ตลาดเมืองหลวงรถม้าประจำตระกูลหยางได้จอดลงยังหน้าร้านขายผ้าซึ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ตามความต้องการของนายหญิงน้อยของบ้านหรู่อี้ก้าวลงจากรถม้าก่อน เพื่อมายืนรอรับเจ้านาย โม่ไป๋หลานจำต้องทำตัวให้คุ้นชินกับการถูกปรนนิบัติจากคนรอบข้าง ในยุคที่จากมาแม้ว่านางจะร่ำรวยแค่ไหน แต่ทุกสิ่งอย่างมักที่จะลงทำด้วยตัวเองเสมอ ซึ่งต่างจากในเวลานี้มากนัก เพราะนางคือโม่ไป๋หลาน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรย่อมต้องมีคนคอยทำให้ หากมิยินยอม นั่นเท่ากับนางกำลังลดอำนาจด้วยตนเองลง และมันจะไม่เป็นผลดีเท่าไหร่นักในการดำเนินชีวิตอยู่ที่นี่ ดังนั้นจำต้องทำตัวให้คุ้นชินเข้าไว้ หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ ให้แก่โชคชะตาที่กำลังประสบอยู่เพียงก้าวลงมายืนยังพื้นถนน หลายสายตาหันมาจับจ้องหญิงงามในชุดสีขาวราวเทพเซียนที่แย้มยิ้มน้อย ๆ โดยมิได้สนใจที่ใดเป็นพิเศษเลย“ท่านลุงเกา รอเราสองคนอยู่ที่นี่ก็แล้วกันนะ ข้าจะเดินดูข้าวของกับหรู่อี้สักครู่” โม่ไป๋หลานเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวล แต่ใบหน้าคนฟังกลับไม่ค่อยเต็มใจรับเท่าใดนัก“แต่ว่า ฮูหยินน้อย...”พ่อบ้านเกาเอ่ยทัดทาน แต่ยังมิทันพูดสิ่งใดได้มากก็ถูกยกมือห้ามเอาไว้เสียก่อน ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดข
เพราะสีที่นางเลือกนั้นมันจะขับเน้นให้เจ้าของร่างนี้ดูสง่าและสูงส่งสมฐานะของนาง ก่อนที่มือบางจะแบไปทางสาวใช้ หรู่อี้รู้หน้าที่ก่อนจะรีบวางกระดาษที่ถูกม้วนเอาไว้อย่างดีวางลงบนมือผู้เป็นนายอย่างรู้งาน“ได้เจ้าค่ะคุณหนู เชิญทางนี้ก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะจัดเตรียมทุกอย่างตามที่ท่านต้องการมิให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย” เจ้าของร้านได้รับกระดาษมาถือไว้ ก่อนจะทำการเชื้อเชิญลูกค้าของนางไปยังส่วนรับรองเพื่อทำการตกลงราคาซื้อขาย“ช้าก่อน นั่น สีฟ้าพับนั้นงามยิ่งนัก ใช่ผ้าไหมเช่นกันหรือไม่” นิ้วเรียวชี้ไปยังผ้าผืนสีฟ้าสดใส ไล่สีจากอ่อนไปเข้ม ปักลายดอกเหมยลิ่วลมงดงามมาก ราคาก็คงมิเบาด้วยเช่นกัน“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ผ้าไหมชั้นดีจากแดนเหนือ”“เอาสีชมพูลวดลายและแบบเดียวกันนั้นด้วย สองพับนั้นตัดให้คนของข้า แล้วคิดราคารวมกันเลยทีเดียว ข้าจะจ่ายไว้ก่อนแล้วค่อยให้คนที่บ้านมารับเอง มิต้องส่งไปที่จวน เข้าใจหรือไม่”“ฮูหยินน้อย…”โม่ไป๋หลานยกมือห้ามเอาไว้ ประวัติของหรู่อี้มิใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป ต่างจากชิงชิงที่ถูกนำมาขายให้แก่จวนของบิดาโม่ไป๋หลาน หรือต่อให้หรู่อี้เป็นเพียงสามัญทั่วไป แต่หากอยู่ภายใต้ปกครองของนางแล้ว จะต้อ
“ข้าไม่คิดที่จะยุ่งกับพวกท่านเลยสักนิด แต่มิอาจทนเห็นพี่ชายทั้งหลายรังแกผู้ที่ไร้ทางสู้เช่นนี้ได้ พี่ชายพอจะบอกข้าผู้น้องได้หรือไม่ ว่าเหตุใดจึงต้องทุบตีท่านลุงผู้นี้ด้วยเล่า”คำพูดที่ฉะฉานมิดังหรือเบาจนเกินไปตามเจตนาที่หญิงสาวกะเกณฑ์เอาไว้ นางต้องการพยานและคนมุงให้มากขึ้น เพื่อกดดันคนทั้งห้าและเป็นการป้องกันตัวในอีกหนทางหนึ่งด้วยเช่นกัน แม้ว่าความคิดดูจะไม่ค่อยเข้าท่าเท่าใดนักก็ตามที เพราะคนมากอันตรายก็มีขึ้นตามลำดับเช่นกัน ถอยก็ไม่ได้แล้ว ดังนั้นจำต้องยืนยัดเอาไว้ก่อน เผื่อว่าคุณชายเหล่านี้อาจเลิกรากันไป โดยมิจำเป็นต้องใช้กำลังก็เป็นได้“น้องสาว เจ้ารู้ไปแล้วจะช่วยสิ่งใดพวกข้าได้เล่า แต่ว่าใบหน้าที่งดงามอย่างน้องสาวก็ไม่แน่นะ เราอาจพอตกลงกันได้อยู่ หากเจ้าจะ…ฮา ๆ” ชายหนุ่มทั้งห้าต่างมองหญิงสาวด้วยสายตาหื่นกระหาย พากันสอดส่ายสายตาสำรวจร่างกายของสาวงามตรงหน้า ทุกคนต่างพากันหัวเราะในลำคอและคาดหวังที่จะได้ยลโฉมหญิงงามสักครั้งหรู่อี้ขยับกายเพื่อจัดการกับคนทั้งห้า เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายถูกล่วงเกินทั้งทางสายตาและคำพูด แต่โม่ไป๋หลานได้ห้ามเอาไว้เสียก่อน เพราะหากพวกนางวู่วาม ทำอะไรคุณชายเห
โม่ไป๋หลานรับคำด้วยเสียงในลำคอเบา ๆ ก่อนจะแยกออกไปช่วยพยุงขอทานให้ลุกขึ้นเพื่อออกห่างจากคนที่กำลังหยั่งเชิงกันอยู่ ชายหนุ่มทั้งห้าต่างพากันหัวเราะขบขันที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คิดจะต่อกรกับพวกเขาที่ตัวใหญ่กว่าหลายเท่า หรู่อี้มิคิดแม้แต่จะดึงกระบี่ออกจากฝัก ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกเหล่าคุณชายให้เข้าสู้กับนางพร้อม ๆ กัน ทั้งหมดหันมองหน้ากัน ก่อนที่หนึ่งในห้าจะพุ่งเข้าหาหญิงสาวก่อนผู้อื่นปึ๊ก! อั๊ก! ตุ๊บ!ร่างสูงของคนที่วิ่งเข้าใส่ฝ่าเท้าของหรู่อี้ ลงไปนอนกองอยู่กับพื้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา แม้จะเจ็บจนจุกไปหมดทั้งกายก็ตามที ด้วยเกรงว่าจะอับอายไปมากกว่าที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ส่วนคนที่เหลือไม่สนใจสายตาผู้คนแล้ว ในเมื่อหญิงสาวตรงหน้ากล้าลงมือ หักหน้าพวกตนท่ามกลางชาวเมืองมากมาย หนึ่งในสี่กลับเปลี่ยนเป้าหมาย หวังจับตัวของหญิงสาวอีกคน ซึ่งเขามิต้องคาดเดาให้ว่านางจะต้องไร้ฝีมือต่างจากหญิงสาวที่กำลังลงมือกับพวกเขาในตอนนี้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เขาก็ใช้นางเป็นตัวต่อรองได้ ซึ่งจากที่เขาสักเกตมาตลอด หญิงสาวคนนี้จะต้องสำคัญกับสาวน้อยอีกนางมากอย่างแน่นอนโม่ไป๋หลานหันกลับไปมองเหตุการณ์ทั้ง
เกาจูหมุนตัวเดินกลับไปหาผู้เป็นนายโดยไม่ได้แม้แต่จะเหลือบแลชายหนุ่มทั้งห้า ซึ่งเขารู้ดีว่าเป็นลูกหลานบ้านใดบ้างคนที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่นานอดที่จะระบายยิ้มกว้างมิได้เลยจริง ๆ เมื่อทุกอย่างจบลงในแบบที่เขาคาดไม่ถึง ครั้งแรก เขาเองกำลังจะยื่นมือไปช่วยเหลือหญิงสาว เพียงแค่เขาขยับตัวจะลุกขึ้นเท่านั้นก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่หญิงสาวได้กระทำต่อชายผู้นั้น พอมีคนเข้าช่วยเหลือแทนเขาแล้ว และมันใจว่าพวกนางสองคนรับมือได้ เขาจึงนั่งดูต่อและอดขำกับท่าทางของนางมิได้ มือบางสะบัดไปมาอยู่ด้านหลัง ไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าตัวคงเจ็บไม่น้อยเขานับถือความมีน้ำใจและกล้าหาญของนางเหลือเกิน อีกอย่าง เขารู้แล้วว่านางคือผู้ใด เมื่อชายผู้นั้นปรากฏตัวช่วยเหลือหญิงสาว และการที่เขามานั่งอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็เพราะมีเหตุชักจูงให้จำต้องมา ซึ่งเกี่ยวพันกับหญิงสาวผู้นี้เสียด้วย“มาเมืองหลวงครั้งนี้ ข้าคงมีอะไรให้ทำอีกมากทีเดียว”ชายแปลกหน้าได้แต่บ่นพึมพำอยู่เพียงลำพังพร้อมยกสุราจอกสุดท้ายขึ้นดื่ม ก่อนจะวางเงินไว้บนโต๊ะและลุกเดินออกจากร้านหายไปในฝูงชนที่เริ่มกลับมาเดินตามถนนเช่นเดิมหลังจากทุกอย่างจบลงโม่ไป๋หลานมองตามรถม้าที่ม
เพียงครู่เดียว โม่ไป๋หลานก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม ด้วยเกรงผู้คนจะคิดว่านางเป็นบ้าไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เฉียดอันตรายมาแท้ ๆ ยังจะมีอารมณ์หัวเราะอยู่อีก นางจำต้องรีบกลับมาทำตัวอ่อนหวาน ในแบบฉบับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต่อไป แทนการหัวร่อแบบไร้ที่มาอย่างเมื่อครู่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาภายในโรงเตี๊ยม เสี่ยวเอ้อร์รีบหันไปมองหน้าเถ้าแก่ของตนสลับกับสาวงามที่ยืนอยู่หน้าประตู โดยมีชายท่าทางภูมิฐาน กับขอทานสกปรกคนหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนถูกสั่งให้หยุดนิ่ง ไม่มีเสียงพูดคุยหรือถามไถ่ เพราะทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่คนทั้งสาม“พาท่านลุงผู้นี้ไปอาบน้ำชำระร่างกาย รอหรู่อี้ก่อนเถอะท่านลุงเกา ข้าจะนั่งรออยู่ที่นี่ ท่านค่อยรีบกลับมาหาข้าก็ได้”โม่ไป๋หลานเอ่ยเบา ๆ โดยมิต้องการความเห็นจากคนรับฟัง นี่คือคำสั่งนั่นเอง และไม่ต้องการให้ปฏิเสธเช่นกัน“ได้ขอรับ! ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปจัดการเลือกโต๊ะให้ฮูหยินน้อยก่อนนะขอรับ ส่วนเจ้ารอข้าสักครู่ก็แล้วกัน”“ได้ขอรับนายท่าน” ชายขอทานกล่าวตอบรับด้วยเสียงเบาหวิว เพราะเวลานี้ อกของเขาแทบจะพองอยู่แล้วจากของสำคัญบางอย่างซึ่งมันเรียกร้องจะออกมา เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจ เขาจำต้องอดทนต่อไปแม้เหงื่อจะไห
หรู่อี้พยายามที่จะคิดตามคำพูดของเจ้านาย แต่นางไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้เป็นนายแยกแยะออกได้อย่างไร ว่าใช่หรือไม่ใช่ขอทาน เพราะตลอดหลายปีมานี้ เจ้านายของนางมิเคยย่างกรายออกจากจวนเลยสักครั้ง นอกจากไปร่วมงานเลี้ยง ซึ่งย่อมไม่เคยได้พบเจอเหล่ายาจกอยู่แล้วนั้นเองโม่ไป๋หลานไม่ได้คิดที่จะหัวเราะเยาะกับคำพูดของหรู่อี้ เพราะสิ่งที่นางเห็นนั้น มันเป็นด้วยนิสัยช่างสังเกตหรือเพราะด้วยใจที่มันพาให้รู้สึกอย่างนั้น นางก็มิอาจจะอธิบายออกมาได้เช่นกัน มันรู้สึกแค่เพียงว่ามีเสียงแว่วหวานของเจ้าของร่าง คอยชักนำว่านางควรก้าวไปหาขอทานคนนั้น และช่วยเหลืออย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ แม้จิตวิญญาณเป็นของตน แต่เหมือนหัวใจยังเป็นเจ้าของร่างนี้อยู่ เพียงแค่นางเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เท่านั้น หากจะอยู่ในร่างนี้จนวันตายก็ต้องครอบครองให้สมบูรณ์ทั้งกายและใจ“เล็บมือ! ขอทานที่ไหนเล็บจะสะอาดและถูกตัดอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีขี้ดินติดในซอกเล็บเลยแม้แต่น้อย ยังมีอีกนะ ร่างกายเขากำยำเช่นคนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ มิใช่ในแบบทำงานหนักเสียด้วย เขาเป็นขอทานยากจน จะเอาอาหารดี ๆ ที่ใดมาบำรุงร่างกายกันเล่า หรือเจ้าว่ามันไม่จริงอย่างที่ข้าพูดกัน หืม!”โม
‘การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง’โม่ไป๋หลานมองออกไปนอกหน้าต่าง เรียวปากอวบอิ่มคลี่ออกน้อย ๆ ใช่แล้ว...หากมิเสี่ยงเลย ย่อมมิได้สิ่งที่ต้องการ การนั่งรอความหวังมันจะจบลงแบบที่โม่ไป๋หลานตัวจริงพบเจอมาแล้วนั่นเอง ซึ่งมันคือความตายที่โม่ไป๋หลานได้รับเป็นรางวัล แล้วทำไมนางต้องรอ มิใช่ต้องลงมือหรืออย่างไรถึงจะได้มาโม่ไป๋หลานบอกให้ทุกคนลงมือกินข้าวกันได้ ชายขอทานยังคงเก้ ๆ กัง ๆ ยังไม่กล้าที่จะลงมือ นายหญิงของโต๊ะยังคงยิ้มละมุน มิได้เอ่ยวาจาใดออกมา จนนางคิดว่ารอนานไปแล้วกับความเกรงใจของอีกฝ่ายหญิงสาวจึงได้รวบแขนเสื้อ ยื่นตะเกียบเพื่อคีบเนื้อไก่แล้วนำไปวางไว้ในถ้วยข้าวของแขกที่ร่วมโต๊ะในวันนี้ ดวงตาของชายขอทานเบิกกว้างด้วยความตกใจ มิคิดว่าหญิงสาวสูงศักดิ์จะลดตัวลงตักอาหารให้แก่คนต่ำต้อยเช่นเขาได้“ท่านลุง อย่าได้เกรงใจ กินข้าวกันก่อนเถอะนะ อย่างอื่นค่อยคุยกันทีหลัง” โม่ไป๋หลานพูดเนิบช้าพร้อมรอยยิ้มละมุนส่งให้แก่แขกของนาง“ฮูหยิน ข้าน้อยมิบังอาจ ข้าเป็นเพียงขอทานผู้หนึ่งเท่านั้น ไยท่านถึงเมตตาคนเช่นข้ากันเล่าขอรับ” ชายขอทานกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจ“เอาเป็นว่าข้าเต็มใจช่วยท่าน ว่าแต่พอจะบอกนามของท่
ภายในจวนสกุลเชี่ยดูจะสงบเงียบกว่าที่เคย แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่เรื่องที่คนภายนอกจะรับรู้ได้ เจ้าของบ้านสองสามีภรรยากำลังดื่มด่ำกับการจิบชาชั้นยอด พร้อมการสนทนากันตามประสา ซึ่งทำให้แขกผู้มาเยือนถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอือมระอากับลีลาการเฝ้ารอศัตรูของคนสกุลใหญ่ หากนางปรากฏกายต่อหน้าทั้งสองคนนั้น เพียงครู่คงมีทหารในจวนโผล่ออกมาล้อมรอบ‘หึ ๆ’ นางมีดีกว่านั้น“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เงียบ ๆ มันดูมิตื่นเต้นเท่าใดนัก พวกเจ้าช่วยปลุกพวกเขาให้ตื่นกันเลยจะดีกว่า”จบคำพูดจากการแฝงตัวในเงามืด เพื่อเฝ้ารอเวลาลงมือ กลับเปลี่ยนเป็นการลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำวางกำลังไว้อีกชั้นเพื่อการเก็บกวาด“อ๊ากก!”เพียงครึ่งก้านธูป เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็เกิดขึ้น ทหารในจวนแท้จริงคือนักฆ่ารับจ้าง ทว่า จอมโจรผู้บุกรุกก็คือกลุ่มมือสังหารชั้นยอดเช่นกัน การมาปล้นในครั้งนี้ ผู้นำมิคิดที่จะนำคนมาเพียงหยิบมือเสียเมื่อไหร่กัน การจบหมากกระดานเล็กให้สิ้นซากก็คือทุบกระดานหมากให้แหลกคามือเท่านั้น“มิต้องเชิญข้า ใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินเชี่ย ข้าดื่มกินมาอิ่มหนำสำราญมาจากบ้านแล้ว”“กำแหงนัก กล้าบุกรุกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายโดยแท
“พวกเจ้ามันปีศาจ คนสกุลโม่ช่างไร้ความเมตตา ข้ามิทัน...อัก!”พูดได้เพียงเท่านั้น ลำคอกลับมีเลือดพุ่งออกมามากมาย โดยมิได้ถูกตัวหยวนฟางสักนิด ความเร็วดุจสายลมทำให้ร่างสูงออกมายืนอยู่ห่างพอสมควรโดยในมือมีบางสิ่งติดมาด้วย ก่อนที่ชายหนุ่มจะกางมือออก สิ่งนั้นจึงร่วงลงสู่พื้นดิน“คิดจะกลืนกินคนของข้า มิเจียมตน สกุลโม่หรือไร้เมตตา หึ! ไม่คิดบ้างหรือว่ากว่าจะทำให้แผ่นดินนี้เป็นปึกแผ่นได้ คนสกุลโม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งใดบ้าง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนทั้งแคว้นเอาไว้ ปู่ข้าต้องตายเพื่อปกป้องขอทานเพียงคนเดียว เพราะนั่นคือประชาชนของพระองค์ แล้วพวกเจ้าตายเพื่อปกป้องใครบ้าง”หนึ่งในคนร้ายถึงกับตาค้าง เพราะสิ่งที่ร่วงจากมือของโม่หยวนฟาง มันคือหลอดลมของชายชุดดำ คนร้ายที่ยังมีลมหายใจอยู่เพียงหนึ่งถึงกับตัวสั่นงันงก ด้วยความหวาดกลัว คนแรกว่าอำมหิตแล้ว แต่อ๋องน้อยผู้นี้มันปีศาจชัด ๆ ชายชุดดำขยับตัวหวังจะหลบหนีฉึก! ร่างสูงของคนร้ายทรุดลงกับพื้นก่อนจะทันได้ก้าวขา“คิดจะแทงข้างหลัง! คนเช่นโม่หยวนฟาง เจ้าควรคิดให้ดีก่อน”หากมีผู้ใดมาได้ยินคำพูดของโม่หยวนฟางคงอยากตายไปสักพันครั้ง คนร้ายคิดหนี แต่ท่านอ๋องน้อยกลับกล
“จะบุรุษหรือสตรี หากรู้จักการพลิกแพลงสถานการณ์ มิใช่เรื่องยากที่จะคว้าชัยในสนามรบ อ๊ะ!”โม่ฟางเล่อหมุนกายออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่อรับรู้ถึงการจู่โจมจากทางด้านหลัง แม้จะเพียงเฉียดผ่าน ทว่ากระบี่ของศัตรูก็ได้ดื่มเลือดของนางเสียแล้ว โม่ฟางเล่อกลับมิได้สนใจบาดแผล หญิงสาวรีบล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอก ก่อนจะรีบกลืนสิ่งที่อยู่ในขวดลงไปอย่างรวดเร็ว นางยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษ แต่การป้องกันเอาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์คอยกำชับและย้ำเตือนนางอยู่บ่อยครั้ง“การที่มั่นใจเกินไป มันก็มิใช่สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่รึท่านหญิงโม่ ฮา ๆ”“สุนัขก็ยังเป็นสุนัขอยู่วันยังค่ำ ต่อให้พยายามทำตัวดั่งราชสีห์ เจ้าก็มิอาจเป็นได้ดั่งใจหมาย”จากรอยยิ้มกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคืองใจกับคำพูดของหญิงสาว“หลีกไป ข้าจะจัดการนางด้วยตนเอง”เชี่ยหยาโถวคว้าแขนของผู้คุ้มกันออกจากการบังเขาจากหญิงสาวตรงหน้า เขาถูกสตรีอ่อนแอหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี อย่างไรเสียวันนี้ เขาจะพิสูจน์ให้นางได้เห็นว่าคำพูดพล่อย ๆ ของสตรีเช่นนางนั้นมิใช่ความจริง“มาจบเรื่องกันเถอะ คุณชาย อย่าถ่วงเวลาพวกข้าให้มากไปกว่านี้อีกเลย”มือบางใช
คล้อยหลังโม่หยวนฟางไปเพียงครู่เดียว ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสีขาวได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนที่กำลังสั่นระริกไปทั้งร่างด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ถาโถมเข้ามา เขาพ่ายแพ้ได้อย่างน่าอับอายเป็นที่สุด การต่อสู้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ เขากลับกลายเป็นคนพิการ และรอเพียงเวลาถูกลงทัณฑ์จากผู้เป็นนายที่แท้จริง“หึ ๆ คนเก่งของท่านพ่อ ไยตอนนี้ถึงกลายมาเป็นเพียงคนไร้ค่าเช่นนี้ เจ้าก็ดีแต่ปาก หลงเป่า”“คนที่ดีแต่ปาก ข้าว่าน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หึ ๆ นึกว่าผู้ใดกัน แท้จริงก็เป็นคุณชายขี้โรคจากสกุลเชี่ยนี่เอง เชี่ยหยาโถว”ขวับ! ชายหนุ่มในชุดสีขาว หันกลับไปตามเสียงในทันที ทว่ากลับไร้วี่แววของเจ้าของเสียง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของหลงเป่าที่ตอนนี้ถูกจับตัวเอาไว้โดยโม่หยวนฟาง“เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เห็นทีคงมิอาจปล่อยท่านอ๋องน้อยให้มีลมหายใจต่อไปไม่ได้แล้วสินะ”“ฮา ๆ ปล่อยให้ข้ามีลมหายใจรึ ช่างกล้าพูดนะ คุณชายเชี่ย เจ้าไม่ใช่ตั้งใจจะกำจัดข้าอยู่ก่อนแล้วหรืออย่างไรกัน คนที่ขี้ขลาดแท้จริงคือตัวเจ้า อย่าได้โทษใครอื่นอีกเลย”“อย่าพูดให้มากความท่านอ๋องน้อย ข้ามาถึงขนาดนี้ย่อมต้องมีของพิเศษรอต้อนรับท่านอ๋องอยู่ก่อนแล
คนชุดดำไถลตัวลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว พร้อมกระบี่ยาวชี้ตรงสู่กลางศีรษะของเมี่ยวจ้าน แม้จะสวมหมวกเอาไว้ แต่ทว่า ประสาทสัมผัสของนางนั้นเป็นเลิศมิแพ้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย แส้ทองถูกสะบัดฟาด ไปด้านบนศีรษะด้วยกำลังภายในอันมหาศาลร่างของชายชุดดำที่กำลังคิดจะปลิดชีวิตของหญิงสาว มิอาจหลบได้ทัน ด้วยความเร็วที่ไม่ทันได้คาดคิดว่าจะถูกตอบโต้อย่างกะทันหันเช่นนี้ สำหรับเมี่ยวจ้านแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมองขึ้นไปเลยด้วยซ้ำตุบ! ร่างของคนร้ายตกกระแทกพื้น โดยที่ศีรษะตกกลิ้งหลุน ๆ ไปอีกทาง ตอนนี้ธนูถูกวางลง อาวุธประจำกายถูกนำออกมาใช้แทน ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ด้วยจำนวนคนของฝ่ายนางมีน้อยกว่า ดังนั้นจำต้องจบทุกอย่างให้เร็ว หากยืดเยื้อมากไปกว่านี้รังแต่จะเสียเปรียบมากกว่าจะคว้าชัยมาอย่างปลอดภัย“ท่านเมี่ยวจ้าน”“อย่าแตกตื่นไป ท่านพี่ม่อตู เมี่ยวจ้านมิใช่เด็กน้อยแล้วนะ”ฟึบ!ม่อตูสะบัดผ้าคลุมกันอาวุธลับเพื่อมิให้ต้องกายผู้เป็นนาย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของนายสาวของตนเอง สำหรับเขาแล้ว องค์หญิงเมี่ยวจ้านคือน้องสาวตัวน้อยที่เขาเฝ้าปกป้องมานับตั้งแต่พบเจอกัน เมื่อนางยังเป็นเพียงทารกจนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้
‘โดยเฉพาะเจ้า โม่หยวนฟาง ข้าจะต้องทำให้เจ้าก้มหัวแทบเท้าข้าให้จงได้’โม่หยวนฟางซึ่งเบนหัวม้าให้ตนเองถอยกับมารั้งท้ายทุกคน โดยมีคนสนิทเคียงข้างกายอยู่เพียงสองคน ทั้งสามไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ต่อกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าแค่เพียงสบตาพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำสิ่งใดชายหนุ่มมั่นใจในตัวของสหายรักว่าจะปกป้องน้องสาวของเขาได้เป็นอย่างดี โม่ฟางเล่อเล่อทำสิ่งที่ควรได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะพลาดพลั้งก็แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือการระวังหลังซึ่งเขามั่นใจว่าสองสาวคงต้องการให้เป็นเขาที่ทำหน้าที่นี้แทนโม่หยวนฟางแอบชำเลืองมองไปยังคนรักของตนที่อยู่อีกฝั่งของถนน โดยมีองครักษ์คู่ใจของนางคอยประกอบข้างมิห่างกาย ชายหนุ่มทั้งห้าผู้มาจากจิ้งหนาน ซึ่งมีหัวหน้าองครักษ์ม่อตูเป็นผู้เอ่ยปากขอติดตามนายของตนมา มิเช่นนั้นจำต้องใช้อำนาจที่มีนำตัวหญิงสาวกลับสู่แคว้นในทันทีแต่ทว่าเวลาเช่นนี้ เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างไรไม่รู้ที่มีคนคอยปกป้องนางเมื่อยามต้องเจอศึกที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีโอกาสรอดมากน้อยเพียงใด“ข้าอีกแล้ว ไยต้องมาลงที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเช่นข้าตลอดเลย”เสมือนว่าคำพูดของโม่หยวนฟางเป็นการเปิดศึกในครั้งนี้ก็มิปาน เพียงจบคำพ
ส่วนด้านนอกรถม้า สองแม่ทัพสกุลหยางแทบไร้การพูดคุยกันเช่นในอดีต หยางซานซินยังคงทำตัวเป็นปกติ ทว่า สิ่งที่แตกต่างก็ฉายชัดออกมาอยู่นั่นเอง เมื่อเขาดูจะไม่ใยดีบุตรชายซึ่งอยู่บนหลังอาชาเคียงข้างเขาอยู่ในขณะนี้ฝั่งหยางซานหลางก็ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย จากคนที่นิ่งขรึมมาตลอด บัดนี้เรียกได้ว่าตลอดทั้งร่างของชายหนุ่มนั้นปลดปล่อยแต่เพียงรังสีแห่งการฆ่าฟัน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้าที่ชายหนุ่มจะเก็บงำทุกอย่างเอาไว้ มิแสดงตัวตนของเขาออกมาให้ผู้อื่นได้รับรู้มากถึงเพียงนี้แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของแม่ทัพทั้งสองจะสร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ติดตามทั้งหมด ทว่าก็ไร้ซึ่งคำถามจากทุกคน เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นำ“ซานหลาง เจ้าจงเว้นระยะห่างกับพระนางกุ้ยเฟยให้มากขึ้นอีกสักหน่อยก็ดีนะ”แม้จะเป็นคำพูดที่ดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงความนัยที่ทำให้ผู้ฟังขุ่นเคืองใจอยู่มากทีเดียว หยางซานหลางชำเลืองมองผู้ที่บัดนี้เขาต้องเรียกว่าบิดาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองตรง ๆ ตามเส้นทางอันยาวเหยียดพร้อมรอยยิ้มยังมุมปาก“ขอรับท่านพ่อ แต่ถ้าจะให้ดี ท่านพ่อเองก็ควรระวังใจของตนเองเอาไว้ให้มากเช่นกัน
‘คำว่าแพ้มีให้แก่คนอ่อนแอเท่านั้น และมันมิใช่ข้า’“ทูลพระนางเต๋อเฟย ลู่กงกงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”กั๋วเต๋อเฟยเหลือบขึ้นมองคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าให้กับอี้ถิง หญิงสาวย่อกายให้แก่ผู้เป็นนาย ก่อนจะหมุนกายออกไปยังห้องด้านนอก เพื่อทำตามประสงค์ของเจ้าของตำหนักเมื่อมีผู้มาเยือน การเดินหมากของนางก็จำต้องยุติลง มือวางสะบัดมือเพียงครั้ง ผ้าผืนบางที่วางอยู่บนโต๊ะได้ปลิวสะบัดก่อนจะคลุมลงยังกระดานหมากบนโต๊ะ เสมือนมีคนจับวางก็มิปาน ร่างระหงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปยังห้องรับรองชั้นนอกลู่กงกงรีบโค้งกายลงต่ำ เมื่อเจ้าของตำหนักเดินนวยนาดออกมาจากหลังม่านไข่มุก“ลู่เฟย ถวายบังคมพระนางเต๋อเฟยพ่ะย่ะค่ะ”“ตามสบายลู่กงกง วันนี้มาพบข้า ท่านคงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ ว่ามาเถิด”“ทูลพระนาง กระหม่อมนำพระบัญชาของฝ่าบาทมาแจ้งแก่พระนางพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงข้ารึ”ใบหน้างามซับสีเลือดในทันที เมื่อนึกถึงบุรุษผู้องอาจผู้เป็นพระสวามีของนาง แม้ทรงมีพระชนม์มายุมากแล้ว ทว่ากลับยังคงความหล่อเหล่าเฉกเช่นวัยหนุ่มสาวก็มิปาน จากแต่เดิมที่นางท่องจำว่าเพราะหน้าที่กับการสมรสในต่างแดนครั้งนี้ กลับกลายเป็นว่านางปรารถนาที่จะเคียงคู่
วังหลวงบุรุษในชุดมังกรเดินวนไปมาเสมือนพยัคฆ์ติดบ่วง โดยมีร่างงามของสตรีในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์นั่งมองคนที่เดินไปมาด้วยความนึกขัน“จะทรงเดินอีกนานรึไม่เพคะ ฝ่าบาท”“จะให้ข้านิ่งนอนใจได้อย่างไรกันฮองเฮา ผู้อาวุโสมิรู้พากันสนุกสนานอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้ กองทัพเคลื่อนพลสู่เมืองหลวงด้วยวิธีที่แยบยลนัก หึ ๆ เป็นข้าเอง ผิดที่ข้าฮองเฮา ข้าชักนำศึกเข้าเมืองเร็วเกินไป”ร่างสูงก้าวไปนั่งยังเก้าอี้ข้างฮองเฮา โดยที่พระนางยังคงสนใจในตำราหลังจากอีกฝ่ายนั่งลง“หากเป็นท่านผู้อาวุโสก็จะทำเช่นพระองค์เพคะ อย่าทรงโทษพระองค์เองไปเลยเพคะ ไม่ว่าอย่างไร คนพวกนั้นก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ดี การเดินเกมในบางครั้ง การปล่อยให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาบ้างก็อาจเป็นผลดี”“ข้าไม่ถัดการวางแผนเช่นเจ้านี่ ภรรยาข้า หึ ๆ”“แต่ทรงเป็นนักรักที่เก่งกาจใช่ไหมเพคะ”“ฮา ๆ วางใจเถอะฮองเฮา จะไม่มีสตรีใดมาแทนที่เจ้าได้”เมื่อรู้ว่ามีผู้มาเยือนได้ก้าวเข้าสู่ห้องชั้นนอก สองสามีภรรยาจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นหยอกล้อกันแทนห้องโถงรับรอง ตำหนักเหลียน“ลู่กงกง ท่านมาตามหาฝ่าบาทหรือเจ้าคะ”“เชียงเชียง เจ้าช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก ฝ่าบาททรงมาแอบอยู่