“สมควรเอ่ยชื่อท่านอ๋องน้อยเช่นนั้นหรือ เจ้าควรสำรวมคำพูดไว้ด้วย ให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาไว้ให้ดีจีกวานฮวา แล้วมันเรื่องอันใดที่ข้าต้องหยุดเขา เจ้ามิได้ยินหรือ...ว่าท่านอ๋องกำลังให้บทเรียนแก่ท่านแม่ทัพ”โม่ไป๋หลานคนก่อนยอมให้จีกวานฮวามาตลอด แต่ที่ยืนอยู่ตรงนี้..ไม่ใช่ ทำไมต้องสนใจคนเสแสร้งเช่นจีกวานฮวาด้วย“แต่พี่ซานหลางเป็นสามีของท่านพี่นะเจ้าคะ ไยมิคิดห่วงใย”จีกวานฮวาเริ่มไม่มั่นใจในคำตอบของอีกฝ่าย แต่ก็ยังพยายามที่จะอ้อนวอนต่อไป เพราะนางเชื่อว่าโม่ไป๋หลานยังคงห่วงแม่ทัพหนุ่มเป็นที่สุด“ห่วงใย! ข้าหรือที่ต้องคิด ไยตอนนี้ข้ามิรู้สึกอย่างที่เจ้าว่าเลยสักนิดเดียว คำนั้นมันมีหน้าตาเป็นเช่นไรกัน พอจะบอกข้าได้หรือไม่ น้องสาว…”จีกวานฮวาผงะเล็กน้อยเมือได้ยินคำตอบที่ดูไร้เยื่อใยของคนที่ยืนอยู่ นางจำต้องกล้ำกลืนอารมณ์ให้ลึกที่สุด แม้อยากจะลงมือต่อโม่ไป๋หลานแค่ไหนก็ตามที“ท่านพี่ ข้าขอร้อง อีกไม่กี่วันพี่ซานหลางต้องกลับสู่ชายแดน หากเขาบาดเจ็บ ท่านมิกลัวท่านอ๋องน้อยจะถูกลงโทษจากองค์ฮ่องเต้หรือเจ้าคะ อีกอย่างพี่ซานหลางเพียงดื่มสุรามากไปเท่านั้น จึงมิทันยั้งคิด” เมื่อหมดคำพูด จีกวานฮวาจึงยกภาระห
เรือนกุ้ยเหมยก๊อก ๆเสียงเคาะประตูทำให้เจ้าของเรือนเงยหน้าขึ้นจากงานปักที่อยู่ในมือ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ“มีอะไรหรือ”เสียงหวานแฝงด้วยอำนาจเต็มเปี่ยมเอ่ยถามสาวใช้ที่ยืนอยู่หลังประตู ด้วยเวลานี้ สาวใช้คนสนิทได้อยู่ยังห้องครัว จึงมีเพียงเจ้าของเรือนอยู่ด้านในคนเดียว หลิวเจินเจินจึงทำเพียงถามออกไปเท่านั้น ด้วยเวลานี้คงไม่มีเรื่องใด นอกจากสามีให้มาตามไปพบหรือลูกสะใภ้มาขอพบนาง“เรียนฮูหยิน เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”เสียงร้อนรนของสาวใช้ทำให้หยางฮูหยินลุกขึ้นเดินไปยังประตูก่อนจะกระชากเปิดออกอย่างแรง หลายวันมานี้นางได้รับข่าวมิค่อยสงบภายในจวนมิเว้นแต่ละวัน‘ข้าจะตายเพราะลูกหลานนี่ละ’“มีอันใดว่ามา” น้ำเสียงดุดันของผู้เป็นใหญ่ฝ่ายหญิงของจวนทำให้สาวใช้ที่วิ่งนำข่าวมาแจ้งรีบก้มหน้าหลบสายตาเจ้านายแทบไม่ทัน“ท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ” หลิวเจินเจินใจกระตุกวาบ เมื่อเอ่ยคำว่าท่านแม่ทัพ“แม่ทัพคนไหนบอกให้กระจ่างหน่อย เจ้าลืมไปแล้วหรือ สองพ่อลูกบ้านนี้เป็นแม่ทัพทั้งคู่”“ท่านแม่ทัพหยางซานหลางเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังประมือกับท่านอ๋องน้อยโม่หยวนฟางเจ้าค่ะฮูหยิน” สาวใช้บอกข่าวแก่เจ้านายด้วยอาการปากสั่นน้อย ๆ ด้วยเกรงถู
หยางซานซินเก็บทุกอาการไว้ภายใต้ใบหน้านิ่งสงบ นึกโทษบุตรชายที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์เอาไว้ให้ดี ทุกอย่างจะพังเพียงเพราะเรื่องของสตรีมิได้เด็ดขาด อ๋องน้อยในวันนี้นับว่ามีเขี้ยวเล็บไม่ต่างจากท่านอ๋องเจ็ดผู้เป็นบิดา เขาไม่คิดว่าวันนี้ชายหนุ่มจะปรากฏตัวในเมืองหลวง ไยเขาไม่ได้รับรายงานข่าวการมาของชายหนุ่มเลยเล่า“หามิได้! ข้าเพียงติดตามท่านอ๋องน้อยมาเท่านั้นขอรับ” ถงเหยียนเจี๋ยตอบอย่างสุภาพ แต่เป็นการตัดบทไปที่สหายตนแทน“อ่อ! เช่นนั้นหรือ เอ่อ…ท่านอ๋องน้อย หยางซานซินต้องขออภัยที่บุตรชายของข้าได้ล่วงเกินท่านอ๋องน้อย โปรดอย่าถือสาซานหลางเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”หยางซานซินประสานมือ ค้อมหัวให้ผู้สูงศักดิ์กว่าตน แม้จะมิค่อยชอบใจ แต่ด้วยฐานะเชื้อพระวงศ์ เขาจำต้องเคารพผู้อ่อนวัยกว่ามากนัก อ๋องน้อยโม่หยวนฟางต่างจากโม่ไป๋หลานที่เป็นคนของสกุลหยางแล้ว เขาจึงมิต้องทำความเคารพนาง แต่กับพี่ชายของนาง เขาคือคนที่มียศต่ำกว่า อย่างไรเสียจำต้องก้มหัวให้ ข่าววงในว่าอ๋องน้อยผู้นี้คือว่าที่รัชทายาท เรียกได้ว่าบุตรชายอาจถูกลงโทษสถานหนักได้ หากชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้นี้เกิดเป็นอะไรไป ยิ่งเห็นสภาพของบุตรชายและลูกสะใภ้ รวมทั้งห
“รีบตามมา…อย่าช้า แค่นี้ยังอับอายมิพออีกหรืออย่างไร”เมื่อกล่าวเน้นย้ำให้บุตรชายติดตามเข้าไปด้านในแล้ว เท้าบางได้ก้าวเร็ว ๆ จากไป ด้วยเกรงว่าจะทนเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่ไหวหยางซานหลาง มองดูหญิงสาวที่นั่งกรีดร้องเสมือนใจจะขาดอยู่ข้างตน ชายหนุ่มเอื้อมมือรวบร่างบางเอาไว้แนบอกเป็นการปลอบโยนหญิงสาวให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง หยางซานหลางพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น‘เพราะเจ้าคนเดียวโม่ไป๋หลาน และข้าจะต้องเอาคืนเจ้ากับพี่ชายให้สาสม’ ทั้งสองโอบประคองกันตามทุกคนเข้าสู่ด้านในเพื่อจัดการกับปัญหาทั้งหมดให้จบลง โดยเขาจะต้องเป็นผู้กำชัยเอาไว้ในมือห้องรับแขกสกุลหยาง…“ซานหลาง เจ้ามาช้า หือ! นั่นเกิดอันใดขึ้นกับคุณหนูจีกวานฮวากัน” หยางซานซินมองตามสายตาของสองหนุ่มสาวไปในทันที ใบหน้าคมเข้มถึงกับวางท่าทีมิถูกเมื่อเป้าหมายคือสองพี่น้องสกุลโม่ ก่อนกระแอมสองสามครั้งแล้วหันไปยิ้มให้กับแขกทั้งสอง“เอาละ เรามาคุยกันดีกว่า ซานหลางเจ้าทำผิดที่ได้ล่วงเกินท่านอ๋องน้อย รีบคุกเข่าเร็วเข้า”เสียงทรงอำนาจตะคอกไปยังบุตรชายที่ยืนนิ่งมิไหวติง สองตาของหยางซานหลางจับจ้องไปยังภรรยาที่เอาแต่บิดผ้าเช็ดหน้าสลับยกขึ้นซับหน่วยตาเป็นระยะ แม่ทั
แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจอยู่มากที่พ่อสามีและตัวหยางซานหลางกลับมิใส่ใจหรือเดือดร้อนกับทายาทเลยสักนิด เว้นเสียจากว่าโม่ไป๋หลานเป็นเพียงหมากที่ถูกวางบนกระดานเพื่อเหตุผลบางอย่างเท่านั้นเพราะต่อให้นางเพิ่งมาอยู่ในยุคนี้เพียงไม่กี่วัน แต่เรื่องการแย่งชิงอำนาจในยุคก่อนประวัติศาสตร์นางก็ร่ำเรียนมาไม่น้อยเช่นกัน สกุลโม่คือราชวงศ์ปัจจุบัน นางที่เป็นสายเลือดสายตรงย่อมตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองได้ไม่ยาก ความรักทำให้โม่ไป๋หลานคนเก่ายอมที่จะเป็นหมากในกระดาน แต่ไม่ใช่นางที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นอันขาด เพราะการทำแบบนั้นเท่ากับว่าวันใดนางหมดประโยชน์ ความตายเท่านั้นที่คนพวกนี้จะมอบให้เป็นรางวัล‘ข้าจำต้องคิดเผื่อไว้เสมอ และจำต้องคิดในแง่ร้ายเอาไว้ก่อนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกยาวนานขึ้น ใครจะอยากตายบ่อย ๆ กันเล่า’“บังอาจเกินไปแล้ว ไป๋หลาน!! กล้าดียังไงถึงเอาเรื่องแค่นี้มาเป็นสาเหตุในการขอหย่า หากเจ้ามิทำผิด ไยสามีที่ดีอย่างซานหลางจะลงโทษหรือต่อว่าเจ้าได้ไป๋หลาน ส่วนเรื่องทายาทก็ยังมิใช่ประเด็นสำคัญอันใด รอให้ซานหลางกลับมาจากชายแดนค่อยหาหมอดี ๆ จัดยาบำรุงให้ก็ได้ พวกเจ้าทั้งคู่อายุยังน้อย ข้าไม่เห็นปัญหาที
สายตาและรอยยิ้มของนางเป็นการบอกเขาให้นิ่งเข้าไว้ ใช่แล้ว..หากร้อนเกินไปก็มิต่างจากโหมไฟให้แรง และจะยิ่งยืดเยื้อทำให้เสียเวลาเข้าไปอีก“พอกันได้แล้ว ทั้งหมดนั้นล่ะ ท่านพี่ก็เป็นประมุขของบ้านแท้ ๆ ไยมิเป็นกลาง มองถูกผิดไม่ออกหรืออย่างไรเจ้าคะ เรื่องหย่าเอาไว้ไป๋หลานกลับจากเยี่ยมบิดามารดาของนางเสียก่อนค่อยว่ากัน ซานหลาง เจ้ามันไร้สมองนัก จะต้องให้แม่พร่ำสอนอันใดอีก เจ้าถึงจะมองเห็นในสิ่งที่แม่ทำเพื่อเจ้ากัน ไม่มีแม่คนไหนเลือกสิ่งที่ไม่ดีให้แก่ลูกของตัวเองหรอกนะซานหลาง”“ท่านแม่…ไยถึงเป็นข้าที่ผิด ต้องเป็นนางต่างหากเล่า” หยางซานหลางมองไปทางภรรยา พร้อมตัดพ้อมารดาเล็กน้อย“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้วซานหลาง ทหารนำตัวแม่ทัพหยางซานหลางไปกักบริเวณในห้องเก็บป้ายบรรพชน ให้คุกเข่าจนถึงเช้า อีกเรื่อง ห้ามเขากินอะไรทั้งสิ้น ดื่มได้เพียงน้ำเปล่า มิต้องนำอาหารไปให้ แต่ถ้าพวกเจ้าหวังดี หญ้าหลังจวนมีมาก ไปนำมาให้เขาเคี้ยวเล่น เผื่อแม่ทัพของพวกเจ้าจะฉลาดขึ้นมาบ้าง”“แต่ท่านแม่เจ้าคะ เอ่อ! ท่านป้า…พี่ซานหลางไม่ผิดนะเจ้าคะ”จีกวานฮวารีบก้าวเข้าเคียงข้างหยางซานหลางในทันทีเพื่อช่วยแก้ตัวให้ชายหนุ่ม“หึ! ไร้มารยาท
เมื่อทั้งสี่พูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไป๋หลานถูกขอให้พักอยู่ที่จวนก่อนหนึ่งคืนเพื่อเก็บข้าวของออกเดินทางกลับจวนอ๋องพร้อมพี่ชายในวันรุ่งขึ้น แต่โม่หยวนฟางและถงเหยียนเจี๋ยมิขอพักภายในจวน ด้วยกลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ให้ทำร้ายหยางซานหลางมิได้หลังจากพูดคุยตกลงทุกอย่างกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลิวเจินเจินจึงได้ให้พ่อบ้านเกาเดินออกมาส่งแขกทั้งสองยังหน้าจวน“ท่านอ๋องน้อย คืนนี้ข้าจะรีบตามไปพ่ะย่ะค่ะ” เกาจูเอ่ยเบา ๆ ขณะเดินเอาโคมไฟไปยื่นให้ท่านอ๋องน้อยและคุณชายถง ก่อนจะก้าวถอยออกมาและโค้งกายทำความเคารพทั้งสองคน“อืม...ระวังตัวด้วย อย่าชะล่าใจไป นับแต่วันนี้ เราคงต้องพบศึกหนัก ข้าจะรอที่จวนรับรอง”พูดจบร่างสูงของชายหนุ่มทั้งสองกับหมาป่าขนาดใหญ่หนึ่งตัวก็พากันเดินออกไปสู่ความมืดของเมืองหลวง โดยมีเพียงโคมไฟอันเล็กเป็นแสงสว่างนำทางส่วนทางด้านพ่อบ้านวัยกลางคนยังคงมิได้แสดงท่าทีอันใด ทำเพียงยืนมองชายหนุ่มทั้งสองเดินหายลับไป ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับเข้าไปภายในจวน เมื่อพ้นประตูจวนเข้ามา พ่อบ้านเกามิได้กลับไปยังที่พักของตน แต่เร่งฝีเท้านั่นมุ่งตรงไปยังเรือนไป๋หลานอย่างเร่งรีบคืนนี้ ก่อนเขาจะออกไปข้
“เช่นนั้นก็รีบไปทำเสีย อย่าปล่อยให้ฮูหยินน้อยรอนานมันดึกแล้ว อีกอย่าง วันนี้ท่านแม่ทัพก็มิอยู่ที่เรือนเสียด้วย เจ้าต้องอยู่ใกล้ชิดฮูหยินน้อยอย่าให้คลาดสายตาเข้าใจหรือไม่ ประเดี๋ยวข้าต้องไปจัดการงานภายในจวนให้เรียบร้อยก่อน จึงจะออกไปพบท่านอ๋องน้อย แล้วข้าจะรีบกลับมา”เกาจูตั้งใจเพิ่มเวรยามที่เดินตรวจรอบ ๆ บริเวณหน้าเรือนอีกสองชุด แต่จะให้มีคนมาเฝ้าหรือเพิ่มสาวใช้ก็มิอาจทำได้ ด้วยคำสั่งของแม่ทัพหยางซานหลางคือต้องการความสงบ สาวใช้ในเรือนที่สามารถพักอยู่ได้ ปกติมีชิงชิงกับหรู่อี้เท่านั้น เวลานี้เหลือสาวใช้ข้างกายฮูหยินน้อยเพียงคนเดียว ส่วนสาวใช้คนอื่นจะเข้ามาช่วงเช้า และเวลากลางคืนจะไม่ได้รับอนุญาตให้มาเพ่นพ่านเป็นอันขาดทหารยามทำเพียงเดินตรวจภายนอก หากคืนนี้แม่ทัพหนุ่มอยู่ เขาจะไม่รู้สึกห่วงอันใดเลย เพราะถึงแม่ทัพหยางซานหลางจะมิเคยรักใคร่ภรรยา แต่ก็มิเคยให้เกิดอันตรายกับนางหากอยู่ใกล้ตัว แม้มันจะมีหลายอย่างขัดกันกับการแสดงออกของสองสามีภรรยา แต่เขาเป็นเพียงบ่าวไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายเรื่องของหัวใจผู้เป็นนายได้ทั้งสองพูดคุยกันเบา ๆ เหมือนทักทายกันปกติ พ่อบ้านเกาก็ทำเหมือนทุกครั้ง คือออกตรวจคว
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่