หลินเย่ยกชามน้ำแกงขึ้นป้อนเขา คำแล้วคำเล่าจนหมด สายตาที่มองไปยังคนตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย เขาไม่พูดไม่บ่นอะไร ทำเพียงดื่มน้ำแกงของนางเงียบๆพร้อมกับอ่านรายงานและบางครั้งก็จับพู่กันมาขีดๆเขียนๆต่อจากรายงานนั้นเท่านั้น
หลินเย่อ่านบางฉบับที่เขานำขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการสร้างผังเมืองใหม่และการกำจัดขุนนางที่เคยทุจริตในเมืองฉีโจว
“น้ำแกงหมดแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉัน…ขอตัวก่อนเพคะ”
“ฝนหมึกให้ข้าที”
“เพคะ!!”
“เจ้าได้ยินแล้วนี่ ฝนหมึก…ให้ข้า”
“แต่ว่า….”
“ไม่ทำก็ออกไป ข้าจะอ่านรายงานต่อ”
หลินเย่ทำท่าค้อนไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร สัญชาตญาณอยากเอาตัวรอดสั่งให้นางทำตามคำสั่งเขา เมื่อไหร่ที่นางออกจากตำหนักอ๋องได้นั่นคือวันที่นางจะได้รับอิสระอีกครั้ง
นางฝนหมึกให้เขาไปเรื่อยๆพร้อมกับแอบอ่านรายงานบางฉบับจนตาเริ่มปรือเพราะความง่วง แต่ท่านอ๋องอ่านฎีกาพวกนี้มาทั้งวันได้อย่างไรกันนะ
ตัวนางเริ่มเอียงไปมาซึ่งจื่อหลิงเองก็เห็นแล้ว เขาจึงดึงแท่นฝนหมึกนั้นออกจากมือและดึงตัวนางให้ล้มมานอนลงไปที่ตักของเขาแทน หลินเย่ขดตัวนอนลงโดยมิได้สนใจว่าที่นี่คือที่ใด…
หนึ่งชั่วยามถัดมา
“พี่จื่อหลิง ท่านต้องไม่เชื่อแน่ว่าวันนี้ข้าไปพบผู้ใดมา ท่านทายสิเพคะ”
จื่อหลิงตกใจเมื่อหลานมู่เอ๋อร์เดินเข้ามาในห้องของเขากะทันหัน เขาพยายามเอาผ้าห่มปกปิดไม่ให้นางเห็นว่าหลินเย่นอนอยู่ที่ขาของเขา แต่ไม่ทันแล้ว หลินเย่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้ยินเสียงของมู่เอ๋อร์ชัดเจน
“อืม….”
หลินเย่หันขึ้นไปมองจื่อหลิงซึ่งใช้ฝ่ามือกดหัวนางลงบนตักไม่ให้นางลุกพร้อมกับกระซิบ
“อย่าลุกขึ้นมา นอนลงไป!!”
หลินเย่ทำตามทันที นางไม่รู้ว่าเขาคุยกับผู้ใด รู้เพียงว่าเป็นเสียงของสตรี
“งั้นหรือ เหตุใดเจ้าไม่ชวนเขามาที่นี่ด้วยเล่า ไม่แน่ว่าเขาอาจจะชอบพอเจ้าก็เป็นได้”
“ท่านอ๋องพูดเรื่อยเปื่อยแล้ว ข้าไม่ได้ชอบเขา ท่ามก็รู้ว่าคนที่ข้าชอบ….”
“หลานมู่เอ๋อร์!! คือว่าตอนนี้ข้ายังมีรายงานที่ต้องตรวจอีกมาก อย่างไรแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะนะ”
“รายงานอะไร มากถึงเพียงนั้นเชียวหรือเพคะ ไหนหม่อมฉันขอดูหน่อยสิเพคะ”
“อย่าเข้ามา!! คือว่า…ข้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย และนี่เป็นห้องทำงานข้า เจ้าเป็นสตรี ไม่ควร…”
“เหตุใดเซียงถงเหยาทำได้ข้าทำไม่ได้….เพคะ!! นี่เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่!!”
หยางหลินเย่ลุกขึ้นพร้อมกับส่งชุดคลุมคืนให้ท่านอ๋องและลุกขึ้นมา นางไม่ได้ตอบคำถามของหลานมู่เอ๋อร์ เพียงแค่เดินไปยกถาดน้ำแกงเพื่อจะเดินออกไป น่าจะมีคนนำน้ำแกงไปอุ่นมาอีกรอบแล้วเพราะหม้อนั้นร้อนจัดอีกครั้ง
“ข้าถามว่า!! เจ้ามาทำอะไรที่นี่นังแพศยา!!”
“หลานมู่เอ๋อร์!! ห้ามหยาบคาย”
“หยาบคายงั้นหรือ ท่านก็รู้ว่านาง!!”
“หลานมู่เอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อน”
“พี่จื่อหลิง นี่ท่าน…กับนาง…”
“ข้าขอตัวก่อน”
“เดี๋ยว เจ้ายังไปไม่ได้ เจ้าเอาอะไรมายั่วยวนพี่จื่อหลิงอีก เขารักพี่สาวข้า รักแบบไม่มีผู้ใดมาทดแทนได้ เจ้ามีสิทธ์อะไรมาอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าเจ้าจะใช้สักกี่มารยาก็ไม่มีทางที่พี่ จื่อหลิงจะหลงกลเจ้า!!”
หลินเย่หันไปมองนางด้วยความโกรธ นางเหลือบไปมองท่านอ๋องเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร นางเพียงยกถาดน้ำแกงร้อนๆนั่นออกไป หลานมู่เอ๋อร์เห็นว่านางกำลังจะออกไปจึงได้ยกถาดน้ำแกงนั้นราดใส่ตัวพระสนมทันที
“กรี๊ด!!….”
น้ำแกงนั้นราดใส่หลินเย่ทันทีโดยที่นางไม่ทันตั้งรับได้ทันจนตัวนางทรุดลงกับพื้น ทหารองครักษ์และหลงอี้วิ่งเข้ามาตามเสียงร้องและเสียงชามแตก
อาจูรีบวิ่งเข้ามาหานาง ท่านอ๋องรีบรุดวิ่งเข้ามาถึงตัวหลินเย่ก่อนผู้ใดและช้อนตัวนางที่เต็มไปด้วยน้ำแกงร้อนๆนั้นขึ้น
“หลานมู่เอ๋อร์ เจ้าทำเกินไปแล้วนะ!! ทหาร จับตัวนางออกไป ไม่มีคำสั่งข้าห้ามนางเข้ามาในตำหนักอ๋องอีก เอาตัวนางออกไป!!”
""พ่ะย่ะค่ะ""
“พี่จื่อหลิง ท่านจะทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้ ข้าเป็นน้องพี่ถิงอันนะ ท่านต้องตามใจข้าสิ นังนั่นมันใช้มารยาหลอกท่าน น้ำแกงนั่นไม่ได้ร้อนสักนิด พี่จื่อหลิง”
“คุณหนูหลาน เชิญออกไปจากตำหนักขอรับ”
“ไม่ ข้า…”
หลงอี้ชักดาบออกมาข่มขู่นางจนนางหยุดร้อง เขาไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น ปกติแล้วนางจะไม่แสดงตัวเกรี้ยวกราดต่อหน้าท่านอ๋องขนาดนี้ วันนี้นางเกิดบ้าอะไรขึ้นมา เขาคงไม่ยอมปล่อยให้นางเข้าใกล้ท่านอ๋องอีกเป็นครั้งที่สอง
“เร็วเข้า เรียกหมอหลวงมา!!”
“เพคะ”
“ปล่อยข้าลงเถอะ ข้าไม่เป็นไร”
“เจ้าอยู่เฉยๆเถอะ”
มี่อินตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นว่าหลินเย่ถูกท่านอ๋องอุ้มเข้ามาด้วยสภาพที่เปียกน้ำแกงไปทั้งตัว ตอนนี้ไหล่แขนและคอบางส่วนนางถูกลวกจนแดงไปหมด
“เจ้าไปเตรียมน้ำเย็น ข้าจะพานางไปแช่”
“หม่อมฉันไปเองได้”
“อย่ามาดื้อกับข้าตอนนี้”
“แต่ว่า”
เขาก้มลงกระซิบนางอย่างเหลืออด สาวใช้ต่างพากันเบือนหน้าหนีทันทีเมื่อท่านอ๋องทำเช่นนั้น
“เรือนร่างเจ้ามีตรงไหนที่ข้ายังไม่เห็น อย่าดื้อมิเช่นนั้นเรื่องที่ตกลงกันไว้ก็ไม่ต้องพูดถึงอีก”
“หม่อมฉันจะบอกว่าเดินไปเองได้เท่านั้น”
“หากไม่ฟังก็ไม่ต้องคุยเรื่องออกไปข้างนอกอีก”
“คนฉวยโอกาส”
“เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด ข้าทำเพราะต้องรับผิดชอบเท่านั้น หากข้าไม่สั่งคนเอาน้ำแกงนั่นไปอุ่นเจ้าคงไม่ถูกลวก”
“นี่ท่าน…เป็นท่านนี่เอง”
“น้ำเตรียมเรียบร้อยหรือยัง”
“ทูลท่านอ๋อง เรียบร้อยแล้วเพคะ พระสนม หม่อมฉันจะเปลี่ยนชุด…”
“ไม่ต้อง เอาชุดออกมาให้ข้าก็พอ หากท่านหมอมาก็บอกให้รอก่อน ข้าจะดูว่าบาดแผลนางมีมากเท่าใด โดนลวกที่ใดบ้าง”
""เพคะ""
เขาอุ้มร่างของพระสนมเข้าไปยังห้องด้านหลัง ถังน้ำเย็นอยู่ตรงหน้า เมื่อเขาวางนางลงพร้อมกับปลดชุดของนางออก
“เดี๋ยวก่อน!!”
“ข้าไม่ได้ถอดหมดหรอก ไม่ต้องห่วง”
เขาพูดตามนั้น เขาถอดเพียงเสื้อและชุดด้านนอกของนางออก เหลือเพียงชั้นในบางเบาอยู่ด้านใน ผิวขาวเนียนตรงหน้าทำเอาเขาหายใจไม่ทั่วท้อง
“ข้าจะอุ้มเจ้าลงอ่างน้ำเย็น อดทนไว้ แต่มันจะช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ รอท่านหมอมาเราจะออกไปกัน พร้อมหรือยัง”
“หม่อมฉัน…แช่เองได้”
“มาเถอะ ยิ่งนานเจ้าจะยิ่งแสบร้อน”
“ไม่นะ หม่อมฉันกลัวน้ำเย็น อย่าปล่อยหม่อมฉันลงไปนะ!!”
นางกอดคอเขาแน่นเมื่อเขาอุ้มร่างนางขึ้นพร้อมกับจะนำตัวนางลงในอ่างไม้นั้น เขาตกใจเพราะไม่คิดว่านางจะกอดเขาแน่นเช่นนี้ นางคงกลัวจริงๆ แต่นางมาจากเมืองเหนือ เหตุใดจึงกลัวน้ำเย็น
“เจ้าบอกว่า…เจ้ากลัวน้ำเย็นงั้นหรือ”
“มันหนาว มัน….ไม่เอาหม่อมฉันไม่แช่”
“ไม่ได้ แผลเจ้าจะแสบร้อนขึ้นเรื่อยๆ น้ำเย็นจะช่วย…"
“ไม่ๆๆ ขอร้องละท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ไปแล้ว ไม่ไปข้างนอกแล้วก็ได้แต่อย่าเอาหม่อมฉันแช่ในนี้ หม่อมฉันกลัว”
“นี่เจ้า…เหตุใดจึงกลัวจนตัวสั่นเช่นนี้ พระสนมเจ้ามีอะไรกับน้ำเย็นนี่”
“…..”
“เอาอย่างนี้ ข้าจะลงไปแช่น้ำนี้กับเจ้า ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทิ้งเจ้าแน่ ตกลงหรือไม่”
“อย่านะ ท่านอ๋องจะเปียกไปด้วยนะเพคะ”
“ข้าไม่ได้กลัวเปียกและไม่กลัวเย็นแต่ข้าช่วยเจ้าได้หากเจ้าเป็นตะคริวหรือเกิดกลัวขึ้นมา ตกลงหรือไม่”
หลินเย่ที่หน้าซีดเพราะความกลัว นางกลัวจริงไม่ได้โกหก เพราะเขาสังเกตจากสีหน้าที่ประหม่านั้นและเสียงหัวใจที่เต้นแรงของนาง
“พร้อมนะ”
นางโผกอดคอเขาแน่นอีกครั้ง จื่อหลิงนึกขอบใจหลานมู่เอ๋อร์ที่ทำน้ำแกงหกใส่นางเล็กน้อยเพราะอย่างน้อยเขาก็เห็นในมุมนี้ของนาง
หากว่านางไม่แยกเขี้ยวและสาดสายตาเกลียดชังที่มีเอาไว้สำหรับเขาอยู่เสมอมาให้ นางก็เป็นคนที่น่ารักคนหนึ่งเช่นกัน น้ำเย็นค่อยๆซึมสู่ผิวด้านในของทั้งคู่ เมื่อเฟิ่งอ๋องค่อยๆหย่อนตัวลงในอ่าง
หลินเย่ก็กอดเขาแน่นมากขึ้นกว่าเดิมปลายเท่าจนตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่านางกลัวสุดชีวิตและเขาเองอาจจะตายได้เพราะถูกนางรัดคอ
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ เจ้าจะปลอดภัยแน่ข้าสัญญา”
“หม่อมฉันจะตายหรือไม่ ..…”“เจ้าอย่ากลัวมันมาก มันเย็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น เจ้าดูสิ”“ไม่ๆๆ ไม่เอา ขึ้นได้หรือยัง”“เจ้าปล่อยข้าก่อน และลงไปแช่ให้เหลือเพียงหน้าเจ้า ข้าจะดูแผลหน่อย ค่อยๆ ข้าจับมือเจ้าเอาไว้แล้วไม่ต้องห่วง”หลินเย่ค่อยๆทำตามที่เขาบอก ตอนนี้เองที่นางเริ่มรู้สึกปวดแสบปวดร้อนตรงใกล้ๆหน้าอก เพราะน้ำแกงนั้นราดโดนตรงกลางอกแก้มและแขนของนางเมื่อผิวค่อยๆโดนน้ำเย็นแล้วกลับรู้สึกว่าความเจ็บค่อยๆหายไปทีละนิด“เป็นอย่างไรเจ้าเจ็บตรงไหนบ้าง ข้าจะได้บอกท่านหมอถูก น้ำแกงราดโดนตรงไหนบ้าง”“คอ แขน แล้วก็ หน้าอก และขาเพคะ”“หน้าอกด้วยงั้นหรือ เช่นนั้น…แก้มของเจ้าแดงมาก นี่มัน…รอเดี๋ยว”เขาค่อยๆหยิบผ้ามาเช็ดด้วยน้ำเย็นและประคบแก้มนางทันที“หม่อมฉันหนาว….”หลินเย่เริ่มสั่นเพราะความกลัวและตอนนี้เริ่มหนาวแล้ว ร่างกายนางถูกน้ำเย็นจัดเช่นนี้ไม่ได้ เขาจึงดึงนางเขามากอดเอาไว้“อยู่ท่านี้ก่อน เจ้ายังขึ้นไม่ได้ ข้าจะประคบแก้มให้ อีกเดี๋ยวค่อยขึ้นไป”“อืม…หนาว…ท่านแม่…..ลูกหนาว แม่…”เขาดึงนางเข้ามากอดจนชิดพร้อมกับกระซิบบอกนางตลอดเวลา นางพยักหน้ารับรู้ ปากนางเริ่มซีด และสั่นอยู่ตรงหน้าเขา ตอนนี้ร่
เฟิ่งอ๋องเดินเข้ามาในม่านเตียงนอนของพระสนมของเขา เมื่อมองนางยามนี้ที่ทำสายตางอนแทนที่จะเป็นสายตาของความเกลียดชังก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่าอยากคุยกับนางมากขึ้น ไม่สิ รู้สึกอยากแกล้งนางไปเรื่อยๆ“ถอดเสื้อออกสิ”“แต่ว่า…”“มิเช่นนั้นข้าจะทายาให้เจ้าได้อย่างไรกัน…พระสนม??”“แต่ว่า….”“ต้องให้ข้าพูดอีกหรือไม่…ว่าข้าเห็นเรือนร่างเจ้า…”มือบางนั้นรีบพุ่งมาปิดปากเขาไม่ให้พูด พร้อมกับสีหน้าที่งอนเขา ช่างน่ารักเสียจริงจนเขาทนแทบไม่ไหว ซึ่งจนถึงตอนนี้มังกรยักษ์ของเขาก็ยังคงนอนตึงอยู่ในกางเกงตั้งแต่พานางขึ้นจากน้ำแล้ว เขาไม่รู้ว่าควรจะจัดการมันอย่างไรดี ยิ่งตอนนี้ที่นางกำลังจะถอดเสื้อผ้าตรงหน้าเขาอีกครั้ง“เดี๋ยวก่อน ข้าไป…ลงกลอนประตูก่อน”“เหตุใดต้องลงกลอนประตูด้วยเพคะ”“หรือเจ้าอยากให้พวกเขาเข้ามาเห็นเจ้าตอนเปลือย”“นั่น!!…..คนฉวยโอกาส”เขาไม่ได้ยินเพราะรีบเดินไปปิดประตูอย่างรวดเร็วและเดินกลับมาหานางทันที อันที่จริงเขาไม่มั่นใจตัวเองเลยสักนิดว่าเห็นนางตอนเปลือยอีกครั้งจะทนยับยั้งอารมณ์ของตนเองได้อีกหรือไม่แต่นางเป็นน้องสาวของสหาย เขาจะล่วงเกินนางไม่ได้…แต่อีกใจก็คิดว่าในเมื่อนางอภิเษกมาเป็นพระ
หลินเย่ค่อยๆนิ่งลงเมื่อบาดแผลได้นำเย็นชโลมตัวทั่วทั้งกาย นางได้สติอีกครั้งเมื่อตื่นขึ้นมาพบว่านางนอนซบอกของท่านอ๋องที่เปลือยอยู่ในอ่างกับนาง“ท่านอ๋อง…เหตุใดพระองค์…”“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่”“หม่อมฉันเป็นอะไรไป”“เจ้ามีไข้และคงแสบร้อนผิว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”“หนะ….หนาวเพคะ”“หนาวงั้นหรือ แต่ว่าแผลเจ้าหายแสบร้อนหรือยัง”“อยากขึ้นจากน้ำแล้วเพคะ”“ไม่ได้ รออีกประเดี๋ยว” “แต่ว่า หนาว…..”“เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง”หลินเย่หลับตาพร้อมรับสัมผัสนั้นทันทีพร้อมกับร่างกายของบุรุษหนุ่มตรงหน้าที่นางรู้สึกแปลกตั้งแต่ตอนบ่ายว่ามันผิดปกติ ตอนนี้บางอย่างใต้น้ำนั้นดันอยู่ที่บั้นท้ายของนางอยู่เมื่อเขาเริ่มจูบนางอีกครั้ง“อ๊าา เดี๋ยวก่อน …อ๊าา ท่านอ๋องเพคะ”“ข้าบอกว่าอย่างไร ปล่อยไปตามอารมณ์ อย่าสกัดกั้นมิเช่นนั้นเจ้าจะทรมาน เจ้าอยากทำสิ่งใด”“หม่อมฉัน…อ๊า…อยากจูบ อื้ออ…”เขาทำตามคำขอของนางทันทีเมื่อปากประกบกัน มือหนาก็เริ่มลูบไล้ไปทั่วร่างของพระสนมขี้งอนของเขา มือเขาถูไปมาที่ยอดถันงามตรงหน้าก่อนจะส่งลิ้นลงไปด้วย“อ๊ะ ท่านอ๋องเพคะ อื้อ…”“ต้องการหรือไม่ บอกข้ามา”“อ๊าา..อื้อ….”“พ
หลินเย่มองหน้าเขาอย่างอายๆ นางรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ตอนนี้เหมือนว่าร่างของนางแทบจะแหลกไปทั้งตัวเพราะสัมผัสใต้น้ำเมื่อครู่นี้ เฟิ่งอ๋องเองก็ดูเหมือนว่าจะรู้ เขาจึงก้มลงมาจูบที่หน้าผากของนางเบาๆเพื่อปลอบโยน“ข้าล้อเจ้าเล่นน่ะ มาเถอะ ข้าจะทายาให้ คืนนี้เจ้าก็นอนพักเสีย”“ท่าน….ท่านอ๋องจะกลับแล้วงั้นหรือเพคะ”หลินเย่หันไปมองเขา“เจ้าใช้งานข้าเสร็จก็จะไล่ข้ากลับเลยงั้นหรือ”“เปล่านะเพคะ คือว่า….”“หลินเย่ เจ้าคงต้องเริ่มค่อยๆปรับตัวได้แล้ว หากอยากจะพูดอะไรกับข้าก็เพียงพูดมาตรงๆได้แล้ว หรือเจ้ายัง….ระแวงหรือเกลียดข้าอยู่อีกงั้นหรือ”เฟิ่งจื่อหลิงไม่รู้ว่านางจะเลิกเกลียดเขาได้หรือยัง สองเดือนกว่าๆแล้วที่นางอภิเษกเข้ามา นับจากวันที่รู้ความจริงของนาง เขาก็พยายามไม่มาให้นางเห็นหน้าเกรงว่านางจะรู้สึกเกลียดเขาและหาเรื่องทะเลาะกับเขาอีก แต่ดูเหมือนว่าหลังจากนางได้สาวใช้ของตนเองคืน ท่าทีของนางและสายตาที่มองเขาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว “ข้าไม่ได้เกลียดท่านเสียหน่อย…เอ่อ หม่อมฉันหมายถึง ไม่ได้เกลียดพระองค์”หลินเย่ยังไม่คุ้นชินกับการพูดคุยกับเขาที่เป็นท่านอ๋อง เพราะก่อนหน้านี้ที่นางมานางตั้งใจจะเหยียดหยา
ท่านอ๋องที่พึ่งเสด็จมาถึงและกำลังถามสาวใช้สองคนที่เฝ้าอยู่ด้านหน้า กลับได้ยินเสียงกรีดร้องขึ้นมาจากห้องน้ำ มี่อินกับอาจูยังไม่ทันได้แจ้งท่านอ๋องว่าพระสนมไปแช่น้ำเองคนเดียว เขารีบวิ่งไปที่ห้องอาบน้ำทันที ภาพที่เขาเห็นคือหลินเย่คว่ำหน้าลงกับอ่างน้ำอยู่“หลินเย่!! หลินเย่!! เร็วเข้า เตรียมผ้า เรียกหมอหลวงมาเร็วเข้า!!”เขาอุ้มนางออกมาจากอ่างน้ำเย็นได้ทันพร้อมกับตบไปที่ใบหน้าขาวซีดนั้นเบาๆจนนางสำลักน้ำออกมา นางกลับมาหายใจอีกครั้งแต่สติยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก เขารับผ้าจากมี่อินมาพันกายนางไว้และอุ้มออกมาจากห้องอาบน้ำ ตัวนางยังสั่นไม่หยุดเมื่อเขาพานางมายังห้องนอน“เร็วเข้า เอาผ้ามาอีก พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะเปลี่ยนชุดให้พระสนม เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดนางไม่รอข้า!!”“ทูลท่านอ๋อง พระสนมบอกว่าไม่อยากรบกวนพระองค์เพคะ พระสนมจึงลองแช่ด้วยพระองค์เองและห้ามพวกหม่อมฉันไปเฝ้าเพคะ”“นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดไม่มีผู้ใดไปแจ้งข้า!! หากนางเกิดเป็นอะไรขึ้นมาข้าจะบอก….คนที่ชุนฮัวได้อย่างไร”“ท่านแม่…..อย่าฆ่าท่านแม่….ช่วยด้วย..”“หลินเย่…ข้ามาแล้ว ข้าอยู่นี่หลินเย่ เจ้าได้ยินข้าหรือไม่”“ท่านอ๋องเพคะ
“ทูลพระสนม หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเพคะ หม่อมฉันเข้าวังมาได้ไม่นานก็ถูกส่งมารับใช้พระองค์ บริเวณอื่นๆรอบๆวังก็ไม่เคยได้เดินไปเท่าใดนักเพคะ”“งั้นหรือ เช่นนั้นเราก็ลองเดินไปหน่อยก็แล้วกัน”“พระสนมเพคะ จะเสด็จไปจริงๆหรือเพคะ”“ไปเถอะ ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน หากไม่ใช่สถานที่ต้องห้ามจริงๆ เหตุใดจะไปไม่ได้เล่า”“แต่ว่าพระสนมเพคะ หากว่าแม่นางหลานผู้นั้นหลอกพระองค์ให้ไป นั่นก็เท่ากับว่าเข้าแผนการของนาง”“จะช้าหรือเร็วข้าก็ต้องรู้อยู่ดีมิใช่หรือ”หลินเย่เดินไปตามทางที่ก่อนหน้านี้มู่เอ๋อร์เดินผ่านมา หลานมู่เอ๋อร์แอบมองอยู่ถึงกับยิ้มออกมาด้วยความสะใจ“ถือว่าเจ้าชดใช้ให้ข้าที่ถูกห้ามให้เข้าวังอยู่เสียตั้งหลายวันก็แล้วกันนะ”เรือนพระริมทะเลสาบ"ที่นี่…งดงามเสียจริง อากาศดียิ่งนัก"“พระสนมเพคะ หม่อมฉันว่าพวกเรากลับก่อนดีหรือไม่เพคะ ที่นี่เหมือนจะมีโต๊ะทำพิธีบูชาบางอย่างด้วย”“อาจู มี่อิน พวกเจ้ากลัวงั้นหรือ”“ก็…บรรยากาศมันดูน่ากลัวอยู่นะเพคะ”“เช่นนั้นก็เอาปิ่นโตมาให้ข้า พวกเจ้าอยู่นี่ข้าจะเข้าไปเอง ท่านอ๋องคงสวดมนต์อยู่ด้านใน เข้าไปกันมากจะรบกวนพระองค์เปล่าๆ”""เพคะพระสนม""หลินเย่เปิดประตูเข้าไปในห
ตำหนักพระสนมเฟิ่งอ๋องมาหาพระสนมอยู่เกือบสิบวันแต่นางไม่แม้แต่จะออกมารับรองเขาเลยแม่แต่วันเดียว ที่จริงหลินเย่แทบจะไม่ออกมาจากห้องบรรทมเลยก็ว่าได้ มาวันนี้นางเดินลงมาพร้อมกับหันไปบอกมี่อิน“มี่อิน อาจู ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”“ไปสิเพคะพระสนม ออกไปสูดอากาศที่ในสวนจะได้อารมณ์ดีขึ้นนะเพคะ”“ข้าหมายถึง ออกไปนอกวัง”“พระสนม!! แต่ว่า….”“ข้าจะดูว่าจะมีผู้ใดกล้าขวางทางข้า ไปบอกให้คนรถเตรียมรถม้าให้ข้า บอกว่าข้าจะออกไปซื้อยาและออกไปไหว้พระข้างนอก”“เพคะ”อาจูดึงแขนเสื้อมี่อินบอกว่าอย่าไปขัดพระทัยพระสนมในตอนนี้ ให้ทำตามคำสั่งพวกนางจึงเดินไปสั่งรถม้าเพื่อจะพาพระสนมออกไปเดินตลาดด้านนอก มี่อินพบว่าน่าแปลกที่คนขับรถม้ารับปากและเตรียมรถให้โดยไม่ไถ่ถามพวกนางสักคำจนพระสนมเดินขึ้นรถม้าไปและออกนอกวัง“เรียบร้อยแล้วขอรับองครักษ์หลง”“ดีมาก จำเอาไว้ว่าอย่าพูดเรื่องนี้ออกไป”“ขอรับ ไม่พูดแน่นอน”นอกวัง“พระสนมดูสิเพคะ มีของขายเต็มไปหมดเลยเพคะ”“มี่อิน เจ้าบอกว่าตอนที่อยู่นอกวังเจ้ารู้จักกับคนในตลาดมิใช่หรือ”“เพคะพระสนม”“เช่นนั้นก็พาข้าไปหาพวกเขาทีสิ”“พระสนม นี่พระองค์…”“ข้าเพียงแค่อยากขอบคุณพวกเขาท
“อืม ใช่แล้ว ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆนี่เอง วันนี้ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อน่ะ อีกสี่วันกว่าจะเข้าวังไปถวายความเคารพและทักทายท่านอ๋อง เห็นว่าเป็นท่านอ๋องใหม่ที่เก่งและมากความสามารถ ชาวบ้านต่างก็ชื่นชมเขายิ่งนักที่สามารถปราบอ๋องชั่วคนเดิมนั่นได้”หลินเย่ได้เพียงยิ้มบางๆส่งให้เขา ใช่แล้วเฟิ่งอ๋องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เวลาเพียงไม่นานเขากลับแก้ปัญหาให้ชาวเมืองฉีโจวนี้ได้อย่างรวดเร็วจนเป็นที่ยอมรับและราษฎรที่นี่ต่างก็สรรเสริญเขาเป็นทั้งผู้กล้าและผู้ปกครองที่เข้มแข็ง แต่กับนาง เขาเป็นเพียงคนใจร้ายคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากเรื่องในวันนั้นที่หอพระ นางก็ไม่เคยออกมาพบหน้าเขาอีกเลย“หลินเย่…หลินเย่!!”“เจ้าคะ ศิษย์พี่ท่านตะโกนทำไม ข้าตกใจหมดเลย”“ข้าเรียกเจ้าอยู่นานแล้ว ว่าแต่เจ้าพักที่ไหนงั้นหรือ ให้ข้าไปส่งเจ้าดีหรือไม่ แล้วเจ้าจะพักที่นี่อีกกี่วัน”“อ้อ ไม่เป็นไรดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าพักอยู่ไม่ไกล เอาไว้ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ”“ไม่ได้หรอก มีโอกาสแค่สองสามวันนี้เท่านั้น หลังจากนี้้ข้าต้องเข้าวังไปพักตำหนักที่ท่านอ๋องจัดให้น่ะ เอาเป็นว่าค่อยนัดกันอีกทีก็ได้”“ท่านจะเข้าไปพักในวังงั้นหรือเจ้าค
งานอภิเษกองค์หญิงจินลั่วเฟยงานอภิเษกยิ่งใหญ่ดังคำประกาศที่ฝ่าบาทได้แจ้งเอาไว้จริงๆ บัดนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงของชุนฮัวต่างพากันตกแต่งซุ้มดอกไม้และประดับธงมงคลทั่วทุกบ้าน และทางวังหลวงยังจัดให้มีขบวนรถม้าเพื่อแห่ขบวนคู่บ่าวสาวของราชวงศ์ตามธรรมเนียมของชุนฮัวด้วยเช่นกันบ่าวสาวในชุดสีขาวบริสุทธ์ปักด้วยเพชรและทองทั้งตัวจากช่างฝีมือดีของในวังที่เพียรตัดชุดนี้ขึ้นมาอย่างประณีต องค์ชายฟงเจ้าหนานจับมือองค์หญิงจินลั่วเฟยขึ้นรถม้าที่ประดับด้วยดอกไม้พร้อมกับรับตะกร้ามาจากสาวใช้ ในนั้นบรรจุแผ่นทองเต็มสองตะกร้า เพื่อให้ทั้งคู่โปรยแจกราษฎรในเมืองหลวงระหว่างที่ขบวนแห่เริ่มออกจากวังหลวง“ข้าน่าจะมาแต่งที่ชุนฮัวบ้างนะ พิธีการของที่นี่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”“พระองค์อยากแต่งที่ชุนฮัวหรืออยากได้พระสนมที่ชุนฮัวเพิ่มเพคะ”“เปล่านะๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าอย่าเข้าใจข้าผิด เจ้าดูสิ พวกเขานั่งรถม้าโบกมือให้ประชาชนที่มารอร่วมยินดีกับพวกเขาทั้งสองข้างทาง ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก ในฉีโจวเราไม่มีพิธีแบบนี้เกิดขึ้นเลยสักครั้ง”“ชุนฮัวเป็นเช่นนี้มานานแล้วเพคะ เพียงแต่ว่านานๆถึงจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เหล
แคว้นชุนฮัว“หลินเย่ ถึงแล้ว”“จื่อหลิง เหตุใดจึงหนาวเช่นนี้เพคะ”“ตอนนี้ชุนฮัวคงเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว มาเถอะ ข้าจะสวมเสื้อคลุมกับถุงมือให้”“ขอบพระทัยเพคะ”“หลินเย่ พี่เฟิ่งพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง”“อ้อ เจ้าหนานหลินเย่คงไม่ค่อยชินเท่าไหร่น่ะ เห็นบ่นว่าหนาวลั่วเฟยล่ะ”“พานางไปดื่มชาร้อนด้านในก่อนเถอะ ลั่วเฟยบอกให้กข้ามารับพวกท่านเข้าไปด้านในก่อน อีกห้าสิบลี้กว่าจะถึงชุนฮัว ต้องพักที่นี่ก่อน”“ได้สิ อีกเดี๋ยวข้าจะตามเข้าไป แล้วเนี่ยฝานกับลั่วเจินเล่า”“พวกเขาเข้าไปแล้วขอรับ”“ได้ เช่นนั้นข้าจะรีบพาหลินเย่ตามเข้าไป”“ได้ขอรับ”“หลินเย่ ไหวหรือไม่”“จื่อหลิง หนาวจังเลยเพคะ หม่อมฉันไม่อยากออกไปเลย”“มาเถอะ ข้าพยุงเจ้าไปเองนะ ลั่วเฟยให้เจ้าหนานมาตามเราเข้าไปด้านใน อยู่ตรงนี้จะหนาวนะ ไปเถอะหลินเย่ค่อยๆเดินออกมาด้านนอกรถม้าที่จอดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมก่อนถึงแคว้นชุนฮัว นางเดินลงจากรถม้าและรีบโผเข้ากอดเฟิ่งอ๋องทันทีเพราะความหนาวเย็นเขาพยุงนางและพาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่คนที่เหลือนั่งดื่มชารออยู่ ลั่วเฟยเมื่อเห็นหลินเย่เดินเข้ามาจึงรีบนำเตาอุ่นมือวิ่งเอาไปให้นาง“หลินเย่ นี่เตาอุ่นมื่อ เจ้าอุ้มเอ
“พี่หญิงข้าจะรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ ท่านอยู่ที่นี่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ”“ไปเถอะเจ้าไม่ต้องห่วงข้ากับท่านพ่อนะ เที่ยวให้สนุก”“แม่ชีหลาน ไว้พบกันวันขึ้นเขานะ”“ขอบคุณท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”ท่านอ๋องหันไปมองหน้าสหายที่ตะโกนบอกกับหลานผิงอันอยู่ข้างรถม้าของเขา เฟิ่งจื่อหลิงรู้สึกว่าท่าทีของสหายข้างๆแปลกไป หลายวันมานี้เขาขอตัวไปเฝ้าและรับอาสาส่งยาของท่านหมอไปที่จวนสกุลหลานนอกเมืองและมักจะหายไปหลายชั่วยามในแต่ละวัน“เจ้าจะรอจนนางกลับไปบำเพ็ญเพียรก่อนจึงจะยอมบอกความรู้สึกหรืออย่างไร”“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงตรัสอะไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่....”“อย่ามาใช้คำพวกนี้กับข้า เป็นสหายกับเจ้ามาหลายปี มาตอนนี้จะมาเรียกข้าเช่นนี้ บอกข้ามาเจ้ากำลังตกหลุมรักเข้าแล้วสินะ”“จื่อหลิงเจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าน่ะ...”“พี่ใหญ่ ท่านพี่ พวกท่านคุยอะไรกันอยู่เพคะ”“อ้อ...หลินเย่ข้ามีอะไรจะบอกเจ้าด้วย คือว่า..”“ก็ได้ๆ เฟิ่งจื่อหลิงเจ้าคนเจ้าเล่ห์ ข้ายอมรับ เจ้าอย่าพึ่งบอกหลินเย่นะ นางหวงหลานผิงอันยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก”“เรื่องนี้น้องรองของเจ้าก็รู้สินะ”“ใช่ นางรู้”“แล้วเหตุใดให้หลินเย่รู้ไม่ได้เล่า”“น้องสามไม่เหมื
“หม่อมฉันเองก็มีความสุขมากเพคะ ที่พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ เสียดายที่ท่านพ่อหลานมาไม่ได้”“ใต้เท้าหลานคงต้องรักษาตัวอีกสักพัก เขาตามไปอยู่ที่วัดกับแม่ชีหลานอาจจะทำให้สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นมาก็เป็นได้”“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ”พวกเขาเข้ามาร่วมวงสนทนาเป็นวงใหญ่เมื่อท่านอ๋องและพระชายามาร่วมด้วยทำให้กลุ่มของพวกเขาเสียงดังกว่าผู้ใดในงานเลี้ยงจนเป็นที่จับตามอง“องค์ชาย หากว่าท่านกลัวว่าฝ่าบาททของชุนฮัวไม่ยกองค์หญิงให้ เช่นนั้นข้าจะเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าวไปสู่ขอให้ท่านดีหรือไม่”“ท่านอ๋อง พระองค์ตรัสจริงหรือไม่เรื่องนี้กล่าวเล่นๆไม่ได้นะเพราะข้าจริงจังมาก”“ข้าไม่ได้กล่าวเล่นๆ ในเมื่อช่วยให้พวกท่านสมหวังได้เหตุใดจึงจะช่วยไม่ได้กันเล่า ถือโอกาสพาหลินเย่กลับไปเยี่ยมบ้านด้วย ใช่หรือไม่เนี่ยฝาน”“ดี ยอดเยี่ยม ขบวนรถม้าครั้งนี้คงราวกับคาราวานขนส่งสินค้าข้ามแดนเลยกระมังดูจากผู้ที่ร่วมเดินทางแล้วมีมากเหลือเกิน”“เป็นหน้าที่ท่านกับหลงอี้แล้วล่ะที่ต้องดูแลพวกเราตอนเดินทาง ว่าอย่างไรองค์ชายฟงเจ้ายังกลัวอยู่หรือไม่”“หากว่าท่านอ๋องเอ่ยปากขนาดนี้ มีทุกคนช่วยพูด ข้าเชื่อว่างานนี้ฝ่าบาททไม่ยอมก็ต้
งานแต่งตั้งพระชายาท่านอ๋องชุดสีแดงสลับขาวปักเลื่อมลายนกยูสีทองบนฉลองพระองค์พร้อมกับเครื่องประดับสีทองถูกสวมลงบนเรือนร่างของพระสนมหยางหลินเย่ เมื่อเกี้ยวจอดอยู่หน้าตำหนักเพื่อมารับพระสนมไปที่ท้องพระโรงเพื่อทำพิธีแต่งตั้งพระชายา “เมื่อขึ้นเกี้ยวนี้ไปกลับเข้ามาอีกครั้งต้องเป็นพระชายาแล้วนะหลินเย่ เจ้าต้องจำเอาไว้ว่าภารกิจหลังจากนี้เจ้ากับท่านอ๋องต้องร่วมใจกันทำเพื่อชาวฉีโจว”“เจ้าค่ะพี่รอง พี่ใหญ่เล่าเพคะ”“พวกเขาไปรออยู่ที่ท้องพระโรงแล้ว เหลือข้ากับผิงอันรอส่งเจ้าที่ตำหนัก”“พี่หญิง”“น้องพี่…วันนี้เจ้างดงามมากจริงๆ ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีเชื่อใจและมั่นใจในกันและกัน เจ้ากับท่านอ๋องคือคู่ที่สวรรค์ลิขิต ไปได้แล้วข้ากับลั่วเจินจะไปรอเจ้าที่ท้องพระโรง”“เจ้าค่ะ”หยางหลินเย่เดินขึ้นเกี้ยวอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นพระราชพิธีเพื่อแต่งตั้งนางขึ้นเป็นพระชายา ชุดแดงขาวปักนกยูงสีทองยางลากพื้นเมื่อนางเดินถือหนังสือแต่งตั้งสีทองเดินขึ้นยังท้องพระโรงด้านในนั้นมีเฟิ่งอ๋องที่สวมชุดสีเดียวกันกับนางนั่งที่ประทับรออยู่แล้วเพื่อสวมรัดเกล้าพระชายาให้กับพระชายา เมื่อเดินไปยังหน้าพระที่นั่งที่รายล้อมไปด้วยเหล่าข
หลินเย่กลับมาที่ห้องบรรทมอีกครั้งในตอนค่ำเพื่อเสวยมื้อค่ำกับท่านอ๋อง ซึ่งตอนนี้ทำท่านั่งโกรธอยู่ที่โต๊ะเสวยพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่เขาเคยทำเมื่อเริ่มโกรธ“ท่านอ๋องเพคะ เนื้อไก่นี่อร่อยนะเพคะ พระองค์ลองชิมดูเพคะ”เขาทำเพียงแค่มองและขยับเนื้อไก่นั้นเอาวางไว้ริมชาม คนที่ตักให้ถึงกับขำกับท่าทางของคนตัวโตตรงหน้าที่งอนราวกับเด็กๆพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่สนใจนาง“ท่านอ๋อง…..”“จื่อหลิง….”หลินเย่งัดไม้ตายสุดท้ายมาเมื่อนางขยับตัวเข้ามาใกล้เขาและจงใจใช้อกอวบแน่นนั้นบดเบียดแขนของเขาอย่างจงใจจนคนที่ถูกยั่วนั้นใบหูเริ่มแดงขึ้น“ท่านพี่….ไม่สนใจหม่อมฉันจริงหรือเพคะ”คำว่า “ท่านพี่” ของนางเกือบทำให้เขาใจอ่อน แม้ว่าจะรีบยกชามข้าวขึ้นมาบดบังรอยยิ้มนั้นเกือบไม่ทันแต่ไม่นานเขาก็กลับมาตีหน้าเฉยชาอีกครั้ง“ข้าจะกินข้าว”“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์อยากจะกิน….อย่างอื่นเสียอีก…เฮ้อ เช่นนั้นก็เชิญพระองค์เสวยไปก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อน”“จะ…เจ้าไม่กินหรือ…”เสียงที่เริ่มสะอึกเพราะคำว่า “อาบน้ำ” ที่นางบอกทำให้คนฟังคิดไปไกลจนเตลิดแต่ยังไม่เท่ากับสิ่งที่นางกำลังจะทำ“ใช่เพคะ วันนี้ร้อนอบอ้าว
“ไม่นะ ท่านคิดจะกลับไปเลยหรือเจ้าคะ”“หากเสร็จธุระที่นี่แล้ว ก็ไม่มีกิจใดที่ข้าจะอยู่อีก”“แต่ว่า…”“อ้อ พิธีแต่งตั้งพระชายาของเจ้า ข้าต้องอยู่ร่วมด้วยอย่างแน่นอน พิธีมงคลเช่นนี้จะขาดพี่สาวเช่นข้าได้งั้นหรือ”“ท่านพี่ ข้าดีใจที่สุดเลยเจ้าค่ะ วันนี้ข้าได้รู้ว่าพี่รองของข้าไม่ตายและข้ายังได้พี่สาวเพิ่มอีกคน ช่างดียิ่งนัก”“ทีนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ ดูสิ ตาเจ้าบวมหมดแล้ว ต่อไปอย่าร้องไห้บ่อย จนกว่าจะถึงพิธีแต่งตั้งพระชายข้าเกรงว่าเจ้าจะลืมตาไม่ขึ้นนะ”“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่ร้องไห้อีกแล้วเจ้าค่ะ"“ดีมาก ก่อนหน้านี้ข้าคุยกับจื่อหลิงมา เรื่องของเจ้ากับเขาโชคดีที่พวกเจ้าไม่คิดฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่งเสียก่อนที่จะพบความจริงนะ”“ท่านคุยกับเขามาก่อนหรือเจ้าคะ”“ใช่แน่นอน ข้าเป็นคนขอร้องให้เขาพาข้ามาคุยกับเจ้า เพราะคิดว่าเจ้าคงไม่คุยกับเขาเป็นแน่ เรื่องนี้ทำให้เขากังวลใจจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใดเลย”“เช่นนั้น…ข้าควรจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ”“แสดงความรักให้มากๆ ทำให้เขารับรู้ว่าเจ้าเข้าใจเขาไม่คิดสงสัยในตัวเขา และเชื่อมั่นในตัวเขาชีวิตของเจ้าต่อจากนี้ต้องเป็นเจ้ากับเขาแล้วนะ พวกพี่ๆเป็นคนที่มองอยู่ข้างนอก
แม่ชีหลานผิงอันเป็นผู้พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นทันที แม่ทัพหยางและหยางลั่วเจินหันมามองหน้าหลินเย่พร้อมกับเดินออกไปก่อน หลินเย่เหลือบมองไปที่หลานผิงอันกับท่านอ๋องที่มองสบตากันยิ่งทำให้นางรู้สึกไร้ค่าที่ยังนั่งอยู่ตรงนี้ พวกเขามีความรักลึกซึ้งกันเพียงใดนางย่อมรู้ดีที่สุด แม้ว่าก่อนหน้านี้เฟิ่งจื่อหลิงจะบอกรักนางมากเพียงใด และพูดกับนางว่าจะเหลือหลานผิงอันเอาไว้เป็นเพียงความทรงจำที่ดี แต่ในเมื่อนางยังไม่ตาย ความทรงจำนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาจะเลือกนาง….หรือว่า…..หลานผิงอัน“พระสนม”“เชิญท่านนั่งก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่ายืนเลยเจ้าค่ะ”“พระสนมอย่าได้เกรงใจข้าเลย แม้ว่าข้าจะถือศีลโกนผมบวช แต่ก็ยังมิใช่นักบวช เพียงแค่ปฏิบัติธรรมรักษาศีลภาวนาเท่านั้น”“เช่นนั้นก็แสดงว่า ท่านมาเพื่อบอกข้าว่าท่านจะกลับมาที่ฉีโจวสินะเจ้าคะ”“การที่ข้ากลับมาในครั้งนี้มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำอยู่สามอย่าง อย่างแรกที่ทำไปแล้วคือปิดคดีอื้อฉาวของตนเองและล้างมลทินให้กับพระสนมจินที่เสียสละชีวิตนางและบุตรในครรภ์เพื่อข้า บาปนี้หนักหนานักสำหรับข้า”“แต่ว่าท่านไม่ได้รับรู้บาปในครั้งนี้ หยวนซื่ออ๋องนั่นต่างหาก
เฟิ่งอ๋องหันไปมองหลินเย่ที่ยืนทำหน้าลังเลใจส่งมาให้เขา หากไม่นับสายตาเกลียดชังในครั้งแรกที่นางส่งมาให้เขาตอนวันส่งตัวเข้าหอ สายตาในวันนี้กลับทำให้เขากลัวมากขึ้นกว่าสายตาในวันแรกที่พบนางเสียอีก “หลินเย่”“จื่อหลิง! เจ้าอย่าพึ่งคาดคั้นนาง จัดการเรื่องตรงหน้าเสียก่อน เชื่อข้า”หลินเย่หลบสายตาเฟิ่งอ๋องพร้อมกับถงเหยาที่พานางไปนั่งด้านหลัง เมื่อเห็นว่าหลินเย่นั่งลงแล้ว องค์หญิงจินลั่วเฟยก็รีบเดินมานั่งข้างๆนางพร้อมกับกอดนางไว้ทันที“หลินเย่ เจ้าไม่เป็นอะไรนะ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”“องค์หญิง…”“อย่า…เรียกข้าเช่นเดิม”“ลั่วเฟย…ลั่วเฟย”น้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้กลับไหลออกมาไม่ยั้งราวกับลั่วเฟยได้ไปทุบแผงกั้นนั้นออกมา หลินเย่ร้องไห้อย่างเสียสติภายในอ้อมกอดนั้น ถงเหยาเดินมาหาท่านอ๋องพร้อมกับกระซิบให้เขารีบจัดการเรื่องนี้โดยเร็วเพราะหลินเย่จะเริ่มไม่ไหวแล้ว“เรื่องของพระสนมหลาน เจ้ามีสิ่งใดอยากแก้ตัวอีกหรือไม่ หลานมู่เอ๋อร์”“ฮ่าๆ….ฮ่าๆๆ ถามข้างั้นหรือ แม้ว่าวันนี้ข้าจะแพ้ แต่คนที่แพ้จะไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียว ท่านมองสิสตรีที่ท่านรักสองคนตรงหน้าท่าน บัดนี้ท่านเลือกได้หรือไม่ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร