เซี่ยหว่านเอ๋อเมื่อเห็นว่ามารดาของนางดูขี้ขลาด ก็โกรธขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านบ้าไปแล้วหรือ? ทำไมถึงได้ไปขอร้องนางกัน? นางทำอะไรพวกเราไม่ได้ด้วยซ้ำไป ท่านพ่อเองก็ไม่ได้หย่าขาดจากท่าน ท่านก็ยังคงเป็นฮูหยินของจวนมหาเสนาบดี ก่อนที่ท่านพ่อจะตายไปก็ไม่ได้รับความผิด ต่อให้จะมีโทษ ก็ไม่ได้พัวพันไปถึงเก้าชั่วโคตร” “เจ้าหุบปากนะ ห้ามก้าวร้าวกับเสี้ยนจู่!” เฉินหลิงหลงกลับหันไปร้องด่าเซี่ยหว่านเอ๋อ เซี่ยหว่านเอ๋อแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน “ท่านแม่......” เฉินหลิงหลงก้าวไปคุกเข่าเบื้องหน้า โขกศีรษะแล้วเอ่ย “เสี้ยนจู่ เด็กน้อยยังไม่มีเหตุผล ท่านอย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับนางเลย” หยวนฉุ่ยยวี่เอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย “วางใจได้ ข้าไม่มีทางทำร้ายบุตรสาวของเจ้า เอานางออกไปได้แล้ว” ความแค้น หนี้แค้นล้วนแต่มีเป้าหมาย นางต้องการเพียงแต่เฉินหลิงหลงเท่านั้น และถึงแม้ว่าเซี่ยหว่านเอ๋อจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่นางต้องการจะเก็บชีวิตของเซี่ยหว่านเอ๋อเอาไว้ ไม่ใช่เพราะว่าใจอ่อน เพียงแต่ว่าทุกอย่างที่เซี่ยหว่านเอ่อทำนั้น ล้วนแต่เป็นเฉินหลิงหลงที่จัดการอยู่เบื้องหลัง ความผิดของเซี่ยหว่านเอ๋อคือไม่ประ
เมื่อจื่ออันมาถึงนั้น ช่างฝีมือก็กำลังเก็บอิฐอยู่จากด้านใน ตาวเหล่าต้าเองช่วยเหลือขนย้ายจากด้านใน เมื่อเห็นว่าจื่ออันมาถึง ก็เช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผากแล้วยิ้มออกมา “คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว?” เสี่ยวซุนยิ้มเอ่ยออกมา “ตอนนี้ควรที่จะเรียกพระชายาแล้ว” “พระชายา!” ตาวเหล่าต้าส่งเสียงหัวเราะออกมา มีท่าทีกระดากอายเล็กน้อย จื่ออันเมื่อเห็นแล้วก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อให้กับเขา “เหนื่อยแล้วหรือยัง?” “ไม่เหนื่อยขอรับ มีงานทำช่างดีจริง ๆ!” หลายวันมานี้ตาวเหล่าต้าล้วนแต่ว่างอยู่ตลอด ในใจรู้สึกไม่สบายใจอยู่ตลอด เขามักจะคิดว่า เขามีเนื้อให้กินอยู่ทุกมื้อ แต่กลับไม่มีงานอะไรให้ทำ จนละอายต่อจื่ออันและเสี้ยนจู่ “เจ้าเองก็อย่าลืมพักผ่อน” จื่ออันเอ่ยออกมา “ท่านแม่เล่า?” “กำลังดูตำราอยู่ในเรือนไม้ขอรับ” ตาวเหล่าต้าเอ่ยออกมา จื่ออันเดินเข้าไป ก็พบว่านางกำลังดูตำราอยู่ในเรือนไม้จริง และนางพบว่าจื่ออันเข้ามาแล้วก็เผยยิ้มออกมา “กลับมาแล้ว?” “อืม ใช่แล้ว เฉินหลิงหลงอยู่ที่ใดกัน?” หยวนฉุ่ยยวี่ชี้ไปยังเรือนจรัส “ถูกขังเอาไว้ด้านในนั้นชั่วคราว” “ท่านแม่คิดจะจัดการกับนางอย่างไร?” ความหมายข
จื่ออันเหลือบมองไปยังเฉินหลิงหลงที่อยู่ตรงประตู นางนอนหดตัวอยู่ภายในกรง ท่าทางดูน่าเศร้าเป็นอย่างมาก นางคงไม่คิดเลยว่าตนเองจะมีจุดจบเช่นนี้ เมื่อมองเห็นจื่ออัน นางก็เงยหน้าขึ้นมาในทันที โขกศีรษะลงให้จื่ออันโดยที่ไม่แม้แต่จะคิด “คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่ ขอร้องท่าน ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปด้วยเถิด” จื่ออันนักถึงเรื่องวันนั้นขึ้นมา นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงระเบียงหน้าเรือนด้วยท่าทีดูดุร้าย และแทบจะอดทนไม่ไหวที่จะฆ่าเจ้าของเดิมให้ตายไปเสีย ระยะเวลาสั้น ๆ ไม่กี่เดือน ทุกอย่างกลับตาลปัตรไป และก็ดูเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่านางจริง ๆ ก่อนที่จื่ออันจากไปก็คิดเช่นนี้เช่นกัน จวนมหาเสนาบดีเริ่มก่อสร้างขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่จวนมหาเสนาบดีอีกต่อไป จื่ออันเอ่ยถามหยวนฉุ่ยยวี่ว่าจะแขวนป้ายอะไร หยวนฉุ่ยยวี่คิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยออกมา “เรียกว่าเรือนฟังเสียงฝนก็แล้วกัน” จวนแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อกลายเป็นเรือน แต่จื่ออันเข้าใจความหมายของนางดี ต่อไปนางเพียงแต่ต้องการใช้ชีวิตนอนฟังเสียงลมเสียงฝนเท่านั้น อย่างไม่ต้องการจะเป็นกังวลกับเรื่องทางโลกอีกต่อไป
หลังจากที่แม่นมหยางออกไปแล้ว ฮองเฮาก็เอ่ยออกมา “ก่อนหน้านั้นที่นางรับใช้เจ้าอยู่ ทำให้เจ้าสบายใจหรือไม่?” จื่ออันเอ่ย “แม่นมเป็นคนที่ใส่ใจมาก” ฮองเฮายิ้มออกมาเล็กน้อย “ใส่ใจระมัดระวังก็ดีแล้ว แต่ว่ามีความภักดี ถึงจะดีที่สุด หากว่าบ่าวไม่ภักดีแล้ว ต่อให้จะใส่ใจระมัดระวังเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์” จื่ออันมองไปยังฮองเฮา และก็ไม่ได้คิดที่จะอ้อมค้อมกับฮองเฮา “เหนียงเหนียง วันนี้ที่หม่อมฉันมานั้น มีเรื่องหนึ่งที่จะขอร้อง” “อ๋อ?” ฮองเฮาเงยหน้าขึ้นมา แสร้งเอ่ยถามออกมาด้วยความประหลาดใจ “เจ้าที่เป็นพระชายาของผู้สำเร็จราชการแทนกลับมาขอร้องข้า? ทุกวันนี้เรื่องต่าง ๆ ในราชสำนักล้วนแต่เป็นท่านอ๋องที่รับผิดชอบ เจ้าที่เป็นพระชายา ก็เท่ากับว่าเป็นพระมารดาของใต้หล้านี้แล้ว เกรงว่าแม้แต่ข้าที่เป็นฮองเฮา ยังต้องคอยมองสีหน้าของเจ้า ไม่ต้องเอ่ยว่าจะร้องขอ มีเรื่องอะไรเจ้าสั่งออกมาก็พอ” คำพูดนี้ของนางเอ่ยไปยิ้มไป ทว่าความหมายเสียดสีนี้แม้แต่อยู่ด้านนอกมหาสมุทรเองก็ยังฟังออก จื่ออันรีบร้อนย่อกายลง “เหนียงเหนียงอย่าได้ทรงตรัสออกมาเช่นนี้ จื่ออันไม่อาจรับได้” “นั่งลงเถิด ข้าเพียงแต่ล้อเล่นกับเจ้า ข้
“จะได้อย่างไรกัน?” จื่ออันนำเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากการวางแผนรักษาอ๋องเหลียงในคราวที่แล้วเอ่ยออกมา “ในตอนนั้น อ่องเหลียงโกรธเป็นอย่างมาก จนไล่หม่อมฉันออกมา และบอกว่าต่อไปไม่จำเป็นต้องให้หม่อมฉันรักษาอีก ในตอนนั้น หม่อมฉันคิดอยากจะเข้าวังมาปรึกษากับพี่สะใภ้ ทว่าในตอนนั้นเกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย พี่สะใภ้เองก็รู้ดี ตอนนี้เรื่องราวต่าง ๆ ก็สงบลงแล้ว หม่อมฉันจะต้องรีบนำเรื่องนี้จัดการให้เรียบร้อยเสีย” ฮองเฮาเย้ยหยันออกมา “ช่างมันเถิด เจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องรักษาให้เขาแล้ว เขาเข้าวังมาบอกกับข้าแล้ว ไม่ต้องการให้เจ้ารักษาให้กับเขา” “พี่สะใภ้ ตอนนี้หม่อมฉันมีความมั่นใจมากขึ้นจริง ๆ นะเพคะ” จื่ออันเอ่ย “มีความเชื่อมั่นก็ไม่ได้ เขาบอกแล้วว่า ต่อไปจะไม่รักษาอีก” จื่ออันเอ่ยออกมาเบา ๆ “นั่นไม่ใช่การรักษาในเรื่องนั้น ข้าบอกกับอ๋องเหลียงว่ารักษาโรคลมชัก และเพราะโรคลมบ้าหมูนี้ หรืออาการบาดเจ็บที่ขา ตอนนี้หม่อนฉันเข้าใจวิธีการรักษาแล้ว คือใช้เข็มทยาน ฝังเข็มลงจากศีรษะลงไปจนถึง...ตรงนั้น” "ความหมายของเจ้าคือ ไม่จำเป็นต้อง......” จื่ออันพยักหน้า “เพคะ ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ” สีหน้าของฮองเฮาถึง
จื่ออันที่แต่งงานเข้าจวนอ๋องมาสองเดือนแล้ว ก็ยังไม่เคยถวายพระพรกับกุ้ยไท่เฟยมาก่อน มู่หรงเจี๋ยบอกเอาไว้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องไป และแน่นอนว่ากุ้ยไท่เฟยเองก็ไม่ต้องการที่จะพบนาง และแน่นอนว่านางเองก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเสียจนคิดว่าจะสงบไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตลอด นอกเสียจากว่าทุกคนกำลังอดทนกันอยู่ คนในจวนนอกเสียจากหนี่หรงแล้ว จื่ออันค่อนข้างชื่นชอบผู้มาใหม่อย่างเช่นชิงมั่วและชิงเฉินสองคนนี้ พวกเขาเป็นพี่น้องกัน อยู่ในจวนมาสามสี่ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เคยรับใช้ดูแลอยู่ในหอเซียวเซียงมาตลอด หอเซียวเซียงเป็นเรือนของมู่หรงเจี๋ย แต่ว่าพวกเขาไม่อาจเข้าไปในห้องนอนของมู่หรงเจี๋ยได้ ทำได้เพียงแค่ช่วยดูแลจัดการพื้นที่อื่นเท่านั้น หอเซียวเซียงไม่ได้มีสตรีอื่น หลังจากที่จื่ออันแต่งงานเข้ามาถึงได้มีเสี่ยวซุนและแม่นมหยาง อย่างไรก็ตาม มู่หรงเจี๋ยยังต่อต้านการที่จะให้หญิงสาวเข้าไปในห้องนอนของเขา ภายหลังจื่ออันถึงได้บอกกับเขาว่า จะให้เขาเป็นคนทำความสะอาด หรือไม่ก็นางที่ทำความสะอาด เขาครุ่นคิดอยู่หลายคืน ถึงได้รับปากให้เสี่ยวซุนและแม่นมหยางเข้าห้องนอนได้ เขาไม่ชอบทำความสะอาด และก็ทำใจให้จื่ออันเป็นคนทำความ
จื่ออันเอ่ยออกมา “พวกเจ้าพูดคุยกันไปก่อน ข้าจะเข้าไปฆ่าเชื้อเข็มเสียก่อน” ตอนนี้จื่ออันมีเข็มอยู่หลายชุด ชุดที่ใช้ฝังเข็มให้กับอ๋องเหลียงคือชุดที่ใหม่ที่สุด แต่ก็มิใช่ว่าทุกวันจะทิ้งไปชุดหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกสุขลักษณะ แต่นางมีข้อเรียกร้องเข็มค่อนข้างจะเข้มงวด แตกต่างจากที่มีขายกันอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป ล้วนแต่ให้คนทำขึ้นเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นหากว่าจะให้หนึ่งคนใช้หนึ่งชุดนั้นนางสามารถทำได้ หลังจากที่อ๋องเหลียงดีขึ้นแล้ว เข็มชุดนี้ก็สามารถโยนทิ้งไปได้ อ๋องเหลียงพูดคุยกับมู่หรงเจี๋ยอยู่ชั่วครู่ ถึงได้เข้าไป เดิมทีมู่หรงเจี๋ยคิดจะเข้าไปด้วยกัน แต่อ๋องเหลียงยืนยันที่ไม่ให้เขาเข้าไป เมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงแค่รออยู่ด้านนอก ทว่าก็ไม่ได้รอนานนัก จื่ออันก็ถูกไล่ออกมา มู่หรงเจี๋ยมองไปยังจื่ออันที่สะพายกล่องยาด้วยท่าทีที่เขินอาย ก็ตกตะลึงเล็กน้อย “เร็วเพียงนี้เชียว?” จื่ออันหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไปเถิด” “ไป? เร็วเพียงนี้เชียวหรือ? แต่ก่อนหน้านี้หนี่หรงบอกว่ามายังจวนอ๋องจะต้องใช้เวลาไปครึ่งวัน เพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวเช่นนี้จะได้หรือ? เช่นนั้นแล้วทุกๆ วันเจ้าหายไปที่ใดกัน?”
อ๋องเหลียงมาถึงจวนอ๋องในช่วงเวลาค่ำ เขาร้องของขอเข้าพบกับมู่หรงเจี๋ยเพียงลำพัง ไม่ยอมพบจื่ออัน แต่กลับร้องขอเงื่อนไขกับมู่หรงเจี๋ย “อะไรนะ?” มู่หรงเจี๋ยทำหน้าไม่พอใจ “ไม่ไป!” “ไป!” “ไม่ไป ทำไมเจ้าถึงไม่ไปหาซูชิง? หรือว่าเซียวท่าก็ได้” “พวกเขาไม่รู้สถานการณ์ของข้า” “ในจวนของเจ้าก็มีสนมอยู่ ทำไมถึงได้ไม่ลองในจวนของเจ้า?” “หากว่าไม่ได้เล่า? มิใช่ว่าจะเป็นการขายหน้าหรอกหรือ?” อ๋องเหลียงเดินเข้ามาใกล้ “เจ้าแย่งภรรยาของข้าไป ข้ายังไม่เอ่ยอะไรออกมา ตอนนี้ข้าร้องขอให้เจ้าไปหอโคมเขียวเป็นเพื่อนข้าเพียงง่ายดายเท่านี้ เจ้าก็ยังไม่รับปากเลย?” “คำร้องขอนี้ง่ายดาย?” มู่หรงเจี๋ยกดเสียงลงต่ำ “หากให้จื่ออันรู้เข้า จะต้องฉีกทึ้งข้าเป็นแน่” “เจ้าไม่บอก ข้าไม่บอก แล้วนางจะไปรู้ได้อย่างไร?” อ๋องเหลียงเอ่ย มู่หรงเจี๋ยลังเลครู่หนึ่ง “ข้ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เจ้าเรียกสนมเข้ามารับใช้ในห้องนอนก็ได้แล้ว” “ไม่” อ๋องเหลียงเอ่ยออกมาอย่างกรุ่นโกรธ “หากว่าข้ายังไม่ได้พิสูจน์ว่าตนเองหายดี ไม่มีทางที่จะแตะต้องพวกนาง และต่อให้พิสูจน์ได้ว่าหายดีแล้ว ก็ไม่มีทางแตะต้อง” “เพราะอะไร?” มู่หรงเจี๋ยเอ
ร่างกายของแม่ทัพเฒ่าฉินสั่นสะท้านด้วยความโกรธ “เจ้าสาปแช่งปู่รึ เจ้าเคยคำนึงถึงญาติพี่น้องหรือไม่?”เมื่อหมอหลวงมาถึง กลับไม่มีคนในตระกูลฉินคอยเฝ้าเขาอยู่ในห้อง ดังนั้นจึงมีเพียงแต่บ่าวรับใช้หลังจากตรวจสอบอาการเสร็จ หมอหลวงก็กล่าวด้วยสีหน้าตกตะลึง “ท่านแม่ทัพเฒ่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ท่านได้ไปที่ใดมา? แล้วท่านเคยเข้าไปในพื้นที่โรคระบาดหรือไม่?” “ไม่เคย ข้าไม่เคยไปที่นั่น” สีหน้าของแม่ทัพเฒ่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลวง “ท่านกำลังสงสัยว่าข้าติดเชื้อโรคระบาดใช่หรือไม่?”“อาการช่างคล้ายคลึงกันยิ่งนัก” หมอกลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด“เป็นไปไม่ได้!” แม่ทัพเฒ่าฉินรู้สึกตื่นตระหนกอย่างมาก “ท่านวินิจฉัยผิดหรือไม่?”“ข้าจะจัดยาให้ท่านสองชนิดก่อน หากดื่มยาเหล่านี้แล้วไม่ได้ผล เช่นนั้นไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแล้วขอรับ” หมอหลวงกล่าวแม่ทัพเฒ่าฉินกล่าวด้วยความลนลาน “ฉินโจวบังคับให้ท่านพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่?”หมอหลวงรู้สึกประหลาดใจ “แม่ทัพเฒ่า ท่านหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดแม่ทัพฉินถึงต้องบังคับให้ข้าพูดเช่นนี้?”หมอหลวงชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแล้วโพล่งถาม “ท่านเคยพูดคุยกับองค์ชายเ
นางสามารถเสียสละได้ แต่จะไม่มีทางทรยศต่อประชาชนเป่ยโม่เด็ดขาดสำหรับความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและประเทศชาติ นางจะต้องรักประชาชนก่อน จึงจะสามารถภักดีต่อองค์จักรพรรดิได้ฉินโจวกล่าวคำเบา “ข้าเข้าไปในพระราชวังเพื่อเชิญหมอหลวงแล้ว ท่านปู่พักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะออกไปเดินเล่นรับลมสักหน่อย”ดวงตาของแม่ทัพเฒ่าฉินอัดแน่นด้วยความโกรธ แต่ก็พยายามอย่างหนักเพื่อระงับมันฉินโจวเดินออกจากห้อง และเห็นว่าฉินเป้าน้องชายของตนนั่งอยู่ที่สวน เมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็ถามว่า “ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง?”ฉินโจวจำคำพูดของท่านปู่ได้อย่างแม่นยำ จึงเมินเฉยต่อเขาและตอบอย่างใจเย็น “เข้าไปดูด้วยตนเองสิ”ฉินเป้าคลี่ยิ้ม แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างยิ่ง “ข้าได้ยินสิ่งที่ท่านปู่พูดกับท่านแล้ว ข้าไม่อยากเข้าไป”ฉินโจวตกตะลึง “เพราะเหตุใด เขาทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปกับหารวางแผนเพื่อเจ้า เจ้าควรขอบคุณท่านปู่สิ”ฉินเป้าหัวเราะเยาะ “จริงรึ? หากเขาทอดทิ้งท่านเพื่อตระกูลได้ ในอนาคตเขาจะไม่ทอดทิ้งข้าหรือ? ข้าไม่ต้องการชื่อเสียงหรือความดีงามใด ๆ พวกมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการเลย”ฉินโจวดูถูกน้องชายมาโดยตลอด เพราะเขาไม่ได
ทั้งสองคนเดินออกไปและหยุดอยู่บนทางเดิน หมอมองฉินโจวพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่านแม่ทัพ ข้ากำลังสงสัยว่าท่านแม่ทัพเฒ่าจะป่วยด้วยโรคระบาดขอรับ”ฉินโจวตกตะลึง “โรคระบาด? เป็นไปได้อย่างไร? ปู่ของข้าไม่เคยออกไปข้างนอก และไม่เคยติดต่อกับผู้ป่วยโรคนี้เลย แล้วเขาจะติดเชื้อโรคระบาดได้อย่างไร?”“ข้าเคยรักษาผู้ป่วยโรคระบาดมาก่อน ซึ่งอาการคล้ายคลึงกันอย่างมาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอ ตาแดง หายใจเร็วขึ้น เมื่อเกิดอาการเหล่านี้พร้อมกันจะอันตรายอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดขอรับ” หมอกล่าว“เป็นไปไม่ได้ หากจะติดเชื้อโรคระบาดก็ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ท่านปู่ของข้าไม่เคยใกล้ชิดคนเหล่านั้นเลย แล้วเขาจะติดเชื้อได้อย่างไร?” ฉินโจวยังคงไม่เชื่อหมอประสานหมัด “ทั้งหมดนี้คือคำวินิจฉัยของข้า หากท่านแม่ทัพไม่เชื่อ ก็สามารถขอให้หมอคนอื่นมาตรวจดูได้ หรือท่านจะพาเขาไปที่พระราชวัง และขอให้หมอหลวงช่วยตรวจอาการ ข้าไร้ความสามารถ จึงอาจวินิจฉัยผิดพลาดได้ ลาก่อนขอรับ ๆ!”สิ้นคำ หมอก็หยิบกล่องยาแล้วออกไปโดยไม่เขียนใบสั่งยาด้วยซ้ำฉินโจวสับสนไม่น้อย ท่านปู่ติดเชื้อโร
หัวใจของฉินโจวเย็นเยียบราวกับน้ำ “ใช่ ตราบใดที่ข้าตายในสนามรบ ตระกูลฉินก็ยังจะเป็นผู้กล้า และเป็นขุนนางผู้มีเกียรติ”แม่ทัพเฒ่าฉินเงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นกล่าวคำเบา “ในฐานะหลานสาวตระกูลฉิน มันเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องเสียสละเพื่อชื่อเสียง และรากฐานของตระกูล”ฉินโจวกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ “หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้ายังทำไม่พออีกหรือ? ตอนนี้มีใครในตระกูลฉินบ้างที่ไม่เกาะกินเลือดนี้ของข้า?”แม่ทัพเฒ่าฉินลุกยืนขึ้นพลางกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว คราวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องเข้าไปในพระราชวัง ข้าให้คำมั่นกับฮองเฮาเฉาแล้ว ว่าวันนี้เจ้าจะไปที่นั่นเพื่อทูลขอรับคำสั่ง หากเจ้าไม่ไป ข้าก็จะรับคำสั่งและออกรบด้วยตนเอง”“ท่าน...” ฉินโจวมองเขาด้วยสายตาโศกเศร้า “ท่านปู่ ข้าก็เป็นหลานสาวของท่านเหมือนกัน ท่านไม่สงสารข้าบ้างหรือ?”“ปู่สงสารเจ้าสิ แต่ภารกิจหน้าที่ของตระกูลฉินจะต้องถูกส่งต่อ ตอนนี้น้องชายของเจ้าโตพอแล้ว เจ้าจะต้องพาเขาไปสร้างความสำเร็จทางการทหารด้วย และเจ้าจะได้รับส่วนแบ่งของน้องเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลฉินก็จะได้ผู้สืบทอดคนใหม่”ฉินโจวผงะไปชั่วครู่ ก่อนระเบิดหัวเราะ
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินโจว แม่ทัพเฒ่าฉินก็โมโหมากจนเคราสั่นสะท้าน “อาโจว อะไรจะสำคัญไปกว่าการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่? องค์จักรพรรดิเพียงต้องการขยายอาณาเขตของแคว้น เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าเมื่อเรายึดครองต้าโจวสำเร็จ เป่ยโม่จะมีพื้นที่เพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่ง และมันจะเป็นความดีความชอบของตระกูลฉิน ทำให้ตระกูลของเราถูกจดจำไปหลายชั่วอายุคน! นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอดรึ? เจ้าไม่ต้องการบอกคนทั้งโลก ว่าแม้ฉินโจวจะเป็นสตรี แต่นางก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างผ่าเผยหรือ?”ฉินโจวมองดูใบหน้าที่ฉายแววตื่นเต้นปนโกรธเกรี้ยวของปู่ ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติถูกต้อง มันคือความต้องการของนาง แต่ความสำเร็จของนางจะต้องไม่แลกกับการเหยียบย่ำกระดูกของประชาชนชาวเป่ยโม่นางรักเป่ยโม่และหวังที่จะขยายอาณาเขตของแคว้น นอกจากนี้นางยังต้องการเสาะหาดินแดนอุดมสมบูรณ์เพื่อประชาชน เพราะหวังว่าพวกเขาจะสามารถอยู่อาศัยและทำกินอย่างสงบสุข และพึงพอใจโดยไม่ต้องทนทุกข์จากการพลัดถิ่นอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้หากต้องการบรรลุอำนาจ นางจำต้องสละชีวิตประชาชนจำนวนมาก และนำเงินภาษีของทุกคนมาใช้ในการทำสงคราม ทำให้โรคร
มือสังหารเหล่านั้นแต่งกายคล้ายกับชาวต้าโจวและสวมหน้ากากผ้าสีดำ กลุ่มคนนิรนามราวเจ็ดถึงแปดคนกระโดดลงมาจากท้องฟ้ากลางวันแสก ๆ ทันทีที่เท้าของคนเหล่านั้นแตะพื้น พวกมันก็เริ่มโจมตีอย่างดุดันฉินโจวเห็นมือสังหารคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับกระบี่ยาว จากนั้นร่ายรำอยู่หลายกระบวนท่าราวกับนางฟ้าโปรยดอกไม้ ขณะแสงแดดตกกระทบกระบี่ส่องกระจายไปทั่วเหล่าทหารที่เพิ่งมาถึงกระโจนเข้าไปร่วมวงต่อสู้อย่างรวดเร็วหลังจากประดาบกันไปกว่าร้อยครั้ง มือสังหารก็ถูกบีบบังคับให้ล่าถอย ฉินโจวจ่อกระบี่ไปที่คอของหนึ่งในมือสังหาร พลางถามเสียงเข้ม “ตอบข้า ใครเป็นคนส่งเจ้ามา?”มือสังหารตอบอย่างเย็นชา “ฆ่าไอ้หมารับใช้เป่ยโม่ให้หมด!”“หมารับใช้เป่ยโม่? เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นคนเป่ยโม่ พวกเจ้ามาจากต้าโจวใช่หรือไม่?” ฉินโจวโมโหอย่างมาก ขณะชี้ดาบไปยังหน้าอกของอีกฝ่าย “ไอ้เลวมู่หรงเจี๋ยส่งพวกเจ้ามาใช่หรือไม่?”“หญิงเลวอย่าเจ้ากล้าเอ่ยชื่อของท่านอ๋อง ทำให้พระองค์มัวหมองได้อย่างไร?” มือสังหารตะโกนฉินโจวชักดาบกลับพร้อมกล่าวอย่างเย็นชา “กลับไปซะ!”มือสังหารตกตะลึง ราวกับไม่คาดคิดว่าฉินโจวจะปล่อยตัวเขาไป”เ
ฉินโจวกล่าวด้วยความโมโห “ข้าหลอกลวงเจ้าเมื่อไร?”“ไม่งั้นรึ? เจ้าและอ๋องฉีเอ่ยปากว่า หากจื่ออันตกลงเดินทางมาที่เป่ยโม่ พวกเจ้าจะส่งองค์ชายรัชทายาทไปที่ต้าโจวเป็นองค์ประกัน แล้วพวกเจ้าทำตามที่พูดแล้วหรือไม่?”“องค์ชายรัชทายาทเดินทางไปยังต้าโจวแล้ว!”“ผู้ที่เดินทางไปยังต้าโจวคือองค์ชายเจ็ด ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท องค์ชายเจ็ดไม่ได้เป็นที่โปรดปราน ดังนั้นจักรพรรดิเป่ยโม่จะส่งเขาไปสังเวยเมื่อใดก็ได้”“เป็นไปไม่ได้!” ฉินโจวประหลาดใจอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เดินทางไปคือองค์ชายรัชทายาท เพราะองค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยตนเองว่าจะส่งเขาไปที่ต้าโจว“เจ้าอย่าเพิ่งสนใจเรื่องนี้เลย ก่อนหน้านี้ทั้งสองแคว้นตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึก หลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง แต่เจ้ากลับวางแผนโจมตีพวกเราในขณะที่ข้ายังอยู่ที่เป่ยโม่ เจ้าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?” มู่หรงเจี๋ยกล่าวอย่างเคร่งเครียดฉินโจวตอบ “ผิดแล้ว เป็นเพราะต้าโจวที่เคลื่อนทัพโจมตีทหารฝั่งขวาของเราก่อน และสังหารทหารของเราไปกว่าร้อยคน ข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเคลื่อนทัพเข้าไปใกล้ เพื่อบีบบังคับให้พวกเจ้าถอยกลับ”“ไร้สาระ กองทัพของเราหยุดเคลื่อนท
อย่างไรก็ตาม การจัดหาเสบียงอาหารสำหรับพื้นที่ภัยพิบัติยังไม่เพียงพอ และยังขาดแคลนเสื้อผ้าอาภรณ์ นอกจากนี้หลังจากที่พระชายาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาถึงเป่ยโม่ ก็ยังไม่ได้รับใบสั่งยาแม้แต่ฉบับเดียว ดังนั้นความอดทนของประชาชนจึงค่อย ๆ หมดลง แต่ความโกรธและความขุ่นเคืองกลับยิ่งมากขึ้นทันทีที่ข่าวลือแพร่สะพัด ก็เป็นเสมือนเป็นการขว้างเปลวไฟใส่ ‘ระเบิด’ หนึ่งหมื่นตุน ทำให้มันระเบิดออกอย่างรวดเร็วผู้ประสบภัยนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็วหลังจากที่ฉินโจวลงจากภูเขา นางก็พบว่าองค์จักรพรรดิทำอะไรกับทหารม้า และทหารเจ็ดหมื่นนายที่ประจำการที่เมืองหลวง ซึ่งเขาออกคำสั่งให้ทหารเหล่านั้นขับไล่เหล่าผู้ประสบภัยออกไปนางเห็นด้วยตาตนเองว่าทหารใต้บังคับบัญชาของนางสร้างกำแพงมนุษย์อันแน่นหนา เมื่อผู้ประสภัยเดินทางเข้ามา พวกเขาก็จะโบกหอกเพื่อขับไล่คนเหล่านั้นออกไปผู้ประสบภัยมากกว่าสิบรายได้รับบาดเจ็บจากหอกทหารเหล่านั้นอยู่ใต้บังคับบัญชาของนาง แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ฆ่าผู้ใด แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะต้องมีการฆ่าแกงกันอย่างแน่นอนฉินโจวโกรธจัดจึงขี่ม้าเข้าไปขวางเอาไว้ “หยุด หยุดเ
ฉินโจวกวาดสายตามองพลางเยาะเย้ยจื่ออันไม่สนใจนาง และพาหลินตานไปยังเขตตะวันตกภายในสองวันนี้มีผู้เสียชีวิตถึงสามคน ซึ่งทั้งหมดถูกหามออกไปหลังจากที่หลินตามเดินเข้ามาเขาหลั่งน้ำตาหลั่งน้ำตาขณะมองดูการเผาศพจื่ออันไม่คิดว่าเขาจะมีความอ่อนไหวมากเพียงนี้ “ท่านหมอหลิน ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”หลินตานปาดน้ำตา “ข้าขอโทษ ข้าเพียง... คิดถึงครอบครัวขอรับ”“ครอบครัวของท่าน? แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใดหรือ?” จื่ออันถาม“ตายหมดแล้วขอรับ ภรรยาและลูกสะใภ้ของข้าตายเพราะเหตุแผ่นดินไหวทั้งคู่ ส่วนลูกชายและหลานชายติดเชื้อโรคระบาดก่อนตายไปเช่นกัน ข้าจึงเป็นคนเดียวที่เหลือรอด” หลินตานสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้าที่อยู่ภายใต้ผมสีขาวฉายแววความเศร้าโศกและหดหู่จื่ออันไม่คาดคิดว่าเขาจะมาจากพื้นที่โรคระบาดเช่นกัน เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อย จื่ออันก็ไม่รู้จะปลอบใจเขาเช่นไร จึงได้แต่นิ่งเงียบและอยู่เคียงข้างไม่นานหลินตานก็ถามว่า “ท่านหมอเซี่ย โรคระบาดนี้สามารถรักษาหายได้จริงหรือขอรับ?”ตอนนั้นเองจื่ออันก็นึกได้ว่าเขาเป็นหมอเท้าเปล่า และหลังจากเดินทางพเนจรไปที่ต่าง ๆ เขาอาจรู้จักจินเย่าฉือก็เป็นได้ ดังนั้นจึงรีบถามว