ท่านอ๋องที่พึ่งเสด็จมาถึงและกำลังถามสาวใช้สองคนที่เฝ้าอยู่ด้านหน้า กลับได้ยินเสียงกรีดร้องขึ้นมาจากห้องน้ำ มี่อินกับอาจูยังไม่ทันได้แจ้งท่านอ๋องว่าพระสนมไปแช่น้ำเองคนเดียว เขารีบวิ่งไปที่ห้องอาบน้ำทันที ภาพที่เขาเห็นคือหลินเย่คว่ำหน้าลงกับอ่างน้ำอยู่“หลินเย่!! หลินเย่!! เร็วเข้า เตรียมผ้า เรียกหมอหลวงมาเร็วเข้า!!”เขาอุ้มนางออกมาจากอ่างน้ำเย็นได้ทันพร้อมกับตบไปที่ใบหน้าขาวซีดนั้นเบาๆจนนางสำลักน้ำออกมา นางกลับมาหายใจอีกครั้งแต่สติยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก เขารับผ้าจากมี่อินมาพันกายนางไว้และอุ้มออกมาจากห้องอาบน้ำ ตัวนางยังสั่นไม่หยุดเมื่อเขาพานางมายังห้องนอน“เร็วเข้า เอาผ้ามาอีก พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะเปลี่ยนชุดให้พระสนม เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดนางไม่รอข้า!!”“ทูลท่านอ๋อง พระสนมบอกว่าไม่อยากรบกวนพระองค์เพคะ พระสนมจึงลองแช่ด้วยพระองค์เองและห้ามพวกหม่อมฉันไปเฝ้าเพคะ”“นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดไม่มีผู้ใดไปแจ้งข้า!! หากนางเกิดเป็นอะไรขึ้นมาข้าจะบอก….คนที่ชุนฮัวได้อย่างไร”“ท่านแม่…..อย่าฆ่าท่านแม่….ช่วยด้วย..”“หลินเย่…ข้ามาแล้ว ข้าอยู่นี่หลินเย่ เจ้าได้ยินข้าหรือไม่”“ท่านอ๋องเพคะ
“ทูลพระสนม หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเพคะ หม่อมฉันเข้าวังมาได้ไม่นานก็ถูกส่งมารับใช้พระองค์ บริเวณอื่นๆรอบๆวังก็ไม่เคยได้เดินไปเท่าใดนักเพคะ”“งั้นหรือ เช่นนั้นเราก็ลองเดินไปหน่อยก็แล้วกัน”“พระสนมเพคะ จะเสด็จไปจริงๆหรือเพคะ”“ไปเถอะ ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน หากไม่ใช่สถานที่ต้องห้ามจริงๆ เหตุใดจะไปไม่ได้เล่า”“แต่ว่าพระสนมเพคะ หากว่าแม่นางหลานผู้นั้นหลอกพระองค์ให้ไป นั่นก็เท่ากับว่าเข้าแผนการของนาง”“จะช้าหรือเร็วข้าก็ต้องรู้อยู่ดีมิใช่หรือ”หลินเย่เดินไปตามทางที่ก่อนหน้านี้มู่เอ๋อร์เดินผ่านมา หลานมู่เอ๋อร์แอบมองอยู่ถึงกับยิ้มออกมาด้วยความสะใจ“ถือว่าเจ้าชดใช้ให้ข้าที่ถูกห้ามให้เข้าวังอยู่เสียตั้งหลายวันก็แล้วกันนะ”เรือนพระริมทะเลสาบ"ที่นี่…งดงามเสียจริง อากาศดียิ่งนัก"“พระสนมเพคะ หม่อมฉันว่าพวกเรากลับก่อนดีหรือไม่เพคะ ที่นี่เหมือนจะมีโต๊ะทำพิธีบูชาบางอย่างด้วย”“อาจู มี่อิน พวกเจ้ากลัวงั้นหรือ”“ก็…บรรยากาศมันดูน่ากลัวอยู่นะเพคะ”“เช่นนั้นก็เอาปิ่นโตมาให้ข้า พวกเจ้าอยู่นี่ข้าจะเข้าไปเอง ท่านอ๋องคงสวดมนต์อยู่ด้านใน เข้าไปกันมากจะรบกวนพระองค์เปล่าๆ”""เพคะพระสนม""หลินเย่เปิดประตูเข้าไปในห
ตำหนักพระสนมเฟิ่งอ๋องมาหาพระสนมอยู่เกือบสิบวันแต่นางไม่แม้แต่จะออกมารับรองเขาเลยแม่แต่วันเดียว ที่จริงหลินเย่แทบจะไม่ออกมาจากห้องบรรทมเลยก็ว่าได้ มาวันนี้นางเดินลงมาพร้อมกับหันไปบอกมี่อิน“มี่อิน อาจู ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”“ไปสิเพคะพระสนม ออกไปสูดอากาศที่ในสวนจะได้อารมณ์ดีขึ้นนะเพคะ”“ข้าหมายถึง ออกไปนอกวัง”“พระสนม!! แต่ว่า….”“ข้าจะดูว่าจะมีผู้ใดกล้าขวางทางข้า ไปบอกให้คนรถเตรียมรถม้าให้ข้า บอกว่าข้าจะออกไปซื้อยาและออกไปไหว้พระข้างนอก”“เพคะ”อาจูดึงแขนเสื้อมี่อินบอกว่าอย่าไปขัดพระทัยพระสนมในตอนนี้ ให้ทำตามคำสั่งพวกนางจึงเดินไปสั่งรถม้าเพื่อจะพาพระสนมออกไปเดินตลาดด้านนอก มี่อินพบว่าน่าแปลกที่คนขับรถม้ารับปากและเตรียมรถให้โดยไม่ไถ่ถามพวกนางสักคำจนพระสนมเดินขึ้นรถม้าไปและออกนอกวัง“เรียบร้อยแล้วขอรับองครักษ์หลง”“ดีมาก จำเอาไว้ว่าอย่าพูดเรื่องนี้ออกไป”“ขอรับ ไม่พูดแน่นอน”นอกวัง“พระสนมดูสิเพคะ มีของขายเต็มไปหมดเลยเพคะ”“มี่อิน เจ้าบอกว่าตอนที่อยู่นอกวังเจ้ารู้จักกับคนในตลาดมิใช่หรือ”“เพคะพระสนม”“เช่นนั้นก็พาข้าไปหาพวกเขาทีสิ”“พระสนม นี่พระองค์…”“ข้าเพียงแค่อยากขอบคุณพวกเขาท
“อืม ใช่แล้ว ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆนี่เอง วันนี้ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อน่ะ อีกสี่วันกว่าจะเข้าวังไปถวายความเคารพและทักทายท่านอ๋อง เห็นว่าเป็นท่านอ๋องใหม่ที่เก่งและมากความสามารถ ชาวบ้านต่างก็ชื่นชมเขายิ่งนักที่สามารถปราบอ๋องชั่วคนเดิมนั่นได้”หลินเย่ได้เพียงยิ้มบางๆส่งให้เขา ใช่แล้วเฟิ่งอ๋องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เวลาเพียงไม่นานเขากลับแก้ปัญหาให้ชาวเมืองฉีโจวนี้ได้อย่างรวดเร็วจนเป็นที่ยอมรับและราษฎรที่นี่ต่างก็สรรเสริญเขาเป็นทั้งผู้กล้าและผู้ปกครองที่เข้มแข็ง แต่กับนาง เขาเป็นเพียงคนใจร้ายคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากเรื่องในวันนั้นที่หอพระ นางก็ไม่เคยออกมาพบหน้าเขาอีกเลย“หลินเย่…หลินเย่!!”“เจ้าคะ ศิษย์พี่ท่านตะโกนทำไม ข้าตกใจหมดเลย”“ข้าเรียกเจ้าอยู่นานแล้ว ว่าแต่เจ้าพักที่ไหนงั้นหรือ ให้ข้าไปส่งเจ้าดีหรือไม่ แล้วเจ้าจะพักที่นี่อีกกี่วัน”“อ้อ ไม่เป็นไรดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าพักอยู่ไม่ไกล เอาไว้ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ”“ไม่ได้หรอก มีโอกาสแค่สองสามวันนี้เท่านั้น หลังจากนี้้ข้าต้องเข้าวังไปพักตำหนักที่ท่านอ๋องจัดให้น่ะ เอาเป็นว่าค่อยนัดกันอีกทีก็ได้”“ท่านจะเข้าไปพักในวังงั้นหรือเจ้าค
เฟิงจื่อหลิงหยุดทันที เมื่อครู่นางพูดว่าอย่างไรนะ นางรังเกียจเขางั้นหรือ เพียงเพราะเรื่องที่หอพระวันนั้นทำให้นางเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เลยงั้นหรือ เขาไม่เข้าใจจริงๆ นี่เขาทำผิดมากถึงขนาดนางจะให้อภัยเขาไม่ได้เชียวหรือ“หลินเย่ นี่เจ้า….”“ออกไป อย่าแตะต้องข้าอีกคนเช่นท่าน….”เฟิ่งจื่อหลิงลุกขึ้น เขาข่มใจเอาไว้นานแล้ว หากวันนี้ไม่พูดออกไป เกรงว่านางคงหาทางหนีอีกเป็นแน่“วันนั้นเป็นวันครบรอบวันตายของหลานผิงอัน ข้าทำพิธีตามปกติเพราะนางตายในวังนี้ เรือนพระนั่นคือที่ตั้งป้ายวิญญาณของนางชั่วคราว ข้าเพียงไปบอกนางว่าข้าจะปล่อยนางไป เรื่องความแค้นนั้นจบตั้งแต่ข้าฆ่าหยวนซื่ออ๋องไปแล้ว ตอนนี้แค้นของนางถูกชำระล้างจนหมดสิ้นแล้ว" ป้ายวิญญาณของหลานผิงอันถูกย้ายและส่งกลับไปสกุลหลานแล้วหลังจากที่เขาได้บอกกล่าวและร่ำลานาง วันนั้นคือวันทำพิธีอันเชิญป้ายวิญญาณของหลานผิงอันกลับไปยังสกุลหลานเท่านั้น "วันนั้นเป็นวันที่จะบอกกล่าวนางเพื่อเชิญป้ายวิญญาณนางกลับไป ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้มาจากที่ใดจึงไปหาข้าที่นั่นได้ แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าเข้าใจผิดจึงบอกให้เจ้ากลับไปก่อน หากว่าคนสกุลหลานที่กำลังจะมารับป้ายวิญญาณพบเจ้าเข
มือหนาล้วงทะลวงผ่านทุกสิ่งเข้าไปทักทายหน้าอกอวบนุ่มด้านในที่เริ่มโตขึ้นคงเพราะเขาที่บีบเคล้นมันบ่อยๆ เขาบีบยอดอกนั้นเล่นๆจนพระสนมต้องกัดนิ้วเพื่อกลั้นเสียงร้อง “อย่ากัดนิ้ว อย่าทำร้ายตัวเอง ข้าไม่อยากให้เจ้าบาดเจ็บหรือมีแผล ครั้งก่อนใจข้าแทบจะขาด หากแผลเจ้าไม่หายข้าคงสั่งให้คนไปเอาชีวิตหลานมู่เอ๋อร์เป็นแน่”“แต่นางเป็น….”“หืม…เจ้ากำลังจะบอกว่านางเป็นน้องสาวของหลานผิงอันงั้นหรือ หลินเย่ข้าก้าวข้ามอดีตนั่นมานานแล้ว แต่เหตุใดเจ้าไม่ก้าวข้ามมันมาพร้อมกับข้าเสียทีเล่า ข้ามิได้บอกเจ้าไปหมดแล้วงั้นหรือว่าข้า….”“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันไปที่นั่นมา”“แล้วเช่นไร…”เขาถามระหว่างที่ค่อยๆถอดชุดของเขาและนางออกพร้อมกับซุกไซ้ไปทั่วคอระหงของนางที่บิดไปมาเพราะพูดอยู่ไม่จบ“พระองค์ไม่ได้โกหก พระองค์ส่งนางกลับสกุลหลานแล้วหรือเพคะ”“นางมิใช่พระสนมของข้าตั้งแต่แรกแล้ว จากนี้ก็จะเป็นเพียงรักครั้งแรกที่ข้าจะเก็บเอาไว้ในความทรงจำที่ดีเท่านั้น หลินเย่ เจ้าคือปัจจุบันและตลอดไปหลังจากนี้ในชีวิตของข้า เจ้าเข้าใจหรือไม่”หลินเย่ใช้สองมือป้องปากนางเอาไว้เพราะกลั้นเสียงสะอื้น นางไม่คิดว่าเขาจะคิดไปไกลถึงเพีย
“หม่อมฉันจะกลับไปกินที่ตำหนักเพคะ"“พระสนม ข้าบอกเจ้าแล้วว่าคืนนี้เจ้าต้องอยู่รับใช้ข้าที่นี่ เจ้าคงไม่ลืมใช่หรือไม่”“ท่านอ๋องเพคะ แต่นี่มันออกจะ….”“ทำไม เจ้าจะผิดคำพูดอีกแล้วงั้นหรือ”“แต่ว่าหม่อมฉันไม่ไหวแล้วนะเพคะ”“ข้าก็ไม่ได้บังคับเจ้าขนาดนั้นเสียหน่อย มาเถอะ ข้าพาเจ้าไปกินข้าวก่อน อย่าห่วงเลย เมื่อตอนบ่ายข้าใช้แรงไปมากแล้ว ตอนกลางคืนคงไม่ถึงสามรอบหรอกน่า”“คนบ้า”“เจ้าพูดเองนะ ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าชอบคนเช่นนั้น ได้ ข้าตามใจพระสนมได้อยู่แล้ว”“ไม่นะเพคะ ไม่เอานะ”ท่านอ๋องพาพระสนมมาเสวยอาหารค่ำพร้อมกัน นางกินราวกับหิวมาสามวัน นางเติมข้าวถึงสามครั้งหลงอี้บอกเขาว่าก่อนหน้านี้นางเองก็แทบจะไม่กินไม่นอนเหมือนกันกับเขา คงเพราะเรื่องที่ทะเลาะกันนั่นเอง“รับของหวานหรือไม่”“เพคะ”เขาหันไปสั่งสาวใช้ให้ยกของหวานมาวางให้นาง รากบัวน้ำขิง นางกินไปสองชามด้วยความรวดเร็ว เมื่ออิ่มแล้วจึงได้เดินกลับขึ้นไปที่ห้องบรรทมพร้อมท่านอ๋อง“ไปอาบน้ำกันเถอะ”“เพคะ”ห้องอาบน้ำของท่านอ๋องทั้งโอ่อ่าและหรูหรายิ่งนัก ที่นี่ทั้งกว้างขวางและสะอาดตาจนหลินเย่เผลอมองไปรอบๆ นางเดินไปหย่อนขาเล่นในสระกว้างนั้นทันที "เจ
ก่อนประชุม ทั้งสองยังกอดกันแน่นเมื่อเขากระซิบบอกนางอย่างอ่อนหวานพลางร้องขอบางอย่าง“ไม่นะเพคะ อีกเดี๋ยวจะไปประชุมสาย หลงอี้มารออยู่ด้านล่างแล้วนะเพคะ”“หากว่าเจ้าให้ความร่วมมือ ก็ใช้เวลาไม่นานนักหรอก”“แต่ว่าเมื่อคืนนี้!!”“เมื่อคืนก็ส่วนเมื่อคืนสิ ถือว่าช่วยข้านะพระสนมที่รัก”“อย่ามาใช้น้ำเสียงเช่นนี้ ท่านมันคนเจ้าเล่ห์ อ๊ะ อย่านะจื่อหลิง นี่ท่านจะ อ๊าา…”เขางับไปที่ใบหูของนางพร้อมกับโลมเลียเบาๆ ชุดของพระสนมถอดง่ายกว่าเขาจึงดึงช่วงไหล่นางลงมาพร้อมกับถลกกระโปรงขึ้นไป นางเกาะอยู่ริมหน้าต่างที่ด้านนอกเป็นสวนที่ไร้ผู้คน“ไม่นะจื่อหลิง ที่นี่ไม่ได้นะ”“ไม่มีผู้ใดมองเห็นเจ้าหรอก อาา….หลินเย่”“อื้ออ คนบ้า คนบ้า!! อ๊าา….จื่อหลิงคนบ้า!!….อ๊าา….อ๊าาา”“เจ้ากำลังลังตื่นเต้นสินะพระสนม หัวใจเจ้าเต้นแรงมาก”“เพราะท่าน อื้ออ จื่อหลิง....จะยืนไม่ไหวแล้ว ช่วยทีเพคะ”“เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ชุดนี้เจ้าคงต้องเปลี่ยนแล้ว”“อ๊าา…เดี๋ยวก่อน อย่าฉีกชุดหม่อมฉันนะ!!”“แคว่ก!!”ชุดสวยของหลินเย่ถูกเขาดึงจนขาดเพื่อให้ง่ายต่อการจู่โจม ไม่นานชุดที่เหลือก็ร่วงตามไปพร้อมกับท่านอ๋องที่ยังไม่เว้นจังหวะให้นางได้หายใจ ม
งานอภิเษกองค์หญิงจินลั่วเฟยงานอภิเษกยิ่งใหญ่ดังคำประกาศที่ฝ่าบาทได้แจ้งเอาไว้จริงๆ บัดนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงของชุนฮัวต่างพากันตกแต่งซุ้มดอกไม้และประดับธงมงคลทั่วทุกบ้าน และทางวังหลวงยังจัดให้มีขบวนรถม้าเพื่อแห่ขบวนคู่บ่าวสาวของราชวงศ์ตามธรรมเนียมของชุนฮัวด้วยเช่นกันบ่าวสาวในชุดสีขาวบริสุทธ์ปักด้วยเพชรและทองทั้งตัวจากช่างฝีมือดีของในวังที่เพียรตัดชุดนี้ขึ้นมาอย่างประณีต องค์ชายฟงเจ้าหนานจับมือองค์หญิงจินลั่วเฟยขึ้นรถม้าที่ประดับด้วยดอกไม้พร้อมกับรับตะกร้ามาจากสาวใช้ ในนั้นบรรจุแผ่นทองเต็มสองตะกร้า เพื่อให้ทั้งคู่โปรยแจกราษฎรในเมืองหลวงระหว่างที่ขบวนแห่เริ่มออกจากวังหลวง“ข้าน่าจะมาแต่งที่ชุนฮัวบ้างนะ พิธีการของที่นี่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”“พระองค์อยากแต่งที่ชุนฮัวหรืออยากได้พระสนมที่ชุนฮัวเพิ่มเพคะ”“เปล่านะๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าอย่าเข้าใจข้าผิด เจ้าดูสิ พวกเขานั่งรถม้าโบกมือให้ประชาชนที่มารอร่วมยินดีกับพวกเขาทั้งสองข้างทาง ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก ในฉีโจวเราไม่มีพิธีแบบนี้เกิดขึ้นเลยสักครั้ง”“ชุนฮัวเป็นเช่นนี้มานานแล้วเพคะ เพียงแต่ว่านานๆถึงจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เหล
แคว้นชุนฮัว“หลินเย่ ถึงแล้ว”“จื่อหลิง เหตุใดจึงหนาวเช่นนี้เพคะ”“ตอนนี้ชุนฮัวคงเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว มาเถอะ ข้าจะสวมเสื้อคลุมกับถุงมือให้”“ขอบพระทัยเพคะ”“หลินเย่ พี่เฟิ่งพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง”“อ้อ เจ้าหนานหลินเย่คงไม่ค่อยชินเท่าไหร่น่ะ เห็นบ่นว่าหนาวลั่วเฟยล่ะ”“พานางไปดื่มชาร้อนด้านในก่อนเถอะ ลั่วเฟยบอกให้กข้ามารับพวกท่านเข้าไปด้านในก่อน อีกห้าสิบลี้กว่าจะถึงชุนฮัว ต้องพักที่นี่ก่อน”“ได้สิ อีกเดี๋ยวข้าจะตามเข้าไป แล้วเนี่ยฝานกับลั่วเจินเล่า”“พวกเขาเข้าไปแล้วขอรับ”“ได้ เช่นนั้นข้าจะรีบพาหลินเย่ตามเข้าไป”“ได้ขอรับ”“หลินเย่ ไหวหรือไม่”“จื่อหลิง หนาวจังเลยเพคะ หม่อมฉันไม่อยากออกไปเลย”“มาเถอะ ข้าพยุงเจ้าไปเองนะ ลั่วเฟยให้เจ้าหนานมาตามเราเข้าไปด้านใน อยู่ตรงนี้จะหนาวนะ ไปเถอะหลินเย่ค่อยๆเดินออกมาด้านนอกรถม้าที่จอดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมก่อนถึงแคว้นชุนฮัว นางเดินลงจากรถม้าและรีบโผเข้ากอดเฟิ่งอ๋องทันทีเพราะความหนาวเย็นเขาพยุงนางและพาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่คนที่เหลือนั่งดื่มชารออยู่ ลั่วเฟยเมื่อเห็นหลินเย่เดินเข้ามาจึงรีบนำเตาอุ่นมือวิ่งเอาไปให้นาง“หลินเย่ นี่เตาอุ่นมื่อ เจ้าอุ้มเอ
“พี่หญิงข้าจะรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ ท่านอยู่ที่นี่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ”“ไปเถอะเจ้าไม่ต้องห่วงข้ากับท่านพ่อนะ เที่ยวให้สนุก”“แม่ชีหลาน ไว้พบกันวันขึ้นเขานะ”“ขอบคุณท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”ท่านอ๋องหันไปมองหน้าสหายที่ตะโกนบอกกับหลานผิงอันอยู่ข้างรถม้าของเขา เฟิ่งจื่อหลิงรู้สึกว่าท่าทีของสหายข้างๆแปลกไป หลายวันมานี้เขาขอตัวไปเฝ้าและรับอาสาส่งยาของท่านหมอไปที่จวนสกุลหลานนอกเมืองและมักจะหายไปหลายชั่วยามในแต่ละวัน“เจ้าจะรอจนนางกลับไปบำเพ็ญเพียรก่อนจึงจะยอมบอกความรู้สึกหรืออย่างไร”“ท่านอ๋อง พระองค์ทรงตรัสอะไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแต่....”“อย่ามาใช้คำพวกนี้กับข้า เป็นสหายกับเจ้ามาหลายปี มาตอนนี้จะมาเรียกข้าเช่นนี้ บอกข้ามาเจ้ากำลังตกหลุมรักเข้าแล้วสินะ”“จื่อหลิงเจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าน่ะ...”“พี่ใหญ่ ท่านพี่ พวกท่านคุยอะไรกันอยู่เพคะ”“อ้อ...หลินเย่ข้ามีอะไรจะบอกเจ้าด้วย คือว่า..”“ก็ได้ๆ เฟิ่งจื่อหลิงเจ้าคนเจ้าเล่ห์ ข้ายอมรับ เจ้าอย่าพึ่งบอกหลินเย่นะ นางหวงหลานผิงอันยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก”“เรื่องนี้น้องรองของเจ้าก็รู้สินะ”“ใช่ นางรู้”“แล้วเหตุใดให้หลินเย่รู้ไม่ได้เล่า”“น้องสามไม่เหมื
“หม่อมฉันเองก็มีความสุขมากเพคะ ที่พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ เสียดายที่ท่านพ่อหลานมาไม่ได้”“ใต้เท้าหลานคงต้องรักษาตัวอีกสักพัก เขาตามไปอยู่ที่วัดกับแม่ชีหลานอาจจะทำให้สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นมาก็เป็นได้”“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ”พวกเขาเข้ามาร่วมวงสนทนาเป็นวงใหญ่เมื่อท่านอ๋องและพระชายามาร่วมด้วยทำให้กลุ่มของพวกเขาเสียงดังกว่าผู้ใดในงานเลี้ยงจนเป็นที่จับตามอง“องค์ชาย หากว่าท่านกลัวว่าฝ่าบาททของชุนฮัวไม่ยกองค์หญิงให้ เช่นนั้นข้าจะเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้าบ่าวไปสู่ขอให้ท่านดีหรือไม่”“ท่านอ๋อง พระองค์ตรัสจริงหรือไม่เรื่องนี้กล่าวเล่นๆไม่ได้นะเพราะข้าจริงจังมาก”“ข้าไม่ได้กล่าวเล่นๆ ในเมื่อช่วยให้พวกท่านสมหวังได้เหตุใดจึงจะช่วยไม่ได้กันเล่า ถือโอกาสพาหลินเย่กลับไปเยี่ยมบ้านด้วย ใช่หรือไม่เนี่ยฝาน”“ดี ยอดเยี่ยม ขบวนรถม้าครั้งนี้คงราวกับคาราวานขนส่งสินค้าข้ามแดนเลยกระมังดูจากผู้ที่ร่วมเดินทางแล้วมีมากเหลือเกิน”“เป็นหน้าที่ท่านกับหลงอี้แล้วล่ะที่ต้องดูแลพวกเราตอนเดินทาง ว่าอย่างไรองค์ชายฟงเจ้ายังกลัวอยู่หรือไม่”“หากว่าท่านอ๋องเอ่ยปากขนาดนี้ มีทุกคนช่วยพูด ข้าเชื่อว่างานนี้ฝ่าบาททไม่ยอมก็ต้
งานแต่งตั้งพระชายาท่านอ๋องชุดสีแดงสลับขาวปักเลื่อมลายนกยูสีทองบนฉลองพระองค์พร้อมกับเครื่องประดับสีทองถูกสวมลงบนเรือนร่างของพระสนมหยางหลินเย่ เมื่อเกี้ยวจอดอยู่หน้าตำหนักเพื่อมารับพระสนมไปที่ท้องพระโรงเพื่อทำพิธีแต่งตั้งพระชายา “เมื่อขึ้นเกี้ยวนี้ไปกลับเข้ามาอีกครั้งต้องเป็นพระชายาแล้วนะหลินเย่ เจ้าต้องจำเอาไว้ว่าภารกิจหลังจากนี้เจ้ากับท่านอ๋องต้องร่วมใจกันทำเพื่อชาวฉีโจว”“เจ้าค่ะพี่รอง พี่ใหญ่เล่าเพคะ”“พวกเขาไปรออยู่ที่ท้องพระโรงแล้ว เหลือข้ากับผิงอันรอส่งเจ้าที่ตำหนัก”“พี่หญิง”“น้องพี่…วันนี้เจ้างดงามมากจริงๆ ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้ดีเชื่อใจและมั่นใจในกันและกัน เจ้ากับท่านอ๋องคือคู่ที่สวรรค์ลิขิต ไปได้แล้วข้ากับลั่วเจินจะไปรอเจ้าที่ท้องพระโรง”“เจ้าค่ะ”หยางหลินเย่เดินขึ้นเกี้ยวอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นพระราชพิธีเพื่อแต่งตั้งนางขึ้นเป็นพระชายา ชุดแดงขาวปักนกยูงสีทองยางลากพื้นเมื่อนางเดินถือหนังสือแต่งตั้งสีทองเดินขึ้นยังท้องพระโรงด้านในนั้นมีเฟิ่งอ๋องที่สวมชุดสีเดียวกันกับนางนั่งที่ประทับรออยู่แล้วเพื่อสวมรัดเกล้าพระชายาให้กับพระชายา เมื่อเดินไปยังหน้าพระที่นั่งที่รายล้อมไปด้วยเหล่าข
หลินเย่กลับมาที่ห้องบรรทมอีกครั้งในตอนค่ำเพื่อเสวยมื้อค่ำกับท่านอ๋อง ซึ่งตอนนี้ทำท่านั่งโกรธอยู่ที่โต๊ะเสวยพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่เขาเคยทำเมื่อเริ่มโกรธ“ท่านอ๋องเพคะ เนื้อไก่นี่อร่อยนะเพคะ พระองค์ลองชิมดูเพคะ”เขาทำเพียงแค่มองและขยับเนื้อไก่นั้นเอาวางไว้ริมชาม คนที่ตักให้ถึงกับขำกับท่าทางของคนตัวโตตรงหน้าที่งอนราวกับเด็กๆพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่สนใจนาง“ท่านอ๋อง…..”“จื่อหลิง….”หลินเย่งัดไม้ตายสุดท้ายมาเมื่อนางขยับตัวเข้ามาใกล้เขาและจงใจใช้อกอวบแน่นนั้นบดเบียดแขนของเขาอย่างจงใจจนคนที่ถูกยั่วนั้นใบหูเริ่มแดงขึ้น“ท่านพี่….ไม่สนใจหม่อมฉันจริงหรือเพคะ”คำว่า “ท่านพี่” ของนางเกือบทำให้เขาใจอ่อน แม้ว่าจะรีบยกชามข้าวขึ้นมาบดบังรอยยิ้มนั้นเกือบไม่ทันแต่ไม่นานเขาก็กลับมาตีหน้าเฉยชาอีกครั้ง“ข้าจะกินข้าว”“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์อยากจะกิน….อย่างอื่นเสียอีก…เฮ้อ เช่นนั้นก็เชิญพระองค์เสวยไปก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันขอตัวไปอาบน้ำก่อน”“จะ…เจ้าไม่กินหรือ…”เสียงที่เริ่มสะอึกเพราะคำว่า “อาบน้ำ” ที่นางบอกทำให้คนฟังคิดไปไกลจนเตลิดแต่ยังไม่เท่ากับสิ่งที่นางกำลังจะทำ“ใช่เพคะ วันนี้ร้อนอบอ้าว
“ไม่นะ ท่านคิดจะกลับไปเลยหรือเจ้าคะ”“หากเสร็จธุระที่นี่แล้ว ก็ไม่มีกิจใดที่ข้าจะอยู่อีก”“แต่ว่า…”“อ้อ พิธีแต่งตั้งพระชายาของเจ้า ข้าต้องอยู่ร่วมด้วยอย่างแน่นอน พิธีมงคลเช่นนี้จะขาดพี่สาวเช่นข้าได้งั้นหรือ”“ท่านพี่ ข้าดีใจที่สุดเลยเจ้าค่ะ วันนี้ข้าได้รู้ว่าพี่รองของข้าไม่ตายและข้ายังได้พี่สาวเพิ่มอีกคน ช่างดียิ่งนัก”“ทีนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ ดูสิ ตาเจ้าบวมหมดแล้ว ต่อไปอย่าร้องไห้บ่อย จนกว่าจะถึงพิธีแต่งตั้งพระชายข้าเกรงว่าเจ้าจะลืมตาไม่ขึ้นนะ”“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่ร้องไห้อีกแล้วเจ้าค่ะ"“ดีมาก ก่อนหน้านี้ข้าคุยกับจื่อหลิงมา เรื่องของเจ้ากับเขาโชคดีที่พวกเจ้าไม่คิดฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่งเสียก่อนที่จะพบความจริงนะ”“ท่านคุยกับเขามาก่อนหรือเจ้าคะ”“ใช่แน่นอน ข้าเป็นคนขอร้องให้เขาพาข้ามาคุยกับเจ้า เพราะคิดว่าเจ้าคงไม่คุยกับเขาเป็นแน่ เรื่องนี้ทำให้เขากังวลใจจนแทบไม่เป็นอันทำสิ่งใดเลย”“เช่นนั้น…ข้าควรจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ”“แสดงความรักให้มากๆ ทำให้เขารับรู้ว่าเจ้าเข้าใจเขาไม่คิดสงสัยในตัวเขา และเชื่อมั่นในตัวเขาชีวิตของเจ้าต่อจากนี้ต้องเป็นเจ้ากับเขาแล้วนะ พวกพี่ๆเป็นคนที่มองอยู่ข้างนอก
แม่ชีหลานผิงอันเป็นผู้พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นทันที แม่ทัพหยางและหยางลั่วเจินหันมามองหน้าหลินเย่พร้อมกับเดินออกไปก่อน หลินเย่เหลือบมองไปที่หลานผิงอันกับท่านอ๋องที่มองสบตากันยิ่งทำให้นางรู้สึกไร้ค่าที่ยังนั่งอยู่ตรงนี้ พวกเขามีความรักลึกซึ้งกันเพียงใดนางย่อมรู้ดีที่สุด แม้ว่าก่อนหน้านี้เฟิ่งจื่อหลิงจะบอกรักนางมากเพียงใด และพูดกับนางว่าจะเหลือหลานผิงอันเอาไว้เป็นเพียงความทรงจำที่ดี แต่ในเมื่อนางยังไม่ตาย ความทรงจำนั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาจะเลือกนาง….หรือว่า…..หลานผิงอัน“พระสนม”“เชิญท่านนั่งก่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่ายืนเลยเจ้าค่ะ”“พระสนมอย่าได้เกรงใจข้าเลย แม้ว่าข้าจะถือศีลโกนผมบวช แต่ก็ยังมิใช่นักบวช เพียงแค่ปฏิบัติธรรมรักษาศีลภาวนาเท่านั้น”“เช่นนั้นก็แสดงว่า ท่านมาเพื่อบอกข้าว่าท่านจะกลับมาที่ฉีโจวสินะเจ้าคะ”“การที่ข้ากลับมาในครั้งนี้มีภารกิจสำคัญที่ต้องทำอยู่สามอย่าง อย่างแรกที่ทำไปแล้วคือปิดคดีอื้อฉาวของตนเองและล้างมลทินให้กับพระสนมจินที่เสียสละชีวิตนางและบุตรในครรภ์เพื่อข้า บาปนี้หนักหนานักสำหรับข้า”“แต่ว่าท่านไม่ได้รับรู้บาปในครั้งนี้ หยวนซื่ออ๋องนั่นต่างหาก
เฟิ่งอ๋องหันไปมองหลินเย่ที่ยืนทำหน้าลังเลใจส่งมาให้เขา หากไม่นับสายตาเกลียดชังในครั้งแรกที่นางส่งมาให้เขาตอนวันส่งตัวเข้าหอ สายตาในวันนี้กลับทำให้เขากลัวมากขึ้นกว่าสายตาในวันแรกที่พบนางเสียอีก “หลินเย่”“จื่อหลิง! เจ้าอย่าพึ่งคาดคั้นนาง จัดการเรื่องตรงหน้าเสียก่อน เชื่อข้า”หลินเย่หลบสายตาเฟิ่งอ๋องพร้อมกับถงเหยาที่พานางไปนั่งด้านหลัง เมื่อเห็นว่าหลินเย่นั่งลงแล้ว องค์หญิงจินลั่วเฟยก็รีบเดินมานั่งข้างๆนางพร้อมกับกอดนางไว้ทันที“หลินเย่ เจ้าไม่เป็นอะไรนะ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”“องค์หญิง…”“อย่า…เรียกข้าเช่นเดิม”“ลั่วเฟย…ลั่วเฟย”น้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้กลับไหลออกมาไม่ยั้งราวกับลั่วเฟยได้ไปทุบแผงกั้นนั้นออกมา หลินเย่ร้องไห้อย่างเสียสติภายในอ้อมกอดนั้น ถงเหยาเดินมาหาท่านอ๋องพร้อมกับกระซิบให้เขารีบจัดการเรื่องนี้โดยเร็วเพราะหลินเย่จะเริ่มไม่ไหวแล้ว“เรื่องของพระสนมหลาน เจ้ามีสิ่งใดอยากแก้ตัวอีกหรือไม่ หลานมู่เอ๋อร์”“ฮ่าๆ….ฮ่าๆๆ ถามข้างั้นหรือ แม้ว่าวันนี้ข้าจะแพ้ แต่คนที่แพ้จะไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียว ท่านมองสิสตรีที่ท่านรักสองคนตรงหน้าท่าน บัดนี้ท่านเลือกได้หรือไม่ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร