หลี่ถิงถามกลับด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธปนเย้ยหยัน สายตากราดมองสองหนุ่มสาวที่เป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจก็มิปาน ก่อนจะเงยหน้าจ้องชายหนุ่มกลับโดยไร้คำว่าเกรงกลัว
หยางซานหลางถึงกับพูดสิ่งใดไม่ออก เมื่อถูกภรรยาย้อนถามมาเช่นนั้น ชายหนุ่มทำได้เพียงหายใจแรง ๆ และเพิ่มแรงบีบที่ต้นแขนของโม่ไป๋หลาน เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตากึ่งสมเพชจากภรรยา ส่วนจีกวานฮวาเองทำเพียงหลบสายตาซุกหน้าเข้ากับอกแกร่ง
หลี่ถิงมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาสมเพชจริงอย่างที่ชายหนุ่มคิด ก่อนที่เธอจะใช้มืออีกข้างแกะนิ้วที่ยังอยู่ที่ต้นแขนของตนออก หากคนที่ยืนตรงนี้คือโม่ไป๋หลาน นางคงช้ำใจเจียนตายที่ถูกสามีและน้องสาวหยามเกียรติถึงในเรือนหอ
ดีว่าตอนนี้เป็นเธอ..หลี่ถิง ซึ่งไม่ได้รู้สึกอะไรกับชายหนุ่มตรงหน้าเลยสักนิดเดียว มีให้แค่ความรังเกียจก็ถือว่ามากพอแล้ว
“โม่ไป๋หลาน! นี่…เจ้ากล้าย้อนข้าหรือ” หยางซานหลางคำรามออก
มาด้วยความขุ่นเคือง
ในวันนี้ เขาเสมือนถูกภรรยาตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากคำพูดที่เสียดแทงใจเขาและคนในอ้อมแขนจนมิเหลือชิ้นดี จากสตรีที่มักจะไม่เคยก้าวก่ายเรื่องใด ๆ ของเขา แล้วไยวันนี้ นางถึงได้หาญกล้าต่อกรด้วย
ในที่สุด หลี่ถิงก็เป็นอิสระจากมือหนา จึงเป็นโอกาสให้หรู่อี้รีบเข้ามากันผู้เป็นนายให้ออกห่างจากแม่ทัพหนุ่มในทันที
“ไม่เลยท่านพี่ ข้าหรือจะกล้า ในเมื่อนี่คือเรือนของท่าน ท่านจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้ ตัวข้าเป็นเพียงผู้อาศัยและเครื่องประดับเรือนเท่านั้น จะกล้าพูดอันใดได้ ต่อให้ท่านพาสตรีอื่นมาทำผิดศีลธรรมก็ตามที ตัวข้าจำต้องหูหนวกตาบอดไปเสีย หรือว่าไม่จริงเจ้าคะ”
สองสามีภรรยายืนจ้องหน้ากัน ไม่มีฝ่ายใดที่จะยอมหลบตาเลยแม้แต่น้อย จนคนที่อยู่ในอ้อมแขนของหยางซานหลางใช้มือบอบบางลูบเบา ๆ ที่อกแกร่งเป็นเชิงปลอบโยนเพื่อให้ชายหนุ่มใจเย็นลง ก่อนจะเอาหน้าออกห่างอกหนาเล็กน้อย ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองแม่ทัพหนุ่ม เป็นเวลาเดียวกับที่หยางซานหลางก้มลงดู ว่าไยหญิงสาวถึงได้ขยับกาย ทำให้ทั้งคู่สบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ
‘จะอ้วก…ทำเป็นละครน้ำเน่า’
หลี่ถิงแอบค่อนแคะอยู่ในใจ เธอเป็นนักแสดงมาก่อน สิ่งที่จีกวาน ฮวาทำมีเหรอที่เธอจะมองไม่ออกว่าเสแสร้งแกล้งทำ มารยาเหลือล้น
จริง ๆ ผู้หญิงยุคสมัยนี้“พี่ซานหลางเจ้าคะ พอเถอะเจ้าค่ะ พี่ไป๋หลานอาจตาฝาดไป กวานเอ๋อร์มิถือสาอันใดเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงพูดของจีกวานฮวาเบาหวิว เสมือนตัวนางยังคงตื่นกลัวกับ
เรื่องที่เกิดขึ้นอยู่นั่นเอง
มืออีกข้างของหยางซานหลางยกขึ้นเก็บปอยผมขึ้นทัดหูของจีกวานฮวา สร้างความเขินอายให้แก่หญิงสาวยิ่งนัก รอยยิ้มพึงใจของหยางซานหลางที่หมายจะประกาศชัดกับภรรยา ว่านางไร้ค่าเกินกว่าคนเช่นเขาจะใส่ใจ ต่างจากหญิงสาวในอ้อมกอดที่เขาพร้อมปกป้อง เรือนนี้เป็นที่ส่วนตัวจึงมิจำเป็นต้องเกรงกลัวผู้ใดทั้งนั้น
“ใช่แล้ว น้องรัก เจ้ามิควรถือสาข้าที่ยังป่วยไข้อยู่ เพราะข้าเองก็มิถือสาที่เจ้ามาดูแลสามีแทนข้า เช่นนั้น เราไปกันเถอะหรู่อี้ หากอยู่นานจะขัดขวางคนเขาจะแสดงความรักต่อกัน มิต้องห่วงนะเจ้าคะ ท่านพี่ เดี๋ยวข้าจะสั่งให้ทหารยาม ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาในเรือนจนกว่าข้าจะกลับมา”
หลี่ถิงหาได้รู้สึกเศร้าเสียใจกับภาพตรงหน้า เรียวปากงามเบะ
น้อย ๆ ก่อนจะจับจูงมือของหรู่อี้ เพื่อจะขอไปพบกับมารดาของหยางซานหลาง“จิตใจต่ำทรามยิ่งนัก”
หยางซานหลางหันมาตะคอกภรรยา แต่มีหรือคนถือดีเช่นหลี่ถิงจะยอม ใบหน้างามเชิดขึ้นไม่ยอมอีกฝ่ายเช่นกัน
“พวกท่านสิไร้ยางอายและต่ำทราม หรือคิดว่าสิ่งที่พากันกระทำอยู่ในตอนนี้ คือเรื่องที่ถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ หากเช่นนั้นก็หย่าข้าซะ แล้วแต่งกับนางไปเสีย มิใช่มาทำเรื่องผิดศีลธรรมต่อหน้าข้า แล้วยังว่าตนเองถูกต้องกันอีก ช่างทำตัวมิสมกับตำแหน่งผู้เป็นถึงแม่ทัพ แค่เรื่องในบ้านกับหัวใจตัวเองยังมิอาจบริหารให้ดีได้ ยังกล้าปกครองเหล่าทหารในกองทัพอีกหรือไร ส่วนเจ้า...น้องสาวพี่ หากอยากเป็นน้อย ไยมิบอกข้าแต่แรก ปล่อยเวลาให้ผ่านมาเนิ่นนานทำไมกัน หากเจ้าเอ่ยปากออกมา แค่บุรุษคนเดียว มีหรือ…พี่จะยกให้แก่เจ้าไม่ได้ บุรุษมิใช่อาหารที่จะทำให้ข้าอิ่มท้อง คนผู้เดียว ข้าจะอาวรณ์ไปไย ใช่ว่าทั่วทั้งแผ่นดินมิได้มีเพียงแม่ทัพหยางซานหลางที่หล่อเหลาแต่เพียงผู้เดียวเมื่อไหร่กันเล่า ข้าก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้เช่นกัน”
หยางซานหลางถึงกับรีบคลายแขนออกจากการโอบกอดจีกวานฮวา เขาไม่คิดว่าโม่ไป๋หลานจะหาญกล้าต่อว่าเขากับญาติของนางได้เจ็บแสบถึงเพียงนี้ ซ้ำยังบอกว่านางมิเคยคิดเสียดายเขา และมีสิทธิ์ที่จะมองชายอื่น
หยางซานหลางถึงกับหูอื้อตาลายด้วยความโกรธถึงขีดสุด เมื่อถูกคนที่ขึ้นชื่อว่าภรรยามองข้าม แล้วยังกล้าชื่นชมชายอื่นต่อหน้าเขา
“โม่ไป๋หลาน ระวังปากของเจ้าหน่อย คิดจะกล่าวสิ่งใดออกมา ใช้สมองไตร่ตรองให้มากกว่านี้”
“ข้าหรือไม่ไตร่ตรองท่านพี่ ภรรยาที่ใจดีเช่นข้าจะหาได้จากที่ใดกัน แต่มิต้องกังวลไป เรื่องที่พวกท่านทำ ข้าจะเหยียบมันให้มิด”
มิพูดเปล่า มือบางดึงชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยให้พอเห็นปลายรองเท้าที่กำลังใช้มันจิกกดลงไปในดินเหมือนที่พูดไปแล้ว รอยยิ้มหยันปรากฏชัดเจนขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“พี่ซานหลาง กวานเอ๋อร์ขอเถอะนะเจ้าคะ อย่าได้ทะเลาะกันอีกเลย”
เมื่อชายหนุ่มมิได้กอดนางแล้ว ทำให้ในใจมีความขุ่นเคืองโม่ไป๋หลานอยู่มาก
‘แก...นังปีศาจ’
ใบหน้าหวานมีอาการซีดเผือด เหมือนว่าร่างบอบบางของนางจะล้มลงเมื่อใดก็ได้ จีกวานฮวาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แท้จริงแล้วนางกำลังอับอายกับเรื่องที่โม่ไป๋หลานพูดเมื่อครู่นี้อยู่
“คนเช่นนางไม่มีอะไรดีพอที่พี่จะไปเสวนาให้มากความ ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นอันใดมากหรือไม่” หยางซานหลางเอ่ยเหน็บแหนมภรรยา และหันไปใส่ใจจีกวานฮวาแทน
“มันไม่มากไปหน่อยหรือซานหลาง กับสิ่งที่เจ้าพูดกับภรรยาตนเองแบนนี้ หรือว่าที่แม่ได้ยินมันเป็นแค่คำหยอกเย้ากัน”
เสียงดังมาจากด้านหน้าเรือน ซึ่งตอนนี้ผู้พูดเริ่มมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่มิน้อยกับสิ่งที่มองเห็น ดวงตาหงส์หรี่ลงมองไปยังแขกของบ้าน ซึ่งนับวัน
จีกวานฮวาจะหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ในความคิดของเจ้าบ้านในเวลานี้“ท่านแม่! มีอะไรหรือขอรับ ถึงได้มาหาลูกแต่เช้าเช่นนี้ ไยมิให้คนมาตามเล่าขอรับ”
หยางซานหลางรีบดึงมือกลับจากการเกาะกุมมือของจีกวานฮวา หากเขาทำให้มารดาโกรธมากกว่านี้ ผู้ที่จะลำบากเห็นทีจะเป็นหญิงสาว ส่วนอีกคนเวลานี้ยืนอยู่ข้างมารดาของตนแล้ว พร้อมทำหน้าตายโสยิ่งนักในความรู้สึกของชายหนุ่ม
“หากไม่มาด้วยตนเอง แม่จะได้เห็นสิ่งที่เจ้าทำหรือ ตกลงว่าอย่างไร แม่ถามว่ามันไม่มากไปหน่อยหรือที่ทำกับหลานเอ๋อร์”“ท่านแม่กำลังเข้าใจผิดไปเองนะขอรับ เป็นไป๋หลานที่กลั่นแกล้งผู้อื่นก่อน”หยางซานหลางยังมิวายโยนความผิดมาที่โม่ไป๋หลาน แต่คนในร่างคือเธอ หลี่ถิง มีหรือจะยอมให้คนอื่นใสความอยู่ฝ่ายเดียว พวกเขาอยากมาพลอดรักกันหยามเธอถึงหน้าห้องถ้าปล่อยไป...เธอก็ไม่พ้นถูกหัวร่อจากบ่าวไพร่ถึงจะมาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่มีหรือข่าวที่เกี่ยวกับฮูหยินน้อยแห่งจวนแม่ทัพจะไม่ถึงหูเธอ ถ้าวันนี้ไม่ตอบโต้ วันต่อ ๆ ไปก็คงทำมากกว่าที่เห็นเป็นแน่ ไม่ใช่เธอหึงหวงชายหนุ่มตรงหน้า แต่ในช่วงเวลาที่เธอยังอยู่ในตำแหน่งภรรยา ก็จำต้องรักษาฐานอำนาจและชื่อเสียงเอาไว้บ้าง มิใช่ปล่อยให้คนทั้งคู่มาเหยียบย่ำอยู่แบบนี้หลิวเจินเจินหันมองลูกสะใภ้ ซึ่งเอาแต่ยืนนิ่งเงียบ ใบหน้ามีร่องรอยแห่งความเสียใจปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แม้หญิงสาวจะพยายามกลบเกลื่อนมันด้วยรอยยิ้มก็ตามที มีหรือ นางผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนจะมองไม่ออก ว่าสะใภ้รักรู้สึกเช่นไร ต่อสิ่งที่บุตรชายของนางได้กระทำ นางมาถึงทางเข้าเรือนอยู่นานแล้ว เพียงแค่ยืนฟังท
หญิงสาวกลับเสียหลักซะเอง โดยไม่สามารถเอาผิดผู้ใดได้ เพราะทุกคนต่างเห็นกับตาว่าฮูหยินน้อยหยางไป๋หลานได้พยายามยื่นมือไปคว้าตัวน้องสาวเอาไว้ แต่พลาดเมื่อเล็บของนางครูดกับแขนนวลจนได้เลือดโม่ไป๋หลานถึงกับมีใบหน้าซีดเซียวด้วยความตกใจ ที่อยู่ ๆ ญาติผู้น้องเซจนจะล้ม ซ้ำนางยังคว้าเอาไว้มิทัน และยังทำให้อีกฝ่ายมีแผลที่แขนงามนั่นอีกด้วยหยางซานหลางรีบก้าวยาว ๆ เข้าไปพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น ก่อนจะหันมาทางภรรยาด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว“ข้าขอโทษที่ช่วยเจ้ามิทัน น้องพี่”“อย่าให้รู้ว่าเจ้าคิดรังแกผู้อื่นอีก ข้าจะมิปล่อยไว้แน่”หยางซานหลางพูดออกมาด้วยความโมโห นับตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมาจากการจมน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะคำพูดหรือการกระทำ มันมิใช่คนเดิมที่ชอบเสแสร้งอ่อนแอเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขามาตลอด แต่กลับกลายไปเป็นคนที่ปากคอเราะร้ายกว่าที่เคย แต่ไม่ว่านางจะเป็นแบบไหน โม่ไป๋หลานก็คือผู้หญิงไร้ยางอายในสายตาของเขาอยู่ดี“ต่อหน้าข้า ใครกล้าลงมือกัน ซานหลาง แม่ยืนอยู่ตรงนี้กับพวกเจ้า มิเห็นว่าไป๋หลานทำอันใดใครเลย หากเจ้ายังใส่ความภรรยาตนเองอีกข้าจะลงโทษเจ้าในฐานะภรรยาผู้นำตระกูลเช่นกัน” หยางฮูหยิ
ตลาดเมืองหลวงรถม้าประจำตระกูลหยางได้จอดลงยังหน้าร้านขายผ้าซึ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ตามความต้องการของนายหญิงน้อยของบ้านหรู่อี้ก้าวลงจากรถม้าก่อน เพื่อมายืนรอรับเจ้านาย โม่ไป๋หลานจำต้องทำตัวให้คุ้นชินกับการถูกปรนนิบัติจากคนรอบข้าง ในยุคที่จากมาแม้ว่านางจะร่ำรวยแค่ไหน แต่ทุกสิ่งอย่างมักที่จะลงทำด้วยตัวเองเสมอ ซึ่งต่างจากในเวลานี้มากนัก เพราะนางคือโม่ไป๋หลาน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรย่อมต้องมีคนคอยทำให้ หากมิยินยอม นั่นเท่ากับนางกำลังลดอำนาจด้วยตนเองลง และมันจะไม่เป็นผลดีเท่าไหร่นักในการดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ ดังนั้นจำต้องทำตัวให้คุ้นชินเข้าไว้ หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ ให้แก่โชคชะตาที่กำลังประสบอยู่เพียงก้าวลงมายืนยังพื้นถนน หลายสายตาหันมาจับจ้องหญิงงามในชุดสีขาวราวเทพเซียนที่แย้มยิ้มน้อย ๆ โดยมิได้สนใจที่ใดเป็นพิเศษเลย“ท่านลุงเกา รอเราสองคนอยู่ที่นี่ก็แล้วกันนะ ข้าจะเดินดูข้าวของกับหรู่อี้สักครู่” โม่ไป๋หลานเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล แต่ใบหน้าคนฟังกลับไม่ค่อยเต็มใจรับเท่าใดนัก“แต่ว่า ฮูหยินน้อย...”พ่อบ้านเกาเอ่ยทัดทาน แต่ยังมิทันพูดสิ่งใดได้มากก็ถูกยกมือห้ามเอาไว้เสียก่อน ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดข
เพราะสีที่นางเลือกนั้นมันจะขับเน้นให้เจ้าของร่างนี้ดูสง่าและสูงส่งสมฐานะของนาง ก่อนที่มือบางจะแบไปทางสาวใช้ หรู่อี้รู้หน้าที่ก่อนจะรีบวางกระดาษที่ถูกม้วนเอาไว้อย่างดีวางลงบนมือผู้เป็นนายอย่างรู้งาน“ได้เจ้าค่ะคุณหนู เชิญทางนี้ก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะจัดเตรียมทุกอย่างตามที่ท่านต้องการมิให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย” เจ้าของร้านได้รับกระดาษมาถือไว้ ก่อนจะทำการเชื้อเชิญลูกค้าของนางไปยังส่วนรับรองเพื่อทำการตกลงราคาซื้อขาย“ช้าก่อน นั่น สีฟ้าพับนั้นงามยิ่งนัก ใช่ผ้าไหมเช่นกันหรือไม่” นิ้วเรียวชี้ไปยังผ้าผืนสีฟ้าสดใส ไล่สีจากอ่อนไปเข้ม ปักลายดอกเหมยลิ่วลมงดงามมาก ราคาก็คงมิเบาด้วยเช่นกัน“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ผ้าไหมชั้นดีจากแดนเหนือ”“เอาสีชมพูลวดลายและแบบเดียวกันนั้นด้วย สองพับนั้นตัดให้คนของข้า แล้วคิดราคารวมกันเลยทีเดียว ข้าจะจ่ายไว้ก่อนแล้วค่อยให้คนที่บ้านมารับเอง มิต้องส่งไปที่จวน เข้าใจหรือไม่”“ฮูหยินน้อย…”โม่ไป๋หลานยกมือห้ามเอาไว้ ประวัติของหรู่อี้มิใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป ต่างจากชิงชิงที่ถูกนำมาขายให้แก่จวนของบิดาโม่ไป๋หลาน หรือต่อให้หรู่อี้เป็นเพียงสามัญทั่วไป แต่หากอยู่ภายใต้ปกครองของนางแล้ว จะต้อ
“ข้าไม่คิดที่จะยุ่งกับพวกท่านเลยสักนิด แต่มิอาจทนเห็นพี่ชายทั้งหลายรังแกผู้ที่ไร้ทางสู้เช่นนี้ได้ พี่ชายพอจะบอกข้าผู้น้องได้หรือไม่ ว่าเหตุใดจึงต้องทุบตีท่านลุงผู้นี้ด้วยเล่า”คำพูดที่ฉะฉานมิดังหรือเบาจนเกินไปตามเจตนาที่หญิงสาวกะเกณฑ์เอาไว้ นางต้องการพยานและคนมุงให้มากขึ้น เพื่อกดดันคนทั้งห้าและเป็นการป้องกันตัวในอีกหนทางหนึ่งด้วยเช่นกัน แม้ว่าความคิดดูจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าใดนักก็ตามที เพราะคนมากอันตรายก็มีขึ้นตามลำดับเช่นกัน ถอยก็ไม่ได้แล้ว ดังนั้นจำต้องยืนยัดเอาไว้ก่อน เผื่อว่าคุณชายเหล่านี้อาจเลิกรากันไป โดยมิจำเป็นต้องใช้กำลังก็เป็นได้“น้องสาว เจ้ารู้ไปแล้วจะช่วยสิ่งใดพวกข้าได้เล่า แต่ว่าใบหน้าที่งดงามอย่างน้องสาวก็ไม่แน่นะ เราอาจพอตกลงกันได้อยู่ หากเจ้าจะ…ฮา ๆ” ชายหนุ่มทั้งห้าต่างมองหญิงสาวด้วยสายตาหื่นกระหาย พากันสอดส่ายสายตาสำรวจร่างกายของสาวงามตรงหน้า ทุกคนต่างพากันหัวเราะในลำคอและคาดหวังที่จะได้ยลโฉมหญิงงามสักครั้งหรู่อี้ขยับกายเพื่อจัดการกับคนทั้งห้า เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายถูกล่วงเกินทั้งทางสายตาและคำพูด แต่โม่ไป๋หลานได้ห้ามเอาไว้เสียก่อน เพราะหากพวกนางวู่วาม ทำอะไรคุณชายเห
โม่ไป๋หลานรับคำด้วยเสียงในลำคอเบา ๆ ก่อนจะแยกออกไปช่วยพยุงขอทานให้ลุกขึ้นเพื่อออกห่างจากคนที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่ ชายหนุ่มทั้งห้าต่างพากันหัวเราะขบขันที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คิดจะต่อกรกับพวกเขาที่ตัวใหญ่กว่าหลายเท่า หรู่อี้มิคิดแม้แต่จะดึงกระบี่ออกจากฝัก ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกเหล่าคุณชายให้เข้าสู้กับนางพร้อม ๆ กัน ทั้งหมดหันมองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในห้าจะพุ่งเข้าหาหญิงสาวก่อนผู้อื่นปึ๊ก! อั๊ก! ตุ๊บ!ร่างสูงของคนที่วิ่งเข้าใส่ฝ่าเท้าของหรู่อี้ ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา แม้จะเจ็บจนจุกไปหมดทั้งกายก็ตามที ด้วยเกรงว่าจะอับอายไปมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ส่วนคนที่เหลือไม่สนใจสายตาผู้คนแล้ว ในเมื่อหญิงสาวตรงหน้ากล้าลงมือ หักหน้าพวกตนท่ามกลางชาวเมืองมากมาย หนึ่งในสี่กลับเปลี่ยนเป้าหมาย หวังจับตัวของหญิงสาวอีกคน ซึ่งเขามิต้องคาดเดาให้ว่านางจะต้องไร้ฝีมือต่างจากหญิงสาวที่กำลังลงมือกับพวกเขาในตอนนี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาก็ใช้นางเป็นตัวต่อรองได้ ซึ่งจากที่เขาสักเกตมาตลอด หญิงสาวคนนี้จะต้องสำคัญกับสาวน้อยอีกนางมากอย่างแน่นอนโม่ไป๋หลานหันกลับไปมองเหตุการณ์ทั้ง
เกาจูหมุนตัวเดินกลับไปหาผู้เป็นนายโดยไม่ได้แม้แต่จะเหลือบแลชายหนุ่มทั้งห้า ซึ่งเขารู้ดีว่าเป็นลูกหลานบ้านใดบ้างคนที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่นานอดที่จะระบายยิ้มกว้างมิได้เลยจริง ๆ เมื่อทุกอย่างจบลงในแบบที่เขาคาดไม่ถึง ครั้งแรก เขาเองกำลังจะยื่นมือไปช่วยเหลือหญิงสาว เพียงแค่เขาขยับตัวจะลุกขึ้นเท่านั้นก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่หญิงสาวได้กระทำต่อชายผู้นั้น พอมีคนเข้าช่วยเหลือแทนเขาแล้ว และมันใจว่าพวกนางสองคนรับมือได้ เขาจึงนั่งดูต่อและอดขำกับท่าทางของนางมิได้ มือบางสะบัดไปมาอยู่ด้านหลัง ไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าตัวคงเจ็บไม่น้อยเขานับถือความมีน้ำใจและกล้าหาญของนางเหลือเกิน อีกอย่าง เขารู้แล้วว่านางคือผู้ใด เมื่อชายผู้นั้นปรากฏตัวช่วยเหลือหญิงสาว และการที่เขามานั่งอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็เพราะมีเหตุชักจูงให้จำต้องมา ซึ่งเกี่ยวพันกับหญิงสาวผู้นี้เสียด้วย“มาเมืองหลวงครั้งนี้ ข้าคงมีอะไรให้ทำอีกมากทีเดียว”ชายแปลกหน้าได้แต่บ่นพึมพำอยู่เพียงลำพังพร้อมยกสุราจอกสุดท้ายขึ้นดื่ม ก่อนจะวางเงินไว้บนโต๊ะและลุกเดินออกจากร้านหายไปในฝูงชนที่เริ่มกลับมาเดินตามถนนเช่นเดิมหลังจากทุกอย่างจบลงโม่ไป๋หลานมองตามรถม้าที่ม
เพียงครู่เดียว โม่ไป๋หลานก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม ด้วยเกรงผู้คนจะคิดว่านางเป็นบ้าไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เฉียดอันตรายมาแท้ ๆ ยังจะมีอารมณ์หัวเราะอยู่อีก นางจำต้องรีบกลับมาทำตัวอ่อนหวาน ในแบบฉบับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต่อไป แทนการหัวร่อแบบไร้ที่มาอย่างเมื่อครู่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาภายในโรงเตี๊ยม เสี่ยวเอ้อร์รีบหันไปมองหน้าเถ้าแก่ของตนสลับกับสาวงามที่ยืนอยู่หน้าประตู โดยมีชายท่าทางภูมิฐาน กับขอทานสกปรกคนหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนถูกสั่งให้หยุดนิ่ง ไม่มีเสียงพูดคุยหรือถามไถ่ เพราะทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่คนทั้งสาม“พาท่านลุงผู้นี้ไปอาบน้ำชำระร่างกาย รอหรู่อี้ก่อนเถอะท่านลุงเกา ข้าจะนั่งรออยู่ที่นี่ ท่านค่อยรีบกลับมาหาข้าก็ได้”โม่ไป๋หลานเอ่ยเบา ๆ โดยมิต้องการความเห็นจากคนรับฟัง นี่คือคำสั่งนั่นเอง และไม่ต้องการให้ปฏิเสธเช่นกัน“ได้ขอรับ! ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปจัดการเลือกโต๊ะให้ฮูหยินน้อยก่อนนะขอรับ ส่วนเจ้ารอข้าสักครู่ก็แล้วกัน”“ได้ขอรับนายท่าน” ชายขอทานกล่าวตอบรับด้วยเสียงเบาหวิว เพราะเวลานี้ อกของเขาแทบจะพองอยู่แล้วจากของสำคัญบางอย่างซึ่งมันเรียกร้องจะออกมา เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจ เขาจำต้องอดทนต่อไปแม้เหงื่อจะไห
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่