มือสังหารสองคนที่ยังเหลือรอดชีวิตร้องตะโกนขอความเป็นธรรมอย่างสุดชีวิต ได้ยินเจียงเหยียนเจินตะโกนสั่งว่าจะโบยพวกเขาสามสิบไม้ พวกเขาก็ไม่สนใจอะไรแล้ว จะเรื่องที่ควรพูดหรือเรื่องที่ไม่ควรพูดล้วนพรั่งพรูออกมาทั้งหมด อย่างเช่นเรื่องที่ว่าเจียงเหยียนเจินไม่ได้เพิ่งสั่งให้พวกเขาไปสังหารคนแค่เพียงครั้งนี้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ยังมีอีกหนึ่งครั้ง เจียงเหยียนเจินยังคิดจะให้พวกเขาไปลักพาตัวคุณหนูใหญ่ของสกุลชีมาด้วย ..... สิงหมิ่นหลุดกระแอมออกมาอย่างแนบเนียน มือที่กำลังจดบันทึกก็ชะงักไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่า ใต้เท้าเจียงเคยทำเรื่องนี้ด้วย? เคราะห์ดีที่ทำไม่สำเร็จ มิเช่นนั้นยามนี้ใต้เท้าเจียงคงไม่มีโอกาสได้มายืนหน้าสลอนแหกปากออกคำสั่งให้โบยคนอยู่ตรงนี้แล้ว เจียงเหยียนเจินกระหืดกระหอบ ชี้นิ้วด่าสองคนนั้นพร้อมกระทืบเท้าอย่างเดือดดาล: “เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี! ข้าเคยสั่งให้พวกเจ้าทำเรื่องพรรค์นี้ตั้งแต่เมื่อใด?!” ถึงอย่างไรเรื่องก็มาถึงจุดนี้แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็พยายามเอาตัวรอดเต็มที่ พวกมือสังหารเองก็คร้านจะสนใจไยดีความผูกพันระหว่างนายบ่าวแล้วเหมือนกัน อย่างไรเสียอุบายของเจียงเหยียนเจ
ผู้ใต้บัญชาก็ทำได้เพียงรับคำ จากนั้นก็หมุนตัวออกไปจัดการตามคำสั่ง ฮูหยินใหญ่ลู่กลับเอนศีรษะไปกำชับแม่นมข้างกายตนเอง: “เจ้าไป แจ้ง…” แม่นมเถียนหวาดกลัวเล็กน้อย: “ฮูหยิน อีกฝ่ายเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของจวนโหวเชียวนะเจ้าคะ” “คุณหนูใหญ่อะไร?! เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าธาตุแท้ของนางเป็นอย่างไร? ก็แค่คนชั้นต่ำที่เปลือกนอกห่อหยกหุ้มทองแต่ภายในเน่าเฟะก็เท่านั้น!” ฮูหยินใหญ่ลู่บีบผลส้มในมือแน่น จนกระทั่งน้ำผลไม้ไหลออกมา ถึงจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดแรง ๆ จนสะอาด นางเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบ: “เจ้าก็คอยดูแล้วกัน คุณหนูใหญ่ที่เน่าเฟะคนหนึ่ง สกุลชีจะยังเลือกปกป้องนางอีกหรือไม่!” ตอนที่ชีหยวนได้รับจดหมายนางกำลังเล่นหยอกล้อกับอาหวง หลังจากมอบเรื่องของหูอี้ชวนให้ศาลซุ่นเทียนจัดการต่อแล้ว นางก็กลับมาคอยฟังข่าวที่เรือน ครั้งนี้โหวผู้เฒ่าชีและชีเจิ้นต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งถึงจะกลับมาได้ สองคนต่างมีบางสิ่งจะพูดแต่ก็ชะงักไป เห็นสีหน้าของพวกเขา ชีหยวนก็เข้าใจทันที จึงเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึมขึ้นมาว่า: “ฮูหยินฉู่กั๋วกงตายแล้ว” โหวผู้เฒ่าชีหันไปสบตากับชีเจิ้น สองคนต่างไม่มีท่าทีตกใจอะไร อ้อ เพิ่งตายตอน
ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้ว แต่บ้านไหน ๆ ก็ไม่มีบรรยากาศของการฉลองปีใหม่เลยหากจะพูดถึงสาเหตุ จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หลัก ๆ ก็เป็นเพราะว่าปลายปีนี้เกิดเรื่องราวมากมายเกินไปเทศกาลปีใหม่ปีก่อน ๆ ไม่ว่าบ้านไหนต่างก็จ้างคณะงิ้วมาแสดงฉลองกันในจวน ให้ญาติสนิทมิตรสหายได้ชมความครึกครื้น ซึ่งก็ถือเป็นการเสริมสิริมงคลให้ปีหน้ามีแต่ความสุขแต่ปีนี้ คณะงิ้วทั้งหลายกลับถูกละเลยไปใครจะมีเวลาสนใจพวกนักแสดงเหล่านั้นกันเล่า?ในเมื่อมีบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์มากมายออกโรงแสดงละครฉากใหญ่ให้ชาวเมืองหลวงชมกันอยู่แล้วเริ่มจากภรรยาเดิมของฮ่องเต้กลับมาอย่างเอิกเกริก ตามมาด้วยข่าวฉาวของพ่อตาฮ่องเต้ที่ก่อเรื่องใหญ่โต ฆ่าภรรยาแล้วยกบ้านเล็กขึ้นเป็นภรรยาเอกแค่นั้นยังไม่พอ ไม่นานเรื่องนี้ยิ่งลุกลามบานปลายนายท่านตระกูลเจียงผู้มีศักดิ์เป็นลุงใหญ่ของพระชายาของฮ่องเต้ ถึงกับส่งคนไปลอบสังหารพี่ชายของอดีตคู่หมั้นฮูหยินฉู่กั๋วกง หรือก็คืออดีตพี่สามีของฮูหยินฉู่กั๋วกง!ละครบทไหนก็ไม่สนุกเท่าเรื่องพวกนี้!ชาวเมืองหลวงที่ไหนจะยังมีแก่ใจเตรียมฉลองปีใหม่อีกเล่า?ทุกคนต่างรอดูเรื่องสนุกกันทั้งนั้นศาลซุ่น
พวกเขาก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้นเองการลอบสังหารหูอี้ชวน ก็ไม่ใช่ว่าเขาเต็มใจจะทำ แต่เพราะฉู่กั๋วกงบีบบังคับและล่อลวงเขา!ทำไมตอนนี้ทุกอย่างถึงกลายเป็นความผิดของเขา?ถ้าหากข้อหาลอบสังหารหูอี้ชวนทั้งหมดตกอยู่ที่เขาคนเดียว เช่นนั้นใครจะเชื่อว่าการไล่สังหารพระชายาหลิ่วในอดีตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเล่า?ถ้าจวนฉู่กั๋วกงยอมร่วมทุกข์ร่วมสุข ดึงเขาให้เดินไปด้วยกันก็ว่าไปอย่างแต่ปัญหาคือพวกจวนฉู่กั๋วกงกลับใช้เขาเหมือนเศษผ้า ใช้เสร็จก็โยนทิ้งทันทีมีสิทธิ์อะไร?!เขาได้ผลประโยชน์ไม่ถึงหนึ่งในร้อยของจวนฉู่กั๋วกงด้วยซ้ำแต่สุดท้ายกลับถูกจวนฉู่กั๋วกงใช้เป็นแพะรับบาปมีสิทธิ์อะไร?!เจียงเหยียนเจินกัดฟันแน่น ความรู้สึกขัดแย้ง ทุกข์ทรมาน และอับอายถาโถมเข้าใส่จนกระทั่งผู้พิพากษาศาลซุ่นเทียนถามเขา “เจียงเหยียนเจิน ตอนนี้เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือไม่?!”เจียงเหยียนเจินทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นทันที ไม่อาจอดทนต่อไปได้อีก “ไม่ๆๆ! ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่ข้า! คนพวกนั้นเป็นคนของข้าก็จริง แต่เป็นฉู่กั๋วกงที่สั่งให้ข้าลงมือ!”ผู้พิพากษาศาลซุ่นเทียนแทบจะเผลอขว้างไม้เรียกสติออกไปสวรรค์!เขาก็แค่อยากสอบสวน
คดีความนี้เป็นที่โจษจันไปทั่ว แม้แต่ฮูหยินใหญ่ลู่ก็ได้ยินข่าวตอนที่นางผ่านหน้าศาลาว่าการ รถม้าของนางก็ถูกฝูงชนขวางจนแทบไม่มีทางไปต่อในช่วงเทศกาลปีใหม่ ถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนถือเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาคือ ปกติแล้วศาลาว่าการเป็นสถานที่ที่ผู้คนหวาดกลัว ช่วงปีใหม่เช่นนี้ควรจะยิ่งเงียบเหงาลงด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดถึงยังมีคนแน่นขนัดขนาดนี้?นางหันไปมองแม่นมเถียนที่อยู่ข้าง ๆแม่นมเถียนรีบอธิบายให้นางฟังทันทีฮูหยินใหญ่ลู่รู้สึกกระวนกระวายใจเมื่อได้ยินว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจวนฉู่กั๋วกงอีกแล้ว แถมคนที่ถูกฆ่ายังเป็นหูอี้ชวน นางก็สบถออกมาอย่างไม่ไว้หน้า “นางสารเลว! นางแพศยา! นางคนชั่วช้า เรื่องพวกนี้เกี่ยวอันใดกับนาง นางเก่งนักหรือไง ถึงต้องเอาตัวไปยุ่งกับทุกเรื่อง! อย่างนางนับเป็นตัวอะไรกัน?!”ความเกลียดชังของฮูหยินใหญ่ลู่ที่มีต่อชีหยวนนั้นชัดเจนตั้งแต่ต้นตั้งแต่วันที่ชีหยวนกลับมาที่จวน และในงานเลี้ยงต้อนรับญาติของตระกูลชี นางก็พยายามกลั่นแกล้งชีหยวนต่อหน้าทุกคนตอนนี้ชีหยวนสร้างเรื่องใหญ่โตถึงขนาดนี้ถึงขั้นสามารถก่อคลื่นพายุในหมู่ตระกูลขุนนางใหญ่ได้ ฮูหยินใหญ่ลู่ยิ่งรู้สึกชิงชังน
จึงลดเสียงลงแล้วพูดว่า “น้ำชาที่วางยาไว้ก็ถูกส่งขึ้นไปแล้วขอรับ”ฮูหยินใหญ่ลู่เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไปจากนั้นนางจึงนำคนขึ้นไปชั้นสอง เพิ่งจะก้าวขึ้นไปก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางของบุรุษดังขึ้นบนใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนใจขึ้นมาทันทีคนที่หามาทำงานนี้ ช่างรวดเร็วจริง ๆนางแค่นหัวเราะ ก่อนใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากแล้วจิ๊ปากเบา ๆ “ดูสิ ๆ พวกเรามาดูกันหน่อย นี่คุณหนูใหญ่ตระกูลโหวที่ถูกตามตัวกลับมาไม่ใช่หรือ? ดูสิว่าเวลาสำมะเลเทเมาแล้ว จะต่างจากคนธรรมดาตรงไหน?”แม่นมเถียนก็หัวเราะตามนางไปด้วยท่าทางไม่ประสงค์ดีแต่ในเสี้ยวขณะที่ผลักประตูเข้าไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นแม่นมเถียนหรือฮูหยินใหญ่ลู่ ทั้งสองคนขนทั้งร่างก็ลุกชันไปหมดเสียงร้องครวญครางเมื่อครู่นี้เป็นเสียงของบุรุษจริง ๆ แต่เป็นเสียงจากความสุขสมเสียที่ใดเล่า?มันคือเสียงร้องโหยหวนที่ถูกตัดนิ้ว!ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง สิ่งที่พวกนางเห็นคือเลือดที่สาดกระจายทั่วพื้น!สีแดงฉานปกคลุมไปทั่วทุกมุม สะดุดตาจนนางแทบมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีก!แม่นมเถียนหวีดร้องออกมาโดยไม่อาจควบคุมตัวเองได้ รีบคว้าแขนฮูหย
ชีหยวนลงมืออย่างแม่นยำและโหดเหี้ยม เพียงพริบตาก็แทงเข้าหัวใจของฮูหยินใหญ่ลู่ฮูหยินใหญ่ลู่ไม่ทันมีโอกาสจะเอ่ยคำพูดโอหังออกมาอีก ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นวาบขึ้นมาจากตำแหน่งหัวใจ ปวดร้าวรุนแรงจนใบหน้าบิดเบี้ยวไปในทันทีและล้มลงกับพื้นโดยไม่อาจควบคุมได้เมื่อนางล้มลง แม่นมเถียนที่อยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกเหมือนกระเพาะปั่นป่วนขึ้นมาแม่นมเถียนรู้ดีว่าตนเองควรจะอดกลั้น พยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อกลั้นไว้แต่เมื่อความหวาดกลัวราวกับคลื่นถาโถมและความขยะแขยงพุ่งเข้าใส่ นางก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ร่างทั้งร่างโค้งงอ ก้มลงอาเจียนอย่างรุนแรงโดยไม่อาจยับยั้งชีหยวนกระตุกมุมปากขึ้นอย่างเย็นชาฐานะสูงส่งอันใด ร่างกายที่ล้ำค่าเพียงใด แต่แท้จริงแล้วมนุษย์ก็ไม่อาจหนีพ้นจากเจ็ดอารมณ์หกปรารถนานางเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะก้าวไปนั่งยอง ๆ ข้างร่างของฮูหยินใหญ่ลู่แล้วยิ้มบาง ๆ ให้ “ฮูหยินใหญ่ลู่ เวลาหลายปีมานี้ ท่านใช้ชีวิตสำราญตามใจโดยอ้างความดีความชอบของราชบุตรเขยลู่มาโดยตลอด เคยพูดสักคำหรือไม่ว่ายามสุขท่านเสวย ยามทุกข์ราชบุตรเขยลู่ต้องรับแทน”ผู้หญิงคนนี้!ในท้องของฮูหยินใหญ่ลู่ปั่นป่วนราวกับคลื่นโหมซัด คว
ชีหยวนยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ย่อตัวลงช้า ๆ แล้วดึงกริชที่ปักอยู่บนร่างของฮูหยินใหญ่ลู่ออกมา แล้วหันไปมองแม่นมเถียนพลางยิ้มแย้มเช่นเดิม “แม่นมเถียน ข้ารู้ดี บ่าวไพร่อย่างพวกเจ้าที่มีหน้ามีตาในจวน ล้วนแต่มีฝีมือเป็นเลิศ พวกเจ้าพูดอะไร เจ้านายก็รับฟัง ครั้งนี้ที่นางมาฆ่าข้า เจ้าคงลงแรงไม่น้อยกระมัง?”แม่นมเถียนตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น นางกุมหน้าอกที่ปวดแปลบ ส่ายหัวอย่างหมดอาลัย “ไม่ ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่ข้าจริง ๆ คุณหนูใหญ่ชี! ไม่เกี่ยวกับข้าจริง ๆ ไม่เกี่ยวเลย! เป็นฮูหยินใหญ่ ฮูหยินใหญ่ไม่ชอบท่าน เพราะท่านมีอิทธิพลต่อคุณหนูใหญ่ ทำให้คุณหนูใหญ่เป็นที่โปรดปรานขององค์หญิงใหญ่ ฮูหยินใหญ่เลยคิดจะกำจัดท่านเสมอ...”สวรรค์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางจริง ๆ!ฮูหยินใหญ่มองชีหยวนเป็นเสี้ยนตำตาอยู่แล้ว ครั้งนี้นางไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรเลยจริง ๆ!ชีหยวนส่งเสียงอ้อสั้น ๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบเลือดบนกริชออกทีละนิด จากนั้นจึงกล่าวเสียงเนิบ “เกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ที่จริงก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก สิ่งที่สำคัญคือ วันนี้แม่นมเถียนเห็นหรือไม่ว่าฮูหยินใหญ่ลู่ตายอย่างไร?”ตายอย่างไร?ชีหยวนฆ่าเองกับมือไงเล
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช
ฮ่องเต้หย่งชางแทบจะหมดหนทางกับธิดาพระองค์นี้ของตนจริง ๆ หลังจากส่ายศีรษะอย่างจนปัญญาก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า: “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับที่เจ้ากล่าวถึงชีหยวนคนนั้นขึ้นมาหรือ?” สองคนที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งคือจันทรากระจ่างบนฟากฟ้ามิอาจแตะต้อง ส่วนอีกคนเป็นแค่ดอกหญ้าทั่วไปบนพื้นดินที่จะเอื้อมมือไปเด็ดเมื่อใดก็ได้ ชีหยวนมีความพิเศษอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้คนอย่างเป่าหรงจดจำได้ องค์หญิงเป่าหรงเม้มปาก ดูคล้ายว่ากำลังงุนงงสับสน และก็คล้ายว่ามีความสงสัยใคร่รู้อยู่ในที นางลืมตากว้างด้วยดวงตาที่ไร้เดียงสา เม้มริมฝีปากพลางมองฮ่องเต้หย่งชางและกล่าวว่า: “เสด็จพ่อ ลูกจำนางได้ มิใช่เพราะตัวนาง แต่เป็นเพราะเสด็จป้าองค์หญิงใหญ่และอวิ๋นถิง” เอ่ยถึงเรื่องนี้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หย่งชางมืดครึ้มลง ก่อนจะเปล่งเสียงโอ้ออกมาเพียงหนึ่งคำ และถามอย่างคลุมเครือ: “พวกเขามีความเกี่ยวข้องอันใดกันหรือ?” “เสด็จพ่อไม่ทราบหรือเพคะ? ตอนที่คุณหนูใหญ่สกุลชีท่านนี้เพิ่งกลับมาจากบ้านในชนบท คนในตระกูลของพวกเขาต่างไม่โปรดปรานนางเลยสักคน จนสุดท้ายในตอนที่จัดงานเลี้ยงรับญาติ ก็มีพระปิตุจฉาองค์หญิง
สถานการณ์ในตอนนี้ พระชายาหลิ่วโกรธเกลียดเคียดแค้นทุกคนในสกุลหลิ่ว หากว่าองค์หญิงเป่าหรงและเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยเข้าไปยุ่งด้วย จะไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? องค์หญิงเป่าหรงผุดยิ้มอย่างลำพองตนในใจ จะว่าไป ความรักของบุรุษอยู่ที่ใด ความลำเอียงย่อมอยู่ที่นั่นด้วย บางทีเขาเองก็อาจจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ว่าเขามีใจเอนเอียงไปทางเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยรวมถึงบรรดาพระโอรสพระธิดาที่นางให้กำเนิดโดยสมบูรณ์แล้ว ยิ่งเป็นเช่นนี้ องค์หญิงเป่าหรงก็ยิ่งอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบโจมตีต่อเนื่อง: “เสด็จพ่อ! ในเมื่อพระองค์ตรัสเองว่า นางเป็นฮองเฮาองค์แรกของท่าน ช้าเร็วอย่างไรนางก็ต้องเสด็จกลับเข้าวัง พวกหม่อมฉันจะหลบหนีไปได้ชั่วชีวิตหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางเงียบไป องค์หญิงเป่าหรงน้ำตาร่วงเผาะพลางเอ่ยด้วยเสียงเบา: “เสด็จพ่อ ให้พวกหม่อมฉันไปเถิดเพคะ ให้พวกหม่อมฉันไปทูลขอพระราชทานอภัยจากนางเถิดเพคะ หากทุกฝ่ายเปลี่ยนอาวุธเป็นผ้าไหมและเครื่องหยก ไม่ดีหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว ท้ายที่สุดก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะถามถึงอาการบาดเจ็บของนาง: “อดทนไหวหรือ?” องค์หญิงเป
นางเล่นมีดในมือไปมา ครั้นได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่แว่วมาจากด้านนอก ก็เก็บมีดกลับเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพลิกกายลุกขึ้นนั่ง นัยน์ตาคู่นั้นพลันส่องประกายสว่างเจิดจ้าขึ้นมาทันที ยามที่เห็นฮ่องเต้หย่งชางเดินเข้ามา นางสะอื้นออกมาเบา ๆ : “เสด็จพ่อ!” ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง ฮ่องเต้หย่งชางใจอ่อนยวบลงโดยพลัน เขาทั้งรักและเอ็นดูธิดาพระองค์นี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในตอนนี้ธิดาพระองค์นี้ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะถามว่า: “เจ็บหรือไม่?” เงียบไปเนิ่นนาน องค์หญิงเป่าหรงน้ำตารื้นพลางเม้มปากแน่นและส่ายศีรษะน้อย ๆ : “ไม่เจ็บเพคะ เสด็จพ่อ ลูกไม่เจ็บแม้แต่นิดเดียว” แม้ปากบอกว่าไม่เจ็บ ทว่ามือของนางกลับเอื้อมไปกดแผ่นหลังตนเอง เพียงเสี้ยวพริบตาโลหิตสีสดก็ไหลออกมากอีกครั้ง โลหิตหยดลงบนหลังมือของฮ่องเต้หย่งชาง สีหน้าของฮ่องเต้หย่งชางเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะเอ่ยปากดุอย่างอดไม่ได้: “ไม่เจ็บอะไร เจ้าดูสิบาดแผลของเจ้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว! เซียวโม่เขาสติไม่สมประกอบตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าไม่สามารถปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนปกติได้ เหตุใดตอนนั้นเจ้าไม
ชีหยวนแอบเดาะลิ้นในใจ นางย่อมรู้ดีอยู่แล้ว คนที่สามารถเอาตัวรอดจากการถูกตามล่าอย่างหนักหน่วงได้และยังสามารถปกป้องบุตรจนรอดชีวิตมาได้ ต้องไม่ใช่คนที่อ่อนแออย่างเด็ดขาด จริงดังคาด อีกฝ่ายเข้าใจกระจ่างชัดอย่างดี องค์หญิงใหญ่กัดริมฝีปากอย่างอดไม่ไหว: “เช่นนั้น พระเชษฐภคินีทรงพระกันแสงกับเสด็จพี่…” ใครเล่าจะไม่รู้จักร้องไห้! มีแต่พวกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยเท่านั้นหรือที่รู้จักร่ำไห้! ทว่าทันใดนั้นพระชายาหลิ่วกลับส่งเสียงหัวเราะออกมา นางปรายสายตามององค์หญิงใหญ่อย่างราบเรียบ ใบหน้าแม้ประดับด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงแววตาแม้แต่น้อย: “คนอื่นยามร่ำไห้คงเหมือนหญิงงามประคองใจ ยามนี้ข้าไปร่ำไห้บ้างคงเป็นได้แค่คนโง่เขลาที่หลับหูหลับตาเลียนแบบอย่างน่ารังเกียจ ไม่สู้ต่างฝ่ายต่างเก็บศักดิ์ศรีไว้ดีกว่า” องค์หญิงใหญ่คิดจะโต้แย้ง แต่ก็หมดหนทางโต้แย้ง ถ้อยคำที่พระชายาหลิ่วเอ่ยออกมาโหดร้ายมากก็จริง ทว่าความโหดร้ายก็คือความจริงของโลกใบนี้ ใช่แล้ว อีกฝ่ายร่ำไห้ดังบุปผาหลี่ต้องสายพิรุณ แต่กับพระชายาหลิ่วที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจะไปเปรียบเทียบกับนางได้อย่างไร? นางวางตะเกียบลงเสียงดัง