หลังจากนี้ ชีหยวนจะต้องทำอะไรอีกมากมาย จึงจำต้องมีผู้ที่ไว้ใจได้อยู่ข้างกายและแน่นอนว่า บ่าวรับใช้ที่อยู่ดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด จึงต้องเป็นบ่าวที่จงรักภักดีโดยปราศจากความน่าสงสัยนางไม่อยากที่จะเลือกคนบ่าวคนใหม่อีก เพราะสำหรับนางแล้ว หากจะเลือกคนใหม่ ก็ต้องสร้างความไว้ใจขึ้นมาใหม่อย่างช้า ๆ ด้วยเช่นกันถ้าอย่างนั้น ก็ปบ่อยให้เป็นไปตามนี้ก่อนก็แล้วกันแม่นมเฉินเข้าใจดีว่า คำพูดที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดเดี่ยวนี้ เป็นการเตือนพวกนาง โดยเฉพาะตนที่เป็นแม่นมผู้ดูแลนางจึงคุกเข่าลงอย่างแน่วแน่ “คุณหนูสบายใจเถิด ต่อไปนี้บ่าวเฒ่าผู้นี้จะมีเพียงคุณหนูเป็นเจ้านายเพียงผู้เดียว คุณหนูสั่งอะไร บ่าวจะทำตามทุกอย่าง”“อืม” ชีหยวนตอบกลับ ขณะนั้นเอง ก็มีคนจากเรือนหน้ามาขอพบพวกเขาเป็นคนของตระกูลเกาเมื่อคนของตระกูลเกาเดินเข้ามา ก็พบว่าหอหมิงเยว่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงในเรือนกำลังติดตั้งชิงช้า ภายในห้องสะอาดเอี่ยมจนแทบจะสะท้อนแสงออกมานางหวังไม่มีเวลามาสนใจเรือนของชีหยวน บ่าวรับใช้ที่มอบให้ชีหยวน นางก็เลือกให้แบบส่ง ๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เมื่อบ่าวรับใช้เหล่านี้มาอยู่กับชีหยวน กลับว่าง่ายและเชื่อ
ไม่ว่านางหวังจะมองยังไง ก็ไม่ชอบชีหยวนเลยสักนิดเดียวทำไมก่อนที่ชีหยวนจะกลับมา ทุกอย่างภายในจวนราบรื่นดี ลูกชายของนางก็ว่านอนสอนง่าย ลูกสาวก็แสนจะน่ารักอ่อนหวาน ไม่เคยมีเรื่องให้ต้องปวดหัวแต่พอชีหยวนกลับมา ในจวนก็วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น!นางถึงขั้นคิดอยากจะเอาวันเดือนปีเกิดของชีหยวนไปดูดวง เพื่อดูว่านางเป็นตัวกาลกิณีหรือเปล่าแม่นมเกาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจเงียบ ๆถ้าชีหยวนเป็นคนโง่เง่าก็ว่าไปอย่าง อย่างน้อยคนโง่ก็ไร้พิษสง ไม่มีปัญญาคิดอะไรได้ และคงจะพึ่งพาแค่แม่บังเกิดเกล้าของตัวเองเท่านั้น ต่อให้แม่จะไม่รักก็เถอะ แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วแต่ชีหยวนกลับฉลาดล้ำเกินคาด!หากฮูหยินยังกดดันและทำตัวเย็นชาต่อนางเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคุณหนูใหญ่จะไม่มีวันยอมญาติดีกับฮูหยินอีกแม่นมเกาอยากจะพูดอะไรออกมาหลายครั้ง แต่ก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญาในใจส่วนชีหยวนก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใดนางหวังไม่ชอบชีหยวน ในชาติที่แล้ว คำพูดเย็นชาเช่นนี้ นางได้ฟังมามากพอแล้ว คำพูดที่รุนแรงและบาดหัวใจยิ่งกว่านี้ นางก็เคยได้ยินมาแล้วเพราะเหตุนี้ คำพูดของนางหวังในตอนนี้จึงไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อนางอีกชีหยวนก้มมองช
ชีหยวนก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่อฟัง และฮูหยินผู้เฒ่าชีก็ยื่นมือออกไปจับมือของนาง เหลือบมองตั้งแต่บนลงล่าง เอ่ยพลางยิ้มเล็กน้อย “ช่างหน้าตาเหมือนกับบิดาของเจ้ายิ่งนัก”ทั้งยังถามเรื่องที่ชีหยวนอาศัยอยู่บ้านนอกอีกหลังจากหยุดไปครู่หนึ่งก็ถามเสียงเบา “พ่อแม่บุณธรรมปฏิบัติต่อเจ้าดีหรือไม่?”นางหวังก้มหน้าลงชีเจิ้นก็กระแอมไอเบา ๆ ชีหยวนกลับมาจนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่มีใครถามชีหยวนเรื่องที่บ้านนอกเลยสักคนไม่รู้เพราะเหตุใด จึงมักจะหลีกเลี่ยงเรื่องที่นางเคยถูกเลี้ยงดูอยู่ในบ้านคนขายเนื้อที่บ้านนอกนานกว่าสิบปีโดยไม่รู้ตัวเมื่อเอ่ยขึ้นมาก็รู้สึกขายขี้หน้าชีหยวนคิดสักพัก ก็ถามฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ท่านอยากฟังความจริง หรือว่าเรื่องโกหกเจ้าคะ?”การกระทำของฮูหยินผู้เฒ่าชีหยุดชะงัก และมองนางอย่างครุ่นคิด หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงจะเอ่ย “ความจริง”“เช่นนั้นก็ไม่ค่อยดีเท่าใดเจ้าค่ะ” ชีหยวนหลุบตาลงต่ำ “ก่อนรุ่งสางข้าต้องเก็บหญ้าเพื่อให้อาหารปลา พอรุ่งสางแล้วต้องให้อาหารหมู ตอนกลางวันต้องตัดฟืน ทำอาหาร ตอนเย็นต้องซักเสื้อผ้า ทำงานบ้าน ไม่มีเวลาพักเลย และเวลาที่เจ็บป่วย พ่อกับแม่บุญธรรมยังเอาชามที่เ
ชีเจิ้นรู้สึกซับซ้อนในใจของเขา รู้สึกว่าชีหยวนเป็นดอกไม้สีขาวดอกเล็ก ๆ ที่น่าสงสารและต้องการความช่วยเหลือมาโดยตลอด เขาก็คิดมาตลอดด้วยว่าเป็นชีอวิ๋นถิงกับชีจิ่นรังแกชีหยวนที่เพิ่งจะมาบ้าน และชีหยวนเพียงแค่ถูกคิดร้ายโดยเป็นฝ่ายถูกกระทำเท่านั้นแต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนี้เลยชีอวิ๋นถิงกับชีจิ่นลงมืออย่างโหดร้ายอำมหิตก็จริง แต่ชีหยวนกลับไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยตุ๊กตาสาปแช่งของแม่นมจางนั้น ชีหยวนก็เป็นคนทำลายชีหยวนยังส่งคนไปยุยงเสวี่ยซงอยู่ตรงหน้าเสวี่ยซง ทำให้ชีอวิ๋นคิดว่าชีจิ่นต้องถูกส่งไปที่อื่นและจะไม่กลับมาอีก เขาจึงตามไปถึงเรือนพักนอกเมืองแม้กระทั่ง ชีเจิ้นสงสัยเซี่ยงหรงกับเซี่ยงเจี้ยจึงแวะไปเรือนพักนอกเมืองโดยเฉพาะ ก็เป็นเพราะชีหยวนส่งข่าวไปบอกช่างใจกล้า และช่างเป็นกลอุบายกับเล่ห์เหลี่ยมที่น่ากลัวยิ่งนัก!เขายิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อคืน เขาบอกกับชีหยวนว่า ชีจิ่นจะไม่กลับมาอีกคำพูดนั้นสุดท้ายชีหยวนกลับถามเขาว่า ท่านแม่ทำใจได้จริง ๆ หรือ?เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ จึงส่งหลิวจงออกไปตัดรากถอนโคนทิ้งเสียตอนนี้คิดดู แค่เกรงว่านางหวังจะยอมปล่อยชิจิ่น ซึ่งก็อยู่ในการคาด
หากชาติที่แล้วตนเองสามารถอดทนจนยืนอยู่ต่อหน้าท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าได้ ผลลัพธ์ยังจะเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?นางหลับตา หยุดตนเองจากการนึกถึงเรื่องเหล่านี้ และโขกศีรษะต่อท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าสามครั้งเบาๆ “ขอบคุณท่านปู่ท่านย่าเจ้าค่ะ” ท่านโหวผู้เฒ่าโบกมือให้นางถอยไปก่อน และเรียกนางไว้อีกครั้ง “ในงานเลี้ยงรับญาติ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้บุตรสาวของจวนโหวพวกเราต้องเสียหน้า ทำได้หรือไม่?”ชีหยวนตอบรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ข้าจะต้องทำอย่างเต็มที่แน่นอนเจ้าค่ะ”ท่านโหวผู้เฒ่าส่งเสียงอืมคำหนึ่ง และโบกมืออย่างพึงพอใจเล็กน้อยเมื่อรอให้นางจากไปแล้ว ชีเจิ้นทนไม่ไหวจึงอธิบายกับท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่านางจะมีความคิดที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ขอรับ...”“หากความคิดไม่ลึกซึ้ง ล้วนไม่สามารถกลับมาที่จวนโหวได้” ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเสียงเย็น “สะใภ้ของเจ้านางนั้น ก็แค่สมองเลอะเลือน! ตอนนั้นข้าเคยบอกแล้วว่า ในเมื่อรู้ว่าอุ้มผิดคน ก็ควรต่างคนต่างกลับไปอยู่ในสถานะของตนเอง แต่นางดันตัดใจไม่ได้ หากตัดใจไม่ได้ก็ช่างเถอะ กลับยังแสดงออกอย่างชัดเจน และบุ
ท่านโหวผู้เฒ่าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก็เอ่ยอย่างราบเรียบว่า “บางทีอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้?”ฮูหยินผู้เฒ่าคัดค้านอย่างคาดไม่ถึง “นี่จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ? ท่านโหวผู้เฒ่าท่านก็รู้ไม่ใช่หรือว่า องค์หญิงใหญ่กับฝ่าบาททะเลาะกันจนตึงเครียดแค่ไหน! หลายปีมานี้นางใช้ชีวิตที่เงียบสงบตามเส้นทางพระพุทธและไม่เคยลงมาจากภูเขา จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้ข้อยกเว้นแก่เด็กสาวคนหนึ่ง?”เอ่ยตามจริง นางก็ไม่รู้สึกว่าชีหยวนมีอะไรที่คู่ควรให้องค์หญิงใหญ่ต้องย่อตัวและก้มศีรษะได้เลยจริง ๆ ท่านโหวผู้เฒ่ายกมือขึ้น “ใช่หรือไม่ใช่ มาคาดเดากันตรงนี้ยังจะมีประโยชน์อันใดอีก? ในเมื่อนางกล้าเอ่ยเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเราก็ลองฟัง ๆ ไปก่อนก็ได้ ถึงอย่างไรก็เหลือเวลาเพียงไม่กี่วันแล้ว ไม่ใช่หรือ?”จุดสำคัญนี้ความอดทนก็ต้องมีอยู่เสมอฮูหยินผู้เฒ่าจึงไม่เอ่ยอะไรมากอีกแล้วภายในหอหมิงเยว่เงียบอย่างมาก เมื่อรู้ว่าชีหยวนไปพบท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่า คนที่รอคอยล้วนตึงเครียดกันไปหมดทุกคนอยู่ในจวนโหว ต่างก็รู้นิสัยที่เข้มงวดของท่านโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าดี จึงเกรงว่าชีหยวนจะทำให้ท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบผล
นี่ทำให้ชีหยวนหัวใจสั่นไหวนางให้ป๋ายจื่อพาหานเยว่เอ๋อไปที่โถงบุบฝาที่อยู่ด้านข้าง ส่วนตัวเองก็เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหานเยว่เอ๋อยืนอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเห็นนางมา ก็รีบก้าวไปข้างหน้าย่อตัวทำความเคารพ และเอ่ยด้วยเสียงเบาว่า “พี่หญิงใหญ่ อย่าถือสาที่ดึกขนาดนี้ข้ายังมารบกวนเลยนะเจ้าคะ”หานเยว่เอ๋อหน้าตาจิ้มลิ้ม หว่างคิ้วสะอาดสะอ้าน ช่วงที่มองชีหยวนในเวลานี้ ก็จริงใจอย่างมาก “ความจริงข้าอยากจะมาขอพบพี่สาวนานแล้ว เพียงแค่ไม่มีโอกาสอยู่ตลอดเท่านั้นเจ้าค่ะ”ชีหยวนยิ้มพลางส่ายหน้า “ข้าเพิ่งกลับมาถึงจวน ญาติยังรู้จักไม่หมด น้องเยว่เอ๋อก็ไม่อย่าถือสาเลย”“จะได้อย่างไรกันเจ้าคะ?” หานเยว่เอ๋อถอนหายใจอย่างเศร้าใจ “พี่สาวอยู่บ้านนอกคงทุกข์ทรมานมากแล้ว ไม่ง่ายที่จะกลับมา แล้วยังมาประสบกับเรื่องมากมายเช่นนี้อีก ข้าแค่ยืนมองอยู่ด้านข้าง ก็รู้สึกว่าพี่สาวยากลำบากแล้ว”ชีหยวนสีหน้ายังคงสงบนิ่ง และคิดอย่างรวดเร็วถึงจุดประสงค์ของหานเยว่เอ๋อในใจหานเยว่เอ๋อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอ๋องฉี ชาติก่อนยังพยายามอย่างเต็มที่ในเรื่องการแต่งงานของอ๋องฉีกับชีจิ่นจนสำเร็จ สุดท้ายตัวนางเองก็แต่งให้กับอ๋องฉีและเป็นพ
รอยยิ้มที่อยู่บนในหน้าของหานเยว่เอ๋อยังคงรักษาไว้จนกระทั่งกลับมาถึงห้องของตนเองจึงจะหายไปอย่างสิ้นเชิงเหลียนเอ๋อร์สาวใช้ของนางเห็นสีหน้านางดูเรียบเฉย ก็ถามนางเสียงเบาว่า คุณหนู ตอนนี้คุณหนูรองเกิดเรื่องแล้ว มันจะกระทบเรื่องของท่านอ๋องหรือไม่เจ้าคะ?”เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ หานเยว่เอ๋อจึงนวดหว่างคิ้วของตนเอง และเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ไม่มีชีจิ่นแล้ว ชีหยวนก็เป็นคุณหนูใหญ่ที่มีสถานะสูงส่งเพียงหนึ่งเดียวของจวนนี้ ถึงนางจะแต่งงานกับท่านอ๋อง ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน”เหลียนเอ๋อร์เห็นนางไปนั่งด้านหลังโต๊ะตำรา ก็รีบตามไปและคลี่กระดาษออกให้นาง แถมยังฝนหมึกให้นางด้วยเอ่ยอย่างค่อนข้างเป็นกังวลว่า “แต่ความรู้สึกของนางกับคนของตระกูลชีสุดท้ายก็ยังคงไม่ลึกซึ้ง และคนของตระกูลชีกับชีอวิ๋นถิงเกรงว่าจะไม่ยอมเข้าข้างท่านอ๋องเพราะนางนะเจ้าคะ”การแต่งงานกับชีจิ่น นั่นก็เป็นเพราะชีจิ่นคือไข่มุกที่อยู่บนมือของตระกูลชี และตระกูลชีก็คาดหวังกับนางสูงมากชีจิ่นแต่งงานให้กับอ๋องฉี นั่นคือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล และเพื่อให้ทั้งสองตระกูลช่วยเหลือเกื้อกูลกันแถมอ๋องฉียังสามารถได้รับสิ่งของสำคัญที่อยู่ในมือ
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช
ฮ่องเต้หย่งชางแทบจะหมดหนทางกับธิดาพระองค์นี้ของตนจริง ๆ หลังจากส่ายศีรษะอย่างจนปัญญาก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า: “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับที่เจ้ากล่าวถึงชีหยวนคนนั้นขึ้นมาหรือ?” สองคนที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งคือจันทรากระจ่างบนฟากฟ้ามิอาจแตะต้อง ส่วนอีกคนเป็นแค่ดอกหญ้าทั่วไปบนพื้นดินที่จะเอื้อมมือไปเด็ดเมื่อใดก็ได้ ชีหยวนมีความพิเศษอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้คนอย่างเป่าหรงจดจำได้ องค์หญิงเป่าหรงเม้มปาก ดูคล้ายว่ากำลังงุนงงสับสน และก็คล้ายว่ามีความสงสัยใคร่รู้อยู่ในที นางลืมตากว้างด้วยดวงตาที่ไร้เดียงสา เม้มริมฝีปากพลางมองฮ่องเต้หย่งชางและกล่าวว่า: “เสด็จพ่อ ลูกจำนางได้ มิใช่เพราะตัวนาง แต่เป็นเพราะเสด็จป้าองค์หญิงใหญ่และอวิ๋นถิง” เอ่ยถึงเรื่องนี้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หย่งชางมืดครึ้มลง ก่อนจะเปล่งเสียงโอ้ออกมาเพียงหนึ่งคำ และถามอย่างคลุมเครือ: “พวกเขามีความเกี่ยวข้องอันใดกันหรือ?” “เสด็จพ่อไม่ทราบหรือเพคะ? ตอนที่คุณหนูใหญ่สกุลชีท่านนี้เพิ่งกลับมาจากบ้านในชนบท คนในตระกูลของพวกเขาต่างไม่โปรดปรานนางเลยสักคน จนสุดท้ายในตอนที่จัดงานเลี้ยงรับญาติ ก็มีพระปิตุจฉาองค์หญิง
สถานการณ์ในตอนนี้ พระชายาหลิ่วโกรธเกลียดเคียดแค้นทุกคนในสกุลหลิ่ว หากว่าองค์หญิงเป่าหรงและเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยเข้าไปยุ่งด้วย จะไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? องค์หญิงเป่าหรงผุดยิ้มอย่างลำพองตนในใจ จะว่าไป ความรักของบุรุษอยู่ที่ใด ความลำเอียงย่อมอยู่ที่นั่นด้วย บางทีเขาเองก็อาจจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ว่าเขามีใจเอนเอียงไปทางเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยรวมถึงบรรดาพระโอรสพระธิดาที่นางให้กำเนิดโดยสมบูรณ์แล้ว ยิ่งเป็นเช่นนี้ องค์หญิงเป่าหรงก็ยิ่งอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบโจมตีต่อเนื่อง: “เสด็จพ่อ! ในเมื่อพระองค์ตรัสเองว่า นางเป็นฮองเฮาองค์แรกของท่าน ช้าเร็วอย่างไรนางก็ต้องเสด็จกลับเข้าวัง พวกหม่อมฉันจะหลบหนีไปได้ชั่วชีวิตหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางเงียบไป องค์หญิงเป่าหรงน้ำตาร่วงเผาะพลางเอ่ยด้วยเสียงเบา: “เสด็จพ่อ ให้พวกหม่อมฉันไปเถิดเพคะ ให้พวกหม่อมฉันไปทูลขอพระราชทานอภัยจากนางเถิดเพคะ หากทุกฝ่ายเปลี่ยนอาวุธเป็นผ้าไหมและเครื่องหยก ไม่ดีหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว ท้ายที่สุดก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะถามถึงอาการบาดเจ็บของนาง: “อดทนไหวหรือ?” องค์หญิงเป
นางเล่นมีดในมือไปมา ครั้นได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่แว่วมาจากด้านนอก ก็เก็บมีดกลับเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพลิกกายลุกขึ้นนั่ง นัยน์ตาคู่นั้นพลันส่องประกายสว่างเจิดจ้าขึ้นมาทันที ยามที่เห็นฮ่องเต้หย่งชางเดินเข้ามา นางสะอื้นออกมาเบา ๆ : “เสด็จพ่อ!” ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง ฮ่องเต้หย่งชางใจอ่อนยวบลงโดยพลัน เขาทั้งรักและเอ็นดูธิดาพระองค์นี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนี้ธิดาพระองค์นี้ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะถามว่า: “เจ็บหรือไม่?” เงียบไปเนิ่นนาน องค์หญิงเป่าหรงน้ำตารื้นพลางเม้มปากแน่นและส่ายศีรษะน้อย ๆ : “ไม่เจ็บเพคะ เสด็จพ่อ ลูกไม่เจ็บแม้แต่นิดเดียว” แม้ปากบอกว่าไม่เจ็บ ทว่ามือของนางกลับเอื้อมไปกดแผ่นหลังตนเอง เพียงเสี้ยวพริบตาโลหิตสีสดก็ไหลออกมากอีกครั้ง โลหิตหยดลงบนหลังมือของฮ่องเต้หย่งชาง สีหน้าของฮ่องเต้หย่งชางเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะเอ่ยปากดุอย่างอดไม่ได้: “ไม่เจ็บอะไร เจ้าดูสิบาดแผลของเจ้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว! เซียวโม่เขาสติไม่สมประกอบตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าไม่สามารถปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนปกติได้ เหตุใดตอนนั้นเจ้าไม
ชีหยวนแอบเดาะลิ้นในใจ นางย่อมรู้ดีอยู่แล้ว คนที่สามารถเอาตัวรอดจากการถูกตามล่าอย่างหนักหน่วงได้และยังสามารถปกป้องบุตรจนรอดชีวิตมาได้ ต้องไม่ใช่คนที่อ่อนแออย่างเด็ดขาด จริงดังคาด อีกฝ่ายเข้าใจกระจ่างชัดอย่างดี องค์หญิงใหญ่กัดริมฝีปากอย่างอดไม่ไหว: “เช่นนั้น พระเชษฐภคินีทรงพระกันแสงกับเสด็จพี่…” ใครเล่าจะไม่รู้จักร้องไห้! มีแต่พวกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยเท่านั้นหรือที่รู้จักร่ำไห้! ทว่าทันใดนั้นพระชายาหลิ่วกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา นางปรายสายตามององค์หญิงใหญ่อย่างราบเรียบ ใบหน้าแม้ประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงแววตาแม้แต่น้อย: “คนอื่นยามร่ำไห้คงเหมือนหญิงงามประคองใจ ยามนี้ข้าไปร่ำไห้บ้างคงเป็นได้แค่คนโง่เขลาที่หลับหูหลับตาเลียนแบบอย่างน่ารังเกียจ ไม่สู้ต่างฝ่ายต่างเก็บศักดิ์ศรีไว้ดีกว่า” องค์หญิงใหญ่คิดจะโต้แย้ง แต่ก็หมดหนทางโต้แย้ง ถ้อยคำที่พระชายาหลิ่วเอ่ยออกมาโหดร้ายมากก็จริง ทว่าความโหดร้ายก็คือความจริงของโลกใบนี้ ใช่แล้ว อีกฝ่ายร่ำไห้ดังบุปผาหลี่ต้องสายพิรุณ แต่กับพระชายาหลิ่วที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจะไปเปรียบเทียบกับนางได้อย่างไร? นางวางตะเกียบลงเสียงดัง