ทิศเหนือพ่อเลี้ยงหนุ่มใหญ่วัย 36 ปีเดินเข้ามาตรวจโรงงานเฟอร์นิเจอร์ซึ่งนานๆ ครั้งเขาถึงจะเข้ามาแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าลูกน้องของตนเองนั้นอยู่กันครบทุกคนทั้งที่วันนี้มีนัดว่าจะต้องไปรื้อถอนบ้านหลังหนึ่งซึ่งตกลงซื้อแล้วจะเอาไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งได้นัดแนะกันไว้แล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนและมีกำหนดจะรื้อถอนวันนี้
“ทำไมอยู่กันครบล่ะไหนว่าจะไปหรือบ้านตาสัก” พ่อเลี้ยงถามลูกน้องที่กำลังช่วยกันขัดเตียงไม้สักให้ขึ้นเงา
“ตาสักเปลี่ยนใจไม่ขายแล้วครับพ่อเลี้ยง” สมหมายหนึ่งในคนงานตอบ
“ได้ยังไง เงินแกก็รับไปแล้วครึ่งหนึ่งนะ สัญญาก็มี” พ่อเลี้ยงหนุ่มทำหน้าไม่พอใจเท่าไหร่
“แกว่าจะขายทั้งบ้านและที่ดินให้ยายช่อเอื้องครับ”
“นายช่อเอื้องแกจะซื้อไปทำไมบ้านแกก็มีแล้วนะ”
“ก็ตอนนี้หลานสาวแกกลับมาอยู่บ้าน ตาสักก็เลยอยากจะถามขายให้แกอีก เพราะถ้าขายให้ยายช่อเอื้องก็จะได้ขายทั้งที่ดินและบ้านไปพร้อมๆ กัน”
“ฉันเพิ่งรู้นะว่ายายช่อเอื้องแกมีหลานด้วย แล้วหลานแกจะซื้อจริงๆ ใช้ไหม”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
“แบบนี้งานเราก็ไม่เดินกันพอดี เอาละเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปคุยกับหลานของยายช่อเอื้องเองถ้ามันมีปัญหามากนักฉันก็จะซื้อที่ด้วยเลย”
“พ่อเลี้ยงจะเอาที่มาทำไมครับ” สมหมายถามอย่างแปลกใจเพราะที่ดินของพ่อเลี้ยงก็มีมากมายอยู่แล้ว
“กำลังอยากได้บ้านในเมืองสักหลัง” พ่อเลี้ยงตอบไปแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยคิดจะมีบ้านที่ไหนเพราะที่มีอยู่ก็สุขสบายดีอยู่แล้ว
ตอนนี้พ่อเลี้ยงหนุ่มกำลังหัวเสียเพราะถ้ายังไม่สามารถรื้อถอนได้ก็หมายความว่าจะได้ไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ช้าไปด้วยและมันก็จะใกล้ถึงกำหนดส่งงานลูกค้าซึ่งเขาไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด
“จะไปไหนแต่เช้าละลูก” แม่เลี้ยงบุปผามารดาของชายหนุ่มถามหลังจากที่เห็นลูกชายทานอาหารเช้าแล้วดูรีบร้อนจะออกจากบ้าน
“ไปดูบ้านตาสักครับแม่”
“ได้ไม้ดีๆ มาเยอะไหมล่ะ”
“ยังไม่ได้สักแผ่นเลยครับแม่”
“แม่จำวันผิดเหรอ นึกว่าไปรื้อตั้งแต่เมื่อวานเสียอีก” เธอมองวันที่บนหน้าปัดนาฬิกาแล้วถามลูกชาย
“ไม่ผิดหรอกครับ เมื่อวานลูกน้องผมไปแล้วแต่ตาสักเปลี่ยนใจไม่ขาย”
“อยู่ดีๆ จะเปลี่ยนใจได้ยังไง หรือแกไปรวยที่ไหนมาถึงได้ไม่อยากจะขายบ้านแล้ว”
“แกว่าอยากจะขายให้ยายช่อเอื้องกับหลานสาวครับ”
“หลานสาวเหรอ หนูน้ำปิงกลับมาอยู่กับยายแล้วเหรอ”
“สมหมายมันว่าอย่างนั้นครับ ผมยังไม่เคยเจอ แม่รู้จักเหรอครับ”
“รู้สักสิ หนูน้ำปิงเป็นหลานสาวคนเดียวของยายช่อเอื้อง เธอไปเรียนโรงเรียนโรงเรียนประจำที่เชียงใหม่ตั้งแต่ชั้น ม. 4 จากนั้นก็ไปทำงานที่กรุงเทพได้ไม่นานก็ย้ายไปทำงานที่อเมริกา”
“แม่รู้ละเอียดจังเลยนะครับ”
“ก็เจอยายแกทีไรนายก็พูดถึงเรื่องหลานสาวทุกที แม่ยังเคยเปรยว่า อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้”
“แม่ผมยังไม่อยากมีเมีย” พ่อเลี้ยงรีบบอกมารดาเพราะเขานั้นยังอยากมีอิสระและไม่อยากจะมีข้อผูกมัดกับใครทั้งนั้น
“แม่ก็ไม่ได้บังคับนี้ ลองไปรู้จักกันก่อน”
“ป่านนี้เธอคงไม่โสดแล้วมั้งครับแม่ครับแม่ อีกอย่างเท่าที่ฟังก็คงอายุน้อยกว่าผมเยอะเลย”
“ก็น่าจะสิบปีได้นะ เรื่องโสดหรือเปล่านี่แม่ไม่แน่ใจ”
“แล้วสวยไหมครับ” พ่อเลี้ยงถามไปตามประสาคนที่ชอบผู้หญิงสวยๆ
“น่าจะสวยนะ เพราะยายช่อเอื้องสมัยยังสาวๆ ก็สวยมาก”
“สวยมากของแม่กับของผมบางครั้งมันก็ต่างกันนะครับ แล้วคนสวยๆ มันก็หายากที่จะโสด” พ่อเลี้ยงทิศเหนือบอกมารดา
“มันก็ไม่แน่นะลูก ดูอย่างลูกแม่สิ ทั้งหล่อทั้งรวยแบบนี้ยังโสด”
“ที่ผมโสดก็เพราะผมตั้งใจโสดไงครับแม่”
“แม่ว่าเราน่ะโสดมานานเกินไปแล้วนะเหนือ”
“ผมไม่อยากหาเหาใส่หัวนี่ครับ ใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องมีภาระ ไม่ต้องรับผิดชอบใคร อยากสนุก อยากมีความสุขก็แค่ใช้เงิน”
“มันก็ถูกของเรานะ แต่บางครั้งคนเรามันก็ต้องมีคู่คิดบ้างนะ ถ้ามีใครสักคนที่เป็นคู่คิด เป็นเพื่อนเราได้มันก็ดี”
“ผมก็มีแม่เป็นคู่คิดไงครับ”
“ตอนนี้แม่ยังเป็นคู่คิดของเหนือได้ แต่อีกไม่กี่ปีแม่ก็คงไม่ไหว แม่อยากเข้าวัดฟังธรรมกับเขาบ้าง ถ้าเราทำให้แม่เป็นห่วงแบบนี้ระวังจะบาปเอานะ” แม่เลี้ยงบุปผาบอกกับบุตรชายที่อายุมากขนาดนี้ยังไม่คิดจะแต่งงานสักที
“นี่ถึงขั้นเอาเรื่องบาปบุญมาพูดเลยเหรอครับแม่”
“แม่ก็พูดไปเรื่อยตามประสาคนแก่”
“แก่ที่ไหนครับแม่เลี้ยงบุปผายังสาวยังสวยอยู่เลย”
“อย่ามาทำปากหวานกับแม่หน่อยเลย แม่ไม่หลงกลหรอก”
“ผมพูดจริงนี่ครับ เวลาผมไปไหนกับแม่ใครๆ ก็คิดว่าเป็นพี่สาว”
“พอเลยๆ ไม่ต้องมาประจบแม่ นี่จะหลอกให้แม่คุยเรื่องอื่นแล้วลืมเรื่องของตัวเองใช่ไหมล่ะ”
“ใครจะทำอย่างนั้นกัน”
“ก็เรานั่นแหละ แล้วนี่เมื่อคืนกลับซะดึกเลยไปไหนมาล่ะ”
“ก็ไปหาอะไรที่มันคลายเครียดไงครับแม่”
"ระวังด้วยนะ สนุกได้แต่อย่าให้มีปัญหาตามมาทีหลังล่ะ ถึงแม่อยากจะให้ลูกแต่งงานมาแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเลือกใครก็ได้นะเหนือ”
“แล้วแบบไหนล่ะที่แม่อยากได้”
“แบบที่รักลูกของแม่จริงๆ ไม่ใช่รักที่เงินของลูกไง”
“แค่นั้นเองเหรอ”
“ใช่แค่นั้นเอง”
“ข้อเดียวของแม่นี่ยากเหมือนกันนะครับ”
“มันก็ต้องมีสักคนสิลูก ลองเปิดใจดู ผู้หญิงบางคนเขาก็ไม่สนใจเงินทองหรอก”
“แต่มันหายากนะครับแม่”
“อะไรที่หายากมันก็มีคุ้มค่านะเหนือ”
“ผมไม่อยากกา เขาว่าของแบบนี้ถึงเวลาก็มาเอง”
“ปีนี้ก็ 36 แล้ว ถ้า 40 ยังไม่มีหลานให้แม่ก็เตรียมไปขอลูกบุญธรรมเลยนะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับแม่ แม่บอกเองว่าเนื้อคู่ผมจะมาตอนอายุ 36 นี่ครับ”
“นั่นสิแม่ลืมไปเลย สงสัยปีนี้จะได้สะใภ้จริงๆ สักที แม่เลี้ยงบุปผายิ้ม เพราะเธอรอคอยวันนี้มานานแล้ว หลังจากที่ผ่านมาได้แต่สะใภ้ชั่วคราวที่ลูกชายคบไปทั่วและยังไม่คิดจริงจังกับใคร
“อย่าทำเป็นเล่นนะทิศเหนือ ถ้าเจอคนที่ใช่ถูกใจก็อย่ารีรอ คว้าได้ก็รีบคว้า”
“ถ้าผมถูกใจเขา แล้วเขาไม่ถูกใจผม ล่ะ ให้ผมจับปล้ำเลยไหม”
“เอาสิเดี๋ยวแม่ไปประกันตัวเอง” แม่เลี้ยงบุปผาพูดแล้วก็หัวเราะรู้ว่าลูกชายคงไม่ทำอะไรโดยไม่คิดแบบนั้น
แม่เลี้ยงบุปผาเห็นว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะพาลูกชายไปรู้จักกับหลานสาวของยายช่อเอื้องโดยไม่ดูเป็นการจงใจเท่าไหร่ เธอจึงไม่รอช้าที่จะเดินตามลูกชายลงมาจากบ้านไม้สักหลังใหญ่ซึ่งอาศัยอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น“แม่จะรีบไปไหนครับ” ทิศเหนือหันมาถามมารดาที่ดูรีบร้อนจนน่าตกใจ“แม่ว่าจะไปด้วย”“ไปไหนครับ”“ก็ไปบ้านตาสักไม่ใช่เหรอ แม่จะไปช่วยคุยด้วยไง”“ไม่เป็นไรครับแม่ผมคุยเองได้ บางทีตาแกอาจจะแค่อยากได้เงินเพิ่ม” พ่อเลี้ยงคิดว่าน่าจะเพราะเรื่องเงินเลยทำให้ตาสักแกไม่ยอมชายทั้งที่รับเงินไปบางส่วนแล้ว“ก็นั่นแหละ แม่จะได้ช่วยพูดให้ไง ลูกไม่รู้เหรอว่าแม่ของลูกน่ะโน้มน้าวใจคนเก่งมาแค่ไหน”“ผมรู้ แต่ผมไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อย”“ไม่เหนื่อยเลย รีบไปกันเถอะ”ยังไม่ถึงทันที่เขาจะห้ามมารดาก็เดินอ้อมไปเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็วทำให้พ่อเลี้ยงทิศเหนือจำต้องยอมให้มารดาตามไปที่บ้านตาสักด้วย“ตาแต่ใจแล้วเหรอว่าจะขายบ้านกับที่ดินให้หลายยายช่อเอื้องจริงๆ” พ่อเลี้ยงหนุ่มถาม“ใช้สิพ่อเลี้ยง”“แล้วเรื่องที่เราตกลงกันไว้ล่ะ ตารับเงินผมไปแล้วครึ่งหนึ่งนะครับ”“เดี๋ยวตาคืนให้”“แต่ทำแบบนี้มันผิดสั
เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมการเสนอราคาครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการประมูลสักเท่าไหร่“ผมชักสนุกกับเกมของคุณแล้วสิน้ำปิง”“ถ้างั้นพ่อเลี้ยงก็เสนอราคามาสิคะ ฉันนับหนึ่งถึงสามแล้วคุณวางโทรศัพท์ตรงหน้าตาสักนะ”“เดี๋ยวสิ ไหนๆ ก็จะทำแบบนี้แล้วผมขออะไรอีกอย่างได้ไหมล่ะ”“อะไรคะ” มนสิชาเลิกคิ้วถาม“ถ้าตาสักขายบ้านให้ผมคุณต้องไปกินข้าวกับผมหนึ่งมื้อ ตกลงรับข้อเสนอของผมไหมล่ะ”“ทำไมฉันต้องรับข้อเสมอของคุณล่ะคะ”“เพราะถ้าคุณไม่ทำตามข้อเสนอของผมอาจจะเอาสัญญาที่จะตาสักเซ็นไว้มาเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้นะ”“ได้สิงั้นฉันตกลง แต่บอกก่อนนะ ถ้าคุณแพ้ทั้งบ้านและที่ดินของตาสักจะเป็นของฉัน”“แน่นอน” พ่อเลี้ยงหนุ่มให้คำมั่นทั้งสองคนแทบจะไม่ต้องใช้เวลาคิดเพราะต่างก็มีตัวเลขในใจอยู่แล้ว“ส่งโทรศัพท์มาสิ คว่ำหน้าจอไว้ทั้งสองคนนั่นแหละ” แม่เลี้ยงบุปผาบอกพ่อเลี้ยงเป็นคนวางโทรศัพท์ลงก่อน จากนั้นมนสิชาก็วางตามลงไป“ตาสักหงายขึ้นมาสิ ดูซิว่าเขาให้ราคาที่พอใจไหม”“ครับแม่เลี้ยง” เจ้าของบ้านค่อยๆ เอื้อมมืออันเหี่ยวย่นของตนเองไปพลิกโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องให้หงายขึ้น เขามองหน้าสองคนสลับไปมาเมื่อเห็นว่าตัวเลขมัน
หลังจากรื้อถอนบ้านของตาสักไปแล้วพ่อเลี้ยงทิศเหนือก็ปรับพื้นที่เตรียมไว้โดยเขายังไม่รู้ว่าจะสร้างอะไรแต่ก็ไม่อยากให้ที่มันดูรกร้างจนเกินไป“ขอโทษด้วยนะครับยายที่ช่วงนี้ผมทำเสียงดังรบกวนคุณยายมากไปหน่อย” พ่อเลี้ยงเดินมาคุยกับยายช่อเอื้องที่บ้านหลังจากที่ตนเองสั่งงานกับคนงานไว้แล้ว“ไม่รบกวนหรอกจ้ะพ่อเลี้ยง พอเข้าบ้านแล้วเสียงมันก็ไม่ดังเท่าไหร่ แล้วนี่พ่อเลี้ยงคิดจะทำอะไรเหรอ ยายเห็นปรับที่ไว้เรียบเชียว” “ยังไม่รู้เลยครับ ยายว่าผมจะทำอะไรดีล่ะ” “มาถามคนแก่อย่างยายจะได้ประโยชน์อะไรล่ะ” “ได้สิครับ ยายมีประสบการณ์มากกว่าผมนะครับ” “ยายก็เป็นแค่ครูที่เกษียณแล้วเท่านั้นเองเรื่องธุรกิจไม่รู้เรื่องกับเขาหรอก” “ผมเคยคิดจะทำหอพักนะครับ แต่ก็กลัวจะวุ่นวายและรบกวนคนอื่น” “มันเป็นที่ของพ่อเลี้ยง ถ้าอยากจะทำอะไรก็ทำเลย” “หรือบางทีผมอาจจะทำเป็นอาคารพาณิชย์ให้คนเช่า ยายว่าดีไหมครับ” “เข้าท่าดีนะ เก็บค่าเช่าไปเรื่อยๆ” “นั้นสิครับ ผมว่าจะลองปรึกษาแม่อีกที ถ้าถึงตอนนั้นผมจะให้ยายไปอยู่ที่บ้านผมดีไหม เสียงจะได้ไม่รบกวน” พ่อเลี้ยงเข้าใจดีว่าสุขภาพของยายช่อเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่เขาจึงอยากให้ท่านได้พัก
มนสิชารอไม่นานนักนายแพทย์ท่านหนึ่งก็ออกมาแจ้งอาการของผู้ป่วย“หมอคะ ยายของฉันเป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวถามด้วยความร้อนใจ“ยายของคุณมีอาการน้ำท่วมปอดอาจจะต้องให้นอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาขับปัสสาวะจากนั้นก็ต้องประเมินดูอีกทีหนึ่งว่าหัวใจเป็นยังไงบ้าง” “แล้วเรื่องที่จะต้องทำบอลลูนล่ะคะ” “เรื่องนั้นเราค่อยดูกันอีกทีครับ ตอนนี้เราต้องรีบรักษาภาวะหัวใจวายเฉียบพลันก่อน เดี๋ยวเราจะย้ายยายของคุณไปนอนบนวอร์ดก่อนเพื่อรักษาอาการต่อครับ” “หมอคะยายจะไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ” “หมอยังให้คำตอบไม่ได้เพราะร่างกายของคนไข้ค่อนข้างอ่อนแออีกครั้งโรคต่างๆ ก็รุมเร้าตอนนี้ท่านยังตรวจเจอเบาหวานอีกด้วย” “อะไรนะคะ ยายเป็นเบาหวานเหรอคะ” มนสิชาตกใจเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย“ครับระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก คงต้องตรวจละเอียดอีกครั้งถึงจะรู้ ระหว่างนี้จนถึงเช้าอย่าเพิ่งให้ยายคุณทานอะไรนะครับ จนกว่าจะเจาะเลือดในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้” “ได้ค่ะคุณหมอ แล้วมันจะอันตรายมากไหมคะ”“ผมไม่รู้ว่าท่านเป็นมานานหรือยังนะ” “ยายไม่เคยบอกเลยค่ะว่าเป็นเบาหวาน” “แต่เท่าที่ตรวจวันนี้ระดับน้ำตาลในเลือกสูงมาก และถ้าระดับน้ำตาลสูงมากๆ ม
พอถึงเวลาเที่ยงแม่เลี้ยงบุปผากับพ่อเลี้ยงทิศเหนือก็มาเยี่ยมยายช่อเอื้องซึ่งเป็นเวลาที่มนสิชากำลังให้อาหารทางสายยางกับยายของเธอเสร็จพอดี“สวัสดีค่ะแม่เลี้ยง พ่อเลี้ยง” หญิงสาวยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าดีใจมากแค่ไหนที่เห็นคนมาเยี่ยมคุณยายของเธอ“หมอบอกว่าเป็นยังไงบ้างล่ะยาย” แม่เลี้ยงถามด้วยความห่วงใย“เป็นหลายอย่างเลยล่ะแม่เลี้ยง” ยายช่อเอื้องพยายามจะตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง“หมอบอกว่ายายมีอาการหัวใจวายเฉียบพลันค่ะ แล้วก็ระดับน้ำตาลในเลือดสูงค่ะ” มนสิชาตอบคำถามแม่เลี้ยงแทนคุณยายที่ยังดูเหนื่อยจนต้องให้ออกซิเจนทางจมูก“หนูไม่ต้องกังวลหรอกนะ ถึงมือหมอแล้ว”“หนูกลัวค่ะแม่เลี้ยง ยายไม่เคยป่วยเลย พอป่วยทีหนึ่งก็เป็นหลายโรคเลย”“เดี๋ยวป้าจะนั่งคุยกับยายหนูเองนะ หนูไปพักหน่อยดีไหม ป้าทำกับข้าวมาให้”“ขอบคุณนะคะ” มนสิชาไม่ปฏิเสธน้ำใจของแม่เลี้ยงเพราะตอนนี้เธอไม่มีใครอื่นให้พึ่งพาเลย น้าสายหยุดเองก็กำลังยุ่งเรื่องของตนเองเพราะสามีของเธอก็ประสบอุบัติเหตุจนต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจึงปลีกตัวมาดูแลยายของเธอไม่ได้“ไปนั่งทานตรงนู้นไหม มีที่นั่งสำหรับญาติอยู่นะ” พ่อเลี้ยงทิศเหนือเอ่ยชวน“หนูจะรีบไป
ตลอดเวลาที่ยายช่อเอื้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีเพื่อนๆ ที่พอทราบข่าวแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่ไม่ขาดสายแต่คนที่มาบ่อยที่สุดก็คือพ่อเลี้ยงทิศเหนือ มันเลยทำให้เธอกับเขาสนิทกันมากขึ้น เพราะมนสิชานั้นไม่ค่อยมีเพื่อนที่นี่เท่าไหร่ผ่านไปสองเดือนสิ่งที่หญิงสาวมาตลอดก็เกิดขึ้น ยายช่อเอื้องอาการทรุดลงและจากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ มนสิชาเสียใจที่ตอนนี้เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว แต่เธอก็ไม่เสียดายเลยเพราะรู้สึกว่าตนเองได้ใช้เวลาอยู่กับท่านอย่างเต็มที่ หญิงสาวอยู่ดูแลยายของเองทุกวันแม้ในวาระสุดท้ายยายของเธอจะพูดไม่ได้ แต่มนสิชาก็ใช่วิธีเขียนตัวหนังสือลงบนไวท์บอร์ดและให้ยายพยักหน้าแทนคำพูด เธอเอารูปภาพเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเธอและยายมาเปิดให้ท่านดู ก่อนนอนก็พากันสวนมนต์ทุกคืน จนกระทั่งยายของเธอนั้นได้จากไปอย่างสงบด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดวันนี้เป็นวันครบรอบการจากไปของยายช่อเอื้องหนึ่งร้อยวันมนสิชามาทำบุญที่วัดและไปมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ยายของเธอเคยสอน ก่อนจะกลับมาที่บ้านของตนเองเพื่อเตรียมอบคุกกี้ไปฝากขายที่ร้านกาแฟซึ่งแม่เลี้ยงบุปผาเป็นคนแนะนำเนื่องจากท่านเคยได้ท
ถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่เธอคุยกับพ่อเลี้ยง หญิงสาวมองตารางงานของตนเองในโทรศัพท์ก่อนจะโทรไปหาพ่อเลี้ยงทิศเหนือเพื่อนัดทานอาหารเย็นตามที่ได้คุยกันไว้“สวัสดีครับน้ำปิง” ปลายสายตอบรับเกือบจะทันทีที่เธอกดโทรออก“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง” มนสิชาทักทายไปก่อนแต่ยังไม่พูดถึงเรื่องทานอาหารเพราะถ้าเกิดเขาลืมขึ้นมาเธอก็กลัวจะหน้าแตก“ที่โทรหาผมวันนี้แสดงว่าคุณมีเวลาไปทานข้าวกับผมแล้วใช่ไหมครับ” “ค่ะ ฉันว่างเย็นวันจันทร์กับวันพุธ พ่อเลี้ยงสะดวกเวลาไหนคะ” “เอาเป็นเย็นวันจันทร์ก็ได้ครับ” “ค่ะ ส่วนจะไปทานร้านไหน ฉันคงต้องรบกวนพ่อเลี้ยงนะคะ เพราะฉันไม่รู้เลยว่าที่นี่ร้านไหนอาหารอร่อย” มนสิชามักจะฝากท้องกับร้านอาหารตามสั่งเพราะเธอทำอาหารไม่ค่อยเป็น “คุณอยากทานแบบไหนล่ะครับ ผมจะได้แนะนำถูก” “ฉันเป็นคนกินง่ายค่ะ อะไรก็ได้” “คุณกินอาหารเหนือไหมล่ะ” “กินค่ะ” “จะเป็นไรไหมถ้าผมจะชวนคุณมากินข้าวที่บ้านผม เพราะแม่ผมทำอาหารเหนืออร่อยมาก” พ่อเลี้ยงทิศเหนือไม่ได้พูดเกินจริงเพราะมารดาของนั้นทำอาหารเหนืออร่อยมาก แต่ก่อนท่านเคยเป็นแม่ครัวในร้านอาหารที่เชียงใหม่ แต่พอแต่งงานก็ลาออกและตามสามีมาอยู่ที่ลำพูน“
รุ่งเช้าของวันใหม่มนสิชาตื่นนอนมาเปิดประตูบ้านให้กับคนงานของแม่เลี้ยงบุปผาในเวลาเจ็ดโมงเธอต้องแปลกใจเพราะนอกจากคนงานสองคนแล้วพ่อเลี้ยงทิศเหนือยังตามมาอีกด้วย“พ่อเลี้ยงไม่น่าลำบากมาเลยนะคะ” “ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ผมก็แค่อยากมาดูว่าเขาทำงานกันเรียบร้อยดีไหม ไม่อยากให้เสียชื่อน่ะ” เขาแก้ตัวไปแบบนั้นแต่แท้จริงแล้วตนเองก็อยากจะมาช่วยดูว่าทุกอย่างนั้นเป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็นหรือเปล่า“ขอบคุณนะคะ ที่อุตส่าห์มาตั้งแต่เช้า” “ครับ ผมมาแต่เช้าจริงๆ นั่นแหละยังไม่ได้กินอะไรมาเลย” “ที่บ้านมีแต่กาแฟกับขนมปัง พ่อเลี้ยงกินได้ไหมคะ ฉันทำกับข้าวไม่เป็นค่ะ” “ได้สิ ผมกินง่าย” “แล้วคนงานสองคนนั้นล่ะคะ เขากินอะไรมากหรือยัง” “เขากินมาแล้วครับ เหลือแค่ผมคนเดียวที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย” “จะเข้าไปกินข้างในบ้านหรือจะให้ยกออกมากินที่ระเบียงดีคะ” “ข้างในก็ได้ครับ” พ่อเลี้ยงทิศเหนือเดินตามมนสิชาเข้าไปในบ้านชั้นเดียวพื้นยกสูงมีบันไดขึ้นเพียงแค่สามขั้นบ้านหลังนี้เขาเคยมาแล้วหลายครั้งแต่ยังไม่เคยเข้ามาถึงบริเวณห้องครัวเลยสักครั้งเพราะส่วนใหญ่ก็จะนั่งคุยกับยายช่อเอื้องที่หน้าบ้านหรือไม่ก็แค่ที่ห้องรับแขกเท่านั
ตลอดบ่ายของวันนี้พ่อเลี้ยงทิศเหนือและมนสิชาทำตัวราวกับเป็นคู่รักที่มาออกเดต พวกเขาเดินซื้อของด้วยกันเสร็จก็ดูหลังกันต่อ ก่อนจะพากันมาทานอาหารเย็นที่ร้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง“อาหารร้านนี้อร่อยมากค่ะ พ่อเลี้ยงนึกยังไงถึงพาฉันมากินสเต๊กล่ะคะ” “ผมเห็นคุณทานแต่อาหารไทยมานานก็เลยคิดว่าคุณน่าจะอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ร้านนี้เจ้าของเป็นคนฝรั่งเศสนะ แต่ที่ทำให้เราน่าจะเป็นรุ่นลูก” “พ่อเลี้ยงมากินบ่อยเหรอคะ” “แต่ก่อนมาบ่อยครับ แต่ช่วงหลังไม่ค่อยได้มาเพราะแม่มีร้านประจำอีกร้านที่เป็นเพื่อนของแม่ ผมเลยต้องเปลี่ยนร้านตามใจท่าน” แม้ชอบรสชาติอาหารร้านนี้มากแค่ไหนแต่เขาก็ยอมทำตามใจมารดา“ดูเหมือนว่าพ่อเลี้ยงไม่เคยขัดใจแม่เลยนะคะ” “ใช่ครับ เราเหลือกันแค่สองคนอะไรที่ทำให้ท่านสบายใจผมก็ยินดีทำ” “คุณจะทำตามท่านทุกอย่างเลยไหมคะ” มนสิชาถามเพราะถ้าเกิดว่าวันหนึ่งมารดาของเขาจะหาผู้หญิงมาให้เพราะเคยได้ยินแม่เลี้ยงบุปผาเปรยว่ายังไงปีนี้ลูกชายของแม่เลี้ยงจะต้องมีข่าวดีเรื่องคู่ครอง ซึ่งถ้าพ่อเลี้ยงตามใจมารดาขนาดนั้นมนสิชาก็คงไม่กล้าบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป“ผมทำตามที่ท่านบอก ถ้านั่นมีเหตุผลพอครับ” พอได้ยินแ
มื้อเที่ยงของวันนี้นอกจากแม่เลี้ยงบุปผาแล้วที่บ้านของเธอยังมีผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่ในห้องรับแขกซึ่งแม่เลี้ยงแนะนำว่าเธอเป็นลูกสาวของเพื่อนซึ่งวันนี้แวะมาหาพอดี“ที่คุณป้าบอกว่ามีลูกสาวคนใหม่ ภัทรก็นึกว่ายังเป็นเด็ก อีกนะคะ แบบนี้ไม่กลัวคนเข้าใจผิดเหรอคะ” “เข้าใจผิดยังไงล่ะภัทร” พ่อเลี้ยงถามณภัทราหญิงสาวที่เคยตามตื๊อเขาอยู่หลายครั้งแต่เขาไม่เล่นด้วยและวันนี้ตนเองก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นเธอมาที่นี่“ก็พ่อเลี้ยงยังโสดคนอื่นเขาอาจจะเข้าใจผิดเอาได้นะคะว่าพ่อเลี้ยงกับน้ำปิงอาจจะกำลังคบกัน” “ถึงคนอื่นจะเข้าใจผิดมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของผมนี่ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคุณเลยนะ” “พ่อเลี้ยงไม่กลัวคนอื่นเข้าใจผิดเหรอคะ ทั้งไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแล้วยังให้เธอมาค้างที่บ้านด้วย” “ผมยังโสดนี่ ไม่เห็นจะต้องกลัวใครเข้าใจผิดเลย” “แต่ให้คนอื่นเข้าใจผิดบ้างก็ดีนะ สาวๆ จะได้เลิกยุ่งกับลูกชายแม่” “แล้วแบบนี้เมื่อไหร่คุณป้าจะได้ลูกสะใภ้ล่ะคะ” “ป้าว่าไม่น่าจะเกินปีนี้หรอกจ้ะ หมอดูท่านว่าปีนี้พ่อเลี้ยงจะเจอเนื้อคู่ วันมะรืนนี้ป้าก็จะไปไหว้พระขอพรให้ทิศเหนือได้เจอเนื้อคู่ด้วย” “จริงสิคะ ภทัรเกือบลืมเลยว่าเราจะได้ไปเ
พ่อเลี้ยงมารับมนสิชาที่บ้านของเธอตั้งแต่เช้าก่อนจะพาไปทานอาหารเช้าที่ร้านเล็กๆ ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เขาสั่งกาแฟและครัวซองต์มาให้มนสิชากับตนเองคนละชิ้น“ผมชอบกินครัวซองต์ที่ร้านนี้มาก เขาทำสดใหม่ทุกวัน” “ถึงว่ากลิ่นหอมออกมาจากร้านเลยนะคะ พ่อเลี้ยงมากินบ่อยเหรอ” “ก็มากินเกือบทุกครั้งที่มาโรงงานครับ” รอไม่นานครัวซองต์หอมกรุ่นและกาแฟร้อนก็มาวางตรงหน้า มนสิชาชิมไปนิดก็รู้สึกว่ามันอร่อยอย่างที่เขาพูดจริง“ทั้งหอมทั้งอร่อยเลยค่ะ” “คุณชอบไหม” “ชอบค่ะ ฉันว่ามันอร่อยกว่าที่เคยกิน” “ถ้าคุณชอบเราก็มากินบ่อยๆ ก็ได้นะ หรือคุณจะถามสูตรเขาแล้วไปทำเองก็ได้” “ฉันไม่เสียมารยาทขนาดนั้นหรอกค่ะ อีกอย่างฉันก็ไม่เคยทำมาก่อนซื้อเขากินน่าจะง่ายกว่านะคะ” “เอาไว้เรามากินกันอีกก็ได้” “ปกติพ่อเลี้ยงเข้าโรงงานบ่อยไหมคะ” “ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็สัปดาห์ละครั้งครับ” “ไม่ที่คุณซื้อเอามาทำเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเลยเหรอคะ” “ครับ แต่ก่อนผมใช้ไม้จากปางไม้ แต่ตอนนี้ไม่เริ่มไม่พอก็เลยหันไปซื้อไม้เก่าแบบนั้น” “คุณโกรธฉันไหมเรื่องบ้านของตาสัก” มนสิชาอยากถามเขาเรื่องนี้มานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาส“ไม่ครับ ผมดีใจด
“คุณว่าหมออาร์ตเป็นยังไงบ้าง” พ่อเลี้ยงทิศเหนือเอ่ยปากถามมนสิชาหลังจากที่ทั้งสองนั่งรถออกมาจากบริเวณบ้านได้ไม่นาน“คำถามกว้างไปค่ะ ขอแคบลงอีกนิดได้ไหมคะ” “ก็อย่างเช่นหน้าตา อาชีพนิสัยอะไรพวกนี้” “หน้าตาดีค่ะ ถือว่าหล่อเลยทีเดียวหน้าออกไปทางเกาหลีหน่อยๆ อาชีพก็ดีค่ะ แต่เรื่องนิสัยฉันตอบไม่ได้เพราะเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แต่เท่าที่ดูก็คงไม่เลวร้ายอะไรหรอกนะคะ” มนสิชาตอบไปตามที่ตนเองเห็น“คุณชอบเขาไหม” “ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะคะ” “ก็ผมอยากรู้เพราะดูเหมือนว่าเขาจะชอบคุณมากนะ” “ขอไม่ตอบได้ไหมคะ” “ตอบมาเถอะน่า ผมไม่ว่าอะไรคุณหรอก คุณเองก็โสดมานานแล้ว ถ้าตอนนี้จะคบใครสักคนมันก็ไม่มีอะไรเสียหายเลย” “พ่อเลี้ยงอยากจะรู้คำตอบไปทำไมล่ะคะ” “ก็เราเป็นเพื่อนกัน ทำงานด้วยกันนี่ครับ” “แค่นั้นเหรอคะ” “ครับ” “นั้นสิคะเราเป็นเพื่อนกัน ฉันจะตอบคำถามของพ่อเลี้ยงก็ได้ค่ะ ฉันไม่ชอบหมออาร์ตเพราะฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว” “อะไรนะน้ำปิง คุณมีคนที่ชอบอยู่แล้วเหรอ เขาเป็นใคร ผมรู้จักไหม แล้วคุณกับเขาไปเจอกันตอนไหน” พ่อเลี้ยงถามด้วยความแปลกใจ เพราะเขาไปไหนมาไหนกับมนสิชามาตลอดหลายเดือนแถมเธอยังมานอนที่บ้านของเข
มนสิชากลับมาอยู่บ้านของตนเองได้สามวันแล้ว แม้จะรู้สึกเหงาที่ต้องอยู่คนเดียวแต่หญิงสาวก็พยายามทำตัวให้ชินเข้าไว้ การไปอยู่ที่บ้านของแม่เลี้ยงบุปผาและพ่อเลี้ยงทิศเหนือนานๆ นั้นมันไม่ดีเลย เพราะยิ่งใกล้ความรู้สึกที่มีให้เขาก็มากขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดก็เป็นได้ที่มนสิชาถอยห่างออกมาก็เพื่ออยากจะทบทวนความรู้สึกของตัวเองว่าที่เธอรู้สึกกับพ่อเลี้ยงนั้นเป็นความรักหรือมันเป็นเพียงแค่ความใกล้ชิดแต่ตอนนี้ผ่านมาสามวันแล้วแต่มนสิชาก็ยังคิดถึงเขาอยู่และยิ่งคิดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคืนที่ผ่านหญิงสาวแทบจะนอนไม่หลับเพราะวันนี้เธอจะไปทำงานกับพ่อเลี้ยงเป็นวันแรก หลังจากที่ไม่ได้เจอเขามานานถึงสามวัน แม้ว่าเขาจะโทรหาแต่ความรู้สึกที่จะได้เจอหน้ามันก็ต่างกันตั้งแต่เธอไม่อยู่บ้านพ่อเลี้ยงก็ให้คนมาทำระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติทำให้มนสิชาไม่ต้องเสียเวลารดน้ำต้นไม้ เช้านี้เธอจึงมีเวลาทำบัตเตอร์เค้กให้กับพ่อเลี้ยงและมารดาของเขา แม้ว่าจะเป็นขนมธรรมดาแต่เธอก็อยากจะทำให้เสียงรถจอดที่หน้าบ้านทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าหัวใจตนเองเต้นจังหวะแปลกไปก
มนสิชาช่วยดูแลพ่อเลี้ยงทิศเหนือจนกระทั่งเขาได้รับอนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน ซึ่งพอดีกับแม่เลี้ยงกลับจากเชียงใหม่พอดี“เหนื่อยไหมน้ำปิง ลูกชายแม่ดื้อไหม”“ไม่ค่ะ แล้วแม่ล่ะคะ ไปเที่ยวมาสนุกไหม”“ไม่ค่อยได้เที่ยวเลยจ้ะ เน้นพูดคุยกันมากกว่าอีกอย่างเชียงใหม่แม่กับเพื่อนก็เที่ยวกันมาเยอะแล้ว เราเลยนัดกันว่าเดือนหน้าจะไปไหว้พระขอพรที่ฮ่องกงกันจ้ะ น้ำปิงไปกับแม่ไหม”“หนูอยากไปนะคะ แต่ตารางงานสอนของหนูกำหนดมาแล้วค่ะคงจะไปด้วยไม่ได้”“ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ขอพรเผื่อนะ”“ขอบคุณค่ะแม่”“แม่ชวนแค่น้ำปิงเหรอครับ ไม่เห็นจะชวนผมบ้างเลย” พ่อเลี้ยงที่นั่งฟังสองคนคุยกันท้วงขึ้น“ก็แม่เคยชวนทิศเหนือไปเที่ยวไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งไม่เห็นจะสนใจ พอแม่ไม่ชวนล่ะทำมาเป็นบ่น เอาล่ะ ครั้งนี้แม่จะไปกับเพื่อนๆ ถ้าเหนืออยากไปเที่ยวจริงๆ ก็หาเวลาว่างไปกับน้ำปิงสองคนเถอะ” แม่เลี้ยงบุปผาพูดจบก็หันมามองหน้าลูกสาวคนเล็ก“หนูไม่อยากไปเที่ยวหรอกค่ะ”“แต่ผมอยากไป”“พ่อเลี้ยงอยากไปก็ไปคนเดียวสิคะ”“ผมไปคนเดียวจะสนุกได้ยังไงแล้วอีกอย่างการไปเที่ยวต่างประเทศมันก็ไม่ถนัดเลยสำหรับผม”“แม่ว่าน้ำปิงพาเขาไปเที่ยวหน่อยก็ดีเดี๋ยว
“น้ำปิง ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” พ่อเลี้ยงถามขึ้นหลังจากที่พยาบาลเดินออกไปแล้ว เขาจำได้ว่าตนเองนอนพักอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของตนตัวเองหลังจากกลับออกมาจากโรงงาน“ฉันติดต่อคุณไม่ได้เลยโทรไปถามที่โรงงานค่ะ รปภ.บอกว่าคุณยังไม่ออกมาฉันคิดว่าคุณน่าจะไม่สบายมากจึงเข้าไปหา แล้วมันก็จริงอย่างที่คิดไว้เลย คุณตัวร้อนมาก ตอนที่ฉันกับรปภ.พาคุณมาขึ้นรถฉันคิดว่าคุณรู้สึกตัวแล้วนะคะ”“ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ นึกว่ากำลังฝัน”“แล้วตอนนี้ล่ะคะ รู้สึกยังไงบ้างคะ” เธอถามด้วยความเป็นห่วง“เพลียๆ ยังไงก็ไม่รู้ หมอบอกว่าผมเป็นอะไรแค่เป็นไข้ไม่น่าจะถึงขั้นนอนโรงพยาบาลนะครับ” เขามองตนเองที่นอนอยู่บนเตียงและยังมีสายน้ำเกลือติดอยู่ที่มือข้างซ้ายอีกด้วย“คุณเป็นไข้ค่ะแต่ไม่ใช่ไข้ธรรมดาเพราะคุณเป็นไข้เลือดออกค่ะ หมอเลยให้นอนโรงพยาบาลค่ะ”“เหรอครับ” พ่อเลี้ยงพยายามนึกว่าตนเองไปถูกยุงที่ไหนกัด“ค่ะ ตอนนี้ไข้คุณก็สูงมากเลยเดี๋ยวพยาบาลจะเข้ามาเช็ดตัวให้นะคะ”“คุณเช็ดให้ผมไม่ได้เหรอน้ำปิง ผมไม่อยากให้คนอื่นเช็ด” พ่อเลี้ยงไม่มีปัญหาว่าใครจะเป็นคนเช็ดตัวให้ แต่ถ้าเลือกได้อยากให้มนสิชาเป็นคนเช็ดให้มากกว่าและตอนนี้เขาก็ป่วยอยู่จึ
กว่ามนสิชาจะเลิกงานและกลับมาถึงบ้านก็เกือบทุ่มครึ่ง ปกติแล้วเธอจะเจอแม่เลี้ยงบุปผานั่งดูทีวีรออยู่กับมะลิแต่ปรากฏว่าวันนี้ที่ห้องรับแขกนั่นมีแค่มะลิอยู่คนเดียว“มะลิ แม่เลี้ยงไปไหนล่ะ ถึงได้ดูทีวีอยู่คนเดียว”“แม่เลี้ยงไปเชียงใหม่ค่ะ”“ไปเชียงใหม่ เมื่อเช้าแม่บอกมีนัดกับเพื่อนพี่ก็ถึงว่านัดกันที่นี่”“มะลิก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แม่เลี้ยงสั่งให้มะลิบอกพี่น้ำปิงว่าให้ช่วยดูแลพ่อเลี้ยงด้วย”“พ่อเลี้ยงของมะลิยังไม่กลับมาเลยนะ”“ปกติพ่อเลี้ยงไม่เคยกลับบ้านค่ำเลยนอกจากจะไปดื่มกับเพื่อน แต่ส่วนใหญ่ก็จะบอกไว้ตั้งแต่เช้านะคะว่าจะกลับดึก”“แต่พ่อเลี้ยงไม่ค่อยสบายพี่ว่าจะลองโทรถามดู มะลิว่าดีไหม”“ดีค่ะถามเลยค่ะ มะลิจะได้อุ่นราดหน้ารอ”“วันนี้มะลิทำราดหน้าเองเหรอ” มนสิชาถามด้วยความแปลกใจเพราะปกติแล้วมะลิจะทำอาหารไม่ค่อยเป็น“เปล่าคะ แม่เลี้ยงทำราดหน้าเอาไว้มะลิก็แค่เอามาอุ่นเองค่ะพี่น้ำปิง”“อย่าเพิ่งอุ่นนะ พี่ขอโทรถามก่อน”“พี่น้ำปิงกินข้าวจากข้างนอกมาอีกแล้วใช่ไหมคะ”“จ้ะ” เพราะกว่าตัวเองจะสอนเสร็จก็หนึ่งทุ่ม มนสิชาเลยเลือกที่จะทานอาหารจากข้างนอกก่อนจะกลับบ้านในวันอังคารถึงวันพฤหัสส่วนวันที่เหลื
เช้าวันรุ่งขึ้นมนสิชาไม่เห็นพ่อเลี้ยงมาทานอาหารเช้าก็คิดว่าเขาคงจะไม่สบายจนลุกไม่ขึ้น แต่พอถามแม่เลี้ยงถึงรู้ว่าชายหนุ่มเข้าที่โรงงานอบลำไยตั้งแต่เช้าเพราะเครื่องจักรมีปัญหา“เขาหายดีแล้วเหรอคะแม่”“แม่ว่ายังนะ แต่แม่ก็ไม่ทันได้คุยอะไรมาก เมื่อคืนเขามีไข้ไหม”“มีค่ะ หนูเข้าไปเช็ดตัวตอนเที่ยงคืน และคิดว่าเช้านี้จะให้กินยาต่อ ไม่คิดว่าพ่อเลี้ยงจะรีบไปทำงานขนาดนั้น”“แม่ก็ห่วงอยู่ แต่จะไปดูก็ไม่ได้เพราะวันนี้แม่นัดกับเพื่อนไว้” แม่เลี้ยงบุปผาไม่ได้นัดใครไว้แต่เธออยากให้มนสิชาไปที่โรงงาน เพราะอยากให้ได้รู้จักเอาไว้ อีกอย่างที่นั่นสาวๆ หลายคนที่สนใจลูกชายของเธออยู่ บางทีการไปของมนสิชาอาจจะทำให้บรรดาสาวๆ ที่อยากจะสมัครเป็นลูกสะใภ้ถอนตัวไปบ้างแม่เลี้ยงไม่ได้รังเกียจเลยถ้าพ่อเลี้ยงจะเอาลูกจ้างหรือคนงานในโรงงานมาเป็นภรรยา เพราะเธอไม่เคยกังวลเรื่องฐานะหรือชาติตระกูลแต่เพราะแม่เลี้ยงบุปผาดูออกว่าแต่ละคนนั้นเข้าหาพ่อเลี้ยงเพราะหวังในทรัพย์สินมากกว่าสิ่งอื่นใด“โรงงานอยู่ไม่ไกลไหมคะแม่”“ห่างจากนี่สิบกิโลจ้ะ”“ถ้าอย่างนั้นสายๆ หนูจะเข้าไปดูให้นะคะ แล้วค่อยไปทำงาน”“ขอบใจจะน้ำปิง เดี๋ยวแม่ว่าจะฝาก