อาจูหันมามองหน้าพระสนมเล็กน้องเมื่อนางเอ่ยเรื่องนี้ขึ้น ด้วยความนึกสงสัยเพราะอาจูเองก็อยู่ด้านนอก ไม่ทันเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น
“พระสนม…แม่นางเซียงผู้นั้นกับท่านอ๋องออกศึกด้วยกันตั้งแต่ท่านอ๋องยังเป็นแม่ทัพอยู่เพคะ จะว่าไปแม่นางหลานเองก็เช่นกัน นางรู้สึกชอบท่านอ๋องไม่ต่างกับพี่สาวนาง….!!…”
“พี่สาว??”
หลินเย่หันไปมองหน้าอาจูที่หลุดพูดออกมาเอง นางไม่ถามตรงๆ แต่นางเริ่มรู้วิธีที่จะคุยกับอาจูแล้ว
“เฮ้อ เช่นนี้ท่านอ๋องของพวกเจ้าคงปวดหัวหน่อย ในเมื่อพี่น้องต่างรักผู้ชายคนเดียวกัน เรื่องนี้คงน่าปวดหัวอีกนาน ขอเพียงไม่วุ่นวายมาถึงข้าก็พอ”
“พระสนมจะพูดเช่นนั้นหาได้ไม่นะเพคะ พระสนมหลานคนพี่สิ้นไปแล้ว พระองค์ก็ทรงทราบมิใช่หรือเพคะ ก่อนที่พระองค์จะมาที่นี่”
หลินเย่มองหน้าอาจูและทำเป็นว่ารู้เรื่องนี้ดี นางเริ่มคิดอย่างรวดเร็ว คุ้นๆว่ามีเรื่องเช่นนี้เหมือนกัน พี่สาวนางตายเพราะถูกอ๋องชั่วกับองค์หญิงจินสืออิงโยนความผิดที่ฆ่าพระสนมอีกคน แต่นางจำไม่ได้ว่าพระสนมผู้นั้นคือใคร ที่แท้ก็เป็นสนมหลานพี่สาวของหลานมู่เอ๋อร์นี่เอง
“แต่ว่าเรื่องนี้ท่านอ๋องของพวกเจ้าเป็นคนโยนความผิดให้ผู้อื่นรับผิดชอบไปแล้วนี่”
“ท่านอ๋องของพวกหม่อมฉันงั้นหรือเพคะ พระสนมเข้าใจผิดแล้ว พระสนมคงหมายถึงอ๋องคนเก่า หยวนซื่ออ๋องสินะเพคะที่ร่วมกับพระสนมจินใส่ร้ายแม่นางที่มาจากชุนฮัวจนนางถูกตัดหัว แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องเฟิ่งนะเพคะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!! อ๋อง…ไม่ใช่ หมายถึง นี่เจ้ากำลังพูดว่า ท่านอ๋องมีสองคนงั้นหรือ”
“พระสนม พระองค์ไม่ทราบเรื่องนี้หรือเพคะ”
“อาจู เจ้าช่วยเล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดได้หรือไม่”
“หากพระองค์ไม่ทราบก็อาจจะไม่แปลกนะเพคะ เพราะเรื่องที่ท่านอ๋องเฟิ่งจื่อหลิงยึดอำนาจการปกครองเป็นเรื่องภายในที่ทำอย่างรวดเร็วออกคำสั่งโดยฮ่องเต้โดยตรง ตอนนั้นท่านอ๋องเฟิ่งยังเป็นแม่ทัพเฟิ่งประจำอยู่ชายแดนทางเหนืออยู่เลยเพคะ”
“หยวนซื่ออ๋อง….กับอ๋องเฟิ่งจื่อหลิงงั้นหรือ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“พระสนมเพคะ ท่านอ๋องเฟิ่งพึ่งได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ก่อนพระสนมจะเดินทางมาถึงฉีโจวเพียงห้าวันเท่านั้นเองเพคะ”
“เช่นนั้น นี่คือเรื่องที่แม่นางหลานพูดเมื่อครู่ ท่านอ๋องเฟิ่งไม่เหมือนหยวนซื่ออ๋องนางพูดถึงท่านอ๋องคนก่อน”
“เพคะ แม่นางหลานถิงอันเป็นคนรักของท่านอ๋องเฟิ่งมาก่อนเพคะ”
“คนรักงั้นหรือ แต่ว่าแม่นางหลานเมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่านางเป็นน้องสาวของสนมหลาน แล้วนางรักบุรุษคนเดียวกับพี่สาว…”
“เรื่องนี้…หลังจากพระสนมหลานเข้าวังมาโดยที่ท่านอ๋องเฟิ่งไม่ทราบ นางถูกบังคับเพคะ สุดท้ายก็ถูก…เอ่อ…”
“เจ้าพูดมาเถอะ เจ้าพูดมาขนาดนี้แล้วข้าไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก”
“พระสนมจินกับหยวนซื่อวางแผนวางยาสนมหลานให้นางยินยอมถวายตัวกับหยวนซื่ออ๋องสุดท้ายหยวนซื่อก็ขืนใจพระสนมหลานได้สำเร็จเพคะ หลังจากนั้นพระสนมจินเกิดความระแวงกลัวว่าจะถูกแย่งความรักไป จึงวางแผนฆ่าพระสนมหลานจนเป็นเหตุให้หาแพะรับบาป หยวนซื่ออ๋องกลัวว่าจะมีเรื่องกับชุนฮัวจึึงสั่งประหารสตรีที่ปรึกษาของพระสนมจินแทนเพคะ”
หลินเย่ทั้งอึ้งและตกใจกับเหตุการณ์ที่นางได้ฟัง ในตอนนี้นางเริ่มสับสน นางไม่รู้มาก่อนว่าคนที่นางแต่งงานและพยายามจะฆ่าเขานั้นเป็นคนละคนกับที่ฆ่าพี่สาวนาง
หากวันนี้นางไม่ไปพบเขานางก็คงจะไม่ทราบความจริง แล้วเขาเองก็คิดว่านางเป็นองค์หญิง เป็นน้องสาวของคนที่ฆ่าคนรักของเขา ทั้งคู่เลยเกลียดกันตั้งแต่แรกพบจนถึงตอนนี้
“เช่นนั้น….หยวนซื่ออ๋องผู้นั้น....”
“ถูกประหารเสียบประจานไปเมื่อสองเดือนก่อนเพคะ ชาวบ้านต่างพากันนำหินและสิ่งของขว้างปาเขาตั้งแต่ถูกนำตัวออกจากคุกไปยังลานประหาร แม้กระทั่งศีรษะของเขาที่เสียบอยู่ก็ไม่ละเว้น ถูกชาวบ้านขว้างปาสิ่งของใส่จนมองไม่ออกว่าเป็นผู้ใดเลยเพคะ”
“เรื่องนี้ เหตุใดไม่มีผู้ใดบอกข้าเลย”
“นั่นเพราะ…เรื่องทั้งหมดน่าจะเกิดขึ้นตอนที่พระองค์เดินทางมาที่นี่ ข่าวน่าจะยังไม่ถูกส่งไปที่ชุนฮัวของพระองค์เพคะ พระสนม ที่พระองค์บาดเจ็บคงเพราะท่านอ๋องโกรธแค้นท่านแทนพระสนมหลาน เรื่องนี้…”
“ข้าเข้าใจแล้วอาจู เจ้าอย่าคิดมากเลยนะ เรื่องนี้ข้าจะไม่บอกใคร”
“อาจูจะดูแลท่านอย่างดีเพคะ พระสนมอย่าได้ทรงกังวลพระทัยไปเลยนะเพคะ ท่านอ๋องแต่เดิมเป็นแม่ทัพหนุ่มที่เก่งกาจรักราษฎรและทำเพื่อบ้านเมือง ชาวฉีโจวต่างยกย่องพระองค์เป็นวีรบุรุษที่กอบกู้ฉีโจวคืนจากหยวนซื่อ”
“เขาคงรักพระสนมหลานผู้นั้นมากสินะ ถึงได้รอแก้แค้นข้าถึงขนาดนี้”
“พระสนมเพคะ ท่านอ๋องมิได้ละเลยพระองค์นะเพคะ เพียงแต่….พระสนมหลานถูกพาเข้าวังลับหลังตอนที่ท่านอ๋องเฟิ่งออกศึก ตอนกลับมาก็พบว่านางตายแล้ว เขาจึงได้แค้นใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรพระสนมหลานได้เพคะ นี่คือเรื่องที่ท่านอ๋องรู้สึกผิดกับสกุลหลานมากที่สุด ดังนั้น…แม่นางหลานมู่เอ๋อร์จึงได้…..”
“เช่นนั้นเขาก็ควรรับนางมาเป็นพระสนมแทนพี่สาวของนางเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดนี้สิ เหตุใดยังไม่ยอมปล่อยข้าไปอีก”
“พระสนม….แต่ว่าท่านอภิเษกเข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณีนะเพคะ”
“นั่น…”
นางจะพูดได้อย่างไรว่านางมิใช่องค์หญิงจินลั่วเฟย นางเป็นเพียงบุตรสาวท่านแม่ทัพของชุนฮัวเท่านั้น เรื่องนี้นางพลาดไปแล้ว พลาดทั้งที่คิดว่าสืบมาจนรู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นอ๋องชั่ว
แต่เมื่อมาถึงกลับนึกไม่ถึงว่าอ๋องชั่วผู้นั้นถูกท่านอ๋องอีกคนกำจัดไปก่อนหน้าที่นางจะมาถึงเพียงห้าวัน แล้วเขายังคิดว่านางเป็นน้องสาวของคนที่ฆ่าคนรักของเขาอีกด้วย
“อาจู ข้าอยากจะพักผ่อนเสียหน่อยเจ้าออกไปก่อนเถอะ”
“เพคะพระสนม”
นางเริ่มนึกถึงเรื่องตั้งแต่วันส่งตัวเข้าหอ หากวันนั้นนางรู้ก่อนว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คงจะบอกเขาไปตรงๆและขอให้ปล่อยตัวนางไป
พวกเขาทั้งคู่ไม่ควรจมอยู่กับเรื่องแก้แค้นจนลืมสืบให้แน่ใจก่อนว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นคนร้าย แต่ตอนนี้นางในสายตาเขาคือศัตรูที่มีพี่สาวเป็นผู้ฆ่าคนรักของเขา
“เช่นนั้นหากเขาจะฆ่าข้าก็ไม่ผิด แต่คนที่ข้าตั้งใจจะมาฆ่ากลับถูกเขาฆ่าไปแล้ว แล้วข้าจะทำอย่างไรเล่า”
นางควรจะยอมรับไปตรงๆว่านางไม่ใช่องค์หญิงแล้วให้เขาส่งตัวกลับไป หรือยังต้องแสดงเป็นองค์หญิงก่อนและค่อยหาทางกลับไปหาพี่ชายที่ชายแดนชุนฮัวดี
“เช่นนั้นก็ต้องคิดหาทางหนีออกจากตำหนักนี้ให้ได้ก่อน ใช่แล้ว ต้องหนี”
หลินเย่เผลอคิิดมากไปเรื่อยเปื่อยจนเผลอหลับไปที่เตียงของนาง โดยไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาในห้อง เขายืนมองหน้านางยามหลับที่ดูไร้พิษสงตรงหน้า เมื่อครู่เขายังจูบกับนางในห้องทรงงานอยู่ สัมผัสนั้นทำให้เขาไม่อาจลืม กว่าจะรู้ตัวก็เดินมาหยุดตรงหน้าตำหนักของนางแล้ว
“หยางหลินเย่ ข้าควรทำอย่างไรกับเจ้าดี”
สองวันถัดมา“พระสนมเพคะ มีคนมาเข้าเฝ้าเพคะ”“อาจู ผู้ใดมางั้นหรือ”“องค์หญิง ฮือ…”“มี่อิน!! เจ้ามาแล้ว”มี่อินน้ำตาอาบสองแก้มพร้อมกับทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าหลินเย่ทันทีเมื่อเห็นนางปลอดภัยดี“มี่อินผิดต่อองค์หญิง มี่อิน….”“ช่างเถอะ เจ้าปลอดภัยก็พอแล้ว”“พระสนม กระหม่อมทำตามคำสั่งท่านอ๋อง พานางมาส่ง ขอทูลลา”“ขอบคุณท่านมากหลงอี้”“พ่ะย่ะค่ะ”“เจ้าลุกขึ้นมาก่อนมี่อิน เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดเวลาเดือนกว่านี้เจ้าคงลำบากน่าดูเลยเจ้าไปยู่ที่ใดมา”มี่อินหันมองซ้ายขวาซึ่งบัดนี้ไม่มีผู้ใดอยู่แล้วนางจึงกระซิบบอก“องค์หญิง หม่อมฉันไม่ได้ถูกขังและไม่ได้ถูกทรมานอะไรเลยเพคะ ท่านอ๋องให้หม่อมฉันไปอยู่เรือนท้ายสวน มีองครักษ์คอยเฝ้าอยู่เท่านั้น และยังสามารถเดินออกไปตลาดเพื่อซื้อของกินของใช้ได้ ท่านอ๋องให้คนดูแลหม่อมฉันอย่างดีเพียงแค่ไม่อนุญาตให้มาพบองค์หญิงเท่านั้นเพคะ”“เหตุใดเขาทำเช่นนั้น”“หม่อมฉันก็ไม่ทราบเพคะ องค์หญิง หรือว่าเราจะเข้าใจท่านอ๋องผู้นี้ผิด”หลินเย่ถอนหายใจยาวพร้อมกับเดินออกไปดู นางพบว่าไม่มีผู้ใดคอยเฝ้าอยู่ นางจึงหันกลับมานั่งคุยกับมี่อินถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตำหนักอ๋องแห่งนี้“เช่นน
หลินเย่ยกชามน้ำแกงขึ้นป้อนเขา คำแล้วคำเล่าจนหมด สายตาที่มองไปยังคนตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย เขาไม่พูดไม่บ่นอะไร ทำเพียงดื่มน้ำแกงของนางเงียบๆพร้อมกับอ่านรายงานและบางครั้งก็จับพู่กันมาขีดๆเขียนๆต่อจากรายงานนั้นเท่านั้นหลินเย่อ่านบางฉบับที่เขานำขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสร้างผังเมืองใหม่และการกำจัดขุนนางที่เคยทุจริตในเมืองฉีโจว“น้ำแกงหมดแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉัน…ขอตัวก่อนเพคะ”“ฝนหมึกให้ข้าที”“เพคะ!!”“เจ้าได้ยินแล้วนี่ ฝนหมึก…ให้ข้า”“แต่ว่า….”“ไม่ทำก็ออกไป ข้าจะอ่านรายงานต่อ”หลินเย่ทำท่าค้อนไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร สัญชาตญาณอยากเอาตัวรอดสั่งให้นางทำตามคำสั่งเขา เมื่อไหร่ที่นางออกจากตำหนักอ๋องได้นั่นคือวันที่นางจะได้รับอิสระอีกครั้ง นางฝนหมึกให้เขาไปเรื่อยๆพร้อมกับแอบอ่านรายงานบางฉบับจนตาเริ่มปรือเพราะความง่วง แต่ท่านอ๋องอ่านฎีกาพวกนี้มาทั้งวันได้อย่างไรกันนะ ตัวนางเริ่มเอียงไปมาซึ่งจื่อหลิงเองก็เห็นแล้ว เขาจึงดึงแท่นฝนหมึกนั้นออกจากมือและดึงตัวนางให้ล้มมานอนลงไปที่ตักของเขาแทน หลินเย่ขดตัวนอนลงโดยมิได้สนใจว่าที่นี่คือที่ใด…หนึ่งชั่วยามถัดมา“พี่จื่อหลิง ท่านต้องไม่เชื่อแน่
“หม่อมฉันจะตายหรือไม่ ..…”“เจ้าอย่ากลัวมันมาก มันเย็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น เจ้าดูสิ”“ไม่ๆๆ ไม่เอา ขึ้นได้หรือยัง”“เจ้าปล่อยข้าก่อน และลงไปแช่ให้เหลือเพียงหน้าเจ้า ข้าจะดูแผลหน่อย ค่อยๆ ข้าจับมือเจ้าเอาไว้แล้วไม่ต้องห่วง”หลินเย่ค่อยๆทำตามที่เขาบอก ตอนนี้เองที่นางเริ่มรู้สึกปวดแสบปวดร้อนตรงใกล้ๆหน้าอก เพราะน้ำแกงนั้นราดโดนตรงกลางอกแก้มและแขนของนางเมื่อผิวค่อยๆโดนน้ำเย็นแล้วกลับรู้สึกว่าความเจ็บค่อยๆหายไปทีละนิด“เป็นอย่างไรเจ้าเจ็บตรงไหนบ้าง ข้าจะได้บอกท่านหมอถูก น้ำแกงราดโดนตรงไหนบ้าง”“คอ แขน แล้วก็ หน้าอก และขาเพคะ”“หน้าอกด้วยงั้นหรือ เช่นนั้น…แก้มของเจ้าแดงมาก นี่มัน…รอเดี๋ยว”เขาค่อยๆหยิบผ้ามาเช็ดด้วยน้ำเย็นและประคบแก้มนางทันที“หม่อมฉันหนาว….”หลินเย่เริ่มสั่นเพราะความกลัวและตอนนี้เริ่มหนาวแล้ว ร่างกายนางถูกน้ำเย็นจัดเช่นนี้ไม่ได้ เขาจึงดึงนางเขามากอดเอาไว้“อยู่ท่านี้ก่อน เจ้ายังขึ้นไม่ได้ ข้าจะประคบแก้มให้ อีกเดี๋ยวค่อยขึ้นไป”“อืม…หนาว…ท่านแม่…..ลูกหนาว แม่…”เขาดึงนางเข้ามากอดจนชิดพร้อมกับกระซิบบอกนางตลอดเวลา นางพยักหน้ารับรู้ ปากนางเริ่มซีด และสั่นอยู่ตรงหน้าเขา ตอนนี้ร่
เฟิ่งอ๋องเดินเข้ามาในม่านเตียงนอนของพระสนมของเขา เมื่อมองนางยามนี้ที่ทำสายตางอนแทนที่จะเป็นสายตาของความเกลียดชังก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่าอยากคุยกับนางมากขึ้น ไม่สิ รู้สึกอยากแกล้งนางไปเรื่อยๆ“ถอดเสื้อออกสิ”“แต่ว่า…”“มิเช่นนั้นข้าจะทายาให้เจ้าได้อย่างไรกัน…พระสนม??”“แต่ว่า….”“ต้องให้ข้าพูดอีกหรือไม่…ว่าข้าเห็นเรือนร่างเจ้า…”มือบางนั้นรีบพุ่งมาปิดปากเขาไม่ให้พูด พร้อมกับสีหน้าที่งอนเขา ช่างน่ารักเสียจริงจนเขาทนแทบไม่ไหว ซึ่งจนถึงตอนนี้มังกรยักษ์ของเขาก็ยังคงนอนตึงอยู่ในกางเกงตั้งแต่พานางขึ้นจากน้ำแล้ว เขาไม่รู้ว่าควรจะจัดการมันอย่างไรดี ยิ่งตอนนี้ที่นางกำลังจะถอดเสื้อผ้าตรงหน้าเขาอีกครั้ง“เดี๋ยวก่อน ข้าไป…ลงกลอนประตูก่อน”“เหตุใดต้องลงกลอนประตูด้วยเพคะ”“หรือเจ้าอยากให้พวกเขาเข้ามาเห็นเจ้าตอนเปลือย”“นั่น!!…..คนฉวยโอกาส”เขาไม่ได้ยินเพราะรีบเดินไปปิดประตูอย่างรวดเร็วและเดินกลับมาหานางทันที อันที่จริงเขาไม่มั่นใจตัวเองเลยสักนิดว่าเห็นนางตอนเปลือยอีกครั้งจะทนยับยั้งอารมณ์ของตนเองได้อีกหรือไม่แต่นางเป็นน้องสาวของสหาย เขาจะล่วงเกินนางไม่ได้…แต่อีกใจก็คิดว่าในเมื่อนางอภิเษกมาเป็นพระ
หลินเย่ค่อยๆนิ่งลงเมื่อบาดแผลได้นำเย็นชโลมตัวทั่วทั้งกาย นางได้สติอีกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาพบว่านางนอนซบอกของท่านอ๋องที่เปลือยอยู่ในอ่างกับนาง“ท่านอ๋อง…เหตุใดพระองค์…”“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่”“หม่อมฉันเป็นอะไรไป”“เจ้ามีไข้และคงแสบร้อนผิว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”“หนะ….หนาวเพคะ”“หนาวงั้นหรือ แต่ว่าแผลเจ้าหายแสบร้อนหรือยัง”“อยากขึ้นจากน้ำแล้วเพคะ”“ไม่ได้ รออีกประเดี๋ยว” “แต่ว่า หนาว…..”“เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง”หลินเย่หลับตาพร้อมรับสัมผัสนั้นทันทีพร้อมกับร่างกายของบุรุษหนุ่มตรงหน้าที่นางรู้สึกแปลกตั้งแต่ตอนบ่ายว่ามันผิดปกติ ตอนนี้บางอย่างใต้น้ำนั้นดันอยู่ที่บั้นท้ายของนางอยู่เมื่อเขาเริ่มจูบนางอีกครั้ง“อ๊าา เดี๋ยวก่อน …อ๊าา ท่านอ๋องเพคะ”“ข้าบอกว่าอย่างไร ปล่อยไปตามอารมณ์ อย่าสกัดกั้นมิเช่นนั้นเจ้าจะทรมาน เจ้าอยากทำสิ่งใด”“หม่อมฉัน…อ๊า…อยากจูบ อื้ออ…”เขาทำตามคำขอของนางทันทีเมื่อปากประกบกัน มือหนาก็เริ่มลูบไล้ไปทั่วร่างของพระสนมขี้งอนของเขา มือเขาถูไปมาที่ยอดถันงามตรงหน้าก่อนจะส่งลิ้นลงไปด้วย“อ๊ะ ท่านอ๋องเพคะ อื้อ…”“ต้องการหรือไม่ บอกข้ามา”“อ๊าา..อื้อ….”“พ
หลินเย่มองหน้าเขาอย่างอายๆ นางรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ตอนนี้เหมือนว่าร่างของนางแทบจะแหลกไปทั้งตัวเพราะสัมผัสใต้น้ำเมื่อครู่นี้ เฟิ่งอ๋องเองก็ดูเหมือนว่าจะรู้ เขาจึงก้มลงมาจูบที่หน้าผากของนางเบาๆเพื่อปลอบโยน“ข้าล้อเจ้าเล่นน่ะ มาเถอะ ข้าจะทายาให้ คืนนี้เจ้าก็นอนพักเสีย”“ท่าน….ท่านอ๋องจะกลับแล้วงั้นหรือเพคะ”หลินเย่หันไปมองเขา“เจ้าใช้งานข้าเสร็จก็จะไล่ข้ากลับเลยงั้นหรือ”“เปล่านะเพคะ คือว่า….”“หลินเย่ เจ้าคงต้องเริ่มค่อยๆปรับตัวได้แล้ว หากอยากจะพูดอะไรกับข้าก็เพียงพูดมาตรงๆได้แล้ว หรือเจ้ายัง….ระแวงหรือเกลียดข้าอยู่อีกงั้นหรือ”เฟิ่งจื่อหลิงไม่รู้ว่านางจะเลิกเกลียดเขาได้หรือยัง สองเดือนกว่าๆแล้วที่นางอภิเษกเข้ามา นับจากวันที่รู้ความจริงของนาง เขาก็พยายามไม่มาให้นางเห็นหน้าเกรงว่านางจะรู้สึกเกลียดเขาและหาเรื่องทะเลาะกับเขาอีก แต่ดูเหมือนว่าหลังจากนางได้สาวใช้ของตนเองคืน ท่าทีของนางและสายตาที่มองเขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว “ข้าไม่ได้เกลียดท่านเสียหน่อย…เอ่อ หม่อมฉันหมายถึง ไม่ได้เกลียดพระองค์”หลินเย่ยังไม่คุ้นชินกับการพูดคุยกับเขาที่เป็นท่านอ๋อง เพราะก่อนหน้านี้ที่นางมานางตั้งใจจะเหยียดหยา
ท่านอ๋องที่พึ่งเสด็จมาถึงและกำลังถามสาวใช้สองคนที่เฝ้าอยู่ด้านหน้า กลับได้ยินเสียงกรีดร้องขึ้นมาจากห้องน้ำ มี่อินกับอาจูยังไม่ทันได้แจ้งท่านอ๋องว่าพระสนมไปแช่น้ำเองคนเดียว เขารีบวิ่งไปที่ห้องอาบน้ำทันที ภาพที่เขาเห็นคือหลินเย่คว่ำหน้าลงกับอ่างน้ำอยู่“หลินเย่!! หลินเย่!! เร็วเข้า เตรียมผ้า เรียกหมอหลวงมาเร็วเข้า!!”เขาอุ้มนางออกมาจากอ่างน้ำเย็นได้ทันพร้อมกับตบไปที่ใบหน้าขาวซีดนั้นเบาๆจนนางสำลักน้ำออกมา นางกลับมาหายใจอีกครั้งแต่สติยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก เขารับผ้าจากมี่อินมาพันกายนางไว้และอุ้มออกมาจากห้องอาบน้ำ ตัวนางยังสั่นไม่หยุดเมื่อเขาพานางมายังห้องนอน“เร็วเข้า เอาผ้ามาอีก พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะเปลี่ยนชุดให้พระสนม เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดนางไม่รอข้า!!”“ทูลท่านอ๋อง พระสนมบอกว่าไม่อยากรบกวนพระองค์เพคะ พระสนมจึงลองแช่ด้วยพระองค์เองและห้ามพวกหม่อมฉันไปเฝ้าเพคะ”“นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดไม่มีผู้ใดไปแจ้งข้า!! หากนางเกิดเป็นอะไรขึ้นมาข้าจะบอก….คนที่ชุนฮัวได้อย่างไร”“ท่านแม่…..อย่าฆ่าท่านแม่….ช่วยด้วย..”“หลินเย่…ข้ามาแล้ว ข้าอยู่นี่หลินเย่ เจ้าได้ยินข้าหรือไม่”“ท่านอ๋องเพคะ
“ทูลพระสนม หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเพคะ หม่อมฉันเข้าวังมาได้ไม่นานก็ถูกส่งมารับใช้พระองค์ บริเวณอื่นๆรอบๆวังก็ไม่เคยได้เดินไปเท่าใดนักเพคะ”“งั้นหรือ เช่นนั้นเราก็ลองเดินไปหน่อยก็แล้วกัน”“พระสนมเพคะ จะเสด็จไปจริงๆหรือเพคะ”“ไปเถอะ ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน หากไม่ใช่สถานที่ต้องห้ามจริงๆ เหตุใดจะไปไม่ได้เล่า”“แต่ว่าพระสนมเพคะ หากว่าแม่นางหลานผู้นั้นหลอกพระองค์ให้ไป นั่นก็เท่ากับว่าเข้าแผนการของนาง”“จะช้าหรือเร็วข้าก็ต้องรู้อยู่ดีมิใช่หรือ”หลินเย่เดินไปตามทางที่ก่อนหน้านี้มู่เอ๋อร์เดินผ่านมา หลานมู่เอ๋อร์แอบมองอยู่ถึงกับยิ้มออกมาด้วยความสะใจ“ถือว่าเจ้าชดใช้ให้ข้าที่ถูกห้ามให้เข้าวังอยู่เสียตั้งหลายวันก็แล้วกันนะ”เรือนพระริมทะเลสาบ"ที่นี่…งดงามเสียจริง อากาศดียิ่งนัก"“พระสนมเพคะ หม่อมฉันว่าพวกเรากลับก่อนดีหรือไม่เพคะ ที่นี่เหมือนจะมีโต๊ะทำพิธีบูชาบางอย่างด้วย”“อาจู มี่อิน พวกเจ้ากลัวงั้นหรือ”“ก็…บรรยากาศมันดูน่ากลัวอยู่นะเพคะ”“เช่นนั้นก็เอาปิ่นโตมาให้ข้า พวกเจ้าอยู่นี่ข้าจะเข้าไปเอง ท่านอ๋องคงสวดมนต์อยู่ด้านใน เข้าไปกันมากจะรบกวนพระองค์เปล่าๆ”""เพคะพระสนม""หลินเย่เปิดประตูเข้าไปในห
งานอภิเษกองค์หญิงจินลั่วเฟยงานอภิเษกยิ่งใหญ่ดังคำประกาศที่ฝ่าบาทได้แจ้งเอาไว้จริงๆ บัดนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงของชุนฮัวต่างพากันตกแต่งซุ้มดอกไม้และประดับธงมงคลทั่วทุกบ้าน และทางวังหลวงยังจัดให้มีขบวนรถม้าเพื่อแห่ขบวนคู่บ่าวสาวของราชวงศ์ตามธรรมเนียมของชุนฮัวด้วยเช่นกันบ่าวสาวในชุดสีขาวบริสุทธ์ปักด้วยเพชรและทองทั้งตัวจากช่างฝีมือดีของในวังที่เพียรตัดชุดนี้ขึ้นมาอย่างประณีต องค์ชายฟงเจ้าหนานจับมือองค์หญิงจินลั่วเฟยขึ้นรถม้าที่ประดับด้วยดอกไม้พร้อมกับรับตะกร้ามาจากสาวใช้ ในนั้นบรรจุแผ่นทองเต็มสองตะกร้า เพื่อให้ทั้งคู่โปรยแจกราษฎรในเมืองหลวงระหว่างที่ขบวนแห่เริ่มออกจากวังหลวง“ข้าน่าจะมาแต่งที่ชุนฮัวบ้างนะ พิธีการของที่นี่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”“พระองค์อยากแต่งที่ชุนฮัวหรืออยากได้พระสนมที่ชุนฮัวเพิ่มเพคะ”“เปล่านะๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าอย่าเข้าใจข้าผิด เจ้าดูสิ พวกเขานั่งรถม้าโบกมือให้ประชาชนที่มารอร่วมยินดีกับพวกเขาทั้งสองข้างทาง ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก ในฉีโจวเราไม่มีพิธีแบบนี้เกิดขึ้นเลยสักครั้ง”“ชุนฮัวเป็นเช่นนี้มานานแล้วเพคะ เพียงแต่ว่านานๆถึงจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เหล
แคว้นชุนฮัว“หลินเย่ ถึงแล้ว”“จื่อหลิง เหตุใดจึงหนาวเช่นนี้เพคะ”“ตอนนี้ชุนฮัวคงเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว มาเถอะ ข้าจะสวมเสื้อคลุมกับถุงมือให้”“ขอบพระทัยเพคะ”“หลินเย่ พี่เฟิ่งพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง”“อ้อ เจ้าหนานหลินเย่คงไม่ค่อยชินเท่าไหร่น่ะ เห็นบ่นว่าหนาวลั่วเฟยล่ะ”“พานางไปดื่มชาร้อนด้านในก่อนเถอะ ลั่วเฟยบอกให้กข้ามารับพวกท่านเข้าไปด้านในก่อน อีกห้าสิบลี้กว่าจะถึงชุนฮัว ต้องพักที่นี่ก่อน”“ได้สิ อีกเดี๋ยวข้าจะตามเข้าไป แล้วเนี่ยฝานกับลั่วเจินเล่า”“พวกเขาเข้าไปแล้วขอรับ”“ได้ เช่นนั้นข้าจะรีบพาหลินเย่ตามเข้าไป”“ได้ขอรับ”“หลินเย่ ไหวหรือไม่”“จื่อหลิง หนาวจังเลยเพคะ หม่อมฉันไม่อยากออกไปเลย”“มาเถอะ ข้าพยุงเจ้าไปเองนะ ลั่วเฟยให้เจ้าหนานมาตามเราเข้าไปด้านใน อยู่ตรงนี้จะหนาวนะ ไปเถอะหลินเย่ค่อยๆเดินออกมาด้านนอกรถม้าที่จอดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมก่อนถึงแคว้นชุนฮัว นางเดินลงจากรถม้าและรีบโผเข้ากอดเฟิ่งอ๋องทันทีเพราะความหนาวเย็นเขาพยุงนางและพาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่คนที่เหลือนั่งดื่มชารออยู่ ลั่วเฟยเมื่อเห็นหลินเย่เดินเข้ามาจึงรีบนำเตาอุ่นมือวิ่งเอาไปให้นาง“หลินเย่ นี่เตาอุ่นมื่อ เจ้าอุ้มเอ
“พี่หญิงข้าจะรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ ท่านอยู่ที่นี่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ”“ไปเถอะเจ้าไม่ต้องห่วงข้ากับท่านพ่อนะ เที่ยวให้สนุก”“แม่ชีหลาน ไว้พบกันวันขึ้นเขานะ”“ขอบคุณท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”ท่านอ๋องหันไปมองหน้าสหายที่ตะโกนบอกกับหลานผิงอันอยู่ข้างรถม้าของเขา เฟิ่งจื่อหลิงรู้สึกว่าท่าทีของสหายข้างๆแปลกไป หลายวันมานี้เขาขอตัวไปเฝ้าและรับอาสาส่งยาของท่านหมอไปที่จวนสกุลหลานนอกเมืองและมักจะหายไปหลายชั่วยามในแต่ละวัน“เจ้าจะรอจนนางกลับไปบำเพ็ญเพียรก่อนจึงจะยอมบอกความรู้สึกหรืออย่างไร”“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงตรัสอะไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่....”“อย่ามาใช้คำพวกนี้กับข้า เป็นสหายกับเจ้ามาหลายปี มาตอนนี้จะมาเรียกข้าเช่นนี้ บอกข้ามาเจ้ากำลังตกหลุมรักเข้าแล้วสินะ”“จื่อหลิงเจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าน่ะ...”“พี่ใหญ่ ท่านพี่ พวกท่านคุยอะไรกันอยู่เพคะ”“อ้อ...หลินเย่ข้ามีอะไรจะบอกเจ้าด้วย คือว่า..”“ก็ได้ๆ เฟิ่งจื่อหลิงเจ้าคนเจ้าเล่ห์ ข้ายอมรับ เจ้าอย่าพึ่งบอกหลินเย่นะ นางหวงหลานผิงอันยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก”“เรื่องนี้น้องรองของเจ้าก็รู้สินะ”“ใช่ นางรู้”“แล้วเหตุใดให้หลินเย่รู้ไม่ได้เล่า”“น้องสามไม่เหมื
“หม่อมฉันเองก็มีความสุขมากเพคะ ที่พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ เสียดายที่ท่านพ่อหลานมาไม่ได้”“ใต้เท้าหลานคงต้องรักษาตัวอีกสักพัก เขาตามไปอยู่ที่วัดกับแม่ชีหลานอาจจะทำให้สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นมาก็เป็นได้”“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ”พวกเขาเข้ามาร่วมวงสนทนาเป็นวงใหญ่เมื่อท่านอ๋องและพระชายามาร่วมด้วยทำให้กลุ่มของพวกเขาเสียงดังกว่าผู้ใดในงานเลี้ยงจนเป็นที่จับตามอง“องค์ชาย หากว่าท่านกลัวว่าฝ่าบาททของชุนฮัวไม่ยกองค์หญิงให้ เช่นนั้นข้าจะเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าวไปสู่ขอให้ท่านดีหรือไม่”“ท่านอ๋อง พระองค์ตรัสจริงหรือไม่เรื่องนี้กล่าวเล่นๆไม่ได้นะเพราะข้าจริงจังมาก”“ข้าไม่ได้กล่าวเล่นๆ ในเมื่อช่วยให้พวกท่านสมหวังได้เหตุใดจึงจะช่วยไม่ได้กันเล่า ถือโอกาสพาหลินเย่กลับไปเยี่ยมบ้านด้วย ใช่หรือไม่เนี่ยฝาน”“ดี ยอดเยี่ยม ขบวนรถม้าครั้งนี้คงราวกับคาราวานขนส่งสินค้าข้ามแดนเลยกระมังดูจากผู้ที่ร่วมเดินทางแล้วมีมากเหลือเกิน”“เป็นหน้าที่ท่านกับหลงอี้แล้วล่ะที่ต้องดูแลพวกเราตอนเดินทาง ว่าอย่างไรองค์ชายฟงเจ้ายังกลัวอยู่หรือไม่”“หากว่าท่านอ๋องเอ่ยปากขนาดนี้ มีทุกคนช่วยพูด ข้าเชื่อว่างานนี้ฝ่าบาททไม่ยอมก็ต้
งานแต่งตั้งพระชายาท่านอ๋องชุดสีแดงสลับขาวปักเลื่อมลายนกยูสีทองบนฉลองพระองค์พร้อมกับเครื่องประดับสีทองถูกสวมลงบนเรือนร่างของพระสนมหยางหลินเย่ เมื่อเกี้ยวจอดอยู่หน้าตำหนักเพื่อมารับพระสนมไปที่ท้องพระโรงเพื่อทำพิธีแต่งตั้งพระชายา “เมื่อขึ้นเกี้ยวนี้ไปกลับเข้ามาอีกครั้งต้องเป็นพระชายาแล้วนะหลินเย่ เจ้าต้องจำเอาไว้ว่าภารกิจหลังจากนี้เจ้ากับท่านอ๋องต้องร่วมใจกันทำเพื่อชาวฉีโจว”“เจ้าค่ะพี่รอง พี่ใหญ่เล่าเพคะ”“พวกเขาไปรออยู่ที่ท้องพระโรงแล้ว เหลือข้ากับผิงอันรอส่งเจ้าที่ตำหนัก”“พี่หญิง”“น้องพี่…วันนี้เจ้างดงามมากจริงๆ ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีเชื่อใจและมั่นใจในกันและกัน เจ้ากับท่านอ๋องคือคู่ที่สวรรค์ลิขิต ไปได้แล้วข้ากับลั่วเจินจะไปรอเจ้าที่ท้องพระโรง”“เจ้าค่ะ”หยางหลินเย่เดินขึ้นเกี้ยวอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นพระราชพิธีเพื่อแต่งตั้งนางขึ้นเป็นพระชายา ชุดแดงขาวปักนกยูงสีทองยางลากพื้นเมื่อนางเดินถือหนังสือแต่งตั้งสีทองเดินขึ้นยังท้องพระโรงด้านในนั้นมีเฟิ่งอ๋องที่สวมชุดสีเดียวกันกับนางนั่งที่ประทับรออยู่แล้วเพื่อสวมรัดเกล้าพระชายาให้กับพระชายา เมื่อเดินไปยังหน้าพระที่นั่งที่รายล้อมไปด้วยเหล่าข
หลินเย่กลับมาที่ห้องบรรทมอีกครั้งในตอนค่ำเพื่อเสวยมื้อค่ำกับท่านอ๋อง ซึ่งตอนนี้ทำท่านั่งโกรธอยู่ที่โต๊ะเสวยพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่เขาเคยทำเมื่อเริ่มโกรธ“ท่านอ๋องเพคะ เนื้อไก่นี่อร่อยนะเพคะ พระองค์ลองชิมดูเพคะ”เขาทำเพียงแค่มองและขยับเนื้อไก่นั้นเอาวางไว้ริมชาม คนที่ตักให้ถึงกับขำกับท่าทางของคนตัวโตตรงหน้าที่งอนราวกับเด็กๆพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่สนใจนาง“ท่านอ๋อง…..”“จื่อหลิง….”หลินเย่งัดไม้ตายสุดท้ายมาเมื่อนางขยับตัวเข้ามาใกล้เขาและจงใจใช้อกอวบแน่นนั้นบดเบียดแขนของเขาอย่างจงใจจนคนที่ถูกยั่วนั้นใบหูเริ่มแดงขึ้น“ท่านพี่….ไม่สนใจหม่อมฉันจริงหรือเพคะ”คำว่า “ท่านพี่” ของนางเกือบทำให้เขาใจอ่อน แม้ว่าจะรีบยกชามข้าวขึ้นมาบดบังรอยยิ้มนั้นเกือบไม่ทันแต่ไม่นานเขาก็กลับมาตีหน้าเฉยชาอีกครั้ง“ข้าจะกินข้าว”“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์อยากจะกิน….อย่างอื่นเสียอีก…เฮ้อ เช่นนั้นก็เชิญพระองค์เสวยไปก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อน”“จะ…เจ้าไม่กินหรือ…”เสียงที่เริ่มสะอึกเพราะคำว่า “อาบน้ำ” ที่นางบอกทำให้คนฟังคิดไปไกลจนเตลิดแต่ยังไม่เท่ากับสิ่งที่นางกำลังจะทำ“ใช่เพคะ วันนี้ร้อนอบอ้าว
“ไม่นะ ท่านคิดจะกลับไปเลยหรือเจ้าคะ”“หากเสร็จธุระที่นี่แล้ว ก็ไม่มีกิจใดที่ข้าจะอยู่อีก”“แต่ว่า…”“อ้อ พิธีแต่งตั้งพระชายาของเจ้า ข้าต้องอยู่ร่วมด้วยอย่างแน่นอน พิธีมงคลเช่นนี้จะขาดพี่สาวเช่นข้าได้งั้นหรือ”“ท่านพี่ ข้าดีใจที่สุดเลยเจ้าค่ะ วันนี้ข้าได้รู้ว่าพี่รองของข้าไม่ตายและข้ายังได้พี่สาวเพิ่มอีกคน ช่างดียิ่งนัก”“ทีนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ ดูสิ ตาเจ้าบวมหมดแล้ว ต่อไปอย่าร้องไห้บ่อย จนกว่าจะถึงพิธีแต่งตั้งพระชายข้าเกรงว่าเจ้าจะลืมตาไม่ขึ้นนะ”“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่ร้องไห้อีกแล้วเจ้าค่ะ"“ดีมาก ก่อนหน้านี้ข้าคุยกับจื่อหลิงมา เรื่องของเจ้ากับเขาโชคดีที่พวกเจ้าไม่คิดฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่งเสียก่อนที่จะพบความจริงนะ”“ท่านคุยกับเขามาก่อนหรือเจ้าคะ”“ใช่แน่นอน ข้าเป็นคนขอร้องให้เขาพาข้ามาคุยกับเจ้า เพราะคิดว่าเจ้าคงไม่คุยกับเขาเป็นแน่ เรื่องนี้ทำให้เขากังวลใจจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใดเลย”“เช่นนั้น…ข้าควรจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ”“แสดงความรักให้มากๆ ทำให้เขารับรู้ว่าเจ้าเข้าใจเขาไม่คิดสงสัยในตัวเขา และเชื่อมั่นในตัวเขาชีวิตของเจ้าต่อจากนี้ต้องเป็นเจ้ากับเขาแล้วนะ พวกพี่ๆเป็นคนที่มองอยู่ข้างนอก
แม่ชีหลานผิงอันเป็นผู้พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นทันที แม่ทัพหยางและหยางลั่วเจินหันมามองหน้าหลินเย่พร้อมกับเดินออกไปก่อน หลินเย่เหลือบมองไปที่หลานผิงอันกับท่านอ๋องที่มองสบตากันยิ่งทำให้นางรู้สึกไร้ค่าที่ยังนั่งอยู่ตรงนี้ พวกเขามีความรักลึกซึ้งกันเพียงใดนางย่อมรู้ดีที่สุด แม้ว่าก่อนหน้านี้เฟิ่งจื่อหลิงจะบอกรักนางมากเพียงใด และพูดกับนางว่าจะเหลือหลานผิงอันเอาไว้เป็นเพียงความทรงจำที่ดี แต่ในเมื่อนางยังไม่ตาย ความทรงจำนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาจะเลือกนาง….หรือว่า…..หลานผิงอัน“พระสนม”“เชิญท่านนั่งก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่ายืนเลยเจ้าค่ะ”“พระสนมอย่าได้เกรงใจข้าเลย แม้ว่าข้าจะถือศีลโกนผมบวช แต่ก็ยังมิใช่นักบวช เพียงแค่ปฏิบัติธรรมรักษาศีลภาวนาเท่านั้น”“เช่นนั้นก็แสดงว่า ท่านมาเพื่อบอกข้าว่าท่านจะกลับมาที่ฉีโจวสินะเจ้าคะ”“การที่ข้ากลับมาในครั้งนี้มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำอยู่สามอย่าง อย่างแรกที่ทำไปแล้วคือปิดคดีอื้อฉาวของตนเองและล้างมลทินให้กับพระสนมจินที่เสียสละชีวิตนางและบุตรในครรภ์เพื่อข้า บาปนี้หนักหนานักสำหรับข้า”“แต่ว่าท่านไม่ได้รับรู้บาปในครั้งนี้ หยวนซื่ออ๋องนั่นต่างหาก
เฟิ่งอ๋องหันไปมองหลินเย่ที่ยืนทำหน้าลังเลใจส่งมาให้เขา หากไม่นับสายตาเกลียดชังในครั้งแรกที่นางส่งมาให้เขาตอนวันส่งตัวเข้าหอ สายตาในวันนี้กลับทำให้เขากลัวมากขึ้นกว่าสายตาในวันแรกที่พบนางเสียอีก “หลินเย่”“จื่อหลิง! เจ้าอย่าพึ่งคาดคั้นนาง จัดการเรื่องตรงหน้าเสียก่อน เชื่อข้า”หลินเย่หลบสายตาเฟิ่งอ๋องพร้อมกับถงเหยาที่พานางไปนั่งด้านหลัง เมื่อเห็นว่าหลินเย่นั่งลงแล้ว องค์หญิงจินลั่วเฟยก็รีบเดินมานั่งข้างๆนางพร้อมกับกอดนางไว้ทันที“หลินเย่ เจ้าไม่เป็นอะไรนะ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”“องค์หญิง…”“อย่า…เรียกข้าเช่นเดิม”“ลั่วเฟย…ลั่วเฟย”น้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้กลับไหลออกมาไม่ยั้งราวกับลั่วเฟยได้ไปทุบแผงกั้นนั้นออกมา หลินเย่ร้องไห้อย่างเสียสติภายในอ้อมกอดนั้น ถงเหยาเดินมาหาท่านอ๋องพร้อมกับกระซิบให้เขารีบจัดการเรื่องนี้โดยเร็วเพราะหลินเย่จะเริ่มไม่ไหวแล้ว“เรื่องของพระสนมหลาน เจ้ามีสิ่งใดอยากแก้ตัวอีกหรือไม่ หลานมู่เอ๋อร์”“ฮ่าๆ….ฮ่าๆๆ ถามข้างั้นหรือ แม้ว่าวันนี้ข้าจะแพ้ แต่คนที่แพ้จะไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียว ท่านมองสิสตรีที่ท่านรักสองคนตรงหน้าท่าน บัดนี้ท่านเลือกได้หรือไม่ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร