4ปีต่อมา
ภาพวิวทิวทัศน์ของสองข้างทางที่ดูแปลกตาไปจากเดิมตกอยู่ในสายตาคมเข้มของคนที่จากบ้านไปนานตลอดทาง เป็นเวลากว่าสี่ปีแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาที่นี่ สถานที่เกิดและเติบโตขึ้น และแม้ว่ามันจะยาวนานในความรู้สึกของใครหลายq คน แต่สำหรับธีรเดชแล้ว มันเหมือนเรื่องทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานก็ไม่ผิดเพี้ยน!
เขาที่ตอนนี้ได้เลิกกับคนรักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สาเหตุของการเลิกลากันนั้นเกิดจากหลายๆ สิ่งที่นับวันก็เหมือนจะยิ่งไม่ลงตัว โดยเฉพาะเมื่อปวีณ์นุชได้เจอกับคนที่ดีกว่า เขาก็ไม่คิดที่จะรั้งเธอไว้ ในเมื่อคนหมดรักกันแล้ว รั้งให้ตายอย่างไรก็คงไม่มีประโยชน์อยู่ดี
ทุกความคิดหยุดชะงักเมื่อสายตาเหลือบไปพบเข้ากับร่างอ้วนป้อมของเด็กคนหนึ่งที่ข้างทางเข้า เมื่อมองแล้วไม่พบใครอื่นจึงตัดสินใจชะลอรถเพื่อลงไปสอบถาม ด้วยกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น
“หนู! มาเดินอะไรตรงนี้คนเดียวครับ แล้วนี่พ่อแม่หนูอยู่ไหน” ถามไปแล้วใจเจ้ากรรมก็กระตุกวูบเบาๆ ยามเมื่อใบหน้าน่ารักหันกลับมามองกันตาแป๋ว แต่เด็กน้อยที่มีความสูงเพียงเข่าก็ยังเงียบอยู่
“…..”
“ผู้ใหญ่ถามทำไมไม่ตอบ”
“แม่ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้าค่ะ” เสียงเล็กน่าฟังตอบกลับเบาๆ สายตาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ ช่างน่าเอ็นดูในความรู้สึกคนมองยิ่ง หากดูไม่ผิดธีรเดชเหมือนจะเห็นความเป็นนักสู้ในนั้น ซึ่งมันช่างเหมือนกับใครบางคนที่เขารู้จัก แต่นึกไม่ออกว่าใคร
“ฉันชื่อธีรเดช เป็นลูกชายเจ้าของไร่นี้ ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน” คิดเช่นนั้นธีรเดชจึงแนะนำตัว ก่อนจะลอบมองท่าทีของอีกฝ่ายไปพร้อมกัน ปกติแล้วเขาไม่ค่อยถูกโรคกับเด็กสักเท่าไหร่ แต่กับเด็กตรงหน้าคนนี้คงต้องยกเว้น
“หนูชื่อธีรนาถค่ะ เป็นลูกสาวของแม่ไหม กำลังจะเดินไปหาคุณปู่คุณย่าที่บ้านค่ะ” ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นกลับทำให้ธีรเดชโดนน็อกกลางอากาศ เขาได้แต่จ้องมองภาพเด็กผู้หญิงตรงหน้า ท่ามกลางความรู้สึกที่ยากจะบรรยายได้ถูกว่าระหว่างตกใจจนช็อกกับดีใจ ที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ทำแท้งอย่างที่เคยนึกกลัว อะไรมีมากกว่ากัน!
“ปู่กับย่าเหรอ ปู่กับย่าหนูชื่ออะไร!”
“ปู่ชื่อวรุฒ ย่าชื่อวิมล สุรีวรรณวงศ์ค่ะ”
หลังจากหายตกใจเขาก็ยืนเกลี้ยกล่อมอยู่พักใหญ่แม่เด็กช่างพูดถึงได้ยอมขึ้นรถมาด้วยกัน เมื่อมาถึงแม่คุณก็วิ่งขึ้นบ้านราวกับคุ้นเคยกับสถานที่ตรงหน้าดี ซึ่งก็เหมือนจะเป็นจริงอย่างที่คิด เพราะทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ภาพของเด็กนั่นที่กำลังโผเข้าไปกอดพ่อกับแม่ของเขานั้นก็ตกอยู่ในสายตาทันที ซึ่งพวกท่านเองก็อ้าแขนรับ ครู่ใหญ่เห็นจะได้ ที่ผู้เป็นพ่อหันมาเห็นการมีตัวตนของเขาเป็นคนแรก
“โผล่หัวกลับมาได้สักทีนะไอ้ตัวดี!”
นั่นคือคำทักทายแรกที่ดังขึ้นก่อนที่เสียงกรีดร้องของคุณนายวิมลจะดังขึ้นพร้อมกับใครหลายๆ คน ที่ต่างก็พากันตกใจกับการมาของเขา นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่บอกใคร กะมาเซอร์ไพรส์ให้ทุกคนตกใจเล่น ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาถูกเซอร์ไพรส์เสียเอง
“ผักบุ้งเอ้ย มานี่มา! มากราบคุณลุงเดชเร็วๆ” เมื่อหายตกใจคุณวิมล ก็ไม่ลืมกวักมือเรียกธีรนาถให้เข้ามาหาลูกชายด้วยรอยยิ้ม
นางเชื่อสนิทใจ ว่าธีรเดชจะต้องตกหลุมรักเด็กคนนี้เหมือนที่นางกับทุกคนหลง
ก็แม่คุณน่ารักน่าเอ็นดูน้อยเสียเมื่อไหร่กัน
“หนูกราบไปแล้วค่ะคุณท่าน” เด็กน้อยตอบกลับด้วยวาจาที่น่าฟัง ไม่เพียงเท่านั้นยังเดินมาล้มลงที่ตักมารดาเขาหน้าตาเฉย ท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่นั้น ไม่อาจหลุดรอดไปจากสายตาเขาได้เลย
“บอกให้เรียกย่าไงเจ้าเด็กคนนี้”
“แม่ไม่ให้เรียกค่ะ ถ้าเรียกให้ได้ยินเรียกจะถูกตี” เด็กน้อยตอบไปตามประสา โดยหารู้ไม่ว่าคำตอบที่เพิ่งจะพูดออกไปกำลังสร้างความไม่พอใจแก่อีกคนทันทีที่ได้ยินเข้า มันพาลทำให้ธีรเดชนึกโกรธไปถึงแม่ของลูก คนที่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้วตอนนี้
หล่อนถือดียังไงมาสั่งไม่ให้ลูกของเขาเรียกย่าว่าย่า!
แม้จะโกรธแสนโกรธแต่ธีรเดชก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาให้ใครเกิดความสงสัย เขาเฝ้ารออย่างใจเย็นกระทั่งถึงมื้อเย็น ภาพของใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับท่าทีที่เหมือนจะตกใจไม่น้อยเมื่อเจอกัน
“แม่ไหม!”
เป็นธีรนาถที่ร้องเรียกผู้เป็นมารดาเสียงใส หากแต่เด็กน้อยกลับยังคงนั่งปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับมาหา และเธอคงไม่รู้สึกอะไรหากสถานที่ที่ลูกสาวกำลังนั่งส่งยิ้มมาให้อยู่นั้นไม่ใช่ตักของเขา
“ผักบุ้ง มาหาแม่ลูก” แม้จะตกใจกับการพบกันในรอบสี่ปี แต่เธอก็ไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา นอกจากเรียกลูกสาวขึ้นเบาๆ
“เด็กมันยังกินข้าวคาปากอยู่จะให้ลุกไปได้ยังไง!” เป็นธีรเดชที่ตวาดขึ้นก่อนจะจ้องมองคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาถึงสี่ปีเต็มอย่างคาดโทษ แต่หล่อนกลับทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเลยนอกจากความถือดีที่ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด
“ขึ้นมานี่สิแม่ไหม มาทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับ”
“ไหมเรียบร้อยมาจากที่ทำงานแล้วค่ะคุณท่าน ถ้ายังไงไหมขอออกไปรอลูกที่หน้าบ้านนะคะ ผักบุ้งลูก ทานข้าวเสร็จแล้วออกไปหาแม่ข้างนอกนะคะ” ครั้งนี้ลูกสาวยอมพยักหน้ารับ เธอจึงวางใจเดินมานั่งรอลูกอยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน ในใจก็ขบคิดถึงการกลับมาของเขาไม่ขาด
เธอไม่ได้เตรียมตัวมารับมือกับสิ่งนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะกลับมาวันนี้ เพราะหากรู้เธอคงทำทุกวิถีทางให้ลูกอยู่ให้ไกลจากเขา
ไกลเท่าไหร่ได้ยิ่งดี!
“คิดไม่ถึง...ว่าเธอจะเลือกเก็บเด็กไว้”
เสียงที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังแม้จะทำให้ตกใจ แต่ก็ไม่มากเท่ากับท่าทีคุกคามของคนที่ก็ไม่รู้ว่าเดินตามออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นั่นทำให้เธอต้องหันไปมอง ว่านอกจากเขาแล้วมีใครอื่นอีกไหม เมื่อพบว่ามีแค่เขาคนเดียว ถึงได้เชิดหน้าตอบกลับด้วยท่าทีเย็นชา“ไหมทำเรื่องเลวๆ แบบนั้นไม่ลงหรอกค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณเดชต้องผิดหวังที่ ‘เขา’ ยังอยู่” แน่นอนว่าคำสวนนี้ทำให้อีกคนรู้สึกไม่น้อย แต่เขาก็เลือกที่จะทำหูทวนลมใส่!“ฉันตกใจแทบแย่ตอนที่ได้ยินลูกเรียกพ่อกับแม่ว่าปู่กับย่า คิดว่าเธอสารภาพเรื่องทั้งหมดกับพวกท่านไปแล้วซะอีก” ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอต้องทำแบบไหน ความจริงแล้วเธอตั้งใจจะพาลูกไปจากที่นี่หลังคลอด แต่ที่ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะคนในครอบครัวเขาไม่ยอมแม้แต่จะจ้างพี่เลี้ยงให้มาอยู่เป็นเพื่อนลูกเวลาที่เธอต้องไปทำงานนอกบ้านพวกท่านยังไม่ยอม ซ้ำยังอาสาช่วยดูแลลูกสาวของเธอ ซึ่งยัยตัวแสบของเธอก็เหมือนจะเข้ากับทุกคนในบ้านนี้ได้เป็นอย่างดี จนตอนนี้ธีรนาถได้กลายเป็นของหวงของทุกๆ คนในบ้านไปแล้ว ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องไม่ว่าใคร“ถ้าการมีตัวตนของเราสองคนแม่ลูกทำให้คุณเดชรู้สึกไม่สบายใจ พรุ่งนี้ไหมจะพาผัก
จากวันนั้นเธอไม่เพียงแค่เสียลูกไปเท่านั้น แต่เธอยังเสียสามีที่แสนดีไปด้วย ไม่นานก็คิดได้ว่าควรปล่อยให้เขาไปเจอกับคนที่ดีกว่า เมื่อตัดสินใจได้แบบนั้นเธอก็ไม่รีรอที่จะเป็นฝ่ายขอหย่า ซึ่งนอกจากเขาไม่รั้งกันแล้ว ยังจัดเตรียมทุกอย่างให้ราวกับเฝ้ารอเวลานี้มาตลอด ในเมื่อเขาไม่รักก็ป่วยการที่รั้ง ตัวเธอเองจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดกับเขาทุกครั้งที่พบหน้าด้วย การหย่าถึงได้เกิดขึ้นจากนั้นสามเดือนเท่าที่รู้ตอนนี้เขากำลังมีความสุขกับคนรักใหม่ ซึ่งเธอเองก็เฝ้าแต่ขอให้มันเป็นรักที่ดีสำหรับเขาอย่างน้อยก็ดีกว่าตอนอยู่กับเธอผู้หญิงเอาแต่ใจที่ยังคงรักเขาอยู่ และจะยังรักเขาตลอดไป...เป็นประจำทุกวันที่หนูน้อยธีรนาถจะมาอยู่ที่บ้านใหญ่เพราะมีทั้งของเล่นและขนมให้ได้กินตลอดวันโดยมีพ่อกับแม่เขาคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ตกบ่ายก็เป็นหน้าที่ของกิ่งกมลที่รีบกลับมาจากไร่เพื่อรับช่วงต่อ ทั้งสามคนทำงานร่วมกันเป็นทีม แบ่งหน้ากันได้อย่างลงตัวจนน่าทึ่ง ในขณะที่เขาทำได้แค่มองดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปยุ่งวุ่นวาย“เด็กมันหน้าเป็น ทำแม่แกหลงจนโงหัวไม่ขึ้น ตอนคลอดใหม่ๆ มีแต่คนทักว่าหน้าเหมือนแก แม่แกก็เลยตั้งชื่อให้ว่าธีรนาถ” คำ
กว่าจะมีโอกาสได้อยู่กับลูกตามลำพังพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ธีรเดชที่รับอาสาอุ้มลูกสาวมาส่งให้ผู้เป็นแม่ที่บ้านไม่รีรอที่จะเอ่ยถามถึงบางสิ่งที่มันทำให้เขาตื่นเต้นจนควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจไม่อยู่“ผักบุ้งอยากมีพ่อเหรอ ให้ลุงเป็นพ่อให้เอาไหม ไหนลองเรียกพ่อจ๋าสิ” พูดออกไปแล้วก็เฝ้ารออย่างมีความหวัง อยากได้ยินลูกเรียกว่าพ่อสักครั้งให้ชื่นใจ แต่ในนาทีต่อมากลับพบความผิดหวัง“ไม่เอาค่ะ! หนูชอบลุงเอมากกว่า” ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมานั้น กลับทำให้เขาหน้าเสียไปหลายนาทีทีเดียวว่าแต่ไอ้ ลุงเอ นี่มันใครกันวะ!“ท้ายไร่ลุงมีน้ำตกด้วยนะ อยากไปดูไหม” เพราะกลัวว่าลูกจะไปรักคนอื่นมากกว่า เขาจึงพยายามนึกหาวิธีมาซื้อใจ ซึ่งก็เหมือนจะได้ผล เพราะทันทีที่ถามจบใบหน้าน่ารักก็พยักหน้ารับในทันที“หนูเคยไปค่ะ แต่แม่ไหมไม่ยอมให้เล่น!” ก็นิสัยขี้กังวลออกขนาดนั้นคงแปลกพิลึกถ้าหล่อนจะยอมให้ลูกลงไปเสี่ยงอันตรายในน้ำ แต่นี่ไปกับเขา มันจะไม่มีวันอันตรายเกิดขึ้น เพราะเขาดูแลลูกได้เกือบจะหนึ่งทุ่มเข้าไปแล้ว...แต่ลูกสาวเธอยังกลับไม่ถึงบ้าน!ม่านไหมได้แต่ยืนกระวนกระวายอยู่หน้าบ้านอย่างร้อนใจ ยิ่งได้โทรไปสอบถ
“ลูกไหมค่ะ! ผักบุ้งเป็นลูกของไหมคนเดียว! ไหมเลี้ยงแกมาตั้งแต่วันแรกที่คลอด ไหมรู้ดีว่าควรทำยังไงเวลาที่แกป่วย อีกอย่างคนที่พาแกไปเล่นน้ำตกจนมืดค่ำจนไม่สบายอย่างคุณไม่มีสิทธิ์มาว่าไหม!” เมื่อเจอตอกหน้าเข้าก็กลายเป็นเขาที่ไปต่อไม่ถูก มันจริงตามที่เธอพูดทั้งหมด เขาผิดที่มัวแต่สนุกจนลืมเวลา สุดท้ายก็กลายเป็นว่าการทำอะไรที่ไม่ผ่านกระบวนความคิดให้รอบคอบของตัวเองทำให้ลูกต้องมาล้มป่วย ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาคนเดียวเพราะเถียงไม่ชนะพ่อของลูก ม่านไหมเลยต้องยอมอุ้มลูกขึ้นรถคนเอาแต่ใจมาโรงพยาบาล แน่นอนว่าผลตรวจที่ได้ก็เป็นไปอย่างที่คิดนั่นคือลูกสาวของเธอแค่ป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้ป่วยร้ายแรงอย่างที่อีกคนหวาดกลัว แต่ถึงผลที่ได้จะออกมาแบบนี้ เขาก็ยังขอให้ลูกนอนดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาล จนกว่าจะหายอยู่ดี“คุณเดชกลับไปเถอะค่ะ จากนี้ไหมดูต่อเอง” เพราะไม่อยากเปิดโอกาสให้เขาเข้ามาทำความสนิทกับลูก เธอถึงได้เอ่ยขึ้นเบาๆ“อยากกลับเดี๋ยวฉันกลับเอง ไม่ต้องมาไล่ให้เหนื่อย!” แต่เธอลืมนึกไปว่าคนตรงหน้า บทจะหน้ามึนก็หน้ามึนจนใครก็เอาไม่อยู่ยังไม่ทันที่เธอจะหาเรื่องไล่เขากลับไปอีกครั้ง ประต
เพราะความละอายใจที่มีต่อลูกทำให้เขาเลือกที่จะไม่กลับเข้าไป แต่ก็ไม่ได้คิดยอมแพ้ อย่างไรก็ตั้งใจแล้วว่านับจากนี้ไปจะพยายามชดเชยให้สองแม่ลูกด้วยทุกความดีที่ยังพอมีเหลือติดตัวอยู่“กรรมเกิดจากผลของการกระทำ...แกคิดว่าอย่างนั้นไหม” คิดได้เพียงเท่านี้เสียงที่คุ้นหูของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันไปดูก็พบเข้า กับคนที่ไม่คาดคิดว่าจะมาอยู่ตรงนี้ในเวลาแบบนี้“พ่อ!”“ฉันเองก็เคยเอะใจตั้งแต่ผักบุ้งคลอดแล้วว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงได้หน้าตาเหมือนแกอย่างกับฝาแฝด ที่แท้เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้เอง” เมื่อได้รู้ความจริง ก็ทำให้คุณวรุฒเริ่มเข้าใจในหลายๆ สิ่งมากขึ้น รวมไปถึงเหตุผลที่เขาและภรรยารู้สึกรักแม่หนูธีรนาถตั้งแต่วันแรกที่เด็กคนนั้นลืมตาดูโลก นั่นคงเป็นเพราะสายใยของความเป็นครอบครัว ความเป็นสายเลือดเดียวกันทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น หากแต่ไอ้ตัวต้นเหตุกลับสร้างเรื่องไว้แล้วหนีหายไปเรียนต่อกับอดีตคนรัก ก็สมควรแล้วที่วันนี้มันจะไม่ได้อะไรเลย แม้แต่สิทธิ์ของความเป็นพ่อที่มันอยากได้มาครอง คนเราทำแบบไหนย่อมได้แบบนั้น“ผมยอมรับผิดทุกอย่างครับ ถ้าวันนั้นผมรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกอย่างก็คงไม
กิ่งกมลกลับไปได้สักพักพี่ชายของเขาถึงได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับคำบอกกล่าวที่ทำให้เธอตกใจ“แม่ให้มาขนของเธอกับลูกไปที่บ้านใหญ่” เขาบอกก่อนจะลอบมองบ้านหลังน้อยที่แต่ก่อนมันเป็นเพียงแค่กระท่อมหลังเล็กๆ เท่านั้น แต่พอม่านไหมท้องเริ่มใหญ่ แม่ของเขาก็สั่งให้คนมารื้อทิ้งก่อนจะสร้างบ้านหลังนี้ให้เธอกับลูก แต่เหมือนว่าตอนนี้มันคงไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะทุกคนในบ้านเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่าลูกของเขาควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ชีวิตแกจะเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วินาทีนี้“แต่ไหม...”“ถ้าอยากปฏิเสธก็ไปบอกท่านเอง แต่คงยากหน่อย เธอก็รู้จักนิสัยคุณนายวิมลดี” นั่นแหละคือสิ่งที่เธอกำลังกังวลอยู่ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่ไม่มีใครจะกล้าขัดใจประมุขใหญ่ของบ้าน ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ที่เธอจำต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านใหญ่พร้อมกับลูกสาวอย่างน้อยคุณท่านก็ไม่ได้ใจร้ายจนเกินไป อย่างน้อยท่านก็ยังให้พื้นที่เธอกับลูกเป็นฝั่งขวาทั้งหมด เลยทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดอย่างที่นึกกลัวในตอนแรก จะมีก็แต่คนเดียวเท่านั้นที่ยังคงตามวารีไม่เลิก“เข้ามาทำไมคะ!” เสียงหวานเอ่ยถามร่างสูงใหญ่ในชุดนอนสีกรมที่ในมือมีหมอนกับผ้าห่มมาด้วย แต่ท
เสียงกรีดร้องของลูกปลุกให้ม่านไหมตื่นขึ้น ก่อนจะพบเข้ากับภาพที่ทำให้เธอแทบจะล้มทั้งยืน เมื่อวิ่งตามเสียงมาจนถึงห้องน้ำ“คุณเดชวางผักบุ้งลงเดี๋ยวนี้นะคะ เดี๋ยวแกตก!” ภาพของสองพ่อลูกที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยแป้ง แถมตอนนี้ยัยตัวแสบของเธอยังถูกอุ้มโยนขึ้นลงด้วยฝีมือของผู้เป็นพ่อ ที่ดูท่าจะสนุกยิ่งกว่าลูกซะอีกกว่าสองพ่อลูกจะหยุดเล่นกันได้ ก็เลยเวลาอาหารเช้าไปเกือบยี่สิบนาที นั่นทำให้ภาพของเธอกับพวกเขาถูกจ้องอย่างจับผิด“ทำไมสามคนนี้ลงมาพร้อมกันได้! แล้วเมื่อคืนแม่แวะไปหาแกที่ห้องไม่เจอ ไปซุกหัวนอนที่ไหนมา!” คำถามที่ขึ้นตรงต่อบุตรชายทำให้คนถูกถามทำตัวไม่ถูก ด้วยไม่คิดว่าจะเจอเข้ากับคำถามนี้ของมารดาเลยไม่ทันได้เตรียมคำตอบดีๆมามอบให้กับท่าน“ลุงเดชนอนกับผักบุ้งที่ห้องค่ะคุณย่า” กลายเป็นอีกคนที่ตอบแทนเพราะจำได้ว่าตื่นมาก็พบคุณลุงผู้ใจดีนอนอยู่ด้วยกันบนเตียงแล้ว“ว่าไงนะ!”“เมื่อเช้าลุงเดชแอบหอมแก้มแม่ไหมด้วยนะคะ ผักบุ้งเห็น!” คำตอบแรกว่าแย่แล้ว คำตอบต่อมานี้ต่างหากที่กำลังฆ่าเขาให้ตายด้วยสายตาของใครต่อใครที่พากันจ้องมองมาราวกับเขาเป็นฆาตกรโรคจิตก็ไม่ผิด โดยเฉพาะคนถูกขโมยหอมแก้มที่ไม่ได้รู้ต
“ลาสักวันสองวันไม่เห็นจะเป็นไร” เมื่อเห็นว่าลำพังตัวเองพูดคงไม่ได้ผล คนเจ้าแผนการจึงหันไปขยิบตาให้ลูกสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ“นะคะคุณแม่ ไปเที่ยวกับพวกเรานะคะ” ซึ่งลูกก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะสุดท้ายม่านไหมก็ใจอ่อน ยอมพยักหน้าตอบตกลง“กับไอ้หน้าขาวนั่น...สนิทมากไหม” แม้ลูกจะจากไปแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าพ่อของลูกจะยอมรามือ ตราบใดที่เขายังไม่ได้คำตอบ“คุณเดชหมายถึงใครคะ”“ก็ไอ้ลุงเออะไรนั่น! ผักบุ้งเล่าให้ฉันฟังว่ามันเคยพูดว่าจะขอเธอแต่งงาน! ว่าไงไหม...เธอกับมันไปถึงขั้นไหนกันแล้ว! แล้วเธอตอบมันไปว่ายังไง!” เรื่องที่ได้ยินไม่ได้ทำม่านไหมตกใจเท่าไหร่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมาถามคำถามนี้กับเธอ แต่ไม่ว่าใครจะถามยังไง คำตอบของเธอก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนไปจากเดิมง่ายๆ“เรื่องนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคุณเดชตรงไหน!”เธอตอบก่อนจะเบี่ยงตัวหลับเพื่อนำผักที่ล้างมาหั่น ก่อนจะกรีดร้องเสียงหลงขึ้น เมื่อต้นแขนก็ถูกกระชากจากคนอารมณ์ร้อน“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง! ก็เธอเป็น...”“เป็นอะไรคะ!” นั่นสิ เป็นอะไรดีวะ! คนถูกถามกลับได้แต่ข่มติดกับตัวเองอยู่ภายในใจสุดท้ายก็เห็นจะมีแค่คำตอบเดียวในตอนนี้“เป
เพื่อนๆ ของเขาทยอยกลับไปกันหมดแล้ว หากแต่จานชามที่ต้องล้างกลับทำให้ม่านไหมต้องอยู่ต่อเพื่อจัดการกับพวกมันให้เรียบร้อย จนเมื่อทุกอย่างเสร็จหญิงสาวจึงลุกขึ้นเตรียมตัวกลับบ้าน “ใจคอเธอจะอ่อยผู้ชายทุกคนที่เจอเลยรึไงห๊ะ!” แต่คำถามที่จู่ๆ ก็มาพร้อมแรงกระชากทำให้เธอตกใจจนเกือบส่งเสียงร้อง โชคดีที่เธอหยุดตัวเองเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคนทั้งบ้านคงได้แตกตื่น “คุณเดช! ไหมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยนะคะ” หญิงสาวพยายามแก้ต่างให้ตัวเอง แต่เขาหรือจะเชื่อ “ฉันเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น ผู้หญิงอย่างเธอมันดีอะไรดีนักหนาวะ ใครต่อใครถึงได้พากันหลงรักนัก!” คำถามนั้นเหมือนกับว่าเขาตั้งใจจะถามตัวเองมากกว่า และหนนี้ไม่ถามเปล่า เขายังใช้สายตามองสำรวจคนตรงหน้าขึ้นลองไปพร้อมกัน ก็แค่หน้าตาน่ารัก ปากนิด จมูกหน่อย หุ่นสวย ขาเรียว ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน ถ้าให้เทียบกับแฟนของเขายัยนี่ยังถือว่าธรรมดามาก แต่ก็ว่าไม่ได้หรอกบางทีหล่อนอาจมีดีกว่าที่ตาเห็นก็ได้ ใครจะรู้! “มะ...ไหมล้างจานเสร็จแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” เห็นชัดว่าป่วยการจะอธิบาย ม่านไห
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครได้ทันคาดคิดส่งผลให้ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน เดือดร้อนผู้เป็นป้าที่ต้องประคับประคองร่างของหลานสาวที่น่าสงสาร เข้ามากอดปลอบ “ตัดอกตัดใจเสียเถอะลูกไหม พ่อแม่เราเขาไปดีแล้ว จากนี้ไปไหมก็อยู่กับป้าเสียที่นี่เถอะนะ ป้าจะดูแลไหมเอง” ม่านไหมวัยแปดขวบได้แต่พยักหน้ารับอยู่ในอกของผู้เป็นป้า ผู้ซึ่งเปรียบได้กับญาติคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ และแม้จะเป็นแค่เด็ก อย่างไรเสียก็ต้องพามาแนะนำให้เจ้านายได้รู้จักเสียหน่อย “นี่รึหลานสาวที่ว่า” คุณวิมลกล่าวขึ้นเมื่อหนึ่งในลูกจ้างจูงมือหลานสาวเข้ามาขอพบ เรื่องที่ได้รับรู้ทำให้รู้สึกเวทนาในโชคชะตาของเด็กคนนี้อยู่มากทีเดียว “ใช่ค่ะ รีบกราบคุณท่านเร็วๆ เข้าสิลูกไหม” เด็กน้อยทำตามคำสั่งของผู้เป็นป้าในทันทีและไม่ลืมที่จะก้มหน้านิ่งอย่างคนเจียมตัว “เอาล่ะๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรนักหรอกนะ ในเมื่อไม่มีที่ไปก็อยู่ช่วยป้าเธอที่นี่ก็แล้วกัน ไหนขยับเข้ามาใกล้ๆ ให้ฉันดูหน้าชัดๆ หน่อยสิ” หนนี้เด็กสาวมีท่าทีลังเลอยู่ครู่ จนเมื่อผู้เป็นป้าพยักหน้าให้นั่นเองถึงได้กลับขยับเข้า
หลังจากขับรถไปส่งหลานสาวสุดที่รักที่โรงเรียนแทนพี่ชายกิ่งกมลก็ไม่ลืมแวะมาที่วัด เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญที่เธอไม่เคยลืม ทุกปีของวันนี้เธอจะมาที่นี่เพื่อทำบุญให้ลูกที่จากไป อย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น และก็เป็นแบบนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนทุกอย่างจะหายไปเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนเข้า “พี่วัชร” จะเรียกว่าโชคร้ายก็คงได้เมื่อเขาเองก็เห็นเธอเช่นกัน “เดี๋ยวก่อนกิ่ง!” วินาทีที่หมุนตัวเตรียมจะเดินหนีเธอก็ถูกรั้งเอาไว้ด้วยเสียงที่มาพร้อมแรงฉุดเบาๆ ที่ต้นแขนของอดีตสามีตัวเอง “กิ่งมาทำบุญให้ลูกเหรอ” เห็นชัดว่าเขาเองก็คงมาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นจึงทำให้เธอตอบรับกลับไปอย่างไม่คิดปกปิด “ค่ะ” “พอจะมีเวลาไปหาที่เงียบๆ คุยกันหน่อยไหม พี่มีเรื่องอยากคุยกับกิ่ง”แม้ใจอยากปฏิเสธเขาแค่ไหน แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอยอมเดินตามแรงฉุดน้อยๆ นั่นมาถึงศาลาท่าน้ำข้างวัดเข้าจนได้ “กิ่งเป็นยังไงบ้าง” “กิ่งสบายดีค่ะ พี่วัชรล่ะคะ” “ก็เรื่อยๆ” เธอไม่ได้ถามต่อถึงคำว่า ‘เรื่อยๆ’ ของเขาว่าดีหรือไม่ด
วันแรกของการไปโรงเรียนในชั้นอนุบาลของเด็กหญิงธีรนาถค่อนข้างเป็นไปอย่างทุลักทุเลพอสมควรเมื่อผู้เป็นพ่อ อา และย่าพร้อมใจกันไม่ยอมให้ดวงใจของบ้านเข้าห้อง เดือดร้อนครูประจำชั้นที่ต้องเดินออกมาตามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จ “หนูจำที่พ่อบอกได้ไหมคะผักบุ้ง ห้ามคุยหรือไปเล่นกับเด็กผู้ชายเด็ดขาด ถ้ามีใครแกล้งก็ให้รีบไปบอกคุณครูทันที และที่สำคัญ...ถ้าหนูคิดถึงพ่อ ก็บอกให้ครูโทรไปที่เบอร์นี้ พ่อจะรีบมารับ” “ค่ะคุณพ่อ” เด็กน้อยในชุดนักเรียนน่ารักตอบกลับผู้เป็นพ่อด้วยรอยยิ้มสดใส พร้อมกันนั้นยังหันไปหาผู้เป็นย่ากับอาที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้ทั้งสองน้อยใจ ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในห้องเรียนในที่สุด ภาพคนสี่คนที่เบียดเสียดกันอยู่ในเสาต้นเดียวกันเพื่อแอบดูเด็กน้อยนั้น ก่อให้เกิดรอยยิ้มจากใครต่อใครที่บังเอิญผ่านมาเห็น หลังจากไปส่งลูกที่โรงเรียนเสร็จ พ่อของลูกก็มีสภาพอย่างที่คิดไว้นั้นคือนั่งหงอยอยู่ที่บันไดบ้านราวกับจะรอการกลับมาของลูกสาวสุดที่รักอยู่ตรงนั้น เดือดร้อนม่านไหมที่ต้องเดินเข้าไปดูอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ ไม่อยากเห็น
ปวีณ์นุชไม่ได้ยอมแพ้ต่อสิ่งที่ได้รู้ เธอแค่กลับไปตั้งหลักก่อนจะกลับมาหาอดีตคนรักอีกครั้งพร้อมกับความมั่นใจว่าเขายังรักกันอยู่ และที่เขาต้องรับผิดชอบสองแม่ลูกนั่นเพราะว่าเขาไม่มีทางเลือก“นุชยังรักเดชนะคะ! แล้วนุชก็ไม่เชื่อด้วยว่าคุณจะหมดรักนุชแล้วจริงๆ” เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเอาความมั่นอกมั่นใจแบบนี้มาจากไหน และก็ไม่ได้สนใจจะถามเพราะไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอะไร“ผมก็ไม่ได้ขอให้คุณมาเชื่อ คุณอยากจะเชื่อแบบไหนก็ตามใจคุณ แต่จะให้ผมกลับไปรักผู้หญิงที่ทิ้งผมไปเอาฝรั่งผมไม่ทำ!” เป็นอีกครั้งที่ธีรเดชเลือกที่จะตอบตรงๆ ยอมรับว่าเขารำคาญและอยากที่จะจบเรื่องบ้าๆ นี่ให้ไวที่สุดก่อนที่ปัญหาใหญ่จะตามมา“เดช!”“อันที่จริงผมนึกไม่ออกเลยว่าหลงรักอะไรในตัวคุณมาตั้งหลายปี! ขอบคุณนะครับที่ทิ้งกันไป เพราะมันทำให้ผมได้เจอกับผู้หญิงที่ผมรักจริงๆ เสียที!” ต่อให้ม่านไหมจะมีแค่ตัว เขาก็ยังรู้สึกรักเธออยู่ดี อดีตที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าไม่ควรมองคนแต่ภายนอก เพราะบางคนก็ไม่ได้น่ารักเหมือนกับหน้าตาเสมอไป“นังไหมน่ะเหรอคะ! มันมีดีกว่านุชตรงไหน นุชสวยกว่า รวยกว่า ดีกว่าทุกด้าน!” หากเทียบกันอย่างที่เธอว่าก็คงเป็นตามน
ตกเย็น“มะ...เมื่อกี้เธอว่าไงนะ ขออีกที ชัดๆ”“ไหมว่าไหมจะยกผักบุ้งของคุณเดช แล้วไปจากที่นี่ค่ะ” ม่านไหมเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยคำพูดเดิมๆ ก่อนจะลอบมองท่าทีของอีกคนไปด้วย เธอทำทุกอย่างตามแผลการที่กิ่งกมลวางไว้ไม่ให้ขาดตอน“วันนี้ไปล้มหัวกระแทกที่ไหนมารึเปล่า!” เขาถามก่อนจะเดินตรงเข้ามาสำรวจร่างกายกันด้วยการจับเธอพลิกไปมาราวกับจะหาร่องรอยจากบาดแผล แต่ยิ่งไม่พบก็ยิ่งหงุดหงิดกับความคิดอีกฝ่าย“ไหมสติดีทุกอย่างค่ะ”“คนสติดีที่ไหนจะมีความคิดทิ้งลูกทิ้งผัว! เป็นอะไรของเธอ!”“คุณเดชไม่ดีใจเหรอคะที่จะได้อยู่กับลูกอย่างที่ต้องการ แถมยังจะไม่ต้องมีไหมเป็นตัวถ่วงในชีวิตด้วย” บทที่ท่องจำมาตลอดทั้งวันถูกเอ่ยกลับออกไป ก่อนที่ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง“ฉันเคยพูดเหรอว่าเธอเป็นตัวถ่วง!”“กะ...ก็ไม่เคย”“แล้วเธอไปเอาความคิดบ้าๆ แบบนี้มาจากไหน!” ไม่มีทางที่จู่ๆ จะเกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมาเองได้ ต้องมีใครพูดอะไรสักอย่างแน่“ก็แล้วจะให้ไหมอยู่ในฐานะอะไรคะ” ในเมื่อเป็นเขาเองที่ไม่ให้ความชัดเจนกับเธอเลยสักอย่าง แล้วจะให้เธอเชื่อมั่นอะไรได้ความจริงแล้ว..มันไม่ใช่ความผิดของเธอด้วยซ้ำที่จะรู้ส
การมาเยือนของอดีตคนรักไม่ได้ทำให้พ่อของลูกมีท่าทีเปลี่ยนไปจากเคยเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเธอเองที่กำลังรู้สึกแปลกๆ“ไม่รับเหรอคะ อาจมีเรื่องด่วนก็ได้” ม่านไหมเอ่ยขึ้นก่อนจะลอบมองท่าทีพ่อของลูกไปพร้อมกัน ว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือไม่ มันช่วยไม่ได้ที่เรื่องในวันนี้จะทำให้เธอรู้สึกหวั่นใจอย่างแปลกๆ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอยังไม่แน่ชัดถึงแม้เขาจะยอมจดทะเบียนด้วย แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะได้ยินคำว่า‘รัก’ จากปากเขา มันจึงไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเขาคิดอยากจะกลับไปหาคนรักเก่า ผู้หญิงที่เขาเคยรักจนถึงขั้นอยากแต่งงานด้วย แม้สิ่งนั้นจะทำให้เธอใจสลาย แต่ถ้าคนจะไปอย่างไรก็ต้องไปอยู่ดี ถ้าสุดท้ายแล้วเรื่องต้องจบลงแบบนั้นเธอก็ต้องรับให้ได้ครั้งหนึ่งเขาเคยทิ้งเธอกับลูกไป ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าเรื่องแบบนั้นมันจะไม่เกิดขึ้นอีก สิ่งที่เธอพอจะทำได้ตอนนี้คือทำใจ“รับให้หน่อยสิ”“คะ!”“รับให้หน่อย บอกว่าฉันเข้าส้วมอยู่ก็ได้” เมื่อเขายืนยันมาแบบนั้นเธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกดรับสาย ด้วยกลัวว่าเสียงเรียกเข้าที่ดังไม่หยุดนี้ อาจทำให้ลูกสาวของเธอสะดุ้งตื่นขึ้น‘เ
“ทีคุณเดชยังไปยิ้มให้คนอื่นได้เลย...” คงมีแต่เธอกระมังที่เขาไม่ค่อยจะยิ้มให้ ตอนนั้นเธอคิดได้แค่ว่าเขาคงเกลียดขี้หน้ากันมากเสียจนไม่อยากทำดีด้วย แต่ตอนนี้อาจต้องคิดทบทวนเสียใหม่“กะ...ก็ตอนนั้นมัน... ช่างเถอะ! เอาเป็นว่าฉันไม่ชอบก็คือไม่ชอบก็แล้วกัน ที่แล้วมาก็ปล่อยให้มันผ่านไป แต่หลังจากนี้เธอห้ามมองใครอีก ส่วนฉันเอง...ก็จะมองแค่เธอคนเดียว ตกลงไหม” แม้จะฟังดูเหมือนตัวเองเสียเปรียบอยู่บ้าง แต่ม่านไหมก็ยอมพยักหน้าให้ก็อย่างที่เขาว่า อดีตมันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก ถ้าเขาบอกว่าต่อจากนี้จะมองแค่เธอ เธอก็จะเชื่อเชื่ออย่างไม่ลังเล...เป็นอีกวันที่ธีรเดชแอบเกงานกลับบ้านแต่หัววันเพราะมีนัดพาลูกกับเมียออกไปทานข้าวนอกบ้าน ทว่าภาพคุ้นตาของใครบางคนที่กำลังยืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน กลับทำให้ทุกอย่างชะงักไปหมด“นุช!” ภาพของอดีตคนรักที่กำลังยืนส่งยิ้มมาให้สร้างความตกใจไม่น้อยเพราะไม่คิดว่าชีวิตนี้เขาและเธอจะได้กลับมาเจอกันอีกเพราะความสัมพันธ์ที่จบไม่สวย ทำให้เขาคิดเสมอว่าวันที่ถูกอีกฝ่ายบอกเลิกนั้นมันจะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะเจอหน้าผู้หญิงคนนี้ ไม่นึกเลยจะเป็นเธอเสียเอง
“หนูอยากให้พ่อไปส่งเข้านอนไหมคะ” เด็กน้อยพยักหน้าในอกของผู้เป็นพ่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะอุ้มกันหายเข้าไปในห้องนอนในนาทีต่อมาท่ามกลางบรรดาเพื่อนๆ ที่ได้แต่มองภาพนั้นด้วยความตกใจ“กับเพื่อนคุยเสียงดุอย่างกับหมา กับลูกนี่เล่นเสียงสอง! ว่าแต่มันไปแอบมีลูกน่ารักๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!” นั่นคงเป็นเพียงคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบจนกว่าไอ้ตัวดีจะกลับมาให้ซักฟอกซึ่งกว่ามันจะกลับมาพวกเขาก็เมากันอย่างหมดท่าเสียงร้องเพลงที่ดังมาให้ได้ยินเป็นระยะสร้างรอยยิ้มขบขันแก่คนที่กำลังเตรียมของว่างให้หนุ่มๆ อยู่ในครัวไม่น้อย เหมือนเธอได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาเดิมๆ อีกครั้งก็ไม่ผิด ออกจะต่างไปจากเดิมอยู่นิด ก็ตรงที่ว่าครั้งนี้เธออาสาทำให้พวกเขาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ถูกปลุกให้ต้องปั่นจักรยานมาทำให้ดึกๆ เหมือนที่ผ่านมา“คุณไหมจริงๆ ด้วย ไม่ได้เจอกันนานสบายดีนะครับ” เสียงทักทายที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้หญิงสาวต้องหันไปมองก่อนจะส่งยิ้มให้เมื่อพบว่าไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่เป็น สมปอง หนึ่งในเพื่อนสนิทของพ่อของลูก ที่ตอนนี้รับอาสาพายายตัวแสบไปเข้านอนแทนเธอ“ไหมสบายดีค่ะ คุณปองละคะ”“ก็เรื่อยๆครับ”สมปองลอบมองหญ