นางไม่อยากรู้ความลับพวกนี้นักหรอก เพราะยิ่งนางรู้มากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งต้องตายไวเท่านั้นนางจึงบอกว่า “เอาเถอะ ไม่ต้องเล่าหรอก ข้าไม่ได้อยากรู้”ตอนแรกจิ่งโม่เยี่ยไม่อยากจะพูดถึงเรื่องพวกนี้นัก แต่พอเห็นว่านางไม่อยากฟัง เขากลับอยากจะเล่าขึ้นมาเสียอย่างนั้นเขากล่าวว่า “ถึงนางจะเป็นมารดาแท้ๆ ของข้า แต่กลับเกลียดชังเสด็จพ่อของข้ามาก แล้วนางก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้กำเนิดข้าตั้งแต่แรก”เฟิ่งชูอิ่ง “......”นางรู้สึกเหมือนกำลังจะได้รู้ความลับระดับชาติเลยล่ะนางเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะรู้เรื่องซุบซิบพวกนั้นจิ่งโม่เยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ “นางถูกเสด็จพ่อบีบบังคับถึงได้คลอดข้าออกมา นับตั้งแต่วันที่ข้าลืมตาดูโลก นางก็คิดจะฆ่าข้าทันที“ตอนข้ายังเด็กเกือบตายด้วยน้ำมือของนาง เสด็จพ่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องเลี้ยงดูข้าเพียงลำพัง“ตอนข้าเป็นเด็กยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวนัก เห็นมารดาของคนอื่นรักใคร่ทะนุถนอมลูกของตนเองยิ่งชีพ ข้าก็เลยโหยหาความรักจากนาง“สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นางยังคงเย็นชากับข้าตั้งแต่ต้นจนจบ มีอยู่วันหนึ่ง จู่ๆ นางก็หันมาทำดีกับข้า ทำขนมให้ข้ากินด้วยตัวเอง...”เ
จิ่งโม่เยี่ยลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ “ถ้างั้นก็พอแค่นี้แหละ ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่ช่วยอะไรหรอก“เพราะอย่างไรเจ้าก็ต้องจำเรื่องหนึ่งไว้ให้แม่น บนโลกใบนี้ คนที่อยากจะให้เจ้าตายมีอยู่เยอะเชียวล่ะ”เฟิ่งชูอิ่ง “......” ทำไมชีวิตนางถึงได้เศร้าขนาดนี้นะ!พวกคนในจวนสกุลหลินก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ทางฝั่งจิ่งโม่เยี่ยนี่แหละแย่ของจริง คนที่อยากจะฆ่าเขาให้ตายมีมากมายนับไม่ถ้วน นางเลยพลอยซวยไปด้วยจิ่งโม่เยี่ยถามนาง “เจ้าทำลายค่ายกลนี้ได้หรือไม่?”เฟิ่งชูอิ่งพยักหน้า “ไม่มีปัญหา”นางกล่าวจบก็ใช้มือสร้างคาถาขณะที่ปากพึมพำบทสวดบางอย่างไปด้วย จากนั้นก็ยื่นมือออกไปด้านหน้า นิ้วชี้และนิ้วกลางเหยียดตรง ขณะที่นิ้วอื่นๆ พับลงท่ามุทราของนางวาดผ่านค่ายกลดังกล่าวเบาๆ เสียงโหยหวนแหลมแสบแก้วหูพลันดังออกมาจากในค่ายกลพริบตาต่อมา ไอสีดำสายหนึ่งก็ปรากฏออกมา จิ่งโม่เยี่ยรู้สึกตาลายไปชั่วขณะ กลางอกพลันกระตุกวูบ ก่อนภาพเบื้องหน้าจะมืดสนิทเฟิ่งชูอิ่งเห็นว่าเขาท่าทางแปลกๆ จึงใช้มีดเล่มเล็กกรีดปลายนิ้วจนเลือดแดงสดหยดออกมาก่อนจะใช้มือที่เปื้อนเลือดวาดยันต์เต๋ากลางอากาศ ยันต์แผ่นหนึ่งพลันปรากฏออกจากความว่างเปล่า ห่อหุ้ม
มารดาพรรค์นี้ ชั่วช้าสามานย์จนน่าโมโหโกรธายิ่งนัก เฟิ่งชูอิ่งมองเขาแล้วเอ่ยว่า “ท่านอ๋อง ท่านไม่คิดว่าพวกเราเหมาะสมกันมากหรือ?”จิ่งโม่เยี่ยมองนางอย่างเย็นชา นางจึงกล่าวต่อโดยไม่รอให้เขาถาม “บิดามารดาของข้าตายหมด ส่วนท่านถึงจะมีมารดา แต่มารดาแบบนั้นให้ตายไปเลยจะดีกว่า“ครอบครัวและคนรอบกายท่านล้วนอยากจะฆ่าท่านให้ตาย บังเอิญแท้ ข้าก็เช่นกัน“ชะตาชีวิตของพวกเราเหมือนกัน แบบนี้จะไม่เหมาะสมได้อย่างไร?”จิ่งโม่เยี่ยเอ่ยอย่างเฉยชา “เรื่องแบบนี้ ทำไมข้าฟังแล้วถึงรู้สึกว่าเจ้ามีความสุขอยู่หน่อยๆ ล่ะ?”เฟิ่งชูอิ่งยิ้มตอบ “ก็ต้องมีความสุขสิเพคะ พวกเขาไล่ต้อนพวกเราจนมุมถึงเพียงนี้แล้ว พวกเราก็ไม่จำเป็นจะต้องปรานีอะไรอีกต่อไป“เวลาที่ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง ทำอะไรก็สะดวกสบายไปหมดแหละเพคะ เรื่องนี้มีค่าควรให้มีความสุขมิใช่หรือ?”จิ่งโม่เยี่ย “......”เขาหมดคำจะพูดจริงๆก่อนหน้านี้เขาคิดว่านางเป็นพวกใจกล้าบ้าบิ่นอย่างเดียว ตอนนี้เพิ่งจะสังเกตว่านอกจากความใจกล้าบ้าบิ่นแล้ว นางยังมีมุมอ่อนโยนซ่อนเอาไว้เหมือนกันเขาพอจะรู้หรอก ว่านี่เป็นการปลอบใจในแบบของนางเขาใช้หางตาเหลือบมองนางเล็กน้อย “ข้ากับเจ้าไม
เฟิ่งชูอิ่งเบิกตากว้างมองไปทางฉินจื๋อเจี้ยน จ๋างสื่อของจิ่งโม่เยี่ยผู้นี้เป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาไม่น้อยเลยเรื่องนี้แม้แต่นางยังไม่กล้าคิด แต่ฉินจื๋อเจี้ยนกลับกล้าคิดแทนเขาจิ่งโม่เยี่ยปรายตามองฉินจื๋อเจี้ยน “เจ้ามีปัญหาหรือไง?”ฉินจื๋อเจี้ยน “......มิกล้า!”เฟิ่งชูอิ่ง “......”นางแอบส่งสายตาให้จิ่งโม่เยี่ย ถามว่า “ท่านอ๋องจะแช่น้ำร้อนกับข้าจริงๆ หรือเพคะ?”จิ่งโม่เยี่ยยกมือขึ้นเขกกะโหลกนางดังโป้ก “เจ้าฝันไปเถอะ!”เฟิ่งชูอิ่ง “......”อะไรคือการบอกให้นางฝันไปเถอะ?คำพูดของเขาเมื่อครู่นี้มันชวนให้คนเข้าใจผิดไม่ใช่หรือไงฉินจื๋อเจี้ยนอมยิ้ม “ข้าจะไปเตรียมของจำเป็นให้เดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”เฟิ่งชูอิ่งยกมือกุมศีรษะแล้วถลึงตาใส่จิ่งโม่เยี่ย เขากลับหัวเราะเบาๆ ฉินจื๋อเจี้ยนที่เห็นฉากดังกล่าวก็แอบส่งเสียง “ชิ” เขาเพิ่งจะรู้ว่าท่านอ๋องของตนเองชักจะต่ำช้าลงทุกวันแล้วทั้งที่ตัวเองมีคนในใจแท้ๆ แต่ยังหยอกเย้าว่าที่พระชายาเช่นนั้นอีกเพียงแต่ทุกครั้งที่จิ่งโม่เยี่ยเจอหน้าพระสนมสวี่ เขาจะอารมณ์ไม่ดีอย่างถึงที่สุดแต่คราวนี้จิ่งโม่เยี่ยกลับดูไม่หงุดหงิดอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่หายากมากเขาคิดว่าจิ่งโม
“มิน่าเล่าช่วงสองปีนี้ทุกครั้งที่เจอหน้าข้า นางจะต้องแสร้งทำดีแล้วเอ่ยถามว่าข้าแข็งแรงดีไหม ที่แท้ก็ตั้งใจจะขโมยโชคชะตาของข้าให้หมดก่อนข้าจะตายนี่เอง”หลังจากเฟิ่งชูอิ่งยืนยันกับเขาว่าคนที่สาปแช่งเขาคือพระสนมสวี่ เรื่องราวที่เขาเคยติดใจสงสัยก็พลันกระจ่างแจ้งใจบัดดลฉินจื๋อเจี้ยนตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงของเจ้าอาวาสกลับดังมาจากด้านนอก “ท่านอ๋อง วันนี้เป็นวันเกิดของท่านทั้งที่เหตุใดไม่เชิญข้าเล่า ทำเกินไปแล้วนะ!”เขากล่าวจบก็ผลักประตูให้เปิดออกแล้วเดินเข้ามาหน้าตาเฉยฉินจื๋อเจี้ยนจึงตั้งสติแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ท่านเจ้าอาวาสมาได้จังหวะพอดีเลย ท่านอ๋องหาตัวคนใช้คำสาปเจอแล้ว รบกวนท่านเจ้าอาวาสช่วยแก้คำสาปให้ท่านอ๋องทีสิ”เจ้าอาวาสถามอย่างสงสัย “หาตัวคนทำเจอแล้วหรือ? ใครล่ะ?”ฉินจื๋อเจี้ยนตอบ “พระสนมสวี่”เจ้าอาวาส “......”เขากระแอมไอเบาๆ มองจิ่งโม่เยี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะเงียบใคร่ครวญกับตัวเองสักพักแล้วเอ่ยว่า “นับว่าเป็นเรื่องดี ยินดีกับท่านอ๋องด้วย!”จิ่งโม่เยี่ยหันมองเขา ฉินจื๋อเจี้ยนขมวดคิ้วหน้านิ่ว “มันจะเป็นเรื่องดีได้อย่างไรกันล่ะ?”เจ้าอาวาสตอบว่า “พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับเหตุและผล
เจ้าอาวาสพยายามประท้วงเรื่องนี้ แต่ฉินจื๋อเจี้ยนกลับทำเป็นไม่รับรู้จิ่งโม่เยี่ยไม่สนใจพวกเขา ตอนนี้เขากำลังเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งอยู่ หลังจากไปแช่น้ำร้อนแล้วเฟิ่งชูอิ่งก็หายเงียบไปเลยเขาสั่งให้สาวใช้ไปตามเฟิ่งชูอิ่ง ผลคือสาวใช้คนนั้นหายไปประมาณหนึ่งเค่อแล้วก็ไม่กลับมาเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจออกไปดูด้วยตัวเองเพียงก้าวเข้าไปที่ริมบ่อน้ำพุร้อน เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติแล้วตอนนี้ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ตรงนั้นกลับเต็มไปด้วยหมอกหนาน้ำในบ่อน้ำพุร้อนก็จริง ปกติจะเกิดไอน้ำลอยขึ้นมาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ไอน้ำเพียงอย่างเดียวไม่มีทางหนาแน่นขนาดนี้แน่จิ่งโม่เยี่ยมองสำรวจรอบด้าน พบว่าเส้นทางด้านในจู่ๆ ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ป่าไม้รอบๆ ก็รกชัฏจนผิดวิสัยนัยน์ตาของเขาหม่นหมองลงหลายส่วนนับตั้งแต่เขาโดนคนช่วงชิงโชคชะตาไป ความโชคดีของเขาก็ติดลบ ความเฮงซวยทุกอย่างที่ไม่น่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เขาล้วนพบพานมาหมดแล้วการออกจากจวนแล้วถูกผีบังตาจนหลงทางเป็นเรื่องปกติ บางครั้งยังถูกพวกวิญญาณร้ายคิดจะดูดกลืนเลือดเนื้อด้วยซ้ำด้วยเหตุนี้เอง วันที่เขาเห็นเฉี่ยวหลิงทำลูกตาหล่นออกจากเบ้า ทำคาง
หลังจากโดนเฟิ่งชูอิ่งตบหนึ่งครา บ่อน้ำพุร้อนที่เดือดพล่านรอบๆ ก็พลันเลือนหายไป ป่าไม้รกชัฏที่แปลกพิกลพวกนั้นก็หายไปด้วยนอกจากน้ำพุร้อนที่แตกกระจายเป็นวงกว้างแล้ว ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิมแต่ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เฟิ่งชูอิ่งกระชากอะไรบางอย่างขึ้นมาจากพื้นที่ข้างๆ ก่อนจะกดลงพื้นแล้วกระหน่ำทุบตีหลังจากนางทุบตีจนพอใจ ก็หยิบยันต์ออกมาจากไหนไม่รู้แผ่นหนึ่งแล้วแปะทับลงไปด้านล่างยันต์ปรากฏหมอกสีดำพวยพุ่งออกมา วิญญาณร้ายตัวนั้นพลันแหลกสลายเฟิ่งชูอิ่งยกมือโบกไปมาตรงหน้าจิ่งโม่เยี่ยแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านอ๋อง ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”จิ่งโม่เยี่ยจ้องนางโดยไม่พูดไม่จา ในแววตาแฝงด้วยความระมัดระวังนางในยามนี้แม้จะไม่ได้งดงามเย้ายวนเหมือนภาพลวงตาที่วิญญาณร้ายตนนั้นแสดงให้เห็น แต่กลับดึงดูดใจคนไม่ต่างกันผมของนางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ มีหยดน้ำไหลออกมาจากปอยผม ก่อนจะเคลื่อนตัวต่ำลงมาตามลำคอของนางอาภรณ์ของนางขาดวิ่นเล็กน้อยจากการต่อสู้ เผยผิวพรรณที่ขาวผ่องเป็นยองใย ตอนที่หยดน้ำพวกนั้นร่วงหล่นลงมา พวกมันก็พากันไหลผ่านเนินอกของนางจิ่งโม่เยี่ยไม่พูดอะไร เพียงยื่นมือออกไปบีบทรวงอกที่หยดน้ำเหล่านั้นไหลผ่านเฟิ่งช
เฟิ่งชูอิ่ง “!!!!!!”อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่มีใครตั้งตัวทันทั้งนั้น นางไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจสักนิดทางด้านจิ่งโม่เยี่ยก็ชะงักไปเหมือนกัน คราวนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบนางจริงๆแต่พอได้ลองจูบนางแบบนี้แล้วเขากลับรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยครั้งก่อนเขาจูบนางไปได้นิดเดียวก็ถูกนางกัดลิ้นก่อน ยังไม่ทันจะได้ชิมนางสมใจอยากเลยครั้งนี้เขาจึงไม่คิดจะลังเลสักนิด จึงสอดลิ้นเข้าไปชิมรสชาติของนางโดยตรงเฟิ่งชูอิ่ง “......”เขาเป็นไอ้โรคจิตชอบลวนลามชัดๆ เลยนางตั้งสติได้ก็คิดจะกัดลิ้นเขา ทว่าครู่ต่อมาร่างกายของนางกลับจมลงไปในน้ำน้ำลึกจนมิดจมูกของนาง นางจึงเผลออ้าปากโดยสัญชาตญาณจิ่งโม่เยี่ยก็เลยได้ลองลิ้มชิมรสนางอย่างที่ต้องการมาตลอด เขาพบว่ามันหวานอยู่เล็กน้อย แล้วยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์หอมหวานยิ่งกว่าลูกกวาดที่เขาเคยกินมาทั้งหมดเขาติดใจจึงคิดจะกินต่อ แต่เสี้ยวพริบตาถัดมา นางก็กัดปากเขาอย่างแรงหนึ่งคราแต่หลังจากได้ลิ้มลองความหอมหวานไปแล้วมีหรือจิ่งโม่เยี่ยจะยอมปล่อยนางง่ายๆ จึงดำดิ่งลงไปเพื่อชิมรสชาติของนางอีกครั้งเฟิ่งชูอิ่งโกรธเขาจนแทบเป็นบ้า เจ้าบุรุษสุนัขนี่เป็นบ้าไปแล้วหรือไง!นางจึงเพิ่มแร
เฟิ่งชูอิ่งพูดต่อว่า “แต่ตอนนี้ข้าไม่เหลือทั้งบิดามารดาแล้ว เจ้าห้ามรังแกข้าเชียวนะ!”จิ่งโม่เยี่ยยกมือสาบานต่อฟ้าทันที “หากข้าทำไม่ดีกับเจ้าในภายภาคหน้า ขอให้สวรรค์ลงทัณฑ์ส่งฟ้ามาผ่าให้ตาย!”เฟิ่งชูอิ่งหัวเราะ “เรื่องฟ้าผ่าไม่ต้องถึงมือสวรรค์หรอก ข้าก็ทำได้”จิ่งโม่เยี่ย “......”เขาเกือบลืมไปแล้วว่านางวาดยันต์ได้เก่งมาก ตราบใดที่นางต้องการ ใช้ฟ้าผ่าเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากเฟิ่งชูอิ่งเห็นท่าทางของเขาก็แอบหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปกอดแล้วซุกศีรษะพิงอกเขา กล่าวว่า “ข้าเชื่อใจท่าน”“ตอนนี้เราทั้งสองล้วนไม่มีพ่อแม่แล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ก็มีเพียงกันและกัน”“ต่อไปข้าจะดูแลเจ้าอย่างเต็มที่ จะไม่ระแวงเจ้าอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเชื่อใจเจ้า”หัวใจที่ตึงเครียดของจิ่งโม่เยี่ยก็ผ่อนคลายลงในทันทีเขากอดนางตอบ “กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของเจ้าถูกต้อง”เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากนางเบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อรักเจ้า”เมื่อเฟิ่งชูอิ่งได้ยินคำพูดนี้ หัวใจก็สั่นไหว นางช้อนตามองขึ้นไปที่เขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนนางรู้ว่าคำพูดของเขาในตอนนี้ล้วนมาจ
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ฐานะของจิ้งจอกสือซานเหนียง แต่ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจได้หลังจากได้ยินบทสนทนาระหว่างจิ้งจอกสือซานเหนียงและเฟิ่งชูอิ่งจิ้งจอกสือซานเหนียงเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเขาก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเฟิ่งชูอิ่งถามว่า “เจ้าจะไปไหน? ข้ายังมีเรื่องอยากจะถามเจ้าอีกมาก”จิ้งจอกสือซานเหนียงตอบว่า “ข้าจะไปหาที่ขับไล่พลังชั่วร้ายออกจากร่างกาย พอขับไล่เสร็จแล้วข้าจะกลับมาหาเจ้า”ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางฝึกฝนวิชาสายชั่วร้ายมากมาย ทำให้พลังชั่วร้ายในร่างกายมีมากเกินไป หากอยู่ใกล้ใครนานๆ จะมีผลกระทบต่อคนรอบข้างเฟิ่งชูอิ่งจึงเตือนนางว่า “เจ้าอย่าผิดคำพูดล่ะ ข้าจะรอเจ้ากลับมา!”จิ้งจอกสือซานเหนียงโบกมือแล้วบอกว่า “วางใจเถอะ ข้าจะกลับมาแน่นอน”หลังจากนางเดินออกไปไกลแล้ว เฟิ่งชูอิ่งก็ถอนหายใจยาวๆ และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากแยกทางกันให้จิ่งโม่เยี่ยฟังหลังจากที่จิ่งโม่เยี่ยได้ยินเรื่องของเหมยตงยวน เขาก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เพราะรักถลำลึกจึงไม่ยืนยาว เรื่องระหว่างท่านพ่อกับท่านแม่ช่างน่าเศร้า”เฟิ่งชูอิ่งกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ดังนั้นการสื่อสารจึงสำคัญ ต่อไปไม่ว่าจะมี
สิ้นเสียงของนาง สายฟ้าก็ฟาดลงมาอีกครั้ง ทำให้พลังที่พุ่งพล่านของเขาสลายไปจิ่งสือเยี่ยน “!!!!!!!!”หลังจากถูกอสนีบาตฟาดใส่อย่างต่อเนื่องห้าครั้ง ร่างวิญญาณของเขาก็จางลงอย่างมากแต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ตายเฟิ่งชูอิ่งถึงกับตกใจ ชีวิตของจิ่งสือเยี่ยนช่างแข็งแกร่งเสียจริง!นางอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะกลายเป็นเทียนซือคนที่สอง และจะกลายเป็นภัยพิบัติในอนาคตนางกำลังจะม้วนแขนเสื้อขึ้นเพื่อเสกยันต์ใส่จิ่งสือเยี่ยนอีกครั้ง แต่กลับมีเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาแล้วกลืนเขาเข้าไปทั้งตัวเฟิ่งชูอิ่ง “!!!!!!”จิ้งจอกสือซานเหนียงเรอออกมาคำโตแล้วบอกว่า “เขาเป็นอาหารที่ข้าหมายตาไว้แต่แรก”“การปล่อยให้อาหารหลุดมือไป เป็นเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้”เฟิ่งชูอิ่ง “......”นางเคยจินตนาการถึงความตายของจิ่งสือเยี่ยนไว้หลายแบบ แต่ไม่มีฉากจบแบบนี้อยู่เลยนางได้คงบอกได้แค่ว่าจิ้งจอกสือซานเหนียงเจ๋งสุดยอด!ขณะเดียวกันนั้นจิ่งโม่เยี่ยก็เดินเข้ามา เขาจ้องมองจิ้งจอกสือซานเหนียงด้วยความระแวดระวัง มือจับกระบี่เอาไว้ เตรียมพร้อมที่จะฟันจิ้งจอกสือซานเหนียงได้ทุกเมื่อเฟิ่งชูอิ่งบีบมือเขาเบาๆ ให้เขาผ่อนคลายจิ้งจอก
แต่ทว่าคันธนูของจิ่งสือเยี่ยนเพิ่งจะยกขึ้นมา ก็มีลูกธนูที่เร็วกว่าพุ่งทะลุหัวใจของเขาในทันทีจิ่งสือเยี่ยนมองลูกธนูที่ปักอยู่บนอกด้วยความไม่อยากเชื่อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองและเห็นดวงตาที่เย็นชาของจิ่งโม่เยี่ยเมื่อครู่นี้พวกเขาทั้งสองยังมีระยะห่างต่อกันอยู่แท้ๆ และตำแหน่งที่เขาหลบอยู่ก็เป็นมุมอับที่จิ่งโม่เยี่ยยิงมาไม่ถึงทว่าเพียงแค่อึดใจเดียว จิ่งโม่เยี่ยก็ปรับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็วและยิงธนูทะลุหัวใจเขาได้ในนัดเดียวในตอนนี้จิ่งสือเยี่ยนกับจิ่งโม่เยี่ยไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก แต่ถ้าพูดคุยกันตามปกติก็คงไม่ได้ยินทว่าในเวลาเช่นนี้ จิ่งสือเยี่ยนกลับได้ยินเสียงของจิ่งโม่เยี่ย “คนที่กล้าทำร้ายชูอิ่งต้องตาย!”ก่อนหน้านี้จิ่งสือเยี่ยนคิดแค่ว่าจิ่งโม่เยี่ยดีต่อเฟิ่งชูอิ่งมาก ทว่าตอนนี้เขาเพิ่งได้รู้ซึ้งเรื่องบางอย่างเฟิ่งชูอิ่งไม่ใช่แค่จุดอ่อนของจิ่งโม่เยี่ย แต่เป็นทั้งชีวิตของเขาแต่มาเข้าใจเอาป่านนี้ก็สายไปแล้วในตอนนี้เฟิ่งชูอิ่งยังคงนอนคว่ำอยู่บนพื้นหิมะ นางได้ยินเสียงวัตถุแหวกอากาศจึงหันไปมอง และเห็นภาพของจิ่งสือเยี่ยนล้มลงกับพื้นในเวลานี้ เฟิ่งชูอิ่งก็เข้าใจใด้ทันทีว่าในโลกน
ในเมื่อเขาไม่ได้ราชบัลลังก์และเฟิ่งชูอิ่งมาครอบครอง ราชบัลลังก์เขาอาจจะทำลายไม่ได้ แต่เฟิ่งชูอิ่งแค่คนเดียวเขาทำลายได้แน่นอนองครักษ์สองคนของเขารีบเปลี่ยนมาง้างคันธนูเล็งไปที่เฟิ่งชูอิ่ง ทว่าลูกธนูยังไม่ทันได้ยิงออกไป ก็ถูกบางสิ่งบางอย่างปัดออกไปอีกครั้งในตอนนี้จิ่งสือเยี่ยนก็พลันเข้าใจบางอย่างขึ้นมาทันทีตลอดทางที่ผ่านมา วิญญาณร้ายของเฟิ่งชูอิ่งถึงจะมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลงมือ นั่นก็น่าจะมีเหตุผลที่ลงมือไม่ได้วิญญาณร้ายโจมตีองครักษ์ของเขา แต่กลับไม่โจมตีเขา นั่นก็หมายความว่าวิญญาณร้ายเหล่านั้นโจมตีเขาไม่ได้เขานึกถึงข่าวลือที่เคยได้ยินมาว่า พลังมังกรของผู้เป็นฮ่องเต้เป็นสิ่งที่ปราบภูตผีปีศาจได้วิญญาณร้ายไม่โจมตีเขา นั่นแสดงว่าวิญญาณร้ายทำอะไรเขาไม่ได้ แปลว่าเขามีพลังมังกรอยู่ในตัว?ความคิดนี้ทำให้จิตใจเขาฮึกเหิมขึ้นมาทันที เขารีบหยิบธนูของตัวเองขึ้นมา อดทนต่อความเจ็บปวดจากบาดแผลแล้วยิงธนูไปที่หลังของเฟิ่งชูอิ่งเฉี่ยวหลิงเห็นภาพนี้ก็ตกใจ รีบยื่นมือออกไปเพื่อจะรับลูกธนูนั้นทว่าลูกธนูนั้นเปื้อนเลือดของจิ่งสือเยี่ยน เลือดนั้นเป็นอันตรายต่อวิญญาณร้ายอย่างมาก มือของนางแค่เพียงสัมผ
หิมะยังคงโปรยปรายลงมา โลกนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นหิมะดังฟุ่บฟั่บช่วงใกล้รุ่งสาง ชวีเหลียงอวี่ก็มาปรากฏตัวและเอ่ยขึ้นทันทีว่า "ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการรออยู่ข้างนอกแล้ว"เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิ่งชูอิ่งก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนางหันไปบอกกับจิ่งสือเยี่ยนว่า "เมื่อครู่ข้าลองคิดดูดีๆ แล้ว รู้สึกว่าที่เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง การมีชีวิตอยู่ก็ไม่เลว"จิ่งสือเยี่ยน “......”หลังจากผ่านมาทั้งคืน นางกลับปลงตกในเรื่องเช่นนี้ได้ ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อยแต่การที่นางคิดได้ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องดีเขาจึงพูดว่า "หลายสิ่งหลายอย่างทำได้ตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายไปแล้วทำไม่ได้""ตราบใดที่เจ้าพาข้าออกจากค่ายกลแห่งนี้ ข้าจะไม่สร้างความลำบากให้เจ้าอีก”เฟิ่งชูอิ่งพยักหน้า "ก็ได้ งั้นตอนนี้ข้าจะพาเจ้าไปทำลายค่ายกล"พูดจบนางก็ควบม้านำหน้าไป จิ่งสือเยี่ยนรีบนำทหารตามไปทันทีเพียงแต่พวกเขาเดินวนเวียนอยู่ที่นี่ทั้งคืน ทั้งเหนื่อยทั้งหิว พลังจึงลดลงไปมากเฟิ่งชูอิ่งมียันต์ป้องกันความหนาวติดตัวอยู่จึงไม่รู้สึกหนาว ก่อนหน้านี้ก็นอนหลับมาตลอดทาง ทำให้รักษาพลังงานไว้ได้มากที่สุ
เขาไม่เคยเจอใครดื้อด้านเท่านางมาก่อน!เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับโทสะ เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถตบตีหรือด่าทอนางได้ทั้งนั้นเขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าอยากไปเจียงหนานไม่ใช่หรือ? พอออกจากที่นี่ได้ ข้าจะไม่ขัดขวางเจ้า เจ้าก็จะได้ไปชมวิวทิวทัศน์เจียงหนานที่เจ้าอยากเห็น”“เจียงหนานในฤดูหนาวที่มีหิมะปกคลุมทั้งงดงามและน่าหลงใหล ถ้าเจ้ายังไม่เคยเห็น ต้องไปดูด้วยตาตัวเองให้ได้เลย”เฟิ่งชูอิ่งยังคงนอนอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้น “ไม่ไป อากาศหนาวเกินไป เดินทางเหนื่อยเกินไป”จิ่งสือเยี่ยน “…...”ตั้งแต่วินาทีที่เขาติดกับอยู่ที่นี่ สถานะระหว่างเขากับเฟิ่งชูอิ่งก็สลับกันโดยสิ้นเชิงเพราะเขามีความทะเยอทะยาน อยากใช้ชีวิตอย่างสุขสบายยิ่งเฟิ่งชูอิ่งแสดงออกว่าอยากตายมากเท่าไหร่ จิ่งสือเยี่ยนก็ยิ่งไม่ยอมให้นางตายมากขึ้นเท่านั้นดังนั้นตอนนี้นางจึงควบคุมเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จการที่นางแสดงท่าทีไม่ยอมทำตามไม่ว่าเขาจะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อนเช่นนี้ ทำให้เขาแทบเป็นบ้าจิ่งสือเยี่ยนไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าการจับตัวประกันจะน่าอึดอัดขนาดนี้เฟิ่งชูอิ่งนอนเอกเขนกอยู่ตรงนั้นอย่างสบายใจ เหตุผลก็ง่ายๆ นางใช้
เฟิ่งชูอิ่งยิ้มแล้วถามว่า “ทางที่ข้าชี้นำ เจ้ากล้าเดินตามหรือ?”เมื่อมาถึงตอนนี้แล้ว นางก็คร้านจะเสแสร้งต่อไปสีหน้าของจิ่งสือเยี่ยนแข็งค้างไปครู่หนึ่ง นางพูดอย่างเฉื่อยชาว่า “เพราะพวกเจ้าติดอยู่ที่นี่ คงรู้สึกหนาวเหน็บและหวาดกลัว”“เจ้าบาดเจ็บ ในสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ แผลของเจ้าจะยิ่งทรุดหนัก”“เจ้ารีบร้อนมารวบรวมกำลังพลของกองกำลังอวี๋ซาน เจ้าคงไม่ได้พกอาหารมาด้วยมากนัก ดังนั้นตอนนี้พวกเจ้าคงหิวมากแล้ว”“ในสถานการณ์เช่นนี้ แค่ข้ากักขังพวกเจ้าไว้ที่นี่ ต่อให้ไม่หนาวตาย พวกเจ้าก็คงอดตายอยู่ดี”ขณะนี้หิมะขาวโพลนโปรยปรายไปทั่ว อากาศหนาวเหน็บ สภาพอากาศเช่นนี้คงจะดำเนินต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนเป็นอย่างที่เฟิ่งชูอิ่งบอก พวกเขาเดินทางมาที่นี่โดยไม่ได้พกเสบียงอาหารแห้งหรืออะไรทำนองนั้นมาด้วยเลยด้วยเหตุนี้ตอนที่พวกเขาเดินวนจนครบรอบที่สาม เสบียงอาหารก็หมดลงตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หลังจากตกกลางคืน อากาศจะยิ่งหนาวเย็นลง พวกเขาจะยิ่งลำบากมากขึ้นจิ่งสือเยี่ยนชักกระบี่ยาวออกมา “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถบั่นคอเจ้าด้วยกระบี่เล่มนี้ได้!”เฟิ่งชูอิ่งยิ้มหวานแล้วเอ่ยว่า “เอาเลย ฆ
เขาคลี่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ได้”หลังจากฆ่าจิ่งโม่เยี่ยแล้ว จะปล่อยนางไปหรือไม่ เรื่องนี้เขาจะเป็นคนตัดสินใจนางเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขารู้สึกชอบจริงๆ และนางก็เป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้จักกับความล้มเหลวเขารู้ว่านางมีวิธีการบางอย่างที่คนทั่วไปไม่มี ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าประมาท เขาจะป้อนยาที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงให้นางกินทุกวันเฟิ่งชูอิ่งรู้ทันความคิดของเขา และยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดีขณะที่ในใจของนางกำลังครุ่นคิด ครั้งที่แล้วโดนไปขนาดนั้นยังรอดมาได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาโอกาสฆ่าเขาให้ตายสนิทแบบไม่มีสิทธิ์ฟื้นขึ้นมาอีกนางพลันนึกถึงเรื่องที่เหมยตงยวนวิญญาณแหลกสลายหลังจากรู้ข่าวการตายของเฟิ่งชิงหลิง จิตใจนางจึงหม่นหมองตามไปด้วยนางรู้ว่าเหมยตงยวนรักเฟิ่งชิงหลิงอย่างสุดซึ้ง แต่ไม่คิดว่านั่นจะเป็นรากฐานที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้เพราะนางเห็นความรักของพวกเขา นางจึงยิ่งรู้ชัดว่าตัวเองมีความรู้สึกแบบไหนต่อจิ่งโม่เยี่ยในเมื่อรักแล้ว ก็ต้องรักให้สุดหัวใจอย่าได้ทำเรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียใจและทำให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิดอีกจิ่งสือเยี่ยนไม่ได้ไปตามล่าจิ่งโม่เยี่ยโดยตรง เขาวางแผนท