“พี่นีน”
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอนึกว่าจะถึงมืดๆซะอีก”
นีรนาราที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนมองปาริฉัตรและอรัณย์ที่กำลังขนกระเป๋าเข้าห้อง เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปาริฉัตรไม่มีเรียน เลยได้โอกาสกลับไปหาพ่อแม่ที่จังหวัดน่านพร้อมกับอรัณย์
นีรนารารีบเข้าไปช่วยน้องขนของฝากที่แม่ชอบเตรียมกลับมาให้เสมอทุกครั้งที่ใครได้กลับบ้านราวกับกลัวลูกจะอดอยาก ทั้งที่ความจริงตัวเองก็ส่งมาให้บ่อยๆอยู่แล้วเหมือนกัน
“ก็อยากกลับช้ากว่านี้แต่แม่เร่งให้เตรียมกลับตั้งแต่เช้าเลยอ่ะ ไม่ได้บินนานขนาดนั้นซะหน่อย”
“ดีแล้วจะได้พัก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปเรียนอีกไม่เหนื่อยเหรอ”
นีรนาราบอกเมื่อได้ยินน้องสาวบ่น ปาริฉัตรติดแม่มากๆยิ่งมาเรียนไกลแบบนี้ก็ยิ่งต้องหาเวลากลับไปบ่อยๆเพราะคิดถึงแม่ ต่างจากนีรนาราที่ไม่ค่อยได้สนิทกับพ่อแม่มากนักเนื่องจากไม่ค่อยพูดเหมือนกับน้องสาว
“ไม่เหนื่อยหรอกฉัตรมีพลังเยอะแยะ”
“แล้วนั่นน่ะลืมเอาปากมารึไง ยืนเงียบอยู่ได้”
นีรนาราส่ายหัวให้กับน้องสาวที่ทำท่าทางแข็งแรงให้ดู ก่อนที่จะหันไปแซวอรัณย์ที่ยังคงเงียบทั้งที่ความจริงมักจะพูดไม่หยุด อรัณย์ที่กำลังปรับสภาพตัวเองถึงกับโวยวายออกมาด้วยใบหูที่ยังคงแดงเถือก
“แย่อ่ะพี่นีน แซวแรงมากครับ”
“คนมันกำลังเขินไงพี่นีน อย่าเพิ่งไปแซวเลย ฮ่าๆ”
“ฉัตรอ่า”
อรัณย์ขัดขึ้นมาเสียงอ่อยก่อนจะก้มหน้าด้วยอาการเขินๆเมื่อเห็นรอยยิ้มล้อเลียนของปาริฉัตร
“อะไรกันเนี่ย”
นีรนาราถามพลางมองสองคนสลับไปมาอย่างงุนงง แต่เพียงไม่นานปริฉัตรก็เฉลยออกมาท่ามกลางเสียงโวยวายของอรัณย์ที่เขินจนทนไม่ไหว และความตกใจของนีรนาราที่เหมือนกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจทันทีที่ได้ยิน
“เมื่อกี้น่านมันขอฉัตรคบอ่ะพี่นีน”
“ฉัตร!”
“ฮ่าๆ อายอะไรมีแค่พี่นีนเอง”
“ดีใจด้วยนะ แต่ต้องอยู่ในสายตาพี่นะเด็กๆห้ามนอกลู่นอกทางด้วย”
นีรนารารีบปรับสีหน้าท่าทางให้ดูปกติ ก่อนที่จะแสดงความยินดีออกมาจากใจ แม้จะเจ็บแต่พอได้เห็นประกายความสุขจากน้องสองคนที่เธอรักมากๆ มันก็ไม่ยากเลยที่เธอจะยิ้มออกมาให้ทั้งคู่
“รู้แล้วค่ะคุณพี่ เลิกเขินได้แล้วน่านหน้าตาน่าเกลียดมาก”
“ฉัตร! เราเป็นแฟนแล้วนะทำไมพูดจาร้ายกาจอ่ะ”
“ฮ่าๆ น่ารักอ่ะ เดี๋ยวฉัตรกับน่านจะไปดูหนังอ่ะพี่นีนไปด้วยกันมั้ย”
ปาริฉัตรหันมาถามนีรนาราหลังจากที่แกล้งอรัณย์จนเขินแล้วเขินอีกไปหลายรอบ ทั้งที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงแต่ก็ยังอยากจะออกไปใช้เวลาด้วยกันอย่างไม่รู้สึกเหนื่อยอะไร อาจจะเพราะเพิ่งเปลี่ยนสถานะใหม่เลยทำให้มีความสุขมากๆ ตรงข้ามกับนีรนาราที่รีบส่ายหัวปฏิเสธ ก็เจ็บขนาดนี้ยังจะตามไปให้เจ็บกว่าเดิมเพื่ออะไร
“ไม่ดีกว่า พี่อยากพักอ่ะพรุ่งนี้งานเยอะมากเลย”
“โอเคค่ะ เดี๋ยวซื้อขนมมาฝากน้า ไปกันเถอะน่าน”
“ขับรถกันดีๆนะ”
นีรนารารีบบอกไล่หลังอย่างเป็นห่วงเพราะทั้งคู่น่าจะเหนื่อยกับการเดินทางมาเยอะแล้ว แต่พอเห็นว่าอรัณย์หันกลับมารับคำด้วยรอยยิ้มสดใสก็เบาใจไปได้ว่าคงเหนื่อยน้อยกว่ามีความสุข
“ครับผม”
เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงเธอคนเดียว นีรนาราก็เดินไปนั่งลงที่โซฟาหน้าทีวีก่อนจะเอนตัวพิงพนักโซฟาอย่างหมดแรงก่อนจะปล่อยให้ความเงียบกลืนกินจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ค่อยๆกลายเป็นเสียงสะอื้นแทน ชันเข่าขึ้นมาก่อนจะกอดเอาไว้แล้วซบใบหน้าลงไป ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ราวกับชดเชยความเจ็บช้ำที่ผ่านมาทั้งหมดในคราวเดียว ความเจ็บที่ไม่อาจรักมันเจ็บมากกว่าการไม่ถูกรักซะอีก และความเสียใจที่ไม่อาจจะเปิดเผยได้มันยิ่งสร้างความทรมานให้กับนีรนารามากมายเหลือเกิน
ถ้าเพียงแค่เราทำทุกอย่างได้ตามใจ ชีวิตคงไม่ได้ยากเย็นอะไรขนาดนี้เลย แต่เพราะความเป็นจริงเราทุกคนไม่อาจทำได้แบบนั้น ก็เลยต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้เจ็บปวดน้อยที่สุดและพยายามเก็บเอาความสุขไว้กับตัวเองให้ได้นานที่สุด ในเมื่อทุกอย่างต่างก็เข้ามาและผ่านเลยไป เหมือนที่ความเจ็บในวันนี้คงบางเบาลงเมื่อมองมาจากวันพรุ่งนี้ และอาจจะหายไปในอนาคตสักวันนึง
และในเมื่อทนฝืนไม่ได้นีรนาราก็แค่ปล่อยให้ตัวเองได้เสียใจเท่าที่อยากจะทำจนกว่าจะหมดเวลานี้ลง
เนิ่นนานจนลืมเวลานีรนาราถึงได้ลุกและพาตัวเองไปที่ห้องนอน ก่อนจะตัดสินใจโทรหาเปรมาเมื่อทนเก็บเอาความเสียใจไว้คนเดียวไม่ไหว
“ว่าไงนีน”
“เราว่าเราไม่ไหวว่ะ”
“แกเป็นอะไรนีน”
เปรมาที่ได้ยินเสียงเพื่อนร้องไห้ก็ตกใจจนร้อนรน นีรนาราไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ได้ง่ายๆถ้าเรื่องนั้นไม่หนักหนาจริงๆเธอรู้ดีกว่าใคร
“เราเคยคิดเอาไว้นะ ว่าวันนี้มันคงมาถึงสักวันเลยทำใจมาบ้างแล้ว แต่พอมันเกิดขึ้นจริงๆก็ไม่ไหวเลยว่ะแป้ง ฮึก”
“นีน…แกบอกมาดิวะว่าแกเป็นอะไร เราใจไม่ดีนะเว้ย”
“น่านกับฉัตร…คบกันแล้ว น้องเป็นแฟนกันจริงๆแล้ว แบบที่เราเคยคิดเอาไว้เลยแป้ง ฮึก”
“นีน..แกไหวมั้ยวะ”
“มันเจ็บมากกว่าที่เคยคิดอีกอ่ะแก ฮือ…เรารู้สึกผิดที่มานั่งเสียใจแบบนี้ทั้งที่ควรดีใจกับน้อง”
“แกไม่ได้ผิดอะไรเลยนีน อย่าโทษตัวเองเลยนะ”
“เราไม่อยากรู้สึกแบบนี้เลยแป้ง”
“นีน…ไม่เป็นไรนะ แกเก่งจะตายเดี๋ยวก็ผ่านไปนะนีน”
เปรมาปลอบเพื่อนเสียงอ่อย สงสารเพื่อนรักจนแทบจะร้องไห้ออกมารอมร่อ เพราะรู้ดีมาตลอดว่านีรนารานั้นแอบรักรุ่นน้องคนนี้มานานแค่ไหน ไม่กล้าบอกไม่กล้าแสดงออกเพราะรู้ว่าน้องสองคนของตัวเองก็แอบชอบกันอยู่ ทำได้แค่แอบเสียใจแบบนี้ตลอดมา
“ฮึก…ทำไมคนเราต้องมีความรู้สึกอะไรแบบนี้ด้วยวะแป้ง โคตรเจ็บเลยอ่ะ”
“อยากให้เราไปหาแกมั้ย หรือแกอยากไปไหนเราจะพาแกไปเอง”
“ไม่เป็นไร เราขอร้องไห้แค่แป้บเดียวยังไงพรุ่งนี้ไปทำงานยุ่งๆเดี๋ยวก็ลืมแล้ว”
นีรนาราสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งอีกครั้ง หน้าที่การงานที่รออยู่ไม่ได้เข้าใจความเสียใจของเธอเหมือนกับเปรมาแน่ๆ ความเป็นจริงไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้ชีวิตถึงมันจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม
“เฮ้อ สงสารแกว่ะ รู้สึกมานานตั้งกี่ปีทำไมไม่พูดออกไปวะ ปล่อยให้เด็กมันใกล้ชิดให้ปวดใจอยู่ได้”
“ก็เพราะเป็นเหมือนน้องคนนึงจะให้พูดได้ไง บอกไปเราจะยังสนิทกันเหมือนเดิมได้เหรอวะ”
“สนิทจนกลายมาเป็นแฟนน้องตัวเองเลยทีนี้นีนเอ้ย แล้วก็ต้องเห็นสองคนนี้ทุกวันแกไม่แย่เหรอวะ”
เปรมายังคงบ่นเพราะรู้ว่าคนอย่างนีรนาราก็แค่พูดว่าไม่เป็นไรทั้งที่ใจตัวเองไม่ไหวนั่นแหละ ทำแบบนี้ยิ่งน่าสงสารกว่าเดิมซะอีก
“ช่างเถอะ เจ็บไปนานๆเดี๋ยวก็ชินเองมั้ง”
“ความรักแม่ง ทำไมมันวุ่นวายยังงี้วะ”
“เพราะแบบนี้เราถึงไม่อยากรักใครอีกแล้วไงแป้ง”
นีรนาราบอกเสียงแผ่วอย่างเหนื่อยใจ ความรู้สึกเจ็บปวดที่ทนอยู่กับมันมานานหลายปีนั้นแสนทรมาน เฝ้าฝันอยู่ทุกวันว่าจะเลิกรู้สึกแบบนั้นได้ และตั้งใจว่าจะไม่ให้ตัวเองต้องเผชิญกับสิ่งนี้อีกแล้ว
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ความรักดีๆยังมีรอแกอยู่แน่ๆแค่มันยังมาไม่ถึงไง วันนี้เสียใจก็ร้องออกมาให้พอแต่อย่าทนรักคนที่ทำให้ต้องเจ็บไปนานๆเลยนะนีน”
“เราก็ไม่ได้อยากรักไปนานๆเลยแป้ง แต่ไม่รู้ว่ามันจะเลิกรักได้ตอนไหนเหมือนกัน”
นีรนาราบอกอย่างสิ้นหวัง ความรักดีๆที่เพื่อนบอกเธอก็เคยใฝ่ฝันเหมือนคนอื่นทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่าหมดหวังกับมันไปตั้งแต่ตอนไหน และไม่เคยคิดเฝ้ารอมันอีกเลย ถ้าเป็นไปได้เธอก็แค่อยากอยู่กับตัวเองให้มีความสุขที่สุดก็แค่นั้น
—------------------
“คุณนีนไม่สบายรึเปล่าครับ”
วิกรที่สังเกตใบหน้าซีดเซียวผิดปกติของนีรนารามาตั้งแต่เช้าหาโอกาสเดินเข้ามาถามเมื่อมีช่วงพัก ถึงจะไม่ใช่คนที่สดใสร่าเริงมากอะไรแต่นีรนาราก็ไม่เคยทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้แบบนี้มาก่อน และมันก็กวนใจให้วุ่นวายแปลกๆจนทนไม่ไหวจริงๆ
“เปล่าค่ะบอส”
“เหรอครับ งั้นไปประชุมพรุ่งนี้คุณนีนไหวนะครับ”
“สบายมากค่ะบอส”
“งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ เตรียมไปพบลูกค้ากันดีกว่า”
เมื่อได้รับการยืนยันด้วยสีหน้าไร้ชีวิตชีวาวิกรก็หมดปัญญาจะถามต่อ เพราะถ้ามากกว่านี้ก็จะเป็นการก้าวก่ายเกินไป ได้แต่มองดูเลขาตัวเองรับคำอย่างห่อเหี่ยวจนพาให้หมดแรงไปด้วยอีกคน
“ค่ะบอส”
—-------------------------
‘เวลาผู้หญิงบอกไม่เป็นไรนี่ทำไมดูไม่น่าเชื่อเลยวะ’
วิกรกดส่งข้อความหาเพื่อนทันทีที่กลับเข้ามานั่งในห้อง ด้วยความที่คาใจจนทนไม่ได้โดยลืมไปสนิทว่าคนที่ถามคืออัคคีไม่ใช่พีรวิชญ์
‘กูผู้ชายเผื่อมึงลืมนะกร’
‘กูแค่ขอความเห็น’
‘กูไม่ว่างจะประชุม อยากรู้มากก็เดินไปถามเจ้าตัวเองนะ’
‘กวนตีน ถ้าถามได้กูจะมาถามมึงทำไมวะ’
วิกรด่ากลับถึงจะรู้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้อะไรจากอัคคีทั้งนั้นนอกจากคำด่าก็ตาม
‘งั้นก็อย่าเสือกเรื่องชาวบ้านนะ แค่นี้มึงยังยุ่งไม่พอเหรอกร วันๆนี่มึงมีเวลาหายใจมากนักรึไงวะ’
‘แล้วมึงเดือดอะไรไอ้ห่านี่ กูไม่กวนก็ได้ไปทำงานมึงเถอะ’
‘เออ วุ่นวายจริง’
วิกรแทบจะปามือถือทิ้งเมื่อเพื่อนตัดจบไว้ให้โมโหเล่น แทนที่จะได้คำตอบกลายเป็นทำให้ตัวเองหงุดหงิดเพิ่มซะอย่างนั้น ได้แต่บ่นกับตัวเองในใจว่าไม่น่าเลย คนอย่างอัคคีจะมาสนใจเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ที่ไหนกัน ไอ้คนไร้หัวใจ…
“พี่นีนบอกจะไปไหนนะ พัทยาเหรอ”ปาริฉัตรที่เพิ่งลุกจากที่นอนเดินเข้ามาถามนีรนาราที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบโตออกจากห้อง “อื้อ บอกมาตั้งหลายวันแล้วลืมอีกล่ะสิ ไปสามวันอยู่ได้ใช่มั้ยเราอ่ะ”นีรนาราหันมาหาน้องก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง พอเห็นสภาพหัวยุ่งตาปรือเหมือนนอนไม่พอก็ยิ่งส่ายหัวอ่อนใจ “แน่นอนสิ ทำอย่างกับพี่นีนไม่เคยไปไหนนานๆงั้นแหละ อีกอย่างนะน่านมันก็แทบจะมานั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่แล้วพี่นีนก็รู้”“พูดอย่างกับน่านเป็นหมาเลยเรานี่ อย่าลืมกินข้าวเช้าทุกวันด้วยนะรู้มั้ย”“เข้าใจแล้วค่าคุณพี่ ไม่ต้องห่วงนะน่านมันบังคับฉัตรตลอดอยู่แล้วเรื่องนี้อ่ะ”“ดีมากค่ะคุณน้อง งั้นพี่ไปนะ”เมื่อเห็นท่าทางร่าเริงสดใสขัดกับสภาพภายนอกก็เบาใจได้นิดหน่อย เธอเป็นคนดูแลน้องที่นี่คนเดียวเลยไม่อยากให้มีอะไรบกพร่อง แต่อย่างน้อยอรัณย์ก็เป็นคนที่ไว้ใจได้และพึ่งพาได้ตลอดอยู่แล้วเลยไม่ได้ห่วงเท่าไหร่นัก“เดินทางปลอดภัยนะพี่นีน”ปาริฉัตรฉีกยิ้มก่อนจะโบกมือให้นีรนาราที่เดินออกจากห้องไป “จ้า”นีรนาราหันมายิ้มรับและโบกมือตอบน้องสาวก่อนจะรีบไปหาวิกรตามเวลาที่นัดหมายเอาไว้ การไปทำงานต่างจังหวัดเป็นเรื่องปกติธรรมดามากสำห
“คือ เอ่อ ผม”วิกรยังคงอ้ำๆอึ้งๆ จะนั่งลงก็เกรงใจจะขอตัวกลับก็เป็นห่วงเพราะนีรนารายังไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่นัก และดูเหมือนมีเรื่องที่ไม่สบายใจเอามากๆเพียงแค่ไม่รู้จะถามยังไงให้เจ้าตัวยอมเอ่ยปากระบายออกมาให้ฟัง ส่วนคนเมาที่ยังมึนเบลอก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการดื่ม พอเห็นว่าบอสตัวเองยังยืนนิ่งก็รีบชวนต่อทันที ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในห้องมีสิ่งที่ต้องการหรือเปล่าอาจจะเพราะความเคยชินที่ว่าถ้าเป็นวิกรเรื่องอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น“อ้อ บอสจะดื่มกับนีนนี่นา เหล้าหรือไวน์ดีคะ”“ผม เอ่อ เดี๋ยวผมไปดูก่อนว่ามีอะไรบ้างรอแป้บนะครับ”วิกรบอกพลางรีบเดินเข้าไปดูในโซนห้องครัว โรงแรมที่มาพักก็เป็นโรงแรมในเครือของบริษัทตัวเองอยู่แล้วเพราะงั้นถึงได้รู้โครงสร้างห้องและการบริการดีว่าห้องแบบนี้จะต้องมีเครื่องดื่มหลายอย่างไว้รองรับ นอกเสียจากว่าจะอยากสั่งนอกเหนือจากนี้เอง“มีแค่นี้ครับ คุณนีนดื่มได้ใช่มั้ย”วิกรเดินกลับมาพร้อมชูขวดไวน์แดงให้นีรนาราดู “ได้หมดค่ะ นั่งด้วยกันสิคะ”“ครับ”วิกรตอบรับก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ พอหันไปมองถึงได้เห็นว่านีรนารานั้นเอาแต่เหม่อมองออกไปที่กระจกระเบียง วิวตอนกลางคืนมีเพียงแ
“คุณนีนครับ”“ตื่นนานแล้วเหรอคะ”นีรนาราไม่ได้ตอบรับแต่ถามกลับวิกรที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องแทน ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงมาปกปิดร่างกายที่ยังเปลือยเปล่าก่อนจะค่อยๆยันตัวขึ้นมาพิงหัวเตียงช้าๆ ขณะที่วิกรเองก็มองด้วยความเป็นห่วงแอบรู้สึกผิดขึ้นมาเมื่อนึกได้ว่าเมื่อคืนตัวเองค่อนข้างจะเอาแต่ใจมากไปหน่อย“ครับ คุณลุกไหวมั้ย”“ไหวค่ะ ปวดหัวนิดหน่อยสงสัยดื่มเยอะไป”“คือ ขอโทษนะครับ”วิกรบอกด้วยสีหน้าที่หงอยลง ตอนนี้พอได้สติว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องก็พากันโจมตีจนแทบไม่กล้ามองหน้าคนบนเตียงเลย จะด้วยความเต็มใจหรืออะไรก็ช่างยังไงวิกรก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังเอาเปรียบนีรนาราอยู่ดีแต่กลับเป็นนีรนาราซะเองที่ไม่ได้ใส่ใจและตอบปัดราวไม่อยากพูดถึงมันอีก“ขอโทษทำไมคะ บอสไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ขอไปอาบน้ำก่อนนะคะ”“อ่า ตามสบายครับ”วิกรทำได้เพียงพยักหน้ารับคำและรีบออกมาจากห้องเพื่อให้เวลาส่วนตัวกับนีรนารา สองเท้าก้าวไปทางห้องครัวและเตรียมจัดโต๊ะอาหารเช้าไว้รออีกคนพลางนึกถึงสิ่งที่ตั้งใจจะพูดให้ได้ในวันนี้ยังไงก็คงปล่อยไปเหมือนคราวก่อนไม่ได้อีกแล้ว “วันนี้มีประชุมกับสาขาย่อยบ่ายสองนีนเตรียมข้อมูลไ
“คุณนีน เย็นนี้ว่างมั้ยครับ”“ก็ ว่างค่ะบอสจะให้ทำอะไรเหรอคะ”นีรนาราตอบพลางมองหน้าวิกรด้วยความสงสัย หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่คิดอะไรนอกจากรับคำสั่งอย่างเดียวด้วยความเคยชิน แต่เพราะตอนนี้มีข้อตกลงต่อกันแล้วอะไรๆก็เลยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป“คือ ผมมีเรื่องจะรบกวนหน่อยครับ คุณแม่ผมอยากให้ชวนคุณไปทานข้าวเย็นที่บ้านคุณนีนจะไปได้มั้ยครับ“ได้ค่ะ”เมื่อเห็นว่าคำขอไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงนีรนาราก็รับคำทันทีโดยไม่ได้คิดอะไรมาก วิกรยิ้มพอใจก่อนจะชวนให้นีรนาราไปด้วยกันเอาไว้ล่วงหน้า “งั้นเดี๋ยวตอนเย็นไปพร้อมผมเลยนะครับ”“ค่ะบอส”—----------------------“คุณแม่ ทำไมทำหน้าแบบนั้นครับ”วิกรที่อึดอัดมานานเอ่ยถามขึ้นอย่างทนไม่ไหว สายตาที่จับจ้องแฝงความกดดันที่มองสลับไปมาระหว่างนีรนาราและตัวเค้าเองนั้นทำให้ไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าแม่ของเค้าไปรู้อะไรมาหรอกใช่ไหมนะ“ก็แม่กำลังจะจับผิดคนน่ะสิ”“จับผิดเหรอครับ เรื่องอะไรครับคุณแม่”วิกรแสร้งถามด้วยสีหน้าใสซื่อ มือก็ยังคงตักอาหารต่ออย่างไม่สะทกสะท้านแม้ในใจจะหวั่นจนแทบเก็บอาการไม่ไหวก็ตาม“ถามจริงๆนะคะ เราสองคนไม่ได้กำลังโกหกแม่ใช่มั้ย”“แค่กๆ”จบค
“พี่นีนจะไปจริงๆเหรอครับ”อรัณย์เดินเข้ามาขวางหน้านีรนาราที่กำลังลากกระเป๋าใบโตออกมาจากห้อง นีรนารามองใบหน้าที่ยังคงมีผลกับหัวใจก่อนจะส่ายหน้าแล้วประชดออกมา ท่าทางอาลัยอาวรณ์นั่นมันทำให้ใจหวั่นไหวไม่รู้บ้างรึไงกัน“ใช่สิ คิดว่าพี่พูดเล่นรึไงกันเรานี่”“น่านจะฟ้องคุณป้า”อรัณย์ที่ไม่รู้จะห้ามยังไงยืนกอดอกหน้าบึ้งตึง ยกเอาคนที่นีรนารากลัวที่สุดมาข่มขู่อย่างหมดหนทาง สนิทกันมานานขนาดนี้นีรนาราแอบไปมีแฟนได้ก็ว่าแปลกใจมากแล้ว นี่ยังจะย้ายไปอยู่ด้วยกันอีกมันออกจะกะทันหันเกินไป เพราะเป็นพี่สาวคนโปรดมาตลอดอรัณย์ก็เลยอดจะหวงไม่ได้จริงๆ“อยากเห็นพี่โดนฆ่ารึไง อย่าทำหน้าแบบนั้นสิพี่จะแก่แล้วนะยังขายไม่ออกเลยไม่เห็นใจกันบ้างรึไง”“ก็อยู่กับน่านกับฉัตรไงครับ ไม่ต้องมีแฟนก็ได้”“ขนาดน่านกับฉัตรยังคบกันเลยแล้วจะมาห้ามพี่ทำไมเนี่ย แล้วฉัตรยังไม่ออกมาจากห้องอีกเหรอ”นีรนาราต่อว่าก่อนจะหันซ้ายหันขวามองหาน้องสาวตัวเองที่ไม่ออกมาจากห้องสักที“ครับ”“เดี๋ยวก็ไปเรียนสายกันพอดี งั้นพี่ไปทำงานก่อนนะเดี๋ยวเย็นพี่ค่อยมาขนของอีกฝากบอกฉัตรด้วย”นีรนาราบ่นก่อนจะบอกลาเพื่อตัดบทสนทนาเพียงเท่านั้น ไม่สนใจใบหน้าที่หง
“ทำแบบนั้น แบบเมื่อคืนเหรอครับ”“บอสคะ!”นีรานาราเรียกอีกคนเสียงดังอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่แทนที่วิกรจะหยุดกลับแกล้งนีรนาราต่อซะอย่างนั้น“ก็นีนไม่ระบุเรื่องพี่จะรู้เหรอว่าเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องนั้นถึงอยากทำพี่ก็ไม่ทำที่ทำงานหรอกครับ มันเวลาน้อย”“บอส! ถ้ายังไม่หยุดเล่นนีนจะไม่คุยด้วยแล้วนะคะ”“โอเคครับ งั้นนีนก็บอกมาสิว่าเรื่องอะไรพี่จะได้ทำตามที่นีนบอกไง”วิกรบอกยิ้มๆก่อนจะก้มลงเซ็นเอกสารต่อปล่อยให้นีรนาราลอบถลึงตาใส่ด้วยความโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอร้องอีกคนให้เลิกเล่นกับใจเธอซะที ความหวั่นไหวกับคนที่ไม่ควรไม่ใช่เรื่องตลก และเธอก็ไม่อยากสัมผัสความเจ็บปวดแบบเดิมซ้ำๆอีกแล้วเพราะแค่ตอนนี้เธอยังดึงตัวเองขึ้นมาจากความมืดมิดแทบไม่ไหวเลย“เราเรียกกันแบบนี้เฉพาะนอกเวลางานได้มั้ยคะ ส่วนตอนทำงานให้เรียกกันเหมือนเดิมเถอะค่ะมันดูไม่เหมาะสม”“ไม่เหมาะสมเหรอครับ เราคบกันแล้วนะเรียกแบบเดิมดูแปลกกว่าอีก ไม่ห่างเหินเกินไปเหรอครับ”“เราไม่ได้คบกันจริงซะหน่อยค่ะ”จบประโยคนั้นทั้งห้องพลันเงียบกริบ แม้แต่เสียงปลายปากกาที่วิกรตวัดเซ็นก็หยุดชะงักก่อนเจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นมองนีรนาราที่ยังคงไร้รอยยิ้มเหม
“ไม่ต้อง กูตอบให้ก็ได้ว่าคุณนีนใช่มั้ย”“ทำไมมึงแสนรู้วะคี”พีรวิชญ์หันไปถามอย่างอึ้งๆเป็นผลให้อัคคีหันมายกกำปั้นใส่ทันทีจนขยับตัวหลบแทบไม่ทัน“กูไม่ใช่หมา มึงจะเอาใช่มั้ยพีนัท”“ใจเย็นเพื่อนกูหยอกๆครับ แหม่…หัวร้อนเก่งจังอ่ะ”“แล้วยังไง ใช่แบบที่กูพูดมั้ย”อัคคีเลิกสนใจท่าทางแสนกวนของเพื่อนแล้วหันไปจี้กับวิกรแทน ส่วนคนที่โดนจ้องกดดันก็ยอมรับออกมาอย่างหมดท่า ไม่ชอบความรู้สึกพ่ายแพ้อะไรแบบนี้เลยจริงๆ“อือ”“นั่นไง ซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้วะ”“มึงซื้อหวยด้วยเหรอคี”พีรวิชญ์ขัดขึ้นมาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่สุดจะทึ่ง แต่พอได้ยินคำถามจากอัคคีก็ถอยกลับที่เดิมแทบไม่ทัน“อันนี้มึงก็หยอกใช่มั้ย”“โอเค กูไม่เล่นก็ได้”“กูเหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีพูดมา”อัคคียกนาฬิกาขึ้นมาดูก่อนจะเอ่ยเร่งให้เพื่อนรีบพูดธุระ เพราะมีงานต้องรีบไปจัดการต่อแม้จะเป็นช่วงเวลาที่ดึกแล้วก็ตาม วิกรที่เห็นว่าดึงเวลามานานพอควรแล้วก็ยอมเอ่ยปากเรื่องที่อยากจะพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้น“กูแค่อยากสนิทกับเค้าแต่ดูเค้าจะมีกำแพงสูงลิ่วเลยมึง”“ก็เลยอยากจะปีนกำแพงว่างั้น”“ก็ไม่ขนาดนั้น แค่อยากให้การแสดงมันเนียนกว่านี้เดี๋ยวแม่กูจับได้ไง”“ม
“บอสไม่ทานข้าวเช้าเหรอคะ”“ไม่เป็นไรครับวันนี้ผมรีบ คุณนีนไปเองได้ใช่มั้ยครับ”“ได้ค่ะ ไม่ต้องห่วง”บทสนทนาที่ดูเหมือนปกติแต่ดันไม่ปกติเท่าไรนักสำหรับนีรนาราจบลงเพียงเท่านั้น เธอมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินออกไปก่อนจะถอนหายใจออกมา คนที่ลีลาจนเธอต้องเตือนเพราะกลัวไปทำงานสาย ไหนจะบังคับให้ขึ้นรถไปด้วยกันทุกวันนั่นอีก แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ยิ่งเป็นแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดเข้าไปใหญ่แต่เธอจะทำอะไรได้นอกจากปล่อยไปเหมือนเดิม—----------------------“ค่ะบอส”“วันนี้ผมมีงานอะไรอีกมั้ยครับ”“ไม่มีแล้วค่ะ”“งั้นผมจะขอกลับก่อน ถ้ามีอะไรด่วนก็โทรหาได้เลยนะครับ”“ได้ค่ะบอส”นีรนาราวางสายก่อนจะทำงานต่อ วันนี้ทั้งวันยุ่งจนเกือบลืมไปแล้วว่าบอสเธอเป็นอะไร จนอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันมามองเธอก็ได้แต่มองตามงงๆแล้วก้มทำงานต่อ ไม่รู้ว่ารีบอะไรถึงไม่ลากันสักนิดเลยแปลกจริงๆนั่นแหละ“พี่นีนๆ”“หืม อะไรเหรอฝ้าย”นีรนาราเงยหน้ามองรุ่นน้องแผนกข้างๆที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางระแวดระวังราวกับกลัวใครเห็น ทั้งที่ก็แทบไม่มีใครอยู่แถวนี้ด้วยซ้ำ“วันนี้บอสเค้าเป็นอะไรอ่ะพี่ ตึงทั้งวันเลย”“จริงเหรอ พี่ก็ว่าปกติ
“ไม่ไปยุโรปกันแน่นะคะลูก”วิภาดาถามย้ำอีกครั้งแม้ลูกจะยืนยันว่าจะเปลี่ยนที่เที่ยวก็ตาม วันครบรอบแต่งงานที่เคยวางแผนกันไว้ว่าจะไปแถวๆยุโรปกลายเป็นต้องเปลี่ยนแผนใหม่เพราะว่านีรนาราท้องขึ้นมาซะก่อน “ไม่ไปครับ ผมกลัวนีนจะลำบากถ้าเดินทางไกลมากเราเลยตกลงจะไปแค่ที่ภูเก็ตครับ”“นั่นสิเนอะกำลังท้องอยู่ด้วย แต่ก็ดีแล้วค่ะไม่ไกลมากแม่ก็ไม่ห่วงเสียดายที่ไปด้วยไม่ได้เพราะแม่ติดไปงานเลี้ยง ยังไงก็ดูแลน้องดีๆนะลูก มีอะไรให้รีบติดต่อแม่เลยนะคะ”วิภาดาสั่งอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่นีรนาราท้องเธอก็คอยดูแลตลอดเวลาไม่ต่างจากวิกรเพราะกลัวจะเกิดอันตรายแม้จะมีคนคอยช่วยดูแลตั้งมากมายก็ตาม“ครับผม ไม่ต้องห่วงนะครับ”“งั้นก็ไปพักผ่อนเถอะพรุ่งนี้จะได้ออกเช้าๆ”วิภาดาพยักหน้าให้ก่อนจะบอกให้ลูกไปพักเพราะเห็นว่าดึกแล้ว “ครับคุณแม่”—----------------------“ไหวมั้ยครับ”วิกรถามนีรนาราพลางประคองร่างบางด้วยความเป็นห่วง จนนีรนาราที่รู้สึกว่าได้รับการดูแลมากไปต้องยืนยันออกมาให้วิกรสบายใจอีกที“สบายมากค่ะพี่กร นีนไม่เป็นไรเลย”“ค่อยๆเดินนะครับ รถที่โรงแรมมารอเราแล้วเดินไปอีกนิดเดียว”“ค่ะ”“พักก่อนมั้ยครับ”“ไม่
“ไม่ไปโรงพยาบาลแน่นะครับ”วิกรถามด้วยความเป็นห่วงเพราะหลายวันมานี้นีรนารามีอาการป่วยบ่อยๆจนวันนี้ถึงกับลุกไปทำงานไม่ไหว แต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลอยู่ดี“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่เวียนหัวนิดหน่อยนอนพักไม่นานก็หาย”“ตามใจครับ แต่ว่าถ้าไม่โอเครีบโทรหาพี่เลยนะครับรู้มั้ย”“รู้แล้วค่า พี่กรไม่ต้องห่วงหรอกนีนอยู่ได้คนในบ้านเยอะแยะลืมแล้วเหรอคะ พี่กรนั่นแหละนีนไม่ไปด้วยไหวแน่นะคะ”นีรนาราถามกลับด้วยสีหน้าไม่วางใจ เพราะช่วงนี้งานที่บริษัทเยอะมากๆจนแทบไม่มีเวลาพัก หากไม่มีเธอช่วยอีกคนเกรงว่าวิกรจะทำงานหนักเกินไป“ไหวสิครับ ทำงานแค่นี้พี่สบายมากคุณคิมเค้าเก่งขึ้นเยอะแล้ว”วิกรยืนยันก่อนจะเอ่ยถึงผู้ช่วยเลขาคนใหม่ที่รับเข้ามาได้สักพักเพื่อช่วยนีรนาราทำงานอีกแรง “‘งั้นก็ไปทำงานได้แล้วค่ะเดี๋ยวสาย”“โอเคครับที่รัก”—------------------------“แกแน่ใจนะนีนว่าจะทำแบบนี้อ่ะ ไม่กลัวคุณกรเค้าน้อยใจเหรอวะ”เปรมาถามด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนวางแผนจะทำอยู่ตอนนี้ แถมเธอยังกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่ตั้งใจอีกต่างหาก “อือ พี่กรไม่ใช่คนคิดมากแบบนั้นสักหน่อย”“คิดแทนเค้าละหนึ่ง เอาดีๆนะเ
“หนาวมั้ยครับ”วิกรหันมาถามภรรยาที่เดินข้างๆด้วยความเป็นห่วง ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ญี่ปุ่นนั้นอากาศหนาวมากๆ มือหนาเอื้อมไปกระชับผ้าพันคอให้นีรนาราอีกครั้งแล้วจับมือเล็กมากุมไว้เหมือนเดิม“นิดหน่อยค่ะ พี่กรล่ะคะ”“เหมือนกันครับ แต่ว่าอากาศดีมากเลยไม่ได้เดินสูดอากาศแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ”วิกรบอกพลางยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี มองไปรอบๆที่มีผู้คนมากมายออกมาเที่ยวชมงานเทศกาลอย่างคึกคักก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยได้สัมผัสกับงานอะไรแบบนี้ ถึงจะเคยไปเที่ยวกับครอบคัวก็ไม่เคยไปเดินเล่นเพราะขี้เกียจจนเอาแต่นอนซะมากกว่า“ก็พี่กรเอาแต่ทำงานไม่ยอมหยุดเลยนี่คะ นีนคิดว่าหยุดยาวนี้จะไม่ได้มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วซะอีก”“ต้องได้มาสิครับ พี่วางแผนไว้แล้วนี่นา”“แต่ความจริงก็ไม่ถึงกับต้องมาหลายวันก็ได้นะคะ เกรงใจคุณอัคคีเค้ามากเลย”นีรนาราอดจะพูดถึงคนที่มาดูแลบริษัทแทนวิกรไม่ได้ เมื่อวิกรขอหยุดยาวแล้วเรียกให้หุ้นส่วนน้อยนิดอย่างอัคคีเข้ามารับภาระไปเต็มๆจนอัคคีโวยวายอยู่นาน“ไม่ต้องไปเกรงใจมันหรอกครับ ยังไงนั่นก็งานมันเหมือนกัน อีกอย่างคนอย่างมันก็ไม่ได้จะไปไหนอยู่แล้วนอกจากอยู่บ้าน”“จริงเ
“ดูอะไรคะ”นีรนาราถามพลางเดินเข้าไปใกล้วิกรที่ดูอะไรบางอย่างในมือถืออยู่ ร่างสูงหันมายิ้มให้เจ้าสาวคนสวยก่อนจะยื่นมือถือให้ดู“ไออุ่นน่ะครับ เค้าส่งข้อความมายินดีแล้วก็ขอโทษที่เคยทำให้ลำบาก”“เค้าสบายดีใช่มั้ยคะ”นีรนาราถามหลังกวาดตาอ่านเพียงคร่าวๆแล้วส่งคืนให้เจ้าของ วิกรพยักหน้าแล้วเล่าถึงอดีตคนรักที่ไปเริ่มต้นใหม่ที่ต่างประเทศเพื่อรักษาจิตใจตัวเอง“ครับ เค้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วบอกว่าจะเปิดร้านขนมที่นั่นด้วย”“ถ้าเค้ามีความสุขได้จริงๆก็ดีนะคะ เค้าน่าสงสารมากๆเลย”นีรนาราบอกด้วยความเห็นใจเพราะรู้ว่าอริสาต้องต่อสู้กับการรักษาโรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่ด้วย ไหนจะครอบครัวที่กดดันอยู่ตลอด ไหนจะต้องตัดใจจากความรักที่ฝังแน่นในใจมานานอีก เป็นใครก็คงทรมานไม่ต่างกัน“ไม่โกรธเค้าเหรอครับ”“ถามเหมือนไม่รู้จักนีนเลยนะคะ”“ล้อเล่นครับ พี่รู้ว่านีนไม่คิดอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว”วิกรยิ้มออกมาก่อนจะจับมือนีรนารามากดจูบลงที่หลังมือขาวอย่างเอาใจ ถึงจะไม่ได้รู้ใจทุกอย่างแต่ก็มั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองรู้จักว่าที่ภรรยาดีที่สุดกว่าใครทั้งนั้น นีรนาราที่ดูเหมือนเฉยชากับทุกอย่างแต่ในใจกลับอ่อนโยนและเห็นใจคนอื่นอยู่เ
ช่วงเวลายามดึกบนยอดดอยในช่วงเดือนธันวาคมนั้นอากาศค่อนข้างเย็นพอสมควร ยิ่งมีสายลมที่พัดผ่านไปเป็นระยะๆก็ยิ่งสร้างความหนาวให้กับนักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสอากาศแบบนี้ไม่น้อย ไม่ต่างจากนีรนารากับวิกรที่พากันมาชมดาวบนดอยแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะตกลงกันว่าจะมาก่อนกำหนดแต่งงานเพื่อพากันมาดูดาวที่นี่ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะมากๆทั้งคู่เลยเลือกบ้านพักแทนตั้งเต้นท์เพราะอยากได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้”จู่ๆวิกรที่เงียบมานานก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไปจนนีรนาราที่กำลังมองดาวเพลินๆงง ร่างบางที่เอนตัวพิงอกแกร่งผละตัวออกมาก่อนจะมองหน้าวิกรแล้วถามด้วยความสงสัย“หมายถึงอะไรคะ”“ก็พอมองย้อนกลับไปแล้ว เรารู้จักกันทำงานด้วยกันมาตั้งนานไม่เคยนึกถึงภาพอะไรแบบนี้เลยสักครั้ง ทำไมเราถึงไม่ได้ชอบกันตั้งแต่แรกเจอนะว่ามั้ย”“มันไม่ใช่ทุกคนที่จะมีรักแรกพบนี่คะ อีกอย่างต่อให้เราเป็นแบบนั้นจริงก็ไม่แน่ว่าจะคบกันจนมาถึงวันนี้ได้นี่นา”นีรนาราตอบตามที่คิด ความรักเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสำหรับเธอเสมอไม่ว่าจะในสถานะไหน จะแอบรัก รักแรกพบ หรือรักที่มั่นคงตั้งแต่เด็กจนถึงว
“นักธุรกิจที่มีบริษัทใหญ่โตอย่างคุณคงมองว่าที่นี่เล็กไปเลยสินะ”ประดิพัทธ์ถามพลางขำออกมาเบาๆ ในน้ำเสียงไร้ความประชดเพียงแต่พูดตามความเป็นจริงเพราะรู้ดีว่าวิกรนั้นบริหารธุรกิจที่ใหญ่มากขนาดไหน หากเป็นก่อนหน้าจะได้รู้จักกันคงมีแต่อคติเท่านั้น แต่พอได้ฟังเรื่องราวหลายๆอย่างจากวิภาดาคนเป็นแม่มาแล้ว จากที่ไม่ชอบใจก็กลายเป็นชื่นชมแต่ก็ไม่คิดแสดงออกมาให้เห็นง่ายๆวิกรมองใบหน้าคนที่เรียกมาคุยส่วนตัวในยามเย็นแบบนี้ ก่อนจะพยักหน้าและตอบออกมาตามความเป็นจริง“ถ้าถามขนาดก็ใช่ครับ แต่ถ้ามองในมุมนักธุรกิจผมว่ามันสามารถขยายไปได้ไม่ต่างจากของผมเลย”“หึ แค่พูดก็ฟังดูเหมือนจะทำได้นั่นแหละนะ แต่เอาเข้าจริงคุณก็รู้ว่ามันจะโตขนาดนั้นได้ก็ต้องใช้ทั้งเงินทั้งเวลาอีกไม่รู้เท่าไหร่”“ก็จริงครับ แต่ถ้าอยากให้ผมช่วยอะไรบอกได้เลยนะครับผมยินดี”วิกรบอกด้วยความจริงใจ ตั้งแต่มาถึงนี่ก็สังเกตและเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่เห็นผ่านตาตามนิสัยนักธุรกิจ รู้ดีว่าการพัฒนาที่นี่ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรอย่างที่พ่อของนีรนาราว่า “ไม่รบกวนคุณหรอก ยังไงพวกเราก็แค่ทำเท่าที่ตัวเองยังสบายๆกันอยู่ไม่ได้หวังให้มันเติบโ
“คุณแม่จะไปไหนนะครับ”วิกรถามด้วยความตกใจเมื่อคนเป็นแม่โทรมาบอกว่าจะไปต่างจังหวัดสักพัก แต่ต่างจังหวัดที่ว่าคือบ้านของนีรนาราทำเอาตกใจจนต้องถามย้ำอีกครั้ง“ตกใจอะไรขนาดนั้นล่ะคะลูก แม่จะไปบ้านหนูนีนค่ะ”“ไม่ได้นะครับ ผมบอกแล้วไงว่าเค้ายังไม่ยอมรับที่ผมกับนีนคบกัน”วิกรรีบห้ามไว้ทันทีเมื่อแม่ตอบชัดเจน ที่บอกว่าอยากให้แม่ช่วยก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ไปถึงบ้านขนาดนี้ซักหน่อย“แม่รู้แล้วค่ะไม่ต้องย้ำ แต่แม่มีวิธีของแม่ก็แล้วกันน่าไม่ต้องห่วงหรอก”“แต่คุณแม่ครับ มันจะไม่แย่ลงใช่มั้ย”วิกรถามด้วยความกังวล กลัวว่าแม่จะไปรุกเกินจนอีกฝ่ายยิ่งไม่พอใจมากขึ้นอีก แต่วิภาดากลับถามย้อนลูกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทันที“เชื่อใจแม่มั้ยคะ”“เชื่อสิครับ แต่ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องจะไปคุยกันง่ายๆซะหน่อยคุณแม่ก็รู้ ไว้ผมหาวิธีเองดีกว่าครับ”วิกรตอบแบ่งรับแบ่งสู้ยังไม่อยากเสี่ยงอะไรมากในตอนนี้ ไม่รู้ว่าต้องรับมือกับพ่อของนีรนาราแบบไหนเพราะไม่เคยได้เจอหรือรู้จักมาก่อน แต่หากได้รู้จักตัวตนอีกนิดคงหาทางรับมือได้ไม่ยาก แต่คำตอบนั้นกลับสร้างความไม่พอใจให้คนเป็นแม่จนโวยวายออกมาอีกรอบ“โอ้ย แม่รอไม่ไหวแล้วค่ะเอาเป็
“มากันไวจังวะ”วิกรยิ้มทักทายเพื่อนสองคนที่นั่งรออยู่ในห้องเดิมที่เคยนัดกันมาดื่มประจำ ก่อนจะได้สายตาเหยียดๆมาจากทั้งพีรวิชญ์และอัคคีราวกับไปทำอะไรไม่ดีมาจนต้องหุบยิ้มทันที“ไม่มีใครไวทั้งนั้นมึงแค่มาเลยเวลานัดเองอย่าเนียน”“แหม่ แกล้งๆทำเหมือนดีใจที่เจอกูบ้างก็ได้เนอะ”วาิกรเบ้ปากใส่ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเพื่อนๆ “ทำไมกูต้องทำ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”อัคคีว่าพลางมองวิกรแรงกว่าเดิมอย่างไม่คิดถนอมน้ำใจสักนิด หากเป็นคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าเป็นศัตรูกันไม่น่าใช่เพื่อนสนิทแน่ๆ“อือ กูก็ไม่น่าเล่นแต่แรกเลย ไงพีนัทช่วงนี้ร้องเพลงจนเสียงแหบเลยเหรอมึงอ่ะ”“ก็นะ คนมันฮ็อตมากกูก็เหนื่อยเหมือนกัน”พีรวิชญ์ยืดอกรับคำชมอย่างไม่คิดจะถ่อมตัวสักนิดจนวิกรส่ายหัวให้กับความมั่นอกมั่นใจเกินเหตุของเพื่อน“พอกูจะชมก็เป็นแบบนี้แหละมึงอ่ะ มั่นหน้า”“ก็มีให้มั่นอ่ะค้าบ มึงเถอะได้ข่าวว่าโดนสกัดขาตั้งแต่นอกสนามเลยเหรอวะ”พีรวิชญ์ยักคิ้วกวนๆใส่เพื่อนก่อนจะถามกลับเชิงหยอก รู้ว่าวันนี้วิกรเรียกมารวมตัวเพราะอยากปรึกษาเรื่องที่บ้านของนีรนาราไม่ยอมรับการคบกันของทั้งคู่ เลยต้องทำหน้าที่เพื่อนที่ดีตัดกำลังใจกันหน่อย“กูไม่ได้ไปเ
“ค่ะพี่เหนือ”นีรนารารับสายจากขุนเขาด้วยความแปลกใจ เพราะปกติอีกฝ่ายแทบไม่เคยโทรมาหาหากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ขนาดจะแชทคุยกันก็ยังนานๆครั้งเลยด้วยซ้ำ พอเป็นแบบนี้ใจคอก็ไม่ค่อยดีขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับที่บ้านเธอ‘นีน คือพี่มีเรื่องอยากคุยด้วยตอนนี้สะดวกมั้ยครับ’“ได้ค่ะ พอมีเวลานิดนึงพี่เหนือมีอะไรเหรอคะ”นีรนารามองนาฬิกาที่ยังเหลือเวลาจากช่วงพักอยู่นิดหน่อยก่อนจะตั้งใจฟัง แต่ขุนเขากลับทิ้งช่วงไปสักพักก่อนจะพูดอึกอักจนนีรนาราพลอยลุ้นไปด้วย‘คือ พี่เผลอหลุดปากเรื่องที่นีนมีแฟนกับลุงพัทไปอ่ะครับ แต่พี่ไม่ได้ตั้งใจนะก็ลุงเค้ามาถามเรื่องแต่งงานพี่เลยอธิบายไปแต่พูดละเอียดเกินไปหน่อย พี่ขอโทษนะครับ…’ขุนเขาที่ตั้งใจจะโทรมาขอโทษอธิบายเสียงอ่อยอย่างรู้สึกผิด กลัวเหลือเกินว่านีรนาราจะเข้าใจผิดหลังจากคุยกับพ่อของนีรนาราเสร็จก็รีบโทรมาบอกทันที“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่เหนือ ยังไงวันนึงพ่อก็ต้องรู้อยู่แล้ว นีนเองก็ตั้งใจจะบอกเร็วๆนี้เหมือนกันค่ะ”นีรนารายิ้มออกมาได้เมื่อไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอย่างที่กลัว แต่จะว่าไม่กังวลก็ไม่ใช่เพราะรู้ดีว่าพ่อต้องโทรมาคุยภายในวันนี้แน่ๆ ไอ้ที่ว่าตั้งใจจะบอกก็ไม่