“เอ่อ คุณนีนครับ”
วิกรที่เดินกลับเข้ามาในห้องนอนเอ่ยเรียกคนที่ลุกมานั่งพิงหัวเตียงอย่างเกรงใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำตัวไม่ถูกจนไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไปวางไว้ตรงไหนดี
ยืนอึกอักอยู่ไม่กี่วิก็โดนคนที่เพิ่งตื่นถามคำถามที่ทำเอาแทบสติหลุด
“บอสเห็นเสื้อผ้านีนรึเปล่าคะ”
“อ้อ คือ ผมให้คนเตรียมมาให้แล้วครับแขวนไว้ตรงนั้น ส่วนชุดคุณนีนเพิ่งส่งซักไปครับ”
พอตอบแบบนี้ภาพเมื่อคืนที่แสนเร่าร้อนก็ย้อนเข้ามาในหัวจนกลายเป็นฝ่ายเขินอายซะเอง และมันตลกที่นีรนารากลับทำตัวปกติราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“งั้น ขอใช้ห้องน้ำหน่อยนะคะ”
“เชิญตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมไปรอคุณนีนข้างนอกละกัน”
วิกรรีบบอกก่อนจะรีบออกจากห้องไปตั้งหลักอีกหน สถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ทำเอาบอสใหญ่ของบริษัทถึงกับงุนงงจนไปไม่เป็น
รู้สึกว่าอะไรๆมันแปลกที่แปลกทางไปหมดทั้งที่อยู่ห้องตัวเองแท้ๆ
—-------------------------
“คุณนีน มาทานข้าวก่อนสิครับผมสั่งมาให้แล้ว”
วิกรรีบเรียกนีรนาราที่เดินออกมาจากห้อง พลางมองอย่างลุ้นๆว่าอีกฝ่ายจะยอมทานข้าวด้วยมั้ย เพราะนี่น่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการเริ่มคุยกัน
“ขอบคุณค่ะ”
“พอทานได้มั้ยครับ”
วิกรถามแม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่านีรนาราไม่ใช่คนทานยากอะไรเลย ทำงานกันมาตั้งกี่ปีแทบจะรู้นิสัยกันทุกอย่างอยู่แล้ว
“ได้ค่ะ”
นีรนารายังคงตอบน้อยคำจนวิกรแอบหนักใจ ถึงจะรู้จักกันดีแต่การจะเดาใจของเลขาคนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ความเพราะอีกคนคุยแต่เรื่องงาน จริงจังอยู่ตลอดเวลาจนไม่เคยเผยด้านอื่นๆให้เห็นมาก่อน
แต่ไม่ว่ายังไงเรื่องแบบนี้ก็คงปล่อยผ่านไปไม่ได้อยู่ดี วิกรลอบมองใบหน้าสวยที่เรียบเฉยอยู่หลายครั้ง จนเมื่อเห็นว่าอีกคนกินเสร็จถึงได้เริ่มเกริ่นออกมา
“คือ คุณนีนครับ”
“คะ”
“เรื่องเมื่อคืนนี้ ผม…”
“ช่างมันเถอะค่ะบอส เราอย่าพูดถึงมันอีกเลยค่ะ”
ไม่ทันที่วิกรจะได้พูดจบประโยคนีรนาราก็ตัดบทออกมาจนวิกรทำหน้าเหวอ ยิ่งเห็นว่านีรนารานิ่งเฉยไม่มีท่าทีอะไรสักนิดก็ยิ่งร้อนใจ
ถึงจะแอบคาดหวังให้นีรนาราคุยง่ายแต่ก็ไม่ได้คิดเอาไว้ว่าจะไม่สนใจเลยแบบนี้ และมันทำให้วิกรไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก
“แต่ว่าคุณนีน”
“เชื่อนีนนะคะบอสถ้าอยากให้เราทำงานด้วยกันต่อแบบสบายใจ บอสควรลืมมันไปให้หมด”
“คุณต้องการแบบนั้นจริงๆเหรอครับ”
วิกรถามย้ำมองหน้านีรนาราด้วยสายตาจริงจังและค้นหา แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าที่ยากจะคาดเดาใจได้
“ใช่ค่ะ หวังว่าบอสจะไม่พูดถึงมันอีกได้มั้ยคะ”
“อ่า งั้นก็ตามใจคุณนีนครับ”
เมื่ออีกคนย้ำแล้วย้ำอีกแบบนั้นวิกรก็หมดคำจะโต้แย้ง แม้ในใจจะรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องก็ตาม ที่บอกเพื่อนไปว่าไม่อยากแต่งงานนั่นก็ใช่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รับผิดชอบอะไรเลยแบบนี้ แต่เมื่อเป็นความต้องการที่ชัดเจนของนีรนาราวิกรก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีกเลย
“ขอบคุณค่ะ งั้นเจอกันวันจันทร์นะคะบอส”
“ครับ”
วิกรรับคำอย่างจนใจจะพูดอะไรต่อ ได้แต่เดินตามไปส่งนีรนาราที่ประตูห้องและเดินกลับมานั่งเหม่อลอยที่โต๊ะต่อจนลืมเวลา
—----------------------
“แป้ง แกมารับเราด่วนเลย”
นีรนารารีบพูดทันทีที่เพื่อนรับสาย ร่างบางเดินสับขาด้วยท่าทางรีบร้อนราวกับกำลังหนีอะไรอยู่ ท่าทีสงบเรียบเฉยก่อนหน้าหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ทั้งมองซ้ายมองขวาราวกับว่ากลัวใครจะมาเห็นตัวเองในตอนนี้เข้า พอถึงล็อบบี้ใต้คอนโดก็รีบเข้าไปนั่งมุมในสุดทันที
“อะไรนีน แกเป็นอะไรอ่ะป่วยเหรอ”
“รีบมาเถอะเดี๋ยวเล่าให้ฟัง เร็วๆนะ”
เอ่ยเร่งเพื่อนอีกครั้งอย่างกลัวว่าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ จนเปรมาที่ได้ยินเลยรีบรับคำและออกรถมาหาเพื่อนทันที
“เออๆ ไปแล้วๆส่งโลมาที”
“อือ”
นีรนารารีบส่งที่อยู่ให้เพื่อนมารับก่อนจะถอนหายใจยาวๆหลังวางสาย โล่งอกที่เพื่อนไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากกว่านี้ เธออยากออกไปจากที่นี่ให้ไวที่สุดก่อนที่จะทนฝืนเก็บอาการไม่ไหวอีกต่อไป
“แกว่าอะไรนะนีน!”
เปรมาตะโกนออกมาลั่นรถจนนีรนาราสะดุ้ง ก่อนจะต่อว่าเพื่อนออกมาที่ทำเสียงดัง
“เสียงดังทำไมเนี่ย ตกใจหมด”
“เรานี่ที่ต้องตกใจอ่ะ บ้าบอมาก มันเกิดขึ้นได้ยังไงอ่ะ”
เปรมายังคงโวยวาย ก่อนจะตั้งสติและขับรถออกมาจากคอนโดหรูแห่งนั้นทันที
“เมา”
“โทษนะ แต่เหตุผลละครน้ำเน่ามาก”
เปรมาที่ได้ยินคำตอบเพื่อนกรอกตาก่อนจะต่อว่าออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ คนแบบนีรนาราคิดยังไงก็ไม่น่าพลาดปล่อยตัวเองเจอเรื่องแบบนี้ได้ ยิ่งคำว่าเมายิ่งแปลกไปใหญ่
“แล้วจะให้บอกยังไง อยู่ดีๆก็หลงเสน่ห์บอสตัวเองจนต้องพาขึ้นเตียงงี้เหรอ”
นีรนาราประชดกลับด้วยสีหน้าเอือมระอา เหตุผลลึกกว่านั้นมันก็มีที่ปล่อยตัวเองเมาจนไร้สติได้น่ะ แต่ถ้าพูดไปตอนนี้ได้โดนเพื่อนด่ามากกว่าเดิมน่ะสิ
แค่นี้ก็สร้างเรื่องจนไม่รู้จะจัดการยังไงแล้ว
“น่าขนลุกกว่าเดิมอีก”
“เค้าถึงบอกไง ความเมาทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ชีวิตเรากำลังจะจบสิ้นแล้วแก”
นีรนาราโอดครวญออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งที่ไม่มีวันย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว
“เกินไปมาก แกก็ยังอยู่ดีไม่ใช่รึไง แล้วบอสแกเค้าไม่พูดอะไรเลยเหรอ”
“เค้าจะพูดแต่เราไม่เปิดโอกาสให้พูดต่างหาก รู้มั้ยว่าต้องกลั้นใจทำเป็นนิ่งทั้งที่แทบสติแตกอยู่ตั้งนาน”
นีรนาราสารภาพออกมาด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่ลงทุกที ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าและท่าทางสงบนิ่งที่เธอแสดงออกให้วิกรเห็นนั้น ก็แค่เกราะป้องกันตัวเองที่สร้างขึ้นมาเพราะไม่อยากพูดถึงเรื่องเมื่อคืนต่างหาก
ทั้งที่ความจริงเธออยากลุกมากรีดร้องและโวยวายกับตัวเองให้สาแก่ใจที่ไร้สติทำเรื่องบ้าบอลงไปตั้งมากขนาดนั้น
“แล้วทำไมไม่คุยกับเค้าให้รู้เรื่องล่ะ แบบนี้ไม่อึดอัดกันแย่เหรอ”
“จะให้คุยอะไรล่ะ ยังไงก็ต้องกลับไปทำงานด้วยกันต่อเหมือนเดิม ลืมๆมันไปสบายใจกว่าเยอะ”
“มันลืมได้ด้วยเหรอวะ”
คราวนี้เปรมาหันมาถามเสียงสูงอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่มีใครพูดก็ไม่มีปัญหา คนอื่นไม่มีทางรู้อยู่แล้ว”
“จะรอดูเลยว่ามองหน้ากันทุกวันแล้วไม่นึกถึงอ่ะ บ้าบอมากนะ”
เปรมากรอกตาก่อนจะประชดออกมาด้วยความเหนื่อยใจ ความคิดแปลกๆแบบนี้ของนีรนาราใครฟังแล้วจะเชื่อลงบ้าง มันใช่เรื่องที่ลืมกันง่ายได้ที่ไหนกัน
“ช่างมันเถอะเดี๋ยวก็ผ่านไป จะคุยกันยังไงผลมันก็เหมือนเดิมรึเปล่าวะ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนทั้งนั้นแหละ”
นีรนาราบอกอย่างไม่ใส่ใจ เธอก็แค่คิดว่าถ้าตัวเองทำนิ่งเฉยไปวิกรเองก็คงต้องทำตามเหมือนเมื่อกี้นั่นแหละ
“ถ้าเค้าอยากรับผิดชอบล่ะ ครั้งแรกของแกนี่นีน เรารู้นะ”
เปรมาดักอย่างรู้ทัน เพื่อนเธอทำตัวเป็นสาวมั่นแบบนี้ ที่จริงไม่เคยคบใครเลยต่างหาก ความสัมพันธ์ทางกายยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับหนุ่มคนไหนทั้งนั้นเพราะเจ้าตัวเอาแต่เรียนและทำงานมาตลอด ต่อให้ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆก็แค่เมาแล้วกลับมานอนเท่านั้น
“แล้วไง ก็ไม่ได้ชอบกันจะมาคบเพราะมีอะไรกันก็แปลกๆมั้ยอ่ะ ทำแบบนั้นเสียงานเสียการหมด”
“แล้วแบบนี้ไม่เสียเหรอวะ”
“ถ้าไม่มีใครล้ำเส้นก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แค่นั้น”
“แล้วถ้ามีคนล้ำเส้นล่ะ แกจะทำไง”
“มันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ ถึงมีก็แค่เปลี่ยนงาน”
“บ้ามากจริงๆ”
เปรมาบ่นออกมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบเพื่อน ถ้าทุกอย่างมันง่ายเหมือนที่นีรนาราพูดก็คงดีแต่เธอเดาได้เลยว่าไม่ใช่ ก่อนจะเตือนออกมาเมื่อนึกถึงใครอีกคนที่มีบทบาทสำคัญมากๆในชีวิตของนีรนารา คนที่นีรนาราไม่มีทางอยากให้รู้แน่ๆ
“อย่าให้น้องสุดที่รักแกรู้นะ บอสแกตายแน่”
“ถึงตายก็จะไม่มีทางให้รู้แน่ๆ”
“คุณนีน ผมขอกาแฟแก้วนึงครับ”เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นเมื่อนีรนารารับสาย เป็นเรื่องปกติที่พอถึงช่วงบ่ายวิกรก็จะโทรออกมาที่โต๊ะเลขาหน้าห้องเพื่อขอกาแฟเป็นแก้วที่สองของวัน“ได้ค่ะ”นีรนารารับคำอย่างเคยชินก่อนจะวางสายแล้วลุกไปจัดการให้ทันทีด้วยความคล่องแคล่ว ผ่านมาเป็นอาทิตย์ได้แล้วหลังจากคืนนั้นที่ทำเอาสติรวนจนต้องจัดการตัวเองพักใหญ่ แต่นีรนาราก็ดำเนินชีวิตและหน้าที่การงานต่อได้ด้วยความนิ่งที่มี ทำตัวเป็นปกติที่สุดเพื่อให้ทุกวันผ่านไปได้อย่างดี และไม่เปิดโอกาสใดๆให้วิกรพูดถึงเรื่องคืนนั้นขึ้นมาได้ และดูเหมือนว่าพอเธอทำแบบนี้ วิกรเองก็ไม่กล้าจะรื้อฟื้นอะไรขึ้นมาอีกเช่นกัน พอเป็นแบบนี้ทุกอย่างก็ดูจะกลับมาปกติสุขเหมือนเคย“เย็นนี้คุณนีนมีธุระอะไรมั้ยครับ”“ไม่มีค่ะ”“งั้นช่วยอะไรผมหน่อยได้มั้ยครับ”“อะไรคะ”นีรนาราเงยหน้าถามวิกรด้วยความแปลกใจ เพราะปกตินอกจากสั่งงานแล้วคำว่าขอให้ช่วยไม่เคยออกมาจากปากวิกรเลยสักครั้ง“ช่วยไปเลือกของขวัญวันเกิดคุณแม่ให้ผมที แล้วก็จะชวนคุณนีนไปที่งานด้วยครับ”“ได้ค่ะ”นีรนารารับคำทันทีอย่างไม่ติดใจอะไรเพราะเรื่องที่ขอก็เป็นเรื่องปกติที่เธอเคยทำให้อยู่แล้ว เพี
“คุณแม่ครับ”“อ้าวกร มาแล้วเหรอลูกแม่กำลังรออยู่เลย”วิภาดาหันกลับมาหาลูกชายก่อนจะยิ้มออกมาและเผื่อแผ่รอยยิ้มใจดีนั้นไปให้นีรนาราที่เดินตามมาข้างหลังด้วยอีกคน“สวัสดีค่ะคุณวิภาดา”“หนูนีนก็มาด้วยเหรอลูก มาๆมานั่งกันก่อนค่ะ”“นี่ของขวัญที่บอสเตรียมให้คุณวิค่ะ นีนไม่ได้เตรียมของขวัญมาให้คุณเลยขอโทษด้วยนะคะ”นีรนารายื่นต้นดอกไม้เล็กๆในมือให้ก่อนจะบอกออกมาอย่างรู้สึกผิดที่ไม่ได้เตรียมอะไรมาให้เจ้าของวันเกิดเลย ปกติเธอไม่ได้มาร่วมงานทำแค่เตรียมของขวัญให้วิกรเอามาเอง พอต้องมาร่วมงานกะทันหันก็เลยหาอะไรไม่ทัน“ขอโทษอะไรกันคะ แค่มาร่วมงานแม่ก็ดีใจแล้วค่ะแล้วเมื่อไหร่จะเลิกเรียกแบบนั้นซะทีบอกให้เรียกแม่ไงคะเรารู้จักกันมาตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย ทำเป็นห่างเหินไปได้นะ”วิภาดาดุออกมาอย่างไม่จริงจัง เพราะเธอนั้นเอ็นดูนีรนาราเหมือนลูกคนนึงด้วยความที่รู้จักมานาน เลยชื่นชมความเก่งและการวางตัวที่น่ารักมาตลอด“คือ นีนไม่ชินเลยค่ะขอเรียกแบบเดิมเถอะนะคะ”นีรนาราบอกอย่างเกรงใจ ต่อให้ได้รับความเอ็นดูมากขนาดไหนเธอก็ไม่คิดจะข้ามเส้นคำว่าเจ้านายกับลูกจ้างเด็ดขาด“ถ้าไม่เรียกแล้วเมื่อไหร่จะชินล่ะคะ แล้วดูสิทำงานเหนื่
“นี่ลูกมีแฟนเหรอ ใครคะ”วิภาดาถามด้วยสีหน้าตื่นเต้นจนแทบทนรอไม่ไหว วิกรยิ้มก่อนจะผายมือไปฝั่งตรงข้ามตัวเองและพูดออกมาด้วยสีหน้าภูมิใจ“นี่ไงครับ”“คะ…”นีรนาราตกตะลึง มองมือของวิกรที่อยู่ด้านหน้าตัวเองแข็งค้าง บอสมีแฟนโดยที่ไม่เคยรู้เธอก็ตกใจมากแล้ว แต่พอเห็นว่าแฟนคือใครก็ทำเอาตกใจยิ่งกว่านี่เธอไปเป็นแฟนของบอสตอนไหนกัน!“อะไรนะ นี่ลูกกับหนูนีน”วิภาดาเองก็ตกใจมากไม่ต่างจากนีรนาราสักนิด เธอมองหน้าลูกชายสลับกับนีรนาราอย่างงุนงงและไม่อยากเชื่อ“เดี๋ยวค่ะ คือ…”นีรนาราที่กำลังจะแย้งออกมาพลันต้องเงียบเสียงลงเมื่อถูกวิกรแย่งพูดซะก่อน“ครับ คุณนีนคือคนที่ผมคบอยู่แล้วก็จะมาขออนุญาตจากคุณแม่นี่แหละครับ รู้อย่างงี้แล้วจะให้ไปทำความรู้จักกับใครอีกมั้ยครับ”“จริงเหรอ ไม่อยากเชื่อเลย เดี๋ยวนะเป็นไปได้ด้วยเหรอเนี่ย”“เป็นไปแล้ว งั้นคุณแม่จะอนุญาตมั้ยครับ”วิกรถามย้ำเมื่อเห็นอาการนิ่งอึ้งของคนเป็นแม่ โดยไม่ได้สังเกตสักนิดว่าคนที่ตกใจยิ่งกว่าก็คือนีรนาราที่ถูกใส่สถานะให้โดยไม่ทันตั้งตัว“กล้าถามแบบนั้นได้ยังไงตากร”“คุณแม่…ไม่ชอบเหรอครับ”ใบหน้าหล่อหม่นลงพลางถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วในตอนท้ายเมื่อ
“ทำไมกลับดึกจังครับ แล้วนั่นแต่งชุดอะไรมาน่ะ”เสียงทุ้มที่เอ่ยทักทำเอานีรนาราที่เดินมาตรงโซนหน้าทีวีสะดุ้ง ก่อนจะถอนหายใจและบ่นออกมาเมื่อเห็นตัวต้นเหตุที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดรออยู่“ไปงานวันเกิดแม่บอส ทำไม เดี๋ยวนี้นั่งรอบ่นเหมือนลุงแก่ๆแล้วเหรอเราอ่ะ”“เปล่า แค่มารอฉัตรอ่ะไม่กลับสักทีจนพี่นีนมาเนี่ย ได้ข่าวว่าน้องพี่ก็เลิกเรียนพร้อมน่านไม่ใช่เหรอครับ”คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้แปลกใจเท่าไหร่ พอๆกับการที่อรัณย์มานั่งอยู่กลางห้องของเธอทั้งที่เจ้าตัวอยู่ห้องถัดไป เพราะเป็นน้องชายคนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้ห่างหายกันไปไหน การจะเข้าออกห้องกันและกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดแล้วต่อให้อายุจะห่างกันถึงเจ็ดปีแต่เพราะอรัณย์เกิดปีเดียวกันกับปาริฉัตรน้องสาวเธอ แถมยังเรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกันเลยยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตตลอดเวลาแบบนี้ จนบางทีก็ลืมว่าคนไหนเป็นน้องเธอกันแน่“เห็นแชทมาบอกว่าจะไปงานวันเกิดเพื่อนต่อนี่นา คงใกล้กลับแล้วมั้ง”“แล้วพี่นีนไม่โทรไปถามหน่อยเหรอครับ ดึกมากแล้วเนี่ยเดี๋ยวน่านจะได้ไปรับมัน”“แล้วทำไมน่านไม่โทรไปเองเลยล่ะ”นีรนารามองค้อนเมื่อถูกต่อว่าราว
“นี่มึงทำอะไรลงไปวะกร”อัคคีถามขึ้นหลังจากฟังเรื่องเล่าที่แสนจะน่าปวดหัวจากวิกรจบ เรื่องที่คิดว่าจะจบมาตั้งแต่คืนนั้นตอนนี้วิกรดันสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่จนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม“กูก็อยากถามตัวเองเหมือนกันแหละ”วิกรกุมขมับก่อนจะตอบด้วยสีหน้าสิ้นหวังไม่ต่างจากน้ำเสียง ความมั่นอกมั่นใจที่เคยมีติดตัวมาตลอดเหมือนถูกทำหล่นหายตั้งแต่ที่เผชิญกับเรื่องราวไม่คาดคิดที่ผ่านมา“บ้าบอมาก”“กูแค่คิดว่าถ้าคบใครแล้วแม่ก็น่าจะเลิกวุ่นวายหาคู่ให้กูซะที แล้วคุณนีนดันอยู่ตรงนั้นพอดีไง”“มึงก็เลยเลือกใช้เค้าแบบไร้สติเลยว่างั้น”“มึงเลิกซ้ำเติมกูเถอะ นี่ก็เครียดจะตายห่าแล้ว”วิกรโวยวายก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดเมื่อนึกถึงหน้าเลขาคนสวยสุดเนี้ยบขึ้นมา อัคคีที่เห็นอาการแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนของเพื่อนก็ส่ายหัวก่อนจะถามถึงนีรนาราด้วยความสนใจ รู้จักกันมาก็นานไม่คิดว่าจะกลายเป็นคนที่ทำให้วิกรเสียอาการแบบนี้ได้“แล้วคุณนีนว่าไง”“นิ่งๆ กูถามว่าโกรธมั้ยเค้าก็บอกเปล่า กูไม่กล้าคุยอะไรด้วยเลยทุกวันนี้ทำงานด้วยก็เกร็งจะตายละ”วิกรบอกด้วยความอึดอัดใจ ผ่านมาเป็นอาทิตย์สิ่งที่แอบคาดหวังว่าจะผ่อนคลายต่อกันมากขึ้นกลาย
“อ้าว คุณนีน”เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นด้านหลังของนีรนาราที่กำลังเดินออกมานอกร้านด้วยอาการมึนๆ เธอหันกลับมามองด้วยความแปลกใจที่ความบังเอิญทำให้มาเจอกันตรงนี้ได้“บอส”“มาคนเดียวเหรอครับ”วิกรเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะมองไปรอบๆก็ไม่เห็นใครนอกจากนีรนารา “เปล่าค่ะ มากับเพื่อน”“แล้วจะกลับยังไงครับเนี่ย”“เดี๋ยวเรียกรถค่ะ บอสก็จะกลับแล้วเหรอคะ”“ครับ งั้น…เดี๋ยวผมไปส่งคุณนีนเลยละกันครับ”คนที่แค่ตั้งใจจะเดินมาหยิบของที่รถดันเปลี่ยนใจกลับทันทีที่ถูกถาม เพราะเห็นว่าเวลานี้มันอันตรายเกินไปถ้าจะให้นีรนาราเรียกรถกลับคนเดียว“ไม่เป็นไรค่ะบอส ดึกแล้วบอสจะได้กลับไปพัก อีกอย่างบอสไม่ควรขับรถตอนเมานะคะ”นีรนารารีบห้าม ที่กลัวอีกฝ่ายเมานั่นก็ใช่แต่ความจริงเธอไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับวิกรมากเกินไปต่างหาก ช่วงนี้เธอรู้สึกว่าอะไรๆมันเกินกว่าที่ควรจะเป็นไปเยอะแล้วจริงๆ“ผมไม่ได้เมาครับดื่มไปแค่แก้วเดียวเอง ขึ้นรถไปคนเดียวตอนนี้มันอันตรายให้ผมไปส่งดีกว่าครับ”“เอ่อ งั้นก็ได้ค่ะ”เมื่อเห็นว่าปฏิเสธไม่ได้นีรนาราก็พยักหน้าอย่างจำใจ ก่อนจะเดินตามวิกรไปขึ้นรถคันที่คุ้นเคยมานานตั้งแต่ทำงานด้วยกันจนถึงตอนนี้ คิด
“พี่นีน”“อ้าว กลับมาแล้วเหรอนึกว่าจะถึงมืดๆซะอีก”นีรนาราที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนมองปาริฉัตรและอรัณย์ที่กำลังขนกระเป๋าเข้าห้อง เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปาริฉัตรไม่มีเรียน เลยได้โอกาสกลับไปหาพ่อแม่ที่จังหวัดน่านพร้อมกับอรัณย์ นีรนารารีบเข้าไปช่วยน้องขนของฝากที่แม่ชอบเตรียมกลับมาให้เสมอทุกครั้งที่ใครได้กลับบ้านราวกับกลัวลูกจะอดอยาก ทั้งที่ความจริงตัวเองก็ส่งมาให้บ่อยๆอยู่แล้วเหมือนกัน “ก็อยากกลับช้ากว่านี้แต่แม่เร่งให้เตรียมกลับตั้งแต่เช้าเลยอ่ะ ไม่ได้บินนานขนาดนั้นซะหน่อย”“ดีแล้วจะได้พัก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปเรียนอีกไม่เหนื่อยเหรอ”นีรนาราบอกเมื่อได้ยินน้องสาวบ่น ปาริฉัตรติดแม่มากๆยิ่งมาเรียนไกลแบบนี้ก็ยิ่งต้องหาเวลากลับไปบ่อยๆเพราะคิดถึงแม่ ต่างจากนีรนาราที่ไม่ค่อยได้สนิทกับพ่อแม่มากนักเนื่องจากไม่ค่อยพูดเหมือนกับน้องสาว“ไม่เหนื่อยหรอกฉัตรมีพลังเยอะแยะ”“แล้วนั่นน่ะลืมเอาปากมารึไง ยืนเงียบอยู่ได้”นีรนาราส่ายหัวให้กับน้องสาวที่ทำท่าทางแข็งแรงให้ดู ก่อนที่จะหันไปแซวอรัณย์ที่ยังคงเงียบทั้งที่ความจริงมักจะพูดไม่หยุด อรัณย์ที่กำลังปรับสภาพตัวเองถึงกับโวยวายออกมาด้วยใบหูที่ยังคงแดงเ
“พี่นีนบอกจะไปไหนนะ พัทยาเหรอ”ปาริฉัตรที่เพิ่งลุกจากที่นอนเดินเข้ามาถามนีรนาราที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบโตออกจากห้อง “อื้อ บอกมาตั้งหลายวันแล้วลืมอีกล่ะสิ ไปสามวันอยู่ได้ใช่มั้ยเราอ่ะ”นีรนาราหันมาหาน้องก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง พอเห็นสภาพหัวยุ่งตาปรือเหมือนนอนไม่พอก็ยิ่งส่ายหัวอ่อนใจ “แน่นอนสิ ทำอย่างกับพี่นีนไม่เคยไปไหนนานๆงั้นแหละ อีกอย่างนะน่านมันก็แทบจะมานั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่แล้วพี่นีนก็รู้”“พูดอย่างกับน่านเป็นหมาเลยเรานี่ อย่าลืมกินข้าวเช้าทุกวันด้วยนะรู้มั้ย”“เข้าใจแล้วค่าคุณพี่ ไม่ต้องห่วงนะน่านมันบังคับฉัตรตลอดอยู่แล้วเรื่องนี้อ่ะ”“ดีมากค่ะคุณน้อง งั้นพี่ไปนะ”เมื่อเห็นท่าทางร่าเริงสดใสขัดกับสภาพภายนอกก็เบาใจได้นิดหน่อย เธอเป็นคนดูแลน้องที่นี่คนเดียวเลยไม่อยากให้มีอะไรบกพร่อง แต่อย่างน้อยอรัณย์ก็เป็นคนที่ไว้ใจได้และพึ่งพาได้ตลอดอยู่แล้วเลยไม่ได้ห่วงเท่าไหร่นัก“เดินทางปลอดภัยนะพี่นีน”ปาริฉัตรฉีกยิ้มก่อนจะโบกมือให้นีรนาราที่เดินออกจากห้องไป “จ้า”นีรนาราหันมายิ้มรับและโบกมือตอบน้องสาวก่อนจะรีบไปหาวิกรตามเวลาที่นัดหมายเอาไว้ การไปทำงานต่างจังหวัดเป็นเรื่องปกติธรรมดามากสำห
“ไม่ไปยุโรปกันแน่นะคะลูก”วิภาดาถามย้ำอีกครั้งแม้ลูกจะยืนยันว่าจะเปลี่ยนที่เที่ยวก็ตาม วันครบรอบแต่งงานที่เคยวางแผนกันไว้ว่าจะไปแถวๆยุโรปกลายเป็นต้องเปลี่ยนแผนใหม่เพราะว่านีรนาราท้องขึ้นมาซะก่อน “ไม่ไปครับ ผมกลัวนีนจะลำบากถ้าเดินทางไกลมากเราเลยตกลงจะไปแค่ที่ภูเก็ตครับ”“นั่นสิเนอะกำลังท้องอยู่ด้วย แต่ก็ดีแล้วค่ะไม่ไกลมากแม่ก็ไม่ห่วงเสียดายที่ไปด้วยไม่ได้เพราะแม่ติดไปงานเลี้ยง ยังไงก็ดูแลน้องดีๆนะลูก มีอะไรให้รีบติดต่อแม่เลยนะคะ”วิภาดาสั่งอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่นีรนาราท้องเธอก็คอยดูแลตลอดเวลาไม่ต่างจากวิกรเพราะกลัวจะเกิดอันตรายแม้จะมีคนคอยช่วยดูแลตั้งมากมายก็ตาม“ครับผม ไม่ต้องห่วงนะครับ”“งั้นก็ไปพักผ่อนเถอะพรุ่งนี้จะได้ออกเช้าๆ”วิภาดาพยักหน้าให้ก่อนจะบอกให้ลูกไปพักเพราะเห็นว่าดึกแล้ว “ครับคุณแม่”—----------------------“ไหวมั้ยครับ”วิกรถามนีรนาราพลางประคองร่างบางด้วยความเป็นห่วง จนนีรนาราที่รู้สึกว่าได้รับการดูแลมากไปต้องยืนยันออกมาให้วิกรสบายใจอีกที“สบายมากค่ะพี่กร นีนไม่เป็นไรเลย”“ค่อยๆเดินนะครับ รถที่โรงแรมมารอเราแล้วเดินไปอีกนิดเดียว”“ค่ะ”“พักก่อนมั้ยครับ”“ไม่
“ไม่ไปโรงพยาบาลแน่นะครับ”วิกรถามด้วยความเป็นห่วงเพราะหลายวันมานี้นีรนารามีอาการป่วยบ่อยๆจนวันนี้ถึงกับลุกไปทำงานไม่ไหว แต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลอยู่ดี“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่เวียนหัวนิดหน่อยนอนพักไม่นานก็หาย”“ตามใจครับ แต่ว่าถ้าไม่โอเครีบโทรหาพี่เลยนะครับรู้มั้ย”“รู้แล้วค่า พี่กรไม่ต้องห่วงหรอกนีนอยู่ได้คนในบ้านเยอะแยะลืมแล้วเหรอคะ พี่กรนั่นแหละนีนไม่ไปด้วยไหวแน่นะคะ”นีรนาราถามกลับด้วยสีหน้าไม่วางใจ เพราะช่วงนี้งานที่บริษัทเยอะมากๆจนแทบไม่มีเวลาพัก หากไม่มีเธอช่วยอีกคนเกรงว่าวิกรจะทำงานหนักเกินไป“ไหวสิครับ ทำงานแค่นี้พี่สบายมากคุณคิมเค้าเก่งขึ้นเยอะแล้ว”วิกรยืนยันก่อนจะเอ่ยถึงผู้ช่วยเลขาคนใหม่ที่รับเข้ามาได้สักพักเพื่อช่วยนีรนาราทำงานอีกแรง “‘งั้นก็ไปทำงานได้แล้วค่ะเดี๋ยวสาย”“โอเคครับที่รัก”—------------------------“แกแน่ใจนะนีนว่าจะทำแบบนี้อ่ะ ไม่กลัวคุณกรเค้าน้อยใจเหรอวะ”เปรมาถามด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนวางแผนจะทำอยู่ตอนนี้ แถมเธอยังกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยไม่ตั้งใจอีกต่างหาก “อือ พี่กรไม่ใช่คนคิดมากแบบนั้นสักหน่อย”“คิดแทนเค้าละหนึ่ง เอาดีๆนะเ
“หนาวมั้ยครับ”วิกรหันมาถามภรรยาที่เดินข้างๆด้วยความเป็นห่วง ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ญี่ปุ่นนั้นอากาศหนาวมากๆ มือหนาเอื้อมไปกระชับผ้าพันคอให้นีรนาราอีกครั้งแล้วจับมือเล็กมากุมไว้เหมือนเดิม“นิดหน่อยค่ะ พี่กรล่ะคะ”“เหมือนกันครับ แต่ว่าอากาศดีมากเลยไม่ได้เดินสูดอากาศแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ”วิกรบอกพลางยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี มองไปรอบๆที่มีผู้คนมากมายออกมาเที่ยวชมงานเทศกาลอย่างคึกคักก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยได้สัมผัสกับงานอะไรแบบนี้ ถึงจะเคยไปเที่ยวกับครอบคัวก็ไม่เคยไปเดินเล่นเพราะขี้เกียจจนเอาแต่นอนซะมากกว่า“ก็พี่กรเอาแต่ทำงานไม่ยอมหยุดเลยนี่คะ นีนคิดว่าหยุดยาวนี้จะไม่ได้มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วซะอีก”“ต้องได้มาสิครับ พี่วางแผนไว้แล้วนี่นา”“แต่ความจริงก็ไม่ถึงกับต้องมาหลายวันก็ได้นะคะ เกรงใจคุณอัคคีเค้ามากเลย”นีรนาราอดจะพูดถึงคนที่มาดูแลบริษัทแทนวิกรไม่ได้ เมื่อวิกรขอหยุดยาวแล้วเรียกให้หุ้นส่วนน้อยนิดอย่างอัคคีเข้ามารับภาระไปเต็มๆจนอัคคีโวยวายอยู่นาน“ไม่ต้องไปเกรงใจมันหรอกครับ ยังไงนั่นก็งานมันเหมือนกัน อีกอย่างคนอย่างมันก็ไม่ได้จะไปไหนอยู่แล้วนอกจากอยู่บ้าน”“จริงเ
“ดูอะไรคะ”นีรนาราถามพลางเดินเข้าไปใกล้วิกรที่ดูอะไรบางอย่างในมือถืออยู่ ร่างสูงหันมายิ้มให้เจ้าสาวคนสวยก่อนจะยื่นมือถือให้ดู“ไออุ่นน่ะครับ เค้าส่งข้อความมายินดีแล้วก็ขอโทษที่เคยทำให้ลำบาก”“เค้าสบายดีใช่มั้ยคะ”นีรนาราถามหลังกวาดตาอ่านเพียงคร่าวๆแล้วส่งคืนให้เจ้าของ วิกรพยักหน้าแล้วเล่าถึงอดีตคนรักที่ไปเริ่มต้นใหม่ที่ต่างประเทศเพื่อรักษาจิตใจตัวเอง“ครับ เค้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วบอกว่าจะเปิดร้านขนมที่นั่นด้วย”“ถ้าเค้ามีความสุขได้จริงๆก็ดีนะคะ เค้าน่าสงสารมากๆเลย”นีรนาราบอกด้วยความเห็นใจเพราะรู้ว่าอริสาต้องต่อสู้กับการรักษาโรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่ด้วย ไหนจะครอบครัวที่กดดันอยู่ตลอด ไหนจะต้องตัดใจจากความรักที่ฝังแน่นในใจมานานอีก เป็นใครก็คงทรมานไม่ต่างกัน“ไม่โกรธเค้าเหรอครับ”“ถามเหมือนไม่รู้จักนีนเลยนะคะ”“ล้อเล่นครับ พี่รู้ว่านีนไม่คิดอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว”วิกรยิ้มออกมาก่อนจะจับมือนีรนารามากดจูบลงที่หลังมือขาวอย่างเอาใจ ถึงจะไม่ได้รู้ใจทุกอย่างแต่ก็มั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองรู้จักว่าที่ภรรยาดีที่สุดกว่าใครทั้งนั้น นีรนาราที่ดูเหมือนเฉยชากับทุกอย่างแต่ในใจกลับอ่อนโยนและเห็นใจคนอื่นอยู่เ
ช่วงเวลายามดึกบนยอดดอยในช่วงเดือนธันวาคมนั้นอากาศค่อนข้างเย็นพอสมควร ยิ่งมีสายลมที่พัดผ่านไปเป็นระยะๆก็ยิ่งสร้างความหนาวให้กับนักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสอากาศแบบนี้ไม่น้อย ไม่ต่างจากนีรนารากับวิกรที่พากันมาชมดาวบนดอยแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะตกลงกันว่าจะมาก่อนกำหนดแต่งงานเพื่อพากันมาดูดาวที่นี่ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะมากๆทั้งคู่เลยเลือกบ้านพักแทนตั้งเต้นท์เพราะอยากได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้”จู่ๆวิกรที่เงียบมานานก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไปจนนีรนาราที่กำลังมองดาวเพลินๆงง ร่างบางที่เอนตัวพิงอกแกร่งผละตัวออกมาก่อนจะมองหน้าวิกรแล้วถามด้วยความสงสัย“หมายถึงอะไรคะ”“ก็พอมองย้อนกลับไปแล้ว เรารู้จักกันทำงานด้วยกันมาตั้งนานไม่เคยนึกถึงภาพอะไรแบบนี้เลยสักครั้ง ทำไมเราถึงไม่ได้ชอบกันตั้งแต่แรกเจอนะว่ามั้ย”“มันไม่ใช่ทุกคนที่จะมีรักแรกพบนี่คะ อีกอย่างต่อให้เราเป็นแบบนั้นจริงก็ไม่แน่ว่าจะคบกันจนมาถึงวันนี้ได้นี่นา”นีรนาราตอบตามที่คิด ความรักเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสำหรับเธอเสมอไม่ว่าจะในสถานะไหน จะแอบรัก รักแรกพบ หรือรักที่มั่นคงตั้งแต่เด็กจนถึงว
“นักธุรกิจที่มีบริษัทใหญ่โตอย่างคุณคงมองว่าที่นี่เล็กไปเลยสินะ”ประดิพัทธ์ถามพลางขำออกมาเบาๆ ในน้ำเสียงไร้ความประชดเพียงแต่พูดตามความเป็นจริงเพราะรู้ดีว่าวิกรนั้นบริหารธุรกิจที่ใหญ่มากขนาดไหน หากเป็นก่อนหน้าจะได้รู้จักกันคงมีแต่อคติเท่านั้น แต่พอได้ฟังเรื่องราวหลายๆอย่างจากวิภาดาคนเป็นแม่มาแล้ว จากที่ไม่ชอบใจก็กลายเป็นชื่นชมแต่ก็ไม่คิดแสดงออกมาให้เห็นง่ายๆวิกรมองใบหน้าคนที่เรียกมาคุยส่วนตัวในยามเย็นแบบนี้ ก่อนจะพยักหน้าและตอบออกมาตามความเป็นจริง“ถ้าถามขนาดก็ใช่ครับ แต่ถ้ามองในมุมนักธุรกิจผมว่ามันสามารถขยายไปได้ไม่ต่างจากของผมเลย”“หึ แค่พูดก็ฟังดูเหมือนจะทำได้นั่นแหละนะ แต่เอาเข้าจริงคุณก็รู้ว่ามันจะโตขนาดนั้นได้ก็ต้องใช้ทั้งเงินทั้งเวลาอีกไม่รู้เท่าไหร่”“ก็จริงครับ แต่ถ้าอยากให้ผมช่วยอะไรบอกได้เลยนะครับผมยินดี”วิกรบอกด้วยความจริงใจ ตั้งแต่มาถึงนี่ก็สังเกตและเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่เห็นผ่านตาตามนิสัยนักธุรกิจ รู้ดีว่าการพัฒนาที่นี่ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรอย่างที่พ่อของนีรนาราว่า “ไม่รบกวนคุณหรอก ยังไงพวกเราก็แค่ทำเท่าที่ตัวเองยังสบายๆกันอยู่ไม่ได้หวังให้มันเติบโ
“คุณแม่จะไปไหนนะครับ”วิกรถามด้วยความตกใจเมื่อคนเป็นแม่โทรมาบอกว่าจะไปต่างจังหวัดสักพัก แต่ต่างจังหวัดที่ว่าคือบ้านของนีรนาราทำเอาตกใจจนต้องถามย้ำอีกครั้ง“ตกใจอะไรขนาดนั้นล่ะคะลูก แม่จะไปบ้านหนูนีนค่ะ”“ไม่ได้นะครับ ผมบอกแล้วไงว่าเค้ายังไม่ยอมรับที่ผมกับนีนคบกัน”วิกรรีบห้ามไว้ทันทีเมื่อแม่ตอบชัดเจน ที่บอกว่าอยากให้แม่ช่วยก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ไปถึงบ้านขนาดนี้ซักหน่อย“แม่รู้แล้วค่ะไม่ต้องย้ำ แต่แม่มีวิธีของแม่ก็แล้วกันน่าไม่ต้องห่วงหรอก”“แต่คุณแม่ครับ มันจะไม่แย่ลงใช่มั้ย”วิกรถามด้วยความกังวล กลัวว่าแม่จะไปรุกเกินจนอีกฝ่ายยิ่งไม่พอใจมากขึ้นอีก แต่วิภาดากลับถามย้อนลูกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทันที“เชื่อใจแม่มั้ยคะ”“เชื่อสิครับ แต่ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องจะไปคุยกันง่ายๆซะหน่อยคุณแม่ก็รู้ ไว้ผมหาวิธีเองดีกว่าครับ”วิกรตอบแบ่งรับแบ่งสู้ยังไม่อยากเสี่ยงอะไรมากในตอนนี้ ไม่รู้ว่าต้องรับมือกับพ่อของนีรนาราแบบไหนเพราะไม่เคยได้เจอหรือรู้จักมาก่อน แต่หากได้รู้จักตัวตนอีกนิดคงหาทางรับมือได้ไม่ยาก แต่คำตอบนั้นกลับสร้างความไม่พอใจให้คนเป็นแม่จนโวยวายออกมาอีกรอบ“โอ้ย แม่รอไม่ไหวแล้วค่ะเอาเป็
“มากันไวจังวะ”วิกรยิ้มทักทายเพื่อนสองคนที่นั่งรออยู่ในห้องเดิมที่เคยนัดกันมาดื่มประจำ ก่อนจะได้สายตาเหยียดๆมาจากทั้งพีรวิชญ์และอัคคีราวกับไปทำอะไรไม่ดีมาจนต้องหุบยิ้มทันที“ไม่มีใครไวทั้งนั้นมึงแค่มาเลยเวลานัดเองอย่าเนียน”“แหม่ แกล้งๆทำเหมือนดีใจที่เจอกูบ้างก็ได้เนอะ”วาิกรเบ้ปากใส่ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเพื่อนๆ “ทำไมกูต้องทำ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”อัคคีว่าพลางมองวิกรแรงกว่าเดิมอย่างไม่คิดถนอมน้ำใจสักนิด หากเป็นคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าเป็นศัตรูกันไม่น่าใช่เพื่อนสนิทแน่ๆ“อือ กูก็ไม่น่าเล่นแต่แรกเลย ไงพีนัทช่วงนี้ร้องเพลงจนเสียงแหบเลยเหรอมึงอ่ะ”“ก็นะ คนมันฮ็อตมากกูก็เหนื่อยเหมือนกัน”พีรวิชญ์ยืดอกรับคำชมอย่างไม่คิดจะถ่อมตัวสักนิดจนวิกรส่ายหัวให้กับความมั่นอกมั่นใจเกินเหตุของเพื่อน“พอกูจะชมก็เป็นแบบนี้แหละมึงอ่ะ มั่นหน้า”“ก็มีให้มั่นอ่ะค้าบ มึงเถอะได้ข่าวว่าโดนสกัดขาตั้งแต่นอกสนามเลยเหรอวะ”พีรวิชญ์ยักคิ้วกวนๆใส่เพื่อนก่อนจะถามกลับเชิงหยอก รู้ว่าวันนี้วิกรเรียกมารวมตัวเพราะอยากปรึกษาเรื่องที่บ้านของนีรนาราไม่ยอมรับการคบกันของทั้งคู่ เลยต้องทำหน้าที่เพื่อนที่ดีตัดกำลังใจกันหน่อย“กูไม่ได้ไปเ
“ค่ะพี่เหนือ”นีรนารารับสายจากขุนเขาด้วยความแปลกใจ เพราะปกติอีกฝ่ายแทบไม่เคยโทรมาหาหากไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ขนาดจะแชทคุยกันก็ยังนานๆครั้งเลยด้วยซ้ำ พอเป็นแบบนี้ใจคอก็ไม่ค่อยดีขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับที่บ้านเธอ‘นีน คือพี่มีเรื่องอยากคุยด้วยตอนนี้สะดวกมั้ยครับ’“ได้ค่ะ พอมีเวลานิดนึงพี่เหนือมีอะไรเหรอคะ”นีรนารามองนาฬิกาที่ยังเหลือเวลาจากช่วงพักอยู่นิดหน่อยก่อนจะตั้งใจฟัง แต่ขุนเขากลับทิ้งช่วงไปสักพักก่อนจะพูดอึกอักจนนีรนาราพลอยลุ้นไปด้วย‘คือ พี่เผลอหลุดปากเรื่องที่นีนมีแฟนกับลุงพัทไปอ่ะครับ แต่พี่ไม่ได้ตั้งใจนะก็ลุงเค้ามาถามเรื่องแต่งงานพี่เลยอธิบายไปแต่พูดละเอียดเกินไปหน่อย พี่ขอโทษนะครับ…’ขุนเขาที่ตั้งใจจะโทรมาขอโทษอธิบายเสียงอ่อยอย่างรู้สึกผิด กลัวเหลือเกินว่านีรนาราจะเข้าใจผิดหลังจากคุยกับพ่อของนีรนาราเสร็จก็รีบโทรมาบอกทันที“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่เหนือ ยังไงวันนึงพ่อก็ต้องรู้อยู่แล้ว นีนเองก็ตั้งใจจะบอกเร็วๆนี้เหมือนกันค่ะ”นีรนารายิ้มออกมาได้เมื่อไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอย่างที่กลัว แต่จะว่าไม่กังวลก็ไม่ใช่เพราะรู้ดีว่าพ่อต้องโทรมาคุยภายในวันนี้แน่ๆ ไอ้ที่ว่าตั้งใจจะบอกก็ไม่