตรียมเหล้าและอาหาร พ่อบ้านเป็นคนไปจัดการด้วยตนเอง เหล้าดอกกุ้ยฮวาดื่มง่าย กลิ่มหอมพอประมาณแต่กลับมีรสหวาน จื่ออันดื่มเข้าไปจอกหนึ่ง ก็เห็นว่าหานชิงชิวยังไม่เคลื่อนไหวใด “ฮูหยินจะไม่ไว้หน้าข้าหน่อยหรือ?” หานชิงชิวฝืนยิ้มออกมา “หม่อมฉันดื่มไม่เก่งเพคะ” “ดื่มเถิด” จื่ออันเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย หานชิงชิวจึงทำได้เพียงแต่ยกจ
จื่ออันยิ้มออกมา “หวงไท่โฮ่วจะต้องให้เจ้าและเซียวเซียวหย่าขาดจากกัน” หานชิงชิวตกตะลึง นางรู้ความตั้งใจของหวงไท่โฮ่ว ทว่าก็ประหลาดใจที่เซี่ยจื่ออันเปิดเผยออกมาเช่นนี้ “เจ้ายินยอมหรือไม่?” จื่ออันมองไปยังนางแล้วเอ่ยถาม หานชิงชิวไม่ได้ตอบกลับ กลับเอ่ยถามจื่ออันออกมา “พระชายา ที่ท่านมาในคืนนี้จุดประสงค์ก็เพื่อเกลี้ยกล่อมหม่อมฉันอย่างนั้นหรือ?” “ไม่ ข้าเพียงแต่อยากถามเจ้าว่าจะยินยอมหรือไม่” จื่ออันเอ่ย หานชิงชิวเอ่ย “ในเมื่อพระชายาเอ่ยถามออกมาตามตรงแล้ว ข้าก็จะตอบตามตรง ข้าไม่ยินยอม ข้ารักเซียวเซียวมาก ทำไมถึงต้องหย่าขาดกับเซียวเซียว? อีกทั้ง องค์หญิงก็อาจจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อแล้ว หรือว่าข้าจะต้องละทิ้งความสุขของตนเอง เพื่อให้เซียวเซียวแต่งป้ายหนึ่งเข้าจวนไป?” “เจ้าหมายความว่า หากว่าองค์หญิงมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว เจ้าจะยอมละทิ้งงานแต่งงานที่ได้มาจากกลอุบายนี้อย่างนั้นหรือ?” จื่ออันเอ่ยถาม หานชิงชิวเคร่งขรึมไปครู่หนึ่ง “พระชายารู้เรื่องราวทั้งหมด จะต้องรู้ว่าหม่อมฉันเองก็ไม่มีทางเลือก” “ไม่มีทางเลือก? ไม่มีทางเลือกจนเจ้าต้องฆ่าเหยาจื่อหรือ? รู้หรือไม่ว่าทำไมองค์จักรพรรดิถึงได้เลือก
หลังจากที่จื่ออันจากไปแล้ว หานชิงชิวยังคงกรุ่นโกรธอยู่มาก นางเอ่ยกับสาวใช้อย่างเศร้าเสียใจ “ทำไมทุกคนถึงได้คิดว่าข้าเป็นคนไม่ดี? หรือว่าข้าไม่ควรได้รับความเห็นใจอย่างนั้นหรือ? นางที่เป็นพระชายาผู้สำเร็จราชการนึกถึงแต่ความดีขององค์หญิงใหญ่ นั่นก็ถูก เพราะว่าพื้นเพสถานะของนางนั้นดี หากว่าข้าเป็นองค์หญิงใหญ่ จะมีกี่คนที่คอยสนับสนุนข้ากัน แต่เป็นเพราะข้าที่มีชาติกำเนิดเป็นสาวใช้ ข้าเดินมาถึงตำแหน่งในวันนี้ได้ ทุกคนต่างก็อิจฉาข้า โกรธเกลียดข้า หรือว่าข้าจะต้องมีชะตาชีวิตเป็นสาวใช้ไปอย่างนั้นหรือ? ข้าจะไม่อาจหาทางออกให้ตนเองได้อย่างนั้นหรือ?” สาวใช้เอ่ย “ฮูหยินอย่าได้โมโหไปเลย พักผ่อนแต่เนิ่นดีกว่าเจ้าค่ะ” “ข้าเพียงแต่ไม่ยินยอม หลังจากที่องค์หญิงฆ่าตัวตายแล้ว ข้าก็ไม่มีความสุขมาตลอด ข้ายังรู้สึกผิดกับนาง ทว่าวันนี้ข้าไปพบนาง นางยังคงสวมชุดแต่งงานอยู่ นางใกล้จะตายแล้ว ยังคิดที่จะแต่งงานกับสามีข้า นางไม่เกินไปอย่างนั้นหรือ? สิบเอ็ดปีมาแล้ว นางยังปล่อยวางเซียวเซียวไปไม่ได้? หากว่านางแต่งงานกับผู้อื่นไปแต่เนิ่น เซียวเซียวก็คงจะลืมนาง เป็นนางที่ไม่เหลือทางรอดให้กับข้า ถึงที่สุดแล้วข้าก็ยังคงเ
“เจ้าออกไป ข้าไม่รู้จักเจ้า” “แต่ข้ากลับรู้จักท่าน ฮูหยิน” แสงไฟที่สาดส่องลงบนใบหน้าของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าเป็นคนข้างกายของกุ้ยไท่เฟย” นางค่อย ๆ รินเหล้าออกมา นำจอกเหล้าผลักไปยังเบื้องหน้าของหานชิงชิว “ดื่มเหล้ากับข้าสักจอกหนึ่งเถิด กุ้ยไท่เฟยสามารถช่วยเหลือท่านได้ ทำให้เซียวเซียวลืมองค์หญิงไป เปลี่ยนมารักเจ้า” หานชิงชิวเองก็ไม่ได้โง่ แน่นอนว่ารู้ว่าเป็นไปไม่ได้ “ข้าไม่ต้องการ เจ้าไปเสียเถิด” “ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ?” คนผู้นั้นยิ้มออกมาช้า ๆ “ข้าไม่ต้องการ” “วางใจเถิด กุ้ยไท่เฟยต้องการเพียงในตอนที่เจ้าเข้าวังไปในวันพรุ่งนี้ ยืนกรานบอกว่าตนเองคือฮูหยินของเซียวเซียว ไม่มีทางยอมหย่าขาดด้วย ส่วนเซียวเซียวนั้นจะลืมองค์หญิงไป กระทั่งยังไม่มีทางจำได้ว่ายังมีองค์หญิงผู้นี้อยู่ จำได้เพียงแต่ฮูหยินอย่างเจ้าเท่านั้น” “จริงหรือ?” หานชิงชิวนั้นหวังว่าจะมีวันนี้ขึ้นจริง ๆ สักวันหนึ่ง นางรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้านั้นไม่อาจเชื่อได้ ทว่าในใจนั้นก็ยังคงมีความหวังอยู่ “นี่เป็นคำสัญญาที่กุ้ยไท่เฟยมอบให้กับเจ้า” นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้กับหานชิงชิว “เจ้าดูแล้ว
คนผู้นั้นเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน “วางใจได้ ไม่มีทางเจ็บปวดนาน ถึงแม้ว่าเมื่อครู่นี้ข้าจะสามารถฆ่าเจ้าได้ แต่ข้ายังคงชื่นชอบที่จะใช้ยาพิษ เพราะว่าการใช้ยาพิษสามารถใช้กล่าวโทษผู้อื่นได้” หานชิงชิวจับลำคอของตนเอง ล้มลงบนเนินเล็ก ๆ ใบหน้าเจ็บปวด นางมองคนผู้นั้นด้วยความตื่นตระหนก ในสายตาเต็มไปด้วยคำถามอันน่าหวาดกลัว คนผู้นั้นย่อกายลง เอ่ยเย้ยหยันเสียงเบา “ฮูหยิน อันที่จริงแล้ว ให้เจ้ารักษาสถานะฮูหยินเซียวเอาไว้ เป็นทางที่ดีที่สุด ต่อให้เจ้าตายไป ก็ตายสายเกินไป หากว่าข้าเป็นองค์หญิงใหญ่ ก่อนที่เจ้าจะแต่งงานกับเซียวเซียว ก็คงจะฆ่าเจ้าไปแล้ว และยังให้เจ้าตายไปอย่างน่าอนาถ” รอยยิ้มของนางดูงดงามมีเสน่ห์อย่างไม่อาจอธิบายออกมาได้ เหมือนกับดอกฝิ่นที่บานออกมาเต็มที่ งดงามแต่มียาพิษ นางหยิบปิ่นปักผมชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ โยนลงบนพื้น ก่อนที่นางจะเปิดประตู เดินข้ามผ่านสาวใช้ที่สลบไป หายไปท่ามกลางความมืดมิด ก่อนที่สติของหานชิงชิวจะเลือนหายไป ข้างหูก็ยังได้ยินคำของเขาดังขึ้น “ไม่ว่าเจ้าจะรับหรือไม่ หนังสือปลดภรรยาฉบับนี้ ข้าจะวางเอาไว้ที่นี้ เจ้าสามารถใช้สถานะฮูหยินแม่ทัพอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพต่
“กำหนดแล้ว หลังจากนี้สิบวัน” จื่ออันประหลาดใจ “ทำไมเร็วถึงเพียงนี้?” “เป็ดที่มาถึงมือแล้วจะต้องรีบต้ม ไม่เช่นนั้นมันจะบินหนีไป” จื่ออันคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คำกล่าวมีเหตุผล ข้าเองก็ยังได้รับเชิญเช่นกัน?” “ในรายชื่อนั้น คนไปไม่ถึง ทว่าของขวัญจะต้องไปถึง” เหล่าไท่จวินเอ่ยออกมาอย่างเลศนัย จื่ออันยิ้มออกมา “คนและของขวัญจะต้องไปถึง” เหล่าไท่จวินผ่อนลมหายใจ “สถานการณ์ของอ๋องเหลียงเป็นอย่างไรบ้าง?” “เป็นไปในทิศทางที่ดี” เหล่าไท่จวินสบถด่าเสียงต่ำ “สมควรตายจริง ๆ ของขวัญของอ๋องเหลียงนั้นเป็นชุดใหญ่ ฮองเอากระทำความผิด หากว่ามาไม่ได้แล้ว ข้าจะโกรธเกลียดฮองเฮาไปตลอดชีวิต” “ของขวัญของอ๋องเหลียงส่งมาถึงแล้ว มะพร้าวและเหล้าที่เซียวท่านำมาสู่ขอนั้นเดิมทีเป็นของเขาที่จะนำมาสู่ขออี๋เอ๋อร์ แต่ถูกเซียวท่าขโมยเอาไป” เหล่าไท่จวินประหลาดใจเล็กน้อย “เซียวท่านี่ช่างน่าสนใจเข้าแล้ว? ไม่เสียแรงที่เป็นหลานเขยของข้า” “ได้ ท่านกลับไปเถิด ปกป้องจนมาถึงจวนอ๋องเหลียงแล้ว โจรนี้ยังมีผู้คุ้มครองอีกหรือ ประหลาดยิ่งนัก” จื่ออันหัวเราะออกมา “ข้าไปแล้ว หญิงชราอีกสองวันนี้ก็จะมาถึง ข้าจะต้องกลับไปแก้ไขอะ
จื่ออันแสร้งเป็นไม่รู้อะไรเอ่ยถามออกมา “ใต้เท้าเหลียงมีอะไรอย่างนั้นหรือ?” ใต้เท้าเหลียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม “เป็นเช่นนี้ ข้าน้อยมาที่นี่เพราะมีบางอย่างอยากจะถามพระชายา” “ได้ นั่งลงเถิด!” จื่ออันเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา ใต้เท้าเหลียงเพิ่งจะนั่งลง ก็ได้ยินมู่หรงเจี๋ยส่งเสียงกระแอมดังออกมา เขารีบร้อนลุกขึ้น ยิ้มแล้วเอ่ย “ข้าน้อยนั่งนางไปแล้ว รู้สึกปวดเอวเล็กน้อย ยืนอยู่ก็ได้แล้ว” จิงจ้าวหยิ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำ ตำแหน่งไม่ชัดเจน ก่อนหน้านั้นก็ร่วมมือกับราชครูและรัชทายาททำบางเรื่องที่ผิดต่อพระชายา เขารู้ว่าตนเองเป็นที่น่ารังเกียจ และไม่กล้าที่จะทำผิดอีก ครั้งนี้เดิมทีไม่คิดที่จะมาด้วยตนเอง หากแต่กลัวว่าการส่งเจ้าหน้าที่มาจะเป็นการล่วงเกินพระชายาเข้า ทำได้เพียงมาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อบรรยากาศนี้ถูกกำหนดแล้ว จื่ออันจ้องมองไปยังมองไปยังมู่หรงเจี๋ย มู่หรงเจี๋ยทำเป็นมองไม่เห็น ยกชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น “ใต้เท้ามีอะไรจะถามข้า?” จื่ออันเอ่ยถามอย่างมีมารยาท ใต้เท้าประคองสติ “เป็นเช่นนี้ ฮูหยินใต้เท้าเซียวเมื่อคืนวานนี้ตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าพระชายารู้เร
มู่หรงเจี๋ยหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง แล้วระบุลายมืออย่างละเอียด เป็นของเซียวเซียวจริง ๆ เจ้าหมอนี่ ที่แท้ในตอนที่แต่งภรรยาก็ปลดภรรยาแล้ว? ไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยถึงมาก่อนเลย “ข้าน้อยยังมีรายละเอียดบางอย่าง...” “เจ้าเข้าวังไปก่อน จากนั้นวันพรุ่งนี้ข้าจะไปยังศาลาว่าการบอกกับเจ้าด้วยตนเอง” จื่ออันเอ่ย ใต้เท้าเหลียงได้ยินคำนี้ ก็ลุกขึ้นแล้วเอ่ย “เช่นนั้นก็ดี ข้าน้อยขอลาก่อน” “ข้าจะเข้าไปกับเจ้า!” มู่หรงเจี๋ยดึงจื่ออันขึ้น “เจ้าเองก็ไปด้วย” จื่ออันรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร จึงเอ่ยออกมา “ก็ดี เรื่องเมื่อคืนวานนี้ก็สามารถอธิบายต่อหน้าหวงไท่โฮ่วให้กระจ่างชัดด้วยตนเอง” ใต้เท้าเหลียงสงสัยเกี่ยวกับท่าทีของทั้งสองเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าจดหมายปลดภรรยาฉบับนี้จะถูกระงับเอาไว้ อย่างไรแล้วนี่ก็เกี่ยวข้องกับหน้าตาของเซียวเซียว หากว่าคนภายนอกรู้ว่าเซียวเซียวปลดภรรยาในคืนแต่งงาน ประการแรกจะต้องถูกตัดสินโทษเข้า ประการที่สองจะต้องชื่อเสียงจะต้องไม่ดี ไม่คิดเลยว่าพวกเขายังจะให้เขาเข้าวังไปพบกับหวงไท่โฮ่ว แต่เรื่องของคดีกลับไปสนใจนัก ใต้เท้าเหลียงหลังจากคราวที่แล้วก็ไม่กล้าเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก เขาคิดเพียงอยา
ร่างกายของแม่ทัพเฒ่าฉินสั่นสะท้านด้วยความโกรธ “เจ้าสาปแช่งปู่รึ เจ้าเคยคำนึงถึงญาติพี่น้องหรือไม่?”เมื่อหมอหลวงมาถึง กลับไม่มีคนในตระกูลฉินคอยเฝ้าเขาอยู่ในห้อง ดังนั้นจึงมีเพียงแต่บ่าวรับใช้หลังจากตรวจสอบอาการเสร็จ หมอหลวงก็กล่าวด้วยสีหน้าตกตะลึง “ท่านแม่ทัพเฒ่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ท่านได้ไปที่ใดมา? แล้วท่านเคยเข้าไปในพื้นที่โรคระบาดหรือไม่?” “ไม่เคย ข้าไม่เคยไปที่นั่น” สีหน้าของแม่ทัพเฒ่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลวง “ท่านกำลังสงสัยว่าข้าติดเชื้อโรคระบาดใช่หรือไม่?”“อาการช่างคล้ายคลึงกันยิ่งนัก” หมอกลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด“เป็นไปไม่ได้!” แม่ทัพเฒ่าฉินรู้สึกตื่นตระหนกอย่างมาก “ท่านวินิจฉัยผิดหรือไม่?”“ข้าจะจัดยาให้ท่านสองชนิดก่อน หากดื่มยาเหล่านี้แล้วไม่ได้ผล เช่นนั้นไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแล้วขอรับ” หมอหลวงกล่าวแม่ทัพเฒ่าฉินกล่าวด้วยความลนลาน “ฉินโจวบังคับให้ท่านพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่?”หมอหลวงรู้สึกประหลาดใจ “แม่ทัพเฒ่า ท่านหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดแม่ทัพฉินถึงต้องบังคับให้ข้าพูดเช่นนี้?”หมอหลวงชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแล้วโพล่งถาม “ท่านเคยพูดคุยกับองค์ชายเ
นางสามารถเสียสละได้ แต่จะไม่มีทางทรยศต่อประชาชนเป่ยโม่เด็ดขาดสำหรับความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและประเทศชาติ นางจะต้องรักประชาชนก่อน จึงจะสามารถภักดีต่อองค์จักรพรรดิได้ฉินโจวกล่าวคำเบา “ข้าเข้าไปในพระราชวังเพื่อเชิญหมอหลวงแล้ว ท่านปู่พักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะออกไปเดินเล่นรับลมสักหน่อย”ดวงตาของแม่ทัพเฒ่าฉินอัดแน่นด้วยความโกรธ แต่ก็พยายามอย่างหนักเพื่อระงับมันฉินโจวเดินออกจากห้อง และเห็นว่าฉินเป้าน้องชายของตนนั่งอยู่ที่สวน เมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็ถามว่า “ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง?”ฉินโจวจำคำพูดของท่านปู่ได้อย่างแม่นยำ จึงเมินเฉยต่อเขาและตอบอย่างใจเย็น “เข้าไปดูด้วยตนเองสิ”ฉินเป้าคลี่ยิ้ม แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างยิ่ง “ข้าได้ยินสิ่งที่ท่านปู่พูดกับท่านแล้ว ข้าไม่อยากเข้าไป”ฉินโจวตกตะลึง “เพราะเหตุใด เขาทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปกับหารวางแผนเพื่อเจ้า เจ้าควรขอบคุณท่านปู่สิ”ฉินเป้าหัวเราะเยาะ “จริงรึ? หากเขาทอดทิ้งท่านเพื่อตระกูลได้ ในอนาคตเขาจะไม่ทอดทิ้งข้าหรือ? ข้าไม่ต้องการชื่อเสียงหรือความดีงามใด ๆ พวกมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการเลย”ฉินโจวดูถูกน้องชายมาโดยตลอด เพราะเขาไม่ได
ทั้งสองคนเดินออกไปและหยุดอยู่บนทางเดิน หมอมองฉินโจวพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่านแม่ทัพ ข้ากำลังสงสัยว่าท่านแม่ทัพเฒ่าจะป่วยด้วยโรคระบาดขอรับ”ฉินโจวตกตะลึง “โรคระบาด? เป็นไปได้อย่างไร? ปู่ของข้าไม่เคยออกไปข้างนอก และไม่เคยติดต่อกับผู้ป่วยโรคนี้เลย แล้วเขาจะติดเชื้อโรคระบาดได้อย่างไร?”“ข้าเคยรักษาผู้ป่วยโรคระบาดมาก่อน ซึ่งอาการคล้ายคลึงกันอย่างมาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอ ตาแดง หายใจเร็วขึ้น เมื่อเกิดอาการเหล่านี้พร้อมกันจะอันตรายอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดขอรับ” หมอกล่าว“เป็นไปไม่ได้ หากจะติดเชื้อโรคระบาดก็ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ท่านปู่ของข้าไม่เคยใกล้ชิดคนเหล่านั้นเลย แล้วเขาจะติดเชื้อได้อย่างไร?” ฉินโจวยังคงไม่เชื่อหมอประสานหมัด “ทั้งหมดนี้คือคำวินิจฉัยของข้า หากท่านแม่ทัพไม่เชื่อ ก็สามารถขอให้หมอคนอื่นมาตรวจดูได้ หรือท่านจะพาเขาไปที่พระราชวัง และขอให้หมอหลวงช่วยตรวจอาการ ข้าไร้ความสามารถ จึงอาจวินิจฉัยผิดพลาดได้ ลาก่อนขอรับ ๆ!”สิ้นคำ หมอก็หยิบกล่องยาแล้วออกไปโดยไม่เขียนใบสั่งยาด้วยซ้ำฉินโจวสับสนไม่น้อย ท่านปู่ติดเชื้อโร
หัวใจของฉินโจวเย็นเยียบราวกับน้ำ “ใช่ ตราบใดที่ข้าตายในสนามรบ ตระกูลฉินก็ยังจะเป็นผู้กล้า และเป็นขุนนางผู้มีเกียรติ”แม่ทัพเฒ่าฉินเงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นกล่าวคำเบา “ในฐานะหลานสาวตระกูลฉิน มันเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องเสียสละเพื่อชื่อเสียง และรากฐานของตระกูล”ฉินโจวกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ “หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้ายังทำไม่พออีกหรือ? ตอนนี้มีใครในตระกูลฉินบ้างที่ไม่เกาะกินเลือดนี้ของข้า?”แม่ทัพเฒ่าฉินลุกยืนขึ้นพลางกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว คราวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องเข้าไปในพระราชวัง ข้าให้คำมั่นกับฮองเฮาเฉาแล้ว ว่าวันนี้เจ้าจะไปที่นั่นเพื่อทูลขอรับคำสั่ง หากเจ้าไม่ไป ข้าก็จะรับคำสั่งและออกรบด้วยตนเอง”“ท่าน...” ฉินโจวมองเขาด้วยสายตาโศกเศร้า “ท่านปู่ ข้าก็เป็นหลานสาวของท่านเหมือนกัน ท่านไม่สงสารข้าบ้างหรือ?”“ปู่สงสารเจ้าสิ แต่ภารกิจหน้าที่ของตระกูลฉินจะต้องถูกส่งต่อ ตอนนี้น้องชายของเจ้าโตพอแล้ว เจ้าจะต้องพาเขาไปสร้างความสำเร็จทางการทหารด้วย และเจ้าจะได้รับส่วนแบ่งของน้องเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลฉินก็จะได้ผู้สืบทอดคนใหม่”ฉินโจวผงะไปชั่วครู่ ก่อนระเบิดหัวเราะ
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินโจว แม่ทัพเฒ่าฉินก็โมโหมากจนเคราสั่นสะท้าน “อาโจว อะไรจะสำคัญไปกว่าการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่? องค์จักรพรรดิเพียงต้องการขยายอาณาเขตของแคว้น เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าเมื่อเรายึดครองต้าโจวสำเร็จ เป่ยโม่จะมีพื้นที่เพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่ง และมันจะเป็นความดีความชอบของตระกูลฉิน ทำให้ตระกูลของเราถูกจดจำไปหลายชั่วอายุคน! นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอดรึ? เจ้าไม่ต้องการบอกคนทั้งโลก ว่าแม้ฉินโจวจะเป็นสตรี แต่นางก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างผ่าเผยหรือ?”ฉินโจวมองดูใบหน้าที่ฉายแววตื่นเต้นปนโกรธเกรี้ยวของปู่ ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติถูกต้อง มันคือความต้องการของนาง แต่ความสำเร็จของนางจะต้องไม่แลกกับการเหยียบย่ำกระดูกของประชาชนชาวเป่ยโม่นางรักเป่ยโม่และหวังที่จะขยายอาณาเขตของแคว้น นอกจากนี้นางยังต้องการเสาะหาดินแดนอุดมสมบูรณ์เพื่อประชาชน เพราะหวังว่าพวกเขาจะสามารถอยู่อาศัยและทำกินอย่างสงบสุข และพึงพอใจโดยไม่ต้องทนทุกข์จากการพลัดถิ่นอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้หากต้องการบรรลุอำนาจ นางจำต้องสละชีวิตประชาชนจำนวนมาก และนำเงินภาษีของทุกคนมาใช้ในการทำสงคราม ทำให้โรคร
มือสังหารเหล่านั้นแต่งกายคล้ายกับชาวต้าโจวและสวมหน้ากากผ้าสีดำ กลุ่มคนนิรนามราวเจ็ดถึงแปดคนกระโดดลงมาจากท้องฟ้ากลางวันแสก ๆ ทันทีที่เท้าของคนเหล่านั้นแตะพื้น พวกมันก็เริ่มโจมตีอย่างดุดันฉินโจวเห็นมือสังหารคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับกระบี่ยาว จากนั้นร่ายรำอยู่หลายกระบวนท่าราวกับนางฟ้าโปรยดอกไม้ ขณะแสงแดดตกกระทบกระบี่ส่องกระจายไปทั่วเหล่าทหารที่เพิ่งมาถึงกระโจนเข้าไปร่วมวงต่อสู้อย่างรวดเร็วหลังจากประดาบกันไปกว่าร้อยครั้ง มือสังหารก็ถูกบีบบังคับให้ล่าถอย ฉินโจวจ่อกระบี่ไปที่คอของหนึ่งในมือสังหาร พลางถามเสียงเข้ม “ตอบข้า ใครเป็นคนส่งเจ้ามา?”มือสังหารตอบอย่างเย็นชา “ฆ่าไอ้หมารับใช้เป่ยโม่ให้หมด!”“หมารับใช้เป่ยโม่? เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นคนเป่ยโม่ พวกเจ้ามาจากต้าโจวใช่หรือไม่?” ฉินโจวโมโหอย่างมาก ขณะชี้ดาบไปยังหน้าอกของอีกฝ่าย “ไอ้เลวมู่หรงเจี๋ยส่งพวกเจ้ามาใช่หรือไม่?”“หญิงเลวอย่าเจ้ากล้าเอ่ยชื่อของท่านอ๋อง ทำให้พระองค์มัวหมองได้อย่างไร?” มือสังหารตะโกนฉินโจวชักดาบกลับพร้อมกล่าวอย่างเย็นชา “กลับไปซะ!”มือสังหารตกตะลึง ราวกับไม่คาดคิดว่าฉินโจวจะปล่อยตัวเขาไป”เ
ฉินโจวกล่าวด้วยความโมโห “ข้าหลอกลวงเจ้าเมื่อไร?”“ไม่งั้นรึ? เจ้าและอ๋องฉีเอ่ยปากว่า หากจื่ออันตกลงเดินทางมาที่เป่ยโม่ พวกเจ้าจะส่งองค์ชายรัชทายาทไปที่ต้าโจวเป็นองค์ประกัน แล้วพวกเจ้าทำตามที่พูดแล้วหรือไม่?”“องค์ชายรัชทายาทเดินทางไปยังต้าโจวแล้ว!”“ผู้ที่เดินทางไปยังต้าโจวคือองค์ชายเจ็ด ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท องค์ชายเจ็ดไม่ได้เป็นที่โปรดปราน ดังนั้นจักรพรรดิเป่ยโม่จะส่งเขาไปสังเวยเมื่อใดก็ได้”“เป็นไปไม่ได้!” ฉินโจวประหลาดใจอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เดินทางไปคือองค์ชายรัชทายาท เพราะองค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยตนเองว่าจะส่งเขาไปที่ต้าโจว“เจ้าอย่าเพิ่งสนใจเรื่องนี้เลย ก่อนหน้านี้ทั้งสองแคว้นตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึก หลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง แต่เจ้ากลับวางแผนโจมตีพวกเราในขณะที่ข้ายังอยู่ที่เป่ยโม่ เจ้าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?” มู่หรงเจี๋ยกล่าวอย่างเคร่งเครียดฉินโจวตอบ “ผิดแล้ว เป็นเพราะต้าโจวที่เคลื่อนทัพโจมตีทหารฝั่งขวาของเราก่อน และสังหารทหารของเราไปกว่าร้อยคน ข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเคลื่อนทัพเข้าไปใกล้ เพื่อบีบบังคับให้พวกเจ้าถอยกลับ”“ไร้สาระ กองทัพของเราหยุดเคลื่อนท
อย่างไรก็ตาม การจัดหาเสบียงอาหารสำหรับพื้นที่ภัยพิบัติยังไม่เพียงพอ และยังขาดแคลนเสื้อผ้าอาภรณ์ นอกจากนี้หลังจากที่พระชายาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาถึงเป่ยโม่ ก็ยังไม่ได้รับใบสั่งยาแม้แต่ฉบับเดียว ดังนั้นความอดทนของประชาชนจึงค่อย ๆ หมดลง แต่ความโกรธและความขุ่นเคืองกลับยิ่งมากขึ้นทันทีที่ข่าวลือแพร่สะพัด ก็เป็นเสมือนเป็นการขว้างเปลวไฟใส่ ‘ระเบิด’ หนึ่งหมื่นตุน ทำให้มันระเบิดออกอย่างรวดเร็วผู้ประสบภัยนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็วหลังจากที่ฉินโจวลงจากภูเขา นางก็พบว่าองค์จักรพรรดิทำอะไรกับทหารม้า และทหารเจ็ดหมื่นนายที่ประจำการที่เมืองหลวง ซึ่งเขาออกคำสั่งให้ทหารเหล่านั้นขับไล่เหล่าผู้ประสบภัยออกไปนางเห็นด้วยตาตนเองว่าทหารใต้บังคับบัญชาของนางสร้างกำแพงมนุษย์อันแน่นหนา เมื่อผู้ประสภัยเดินทางเข้ามา พวกเขาก็จะโบกหอกเพื่อขับไล่คนเหล่านั้นออกไปผู้ประสบภัยมากกว่าสิบรายได้รับบาดเจ็บจากหอกทหารเหล่านั้นอยู่ใต้บังคับบัญชาของนาง แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ฆ่าผู้ใด แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะต้องมีการฆ่าแกงกันอย่างแน่นอนฉินโจวโกรธจัดจึงขี่ม้าเข้าไปขวางเอาไว้ “หยุด หยุดเ
ฉินโจวกวาดสายตามองพลางเยาะเย้ยจื่ออันไม่สนใจนาง และพาหลินตานไปยังเขตตะวันตกภายในสองวันนี้มีผู้เสียชีวิตถึงสามคน ซึ่งทั้งหมดถูกหามออกไปหลังจากที่หลินตามเดินเข้ามาเขาหลั่งน้ำตาหลั่งน้ำตาขณะมองดูการเผาศพจื่ออันไม่คิดว่าเขาจะมีความอ่อนไหวมากเพียงนี้ “ท่านหมอหลิน ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”หลินตานปาดน้ำตา “ข้าขอโทษ ข้าเพียง... คิดถึงครอบครัวขอรับ”“ครอบครัวของท่าน? แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใดหรือ?” จื่ออันถาม“ตายหมดแล้วขอรับ ภรรยาและลูกสะใภ้ของข้าตายเพราะเหตุแผ่นดินไหวทั้งคู่ ส่วนลูกชายและหลานชายติดเชื้อโรคระบาดก่อนตายไปเช่นกัน ข้าจึงเป็นคนเดียวที่เหลือรอด” หลินตานสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้าที่อยู่ภายใต้ผมสีขาวฉายแววความเศร้าโศกและหดหู่จื่ออันไม่คาดคิดว่าเขาจะมาจากพื้นที่โรคระบาดเช่นกัน เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อย จื่ออันก็ไม่รู้จะปลอบใจเขาเช่นไร จึงได้แต่นิ่งเงียบและอยู่เคียงข้างไม่นานหลินตานก็ถามว่า “ท่านหมอเซี่ย โรคระบาดนี้สามารถรักษาหายได้จริงหรือขอรับ?”ตอนนั้นเองจื่ออันก็นึกได้ว่าเขาเป็นหมอเท้าเปล่า และหลังจากเดินทางพเนจรไปที่ต่าง ๆ เขาอาจรู้จักจินเย่าฉือก็เป็นได้ ดังนั้นจึงรีบถามว