“ขวัญกลับมาแล้วค่ะ”
ออราของความสุขพวยพุ่งมาตามสาย จนคนปลายสายอดที่จะขัดคอไม่ได้ “เสียงระรื่นเชียวนะ แล้วยังไง เธอคืนบ้านให้เอเดนแล้วเหรอ”“ใช่ค่ะ ขวัญกับคุณติณณ์เคลียร์บ้านพักกันทั้งวัน ทำท่าจะไม่เสร็จเอาดื้อๆ คุณป้าเลยบอกให้ทิ้งไว้แค่นั้น แล้วจะให้คนงานไปทำต่อทีหลัง ขวัญกับคุณติณณ์เลยขนเสื้อผ้ากลับมาที่บ้านบางกรวย”“สรุปว่าเธอกลับมาคืนดีกับผัวแล้ว?”“เรียกว่าคืนดีได้ยังไง ขวัญกับเขาไม่เคยเลิกกันสักหน่อย”“เฮ้อ! นี่แหละน้า เขาถึงว่าอย่าออกตัวแรงกับเรื่องของผัวเมียเขา ฉันเคยบอกให้แม่ไปด่านายติณณ์ให้สำนึกไม่ทัน ดีนะที่แม่ไหวตัวทัน จัดไปแค่เบาๆ ไม่งั้นคงพากันเบรกแตกหน้าแหกทั้งคู่”“ขวัญไม่ปล่อยให้พี่ภัสกับแม่ต้องเป็นแบบนั้นหรอก”ขวัญรดาส่งเสียงอ้อน เพิ่งรู้นะว่ามีเรื่องอย่างนี้ด้วย ไม่เห็นติณณ์บอกเธอเลย“น้อยไปสิ”“พรุ่งนี้ขวัญจะไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านช่วงค่ำๆ พี่ภัสอยู่บ้านหรือเปล่าคะ” เพราะวันพรุ่งนี้เป็นทำงา“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ภัส คุณติณณ์ได้ส่วนลดจากเจ้าของที่ดินมาพอสมควร ถือว่าเราได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย ส่วนคุณติณณ์ก็เลิกแหย่พี่ภัสได้แล้ว และอย่าเอาเรื่องที่พี่ภัสบอกไปฟ้องคุณเอเดนนะ เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติด”ขวัญรดารีบเข้ามาสงบศึก...คิดอยู่แล้วเชียวว่าสองคนนี้จะพูดจากันดีๆ ได้สักกี่คำ“หัดมองโลกในแง่ดีอย่างน้องสาวของเธอบ้างนะ”ติณณ์พูดลอยๆ ส่วนภัสสราก็คันปากยิบๆ...เธอมองโลกในแง่ร้ายตรงไหน ก็แค่ไม่อยากให้เขากับน้องสาวเสียผลประโยชน์ให้กับเศรษฐีหน้าใหม่อย่างเอเดนเท่านั้นเอง แต่ใครจะรู้ว่าเธอทำคุณบูชาโทษกันเล่า“คุณก็เลิกกัดพี่ภัสได้แล้ว พี่ภัสหวังดีกับคุณ”“สั่งสอนไปอีกยายขวัญ ให้ผัวของเธอสำนึกได้เสียทีว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” คนอย่างภัสสราถนัดซ้ำเติมคนอื่นอยู่แล้ว“เคยได้ยินคำว่าผัวเมียถือเป็นคนคนเดียวกันไหมครับคุณภัสสรา” ติณณ์ย้อน ก่อนจะวิเคราะห์อย่างคนรู้ดี “เธอช่วยต่อราคารถให้เอเดน มันถือเป็นเรื่องธรรมดาของเธอ ยังไงก็ช่วยกันรักษาผลประโยชน์อยู่แล้ว ฉันกับขวัญถือเป็นคนนอก เราเข
ติณณ์ส่ายหน้า อยากบอกเธอว่าไม่เป็นไร แต่เขาพูดไม่ออก ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาของคนที่ได้รู้ตัวว่ากำลังจะเป็นพ่อคนกำลังเอ่อท้นออกมา จนภรรยาต้องหยิบกระดาษทิชชูมาซับออกให้ภัสสราดีใจที่ตัวเองจะมีหลาน แต่พอหันไปเห็นโหมดซึ้งของผัวหนุ่มเมียสาวแล้วเธอกลับทำหน้าไม่ถูก เพราะมันไม่ชิน อีกทั้งการได้เห็นคู่ปรับเก่ามีน้ำตาคลอหน่วยตา มันก็ทำให้เธอรู้สึกผิดคาด ชาตินี้ไม่คิดว่าจะเห็นภาพนี้ของเขา คนแข็งกระด้างอย่างนายติณณ์นี่นะเหรอจะมาเสียน้ำตาให้ใคร แต่มันก็เป็นไปแล้ว แถมยังเสียน้ำตาให้คนที่ยังไม่ได้เห็นหน้า...ตอนนี้หลานของเธอคงโตเท่าเม็ดถั่วเขียวอยู่ในพุงของน้องสาว“ฮะแฮ่มๆ” เรียกร้องความสนใจไปหนึ่งกรุบ แล้วพูดขึ้นมา ก่อนที่สองผัวเมียจะดึงดรามากันไปไกล “กินข้าวกันเถอะ ฉันหิวแล้ว ส่วนขวัญก็กินเยอะๆ กินเผื่อหลานของฉันด้วย ไม่ต้องกลัวอ้วนแล้ว นาทีนี้เธออยากกินอะไรก็กิน เดี๋ยวฉันจะซื้อขนมเจ้าอร่อยไปให้เธอกินด้วย”คนที่ทำตัวได้ปกติมากที่สุดก็คงเป็นคุณวิจัยและคุณจงกล หญิงชายวัยกลางคนมองลูกเขยและลูกสาวคนเล็กนิ่งๆ ก่อนที่คนเป็นพ่อจะพูดขึ้นมา“ขวัญไปตรวจท้องกับ
“ขอให้จริงเถอะ”“ผมพูดจริง”“ขวัญรู้ คุณพูดเรื่องจริงทุกครั้ง แม้กระทั่งตอนที่ไม่ได้รักก็บอกว่าไม่รัก”“ตอนนี้รักขวัญ” ติณณ์ย้ำให้เธอเข้าใจและรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองการต้องอยู่โดยไม่รู้อะไรเลย ทั้งที่แบกความสงสัยไว้เต็มอก มันคงทรมานใจและอึดอัดใจสิ้นดี ที่ร้ายกว่านั้นมันอาจทำให้สถานการณ์บานปลาย เพราะอีกฝ่ายอาจจะคิดไปเอง ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นกับเขาและขวัญรดาแล้วติณณ์รู้ซึ้งดีแล้ว เขาไม่โทษใคร นอกจากโทษตัวเองที่ไม่แสดงความชัดเจนและไม่ยอมเปิดปากพูดให้เธอเข้าใจในเรื่องที่สงสัยเองความสุขของครอบครัวเป็นอย่างนี้เองหลังจากได้พบเจอสิ่งนี้จากบ้านของพ่อวิจัยและแม่จงกล ขวัญรดาก็ไม่คาดหวังว่าตนจะได้รับโชคเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากแต่งงาน เธอถึงได้ไม่หวังว่าติณณ์จะมอบมันให้กับเธอ ขวัญรดาหวังเพียงว่าเธอและเขาอยู่ร่วมกันโดยไม่ทำร้ายจิตใจกัน เพราะเธอไม่อยากมีชีวิตเหมือนแม่แท้ๆ ของตัวเองทว่าในวันนี้ สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นเหนือจากความคาดหมาย หลังจากที่ทั้งสองหนุ่ม
ติณณ์ยิ้ม นั่นเป็นการแสดงความรักของแม่...แม่สะดวกแบบไหน เขาก็ยินดีรับแบบนั้น อีกทั้งยังถือเป็นเรื่องโชคดีสำหรับเขาที่ขวัญรดาไม่ใช่คนช่างเรียกร้อง ออกไปในทางเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ เสียด้วยซ้ำ...หากตัดปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนที่เกิดจากตัวเขาเองมาตั้งแต่ต้น เรียกได้ว่าการอยู่กับขวัญรดานั้นช่างราบรื่น แทบจะไม่มีปัญหาอะไรเลยไม่ว่าที่ผ่านมาเขากับขวัญรดาเริ่มต้นกันมาอย่างไร แต่นับจากนี้เขาจะสร้างครอบครัวร่วมกับเธอ เขาจะมีผู้หญิงคนนี้คอยอยู่เคียงข้างติณณ์ภูมิใจที่เลือกคนไม่ผิด เขาแทบไม่ได้ใช้สมองและเหตุผลในการเลือกเธอเข้ามาในชีวิต...มีเพียงความรู้สึกและสัญชาตญาณนำทางไปเท่านั้น‘แคทหวังว่าพี่ติณณ์จะรู้ประวัติของว่าที่เจ้าสาวตัวเองดีแล้ว’‘ทำไมแคทพูดอย่างนี้ ขวัญก็เป็นญาติของแคทนะ’‘ไม่เคยเป็นค่ะ แคทเป็นญาติกับพี่ภัส แต่ไม่ได้เป็นอะไรกับขวัญ ถ้าพี่ติณณ์พูดอย่างนี้ก็แสดงว่ายังไม่รู้ที่มาที่ไปของเจ้าสาวตัวเอง ระวังจะเจอแมวย้อมสีนะคะ’คัทลียาบุกมาหาเขาถึงห้องทำงานหลังจากที่เขาประกาศว่าจะแต่งงานกับขวัญรดา ทั้งที่เขากับเธอเลิกรา
“กว้างไปค่ะ” คำตอบช่างไม่คุ้มกับเวลาที่รอคอยนานนับนาที “เรามองอนาคตไม่เหมือนกัน แถมระยะหลังเวลาผมมองแคท ผมก็คอยแต่นึกถึงแม่ของผม มันไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงทั้งสองคนหรอก แต่ผมก็รู้ว่าตัวเองคงหาความอบอุ่นหรือที่พักใจจากพวกเธอได้ยาก...ผมเคยถามแคทถึงภาพในอนาคต ตอนนั้นผมกับแคทยังคบหากันดี ขวัญต้องรู้ว่าผมรวบรวมความกล้ามากแค่ไหนถึงกล้าถามคำถามนี้ออกไป เพราะผมเองก็มีธงในใจวางไว้แล้ว” ขวัญรดารับฟังนิ่งๆ พยายามไม่ตัดสินคนรักเก่าของเขาเร็วเกินไป เธอวางอคติลง เพราะอยากเข้าใจเรื่องราวของเขาให้ถ่องแท้ “แคทเรียนจบมาจากต่างประเทศ ได้ตำแหน่งนางงามมาครอง และตอนนั้นเธอเพิ่งพ้นหน้าที่หลังจากการครองตำแหน่งมาเป็นเวลาหนึ่งปี มีข้อเสนอดีๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาให้เธอเลือก ขวัญคงเดาได้ว่าแคทเลือกอะไร ผมเข้าใจแคทได้ แต่พอผมถามแคทว่ามีภาพของครอบครัวเรายังไง แคทหัวเราะ เธอหาว่าผมบ้า เธอไม่เคยมีภาพนั้นในหัว ยังไม่รู้เลยว่าตัวเธอเองจะเดินไปถึงจุดนั้นหรือเปล่าด้วยซ้ำ” “มันก็ไม่มีใครผิด คุณแคทมีต้นทุนชีวิตที่สูง เธอเติบโตมาดี มีรูปสมบัติและความสามารถครบ เธอจึงมีสิทธิ์เลือก เชื่อว่าเธอมั่นใจ
“ภัสแค่สวยมากและมีความสามารถพอตัวน่ะ”เจ้าตัวให้เหตุผลที่คิดว่าเป็นเรื่องจริงที่สุดแล้ว หากคนฟังได้ทำหน้าเหม็นเบื่อ“ดีทุกอย่าง แต่เสียอย่างเดียว ชอบชมตัวเองให้ฉันหมั่นไส้”“ทำไมเราต้องรอให้คนอื่นชมด้วยล่ะ ถ้าอยากได้คำชมให้ชีวิตสดใส เราก็จัดให้ตัวเองเลย”เหตุผลดี๊ดีตามวิถีของผู้หญิงมั่นในยุคสมัยนี้“คนอื่นยังจำเป็นสำหรับเธอไหม”เมื่อเจ๊หวานถาม ใบอ้อก็ไม่พลาดที่ตอบ“ไม่ต้องแล้วมั้ง”“ฉันเห็นอนาคตของภัสสรารำไร คงอยู่ในวงการบันเทิงไปยาวๆ แล้วโหนคานต่องแต่ง ปล่อยให้ดารารุ่นเดียวกันออกเดตกับนักธุรกิจนอกวงการบ้าง ไฮโซตัวพ่อบ้าง ส่วนตัวเองก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่สนใจใคร”ภัสสราหัวเราะขำกับคำวิจารณ์ของช่างแต่งหน้าที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนร่วมก๊วน...ไม่อยากบอกเลยว่าเธอก็มองเห็นภาพตัวเองไม่ต่างจากนี้แหละวันนี้บ้านสองชั้นที่แสนร่มรื่นซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ได้ต้อนรับคุณจรุงจิตต์ผู้เป็นภริยาของปลัดกระทรวงกับลูกสาว หลังจากพวกเธอห่างหายไปจากบ้านหลังนี้นาน
“มานี่มา…จุ๊บแตงโมทีหนึ่ง”คนที่เดินเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเหงื่อไหลซ่กทั้งตัวกวักมือเรียกคนในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขายาวผ้ายืดให้เดินมาหา เจ้าหล่อนก็แสนน่ารัก รีบปรี่ตรงไปอย่างไม่รอช้าติณณ์โอบกอดภรรยา แล้วก้มลงจูบท้องนูนๆ ของเธอ วันนี้ขวัญรดามีอายุครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว เห็นท้องป่องชัดเจนขึ้น หากแขนขาของเธอยังเรียวเล็ก แทบไม่มีส่วนใดเปลี่ยนแปลงนอกจากหน้าท้อง...น้ำหนักที่หมอสั่งควบคุมไม่ให้เกินเดือนละสองกิโลกรัม เธอก็ทำได้อย่างดี ตอนนี้สุขภาพของแม่และลูกก็แข็งแรง ซึ่งเป็นที่น่าพอใจสำหรับคุณหมอ“รั้วคาวบอยเป็นยังไงบ้างคะ”“ช่างบอกว่าอีกสองวันก็เสร็จแล้ว”พื้นที่เกือบสองไร่ที่ได้มาใหม่กำลังจะถูกล้อมรั้ว ขวัญรดามีความฝันอยากมีทุ่งหญ้าที่ถูกห้อมล้อมด้วยรั้วคาวบอย เธอจดจำภาพนั้นมาตั้งแต่เด็กเมื่อคราวครอบครัวไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ พอถึงวันนี้เธอจึงอยากสร้างรั้วคาวบอยไว้ในอาณาจักรเล็กๆ ของตัวเอง“ดีเลยค่ะ ขวัญทำผังไว้แล้วว่าตรงไหนจะปลูกผักอะไร พอช่างทำรั้วเสร็จ ขวัญจะให้คนงานทำโรงเรือนปลูกต้นไม้และกระบะปลูกผักไว้ให้ขวั
หากวันเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน รายการของติณณ์ที่เคยอยู่ในสภาพร่อแร่กลับมาผงาดขึ้น แถมยังมีแนวโน้มว่ามันอาจจะดังมากกว่าตอนที่เธอเคยทำร่วมกับเขาเสียอีกนั่นเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คัทลียาตัดสินใจยกเลิกสัญญาการเป็นนางแบบที่นิวยอร์ก เธอไม่อยากปล่อยให้เวลาชีวิตสูญเปล่าโดยที่ไม่เห็นความหวัง เธอควรกลับมาเมืองไทย เพราะโอกาสยังเปิดรอเธออยู่“พี่ติณณ์แต่งงานทำไม”เรื่องนี้ยังติดอยู่ในใจ แต่ก่อนหน้านี้คัทลียาไม่เคยหยิบมาพูดถึง เพราะเธอคิดว่ามันไร้ค่าเกินกว่าจะเสียเวลาไปสนใจ...“คุณพฤกษ์ต้องการให้คุณติณณ์แต่งงานก่อนจะรับโอนหุ้นของบริษัท คุณพฤกษ์ต้องการมั่นใจว่าเขาจะมีทายาทสืบสกุลและสืบทอดธุรกิจต่อไป คุณติณณ์เลยประกาศแต่งงานกับเด็กคนนั้น”“พี่ติณณ์ไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้แคทรู้ เขาเคยถามแคทเรื่องการแต่งงานและการมีครอบครัว...แต่ตอนนั้นแคทรู้สึกว่ามันตลกเกินไป แคทกับพี่ติณณ์ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ แถมแคทก็เพิ่งได้รับโอกาสในการทำงาน”ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าเวลาเพียงปีกว่าสามารถบ่มเพาะผู้ชายคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมั่นคงและดูดี
เวลาบ่ายสองโมงของวันหยุด เด็กชายวัยเก้าขวบหน้าตาคมคายส่อแววหล่อเหลาเดินเข้ามาในบ้าน หลังจากที่เขาไปช่วยพนักงานเสิร์ฟอาหารอยู่ในร้านอาหารของแม่ซึ่งตั้งอยู่ในแปลงที่ดินข้างบ้านขวัญรดามองลูกชาย เมื่อไม่เห็นว่าลูกสาวกลับมาพร้อมกัน ทั้งที่ตอนขาไป ลูกทั้งสองคนยังเดินจับมือกันอยู่เลย เธอจึงคิดจะถาม...แต่เจ้าตัวก็ฟ้องขึ้นมาเสียก่อน“คุณแม่ครับ ข้าวหอมไม่ยอมกลับบ้านอีกแล้ว”“น้องทำอะไรอยู่คะ แล้วน้องอยู่กับใคร”“น้องขายผักกับอยู่พี่มุกครับ เมื่อกี้น้องถ่ายคลิปลงติ๊กต็อกด้วย ทั้งสองคนทำอะไรกันก็ไม่รู้ น่าเบื่อมาก ต้นรอไม่ไหว คุณแม่ไปตามน้องกลับบ้านหน่อยสิครับ”ดูท่าทางคนเป็นพี่ชายจะไม่สบอารมณ์ในตัวน้องสาวจริงๆ ขวัญรดาจึงต้องคุยต่อเพื่อหาสาเหตุ“ป้าจ๋าอยู่กับน้องใช่ไหมจ๊ะ แม่ว่าเราปล่อยให้น้องอยู่ที่ร้านไปก่อนก็ได้นะ”ป้าจ๋าเป็นพี่เลี้ยงของลูกสาวมาตั้งแต่เจ้าตัวยังเป็นเด็กอ่อน หากมีพี่เลี้ยงคนนี้อยู่ด้วย ขวัญรดาก็วางใจว่ามีคนที่ดูแลลูกสาวแทนตนได้“ป้าจ๋าอยู่ด้วยครับ แต่ต้นไม่ชอบให้น
“พ่อคับ...กินคุกกี้”น้องแต็งค์หรือเด็กชายตนุธิป เด็กชายที่เพิ่งเป่าเค้กวันเกิดครบรอบสองขวบไปเมื่อหลายเดือนก่อน ถือกล่องใส่คุกกี้ช็อกโกแลตมาให้คุณพ่อลูกสามช่วยเปิดฝากล่องให้คุณพ่อลูกสาม?ถูกต้องแล้ว...คุณพ่อที่เคยยืนยันเสียงหนักแน่นว่าเขายังไม่คิดจะมีลูกคนต่อไป ตราบใดที่ลูกคนแรกยังไม่โตพอ อีกทั้งเขาจะต้องได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเสียก่อนหากในความเป็นจริงนั้น แค่เพียงน้องต้นกล้าอายุได้หกเดือน ขวัญรดาก็ตั้งท้องลูกคนที่สองด้วยความยินยอมพร้อมใจกันของทั้งสองคน โดยท้องนี้พวกเขาได้ลูกสาวหน้าตาจิ้มลิ้มมาอุ้มชู พวกเขาตั้งชื่อให้ลูกสาวว่าน้องข้าวหอมหรือเด็กหญิงเขมนิจ ปัจจุบันเด็กหญิงอายุได้แปดขวบแล้ว ซึ่งพ่อกับพี่ชายนั้นหวงแม่หนูมาก“หนูขออนุญาตคุณแม่หรือยังครับ คุกกี้กล่องนี้คุณแม่เก็บไว้ให้พี่ๆ กินด้วยหรือเปล่า”“แต็งค์จะกินคุกกี้แลต”พ่อหนูน้อยยืนยัน เป็นอันรู้กันว่าคุกกี้ช็อกโกแลตเป็นของโปรดของเจ้าตัว อย่าหวังว่าจะยอมแบ่งให้ใคร แถมยังทำท่าทางขัดใจอย่างสุดฤทธิ์เมื่อถูกพ่อพูดจาตะล่อมหวังจะให้เปลี่ยนใจ&
หนึ่งเดือนถัดจากนั้น ณ โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่คุณอิงอรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แตงโมน้อยก็ได้ฤกษ์ออกมาลืมตาดูโลกคุณแม่มือใหม่เข้าไปนอนรอคลอดอยู่ในห้องพักพิเศษสองวัน ลูกชายคนแรกของเธอถึงคลอดออกมา ทารกน้อยเนื้อตัวอวบอ้วน ภัสสราที่มาเยี่ยมหลานในทันทีเมื่อรู้ข่าวก็บอกอย่างตื่นเต้น“เมื่อกี้ฉันไปดูหลานในห้องเด็ก หลานตัวโตมาก แทบจะตัวโตที่สุดในบรรดาเด็กที่นอนเรียงกัน ทั้งที่ขวัญตัวเล็กนิดเดียว แถมตอนท้องก็ไม่ได้อ้วนขึ้นเลย”“น้ำหนักตัวของขวัญก็ขึ้นนะคะ แต่ขึ้นตามเกณฑ์ของคุณหมอ ขวัญกินอาหารตามที่หมอแนะนำ ขวัญไม่ได้กลัวอ้วนนะ แต่ขวัญคิดถึงแต่ลูก อยากให้ลูกได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนมากที่สุด”“มันได้ผลจริงๆ นะ เพราะลูกของเธอตัวโตเชียว”“พ่อเขาก็ตัวโต หน้าตาหล่อคมกระเดียดไปทางพ่ออีกนั่นแหละ”คุณจงกลที่อยู่เฝ้าขวัญรดามาทั้งวันพูดแทรกขึ้น เพราะนางพินิจหลานชายอยู่สักพักใหญ่ แล้วจึงได้ข้อสรุปตามนั้น“จริงด้วยสิ ภัสลืมไปเลย”ภัสสราไม่ได้แกล้งน้องเขย แต่เธอลืมไปจริงๆ ว่าหลานชายที่หน้าตาน่
“โดนจนได้นะแคท จำเป็นบทเรียนไว้เลยว่าทีหลังอย่าร้ายกับคนที่ไม่ได้ร้ายกับเรา แต่ถ้าใครร้ายมา เราก็ร้ายตอบ อันนี้ไม่ผิดกติกา แถมเรายังหาแนวร่วมได้อีกด้วย”รุ่นใหญ่ในวงการบันเทิง เพราะทำงานมาตั้งแต่เด็ก พูดด้วยอารมณ์ไม่ได้ดังใจขณะดูข่าวของญาติตัวเองทางโทรศัพท์มือถือ คนเป็นน้องสาวที่นั่งลูบท้องโตๆ อยู่ข้างๆ ก็ถอนหายใจ“ขวัญรู้สึกไม่ดีเลย มีทางไหนที่เราพอจะช่วยคุณแคทได้บ้างไหมคะ”ยอมรับว่าพอกำลังจะมีลูก เธอก็รู้สึกอ่อนไหวไปเสียหมด ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อนเพราะตัวเอง ซึ่งภัสสราก็เข้าใจน้องสาวดี“เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ นะขวัญ เราช่วยใครไม่ได้หรอก ส่วนตัวแคทเองก็มีมูลค่าในวงการบันเทิงมากพอ เดี๋ยวเขาก็ไปต่อได้ เราไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเรา แคททำตัวของเขาเอง ติณณ์ก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันมากเกินไป เขาแค่ตอบโต้แคทเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว งานนี้เรียกว่าแคทแพ้ภัยตัวเอง”“แต่ถึงกับถูกปลดออกจากละคร มันก็หนักไปนะ”แม้ไม่เคยอยู่ในจุดนั้น หากขวัญรดาคิดว่าตนพอจะเข้าใจความรู้สึกของคัทรียา มันคงไม่ต่
นายชัชชัยเสียชีวิตในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในสองวันต่อมา ลูกและภรรยาต่างก็เสียใจ แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็รู้สึกโล่งใจไปด้วย...จบสิ้นกันสักทีในส่วนความรับผิดชอบที่มีต่อเหยื่อและครอบครัวนั้น หน่วยงานที่นายชัชชัยสังกัดอยู่ได้ออกมากล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง อีกทั้งพร้อมแสดงความรับผิดชอบโดยไม่มีการโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นภรรยาและลูกทั้งสองคนของนายชัชชัยก็ไม่ทอดทิ้งใคร นอกจากคำขอโทษที่มีต่อทุกคน พวกเขายังคงให้ความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานที่ออกหน้ามาดูแลผู้เคราะห์ร้ายแม้แต่ปกรณ์ซึ่งเป็นสามีของผู้หญิงที่นายชัชชัยเคยชุบเลี้ยง เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ลูกและภรรยาของนายชัชชัยก็ให้ความช่วยเหลือเขาเช่นเดียวกัน ในขณะนี้ปกรณ์ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีวีรยาคอยดูแลอย่างไม่ยอมห่าง ซึ่งอาการของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆไม่มีใครอยากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้...เป็นอย่างที่ลูกชายของนายชัชชัยคาดไว้จริงๆ ไม่มีญาติของนายชัชชัยมาร่วมงานศพของเขาสักคน ในงานคงมีแต่ภรรยาและลูกที่จัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นอย่างเร่งรีบและรวบรัดเท่านั้นขวัญรดาทำบุญไปให้นายช
“ภัสคุยกับติณณ์อยู่ค่ะ ติณณ์ไม่ให้ขวัญดูข่าว บ้านนั้นจะปิดทีวีทั้งวัน ติณณ์จะคอยติดตามข่าวแล้วบอกกับขวัญเอง ส่วนขวัญก็รู้เรื่องแล้ว ขวัญทำใจกับเรื่องนี้ได้ค่ะ”ภัสสราเคยโกรธนายชัชชัยนักหนาที่ตัดรอนขวัญรดา เขาไม่ยอมรับว่าขวัญรดาเป็นลูกสาว นับตั้งแต่ขวัญรดาย้ายมาอยู่กับครอบครัวของเธอ ผู้ชายคนนั้นก็ไม่เคยมาหาและไม่เคยติดต่อน้องสาวอีกเลยทว่าในเวลานี้ ภัสสรากลับนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาให้เหตุการณ์ในอดีตเบนไปในเส้นทางนั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้ขวัญรดาไม่รู้สึกผูกพันกับพ่อผู้ให้กำเนิด ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป น้องสาวของเธอก็จะทำใจยอมรับทุกเรื่องได้ง่ายขึ้น“แตงโม...แตงโมชื่ออะไรดีครับ เดี๋ยวพ่อเอาชื่อมาให้หนูเลือกนะ”เสียงของว่าที่คุณพ่อดังอยู่เหนือศีรษะ คนท้องที่อิงซบอยู่กับอกเขาต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง“คุณติณณ์เอาชื่อมาจากไหนคะ”“เว็บไซต์สำหรับตั้งชื่อลูก มีแต่ชื่อมงคลความหมายดีๆ ทั้งนั้น”“งั้นบอกมาเลยค่ะ ขวัญจะช่วยแตงโมเลือกเอง”“ตนุธิป ตนุนันท์ ตนุพัชร์...สามชื่อน
หากแค่หันหลังกลับมา วีรยาก็เย็นวาบไปทั้งตัว...ชัชชัยกำลังเล็งปืนมาที่เธอ“แค่กูลั่นไก มึงก็ตายห่า”วีรยายืนนิ่งงัน กลั้นลมหายใจและไม่ตอบโต้เขา...ปืนจ่อหน้าผากอย่างนี้ ใครไม่กลัวตายบ้างล่ะ มัจจุราชคงยืนขนาบข้างเธอแล้วเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วินาที แต่วีรยารู้สึกเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์ กระทั่งปืนกระบอกนั้นลดต่ำลง ลมหายใจที่กลั้นเอาไว้จึงค่อยๆ ผ่อนออกมา สัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดกำลังพุ่งพล่านอยู่ในอกวีรยาฉวยโอกาสที่มีอยู่น้อยนิดเข้าไปนั่งในรถ เธอรีบสตาร์ตรถ มือที่กำพวงมาลัยรถกำลังสั่นระริก หางตาชำเลืองแลชัชชัยอย่างหวาดกลัว ก่อนที่รถญี่ปุ่นคันกะทัดรัดจะพุ่งทะยานผ่านประตูรั้วออกไปจากบ้านพักริมทะเลหลังนั้นรถญี่ปุ่นคันสีแดงแล่นห่างจากบ้านพักริมทะเลได้ประมาณสองกิโลเมตรในทิศทางตรงเข้าสู่ตัวเมือง คนขับสาวเห็นสภาพร่อแร่ของผู้ชายที่นั่งข้างๆ เธอก็รู้สึกสงสารเขาจับใจ“คุณเต้ยอดทนไว้นะ วีกำลังจะพาคุณไปหาหมอ”“หนีก่อน...อย่าวางใจเขา”เสียงแหบห้าวดังแผ่วเบา วีรยาได้ยินไม่ชัด แต่เธอไม่ได้ถามเขาซ้ำ เพราะใจของเธอกำลัง
ซู่ ซู่ ซู่...เสียงคลื่นทะเลซัดสาดดังอยู่ไม่ไกล หญิงวัยสี่สิบปีที่ยังสาวและสวยอยู่มากเพราะดูแลตัวเองดี พลิกกายบนเตียงนอน ก่อนจะวาดแขนไปยังที่นอนข้างๆ แต่เธอกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า“ไปไหนของเขานะ?”เจ้าของร่างเปลือยเปล่าลุกขึ้นนั่ง เธอคว้าเสื้อคลุมนอนที่ถอดทิ้งไว้ตรงปลายเตียงขึ้นมาสวม แล้วเดินออกไปตามหาคนที่นอนกกกอดกันทั้งคืน“คุณเต้ย...คุณเต้ยอยู่ไหนจ๊ะ”เสียงหวานเพรียกหาพลางยกมือขึ้นมาสางผมยาวเป็นลอนใหญ่เพื่อจัดทรงไปด้วยบ้านทั้งหลังเงียบสนิท สาวใหญ่ชะโงกหน้าไปมองในห้องนั่งเล่น หากไร้วี่แววคนที่กำลังตามหา เธอจึงคิดจะกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เพราะคิดว่าชายหนุ่มคงออกไปเดินเล่นริมหาด...เดี๋ยวเขาก็กลับมาพลันหางตาแลเห็นเงาวูบไหวหลังผ้าม่านกรองแสงที่กั้นผนังกระจกของห้องโถง หัวใจของเธอกระตุกแรง เพราะเงาร่างนั้นคล้ายคนคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี สาวใหญ่ตรงไปผลักประตูบานนั้นให้เปิดออกอย่างไม่รีรอ“พี่ชัชมาที่นี่ได้ยังไง”เธออุทานถาม...เป็นเขาจริงๆ ด้วย การต้องเผช
สองหนุ่มสาวก้าวขึ้นมาบนสำนักงานเขตด้วยท่าทางเร่งรีบ พวกเขากลายเป็นจุดสนใจของประชาชนที่มาใช้บริการกันอย่างเนืองแน่น เพราะความสวยหล่อและความมีชื่อเสียงของคนทั้งคู่ อีกทั้งไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เจอพวกเขาในสถานที่แห่งนี้ภัสสรากวาดสายตามองหาน้องสาว เมื่อเกือบชั่วโมงก่อน เธอได้รับสายจากเจ้าตัวว่าขอให้มาเป็นพยานในการจดทะเบียนสมรส ภัสสราจึงตามมาเมื่อเห็นว่ามีช่วงเวลาว่างมากพอ หากเมื่อคนที่อยู่ใกล้ๆ รู้เรื่องเข้า เขาก็อาสามาเป็นพยานด้วยอีกคน โดยที่ไม่มีใครร้องขอเขาเลยเรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ...ภัสสราอยากป่าวประกาศให้เจ้าของสายตาหลายคู่ที่มองมาแล้วหันไปซุบซิบได้เข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เธอกับเขาเข้ามาในแผนกจดทะเบียนสมรสในเวลาใกล้เที่ยงของวันนี้“พี่ภัสทางนี้ค่ะ” เสียงของขวัญรดาทำให้ทั้งสองคนหันไปมอง ก่อนจะตรงปรี่ไปหาคนท้องที่นั่งบนเก้าอี้รอคิวหน้าห้องทำการ“ใกล้จะถึงคิวขวัญพอดี ขอบคุณคุณเอเดนที่เสียสละเวลามาเป็นพยานให้ขวัญกับคุณติณณ์ด้วยนะคะ ฉุกละหุกหน่อยค่ะ ขวัญกับคุณติณณ์มาถึงที่นี่แล้วถึงได้รู้ว่าเราต้องมีพยานมาด้วย ขวัญเลยต้องโทร.ไปบอกพ