“อุ๊บ...” มือบางผลักโทรศัพท์ออกห่าง พร้อมผละวิ่งเข้าไปในห้องน้ำท่ามกลางความตกใจของเพื่อนสนิท“ว้าย! ยายส้ม!” ยุทธนารีบวิ่งตามไปลูบหลังลูบไหล่ให้เพื่อนไปด้วยความเป็นห่วง ครู่ใหญ่อาการคลื่นเหียนจึงค่อยทุเลา“ไปให้หมอตรวจหน่อยดีกว่านะแก อย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าไม่มีอะไรจริงๆ”“อืม เดี๋ยวฉันจะไปหาเอง แกรีบไปเรียนเหอะเดี๋ยวจะสาย อาการดีขึ้นแล้วเดี๋ยวฉันค่อยตามไป”“แน่นะยะ ทางที่ดีฉันว่าแกควรหยุดแล้วนอนพักสักวันนึงดีกว่านะ หรือจะให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดี”“อย่าห่วงเลย คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวพักแป๊บนึงคงดีขึ้นแล้วจะตามไป”“เอางั้นเหรอ เออๆ ตามใจ แต่ถ้ามีอะไรต้องรีบโทร. หาฉันเลยนะ”“อืม...”วิศรารับคำ ทั้งที่ในใจวิตกกังวล ได้แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เธอแค่เครียดเท่านั้น แต่อีกใจก็ยังไม่วายนึกหวั่น ถ้าเรื่องที่กลัวเป็นจริงขึ้นมาล่ะ เธอควรจะทำอย่างไรดี...ไม่หรอกน่า! ชีวิตเธอคงไม่ซวยไปมากกว่านี้หรอกมั้ง...แต่แล้วสิ่งที่หวาดหวั่นก็พลันเกิดขึ้น! ร่างเพรียวระหงเดินโผเผหมดเรี่ยวแรงออกมาจากโรงพยาบาลไปตามถนนราวกับคนไร้วิญญาณ สองหูยังแว่วได้ยินเสียงที่เธอไม่ต้องการฟังตลอดเวลา มือบางก
คิดไปแล้วก็ยิ่งเจ็บปวดใจ หยาดน้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากหางตาเพื่อระบายความอัดอั้นในหัวใจที่ผุพังยับเยิน“เป็นอะไรไป คุณร้องไห้ทำไม เจ็บหรือ...” ปลายนิ้วอุ่นๆ ปาดไล้ซับน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา “ผมจะไปตามหมอให้นะ...”“มะ...ไม่ ไม่ต้องตาม” วิศรารีบรั้งเขาผู้นั้นไว้ด้วยเสียงแหบพร่า พร้อมกับดวงตาคู่สวยที่ลืมขึ้นมองไปทางต้นเสียงชายหนุ่มชาวต่างชาติร่างสูงใหญ่ก้มลงมองสบตาเธอกลับมา นัยน์ตาสีเทาลึกซึ้งทอดมองมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ เขารวบมือบางของเธอขึ้นมากุมไว้ราวกับจะช่วยถ่ายทอดกำลังใจให้คนป่วย“ทำไมล่ะ คุณไม่อยากให้ผมเรียกหมอมาดูอาการเหรอ”หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ ดวงหน้าหวานซึ้งยังคงซีดเผือดไร้ชีวิตชีวา เธอไม่ได้ต้องการหมอ เพราะอาการเจ็บของเธอไม่มีหมอคนไหนในโลกสามารถเยียวยามันได้เขาผู้นั้นถอนหายใจเบาๆ พลางโน้มกายลงมาใกล้ ก่อนส่งยิ้มละมุนปนขมขื่นอยู่ลึกๆ ให้“คุณกับลูกเก่งมากเลยรู้ตัวไหม เลือดออกมากขนาดนั้น ทีแรกผมนึกว่าจะไม่รอดเสียแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงต้องรู้สึกผิดต่อคุณและ...เอ่อ...พ่อของเด็กไปชั่วชีวิตแน่ๆ”จู่ๆ มือบางก็เกร็งขึ้นนิดๆ“จริงสิ ต้องการให้ผมโทร. ไปบอกสามีของคุณไหมว่าคุณอยู
“ผมคงไม่ได้กรนดังจนปลุกคุณใช่ไหม” คนพูดคลี่ยิ้มจนแลเห็นเขี้ยวเสน่ห์น่ามอง เขายืดกายขึ้นนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ยังคงจับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย“คะ...คุณเป็นใคร” เอ่ยถามเสียงแหบพร่าอย่างยากลำบากเพราะมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่“ผมคือฮีโรของคุณไง...” เขาเอ่ยติดตลก แต่คนเจ็บไม่ทันสังเกตว่าดวงตาสีเทาคู่นั้นแอบไหววูบไปนิดๆ“คุณคือคนที่ช่วยฉะ...แค่กๆ” คนเจ็บไอออกมาเพราะคอที่แห้งผาก จนเขาต้องรีบกดปุ่มเรียกพยาบาลประตูห้องถูกเปิดผลัวะอย่างรีบร้อน แต่คนที่โผล่เข้ามาก่อนพยาบาลกลับกลายเป็นเพื่อนชายคนสนิทของวิศรานั่นเอง“ยายส้ม!” ร่างสูงโปร่งปราดเข้ามาเกาะที่ข้างเตียงด้วยความเป็นห่วง ถามด้วยเสียงร้อนรน “แกเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหน...”ภาพความห่วงใยนั้นทำให้เจ้าของดวงตาสีเทาต้องขยับถอยฉากไปยืนห่างๆ พยายามเงี่ยฟังภาษาแปลกหูนั้นแต่ก็ไม่เข้าใจสักคำ ใบหน้าหล่อเหลาหม่นแสงลงเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นั้นแสดงออกถึงความห่วงใยใกล้ชิดสนิทสนมกับคนเจ็บสาวสวย ในใจว้าวุ่นทำไมนะ คนข้างกายของเธอผู้นี้ถึงไม่เป็น...เขา“ฉันโทร. หาแกเป็นร้อยๆ สายเลยรู้ไหม ไปหาที่อะพาร์ตเมนต์ก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีใครรู้เร
“ใช่ครับ ก็เธอเป็นภรรยาคุณไม่ใช่เหรอ”ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติยุทธนาคงกรี๊ดแตกที่ถูกจับคู่กับชะนีแม้จะเป็นเพื่อนรัก แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาต้องแอ๊บแมนเก็บอาการไว้ก่อน“เดี๋ยวนะครับ คุณหมายถึงอะไร ลูกในท้องใครกัน ผมคิดว่าคุณคงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ วิศรา เอ่อ ผมหมายถึงเธอ” คนพูดพยักพเยิดไปทางห้องคนป่วย “เราทั้งสองเป็นแค่...” ยังไม่ทันได้แก้ความใจผิด พยาบาลสาวก็เดินออกมาจากในห้องเสียก่อน“ขอโทษนะคะ พอดีคุณหมอขอเชิญญาติคนไข้เข้าไปคุยที่ห้องสักครู่ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของไข้คะ”“ผมเป็นเจ้าของไข้ครับ ส่วนเขาเป็นสามีเธอ”ยุทธนาหันขวับ อ้าปากค้าง ทำตาปริบๆ นึกว่าตัวเองหูฝาด อยู่ดีๆ ก็ดันมีเมียเป็นชะนีเฉยเลยแหม ถ้าเปลี่ยนจากวิศราเป็นพ่อหนุ่มน่าเจี๊ยะตรงหน้า เขายังจะปลื้มเสียกว่า แต่จะว่าไปเขารู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน แต่ยังไม่ทันได้ถามก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน“งั้นขอเชิญพวกคุณทั้งคู่ทางนี้ค่ะ”ทั้งสองหนุ่มหันไปมองหน้ากัน ก่อนเดินตามพยาบาลคนนั้นเข้าไปในห้องเวลาผ่านไปพักใหญ่ คนทั้งสองเดินออกจากห้องแพทย์ด้วยอาการที่ต่างกัน ยุทธนานั้นถึงขั้นช็อก ใบ้รับประท
หญิงสาวร่างผอมซูบนอนมองเพดานห้องพักผู้ป่วยพิเศษอย่างเลื่อนลอย‘Bed Rest!’นั่นคือคำสั่งล่าสุดที่เธอเพิ่งได้รับจากแพทย์เจ้าของไข้ แม้จะเคราะห์ดีที่ผลจากอุบัติเหตุรถชนไม่ได้ร้ายแรงหรือทำให้เธอแท้งอย่างที่ควรเป็น แต่กระนั้นเธอก็ยังต้องนอนนิ่งๆ เพื่อรอดูอาการจนกว่าจะพ้นระยะอันตรายของการตั้งครรภ์ ซึ่งมันช่างน่าอึดอัดสิ้นดีสำหรับคนที่เคยขยับร่างกายได้อย่างอิสระและช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ตอนนี้กลับต้องมานอนแบ็บนิ่งๆ รอคอยวันเวลาที่ผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย หลับเพราะฤทธิ์ยา และตื่นมาพร้อมคราบน้ำตาจากความฝัน ต้องรอคอยความช่วยเหลือแม้ในเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเช่นการกินอาหาร หรือการเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่าย ทำธุระส่วนตัวก็ยังต้องพึ่งคนอื่น แล้วไหนจะต้องขาดเรียนอีกล่ะแม้อาการต่างๆ ทางร่างกายจะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้วเพราะได้รับการดูแลอย่างดีจากหมอ พยาบาล ยุทธนา และเจ้าของไข้อีกคนที่หมั่นมาเยี่ยมไข้ทุกวันไม่ได้ขาด แต่สภาพจิตใจของเธอกลับหดหู่ สิ้นหวัง ยังไม่มีทีท่าจะกลับมาเป็นปกติได้อย่างเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์มือเรียวสวยวางทาบที่หน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นนิดๆ ของตัวเองแล้วลูบไปมาอย่างครุ่นคิด บางครั้งก็มี
“ปล่อยนะ...คุณเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วย อย่ามาแตะต้องตัวฉัน อย่ามายุ่ง ฮือ...ออกไปสิ...โอ๊ะ...โอ๊ย!”จู่ๆ คนไข้สาวก็รู้สึกจุกเสียด การขยับกายพยายามจะดิ้นหนีอ้อมกอดอบอุ่นนั้นทำให้ร่างกายที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อยร้าวระบมขึ้นมาอีกครั้ง แม้กระนั้นเธอก็ยังกัดฟันกำหมัดทุบอีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่ง แต่เขาก็ทนยอมให้เธอทำร้ายโดยไม่ปริปากอะไร จนกระทั่งหญิงสาวเหนื่อยล้าและหยุดทุบไปเองในที่สุด ร่างอ่อนแรงหอบหายใจสะท้านพลางซบลงที่อกของอีกฝ่ายอย่างสิ้นฤทธิ์ เสียงสะอื้นไห้อย่างน่าสงสารทำให้ดวงตาสีเทาหม่นทอดมองอาการนั้นของเธออย่างเห็นใจ“ผมไม่รู้ว่าคุณเจอปัญหาหนักหนาสาหัสอะไรมา”เขาปลอบประโลมเสียงทุ้มนุ่ม มือใหญ่ลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านของอีกฝ่ายแผ่วเบา “แต่ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ในตัวมันเอง เด็กคนนี้ไม่มีความผิดอะไร คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินประหารชีวิตใคร...”“แล้วฉันล่ะ ฉันผิดอะไร ทำไมถึงต้องโดนตัดสินโทษประหารแบบนี้ ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมสักนิด ทำไมมีแต่ฉันคนเดียวที่ต้องเป็นฝ่ายสูญเสีย...” วิศราเอ่ยเสียงสั่นเครือปนสะอื้น ร่างผอมบางสั่นสะท้าน น้ำตาอุ่นร้อนรินไหลรดอกอุ่นของบุรุษแปลกหน้าอย่างไม่อายเสียพ่อให้คนอื
‘หยุด-ทา-หน้า’เขาเลยจำต้องยอมให้ฝ่ายนั้นออกสำเนียงตามที่ถนัดปากและกลายเป็นคุณยอร์ชตั้งแต่วันนั้น แต่ก็ไม่วายแอบค่อนขอดแม่เพื่อนสาวในใจ เพราะกับวิศราแล้ว อลันกลับฝึกออกเสียงชื่อจริงของเธอได้ค่อนข้างชัดกว่า แต่กระนั้นแม่เพื่อนสาวก็ไม่ไว้ใจให้อีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นภาษาไทยของตัวเอง ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะออกเสียงเพี้ยนจากส้มเป็น ‘ส้วม’ เข้าให้ จึงให้อีกฝ่ายเรียกว่า ‘วีวี่’ (Vivi) แทน“แยม...เอ๊ย! ผมก็ดีใจมากครับที่ได้พบคุณ” คนพูดแอบหันมาขยิบตาให้เพื่อนสาว “ที่จริงผมก็สบายเหมือนเคยแหละครับ ไม่เหมือนใครบางคนแถวนี้ ที่สบ๊ายสบายกว่า เพราะมีคนดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษจนหน้าตาสดใสขึ้นแบบนี้...”ใบหน้าหล่อเหลาเจือสีแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนหันไปเอ่ยกับหญิงสาวข้างๆ กาย “รอผมตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเอารถมารับที่นี่”“บอกแล้วไงคะว่าฉันกลับเองได้” วิศราหันไปบอกชายหนุ่มคู่กรณี เธอพยายามบอกเขาเป็นล้านรอบแล้วว่าเธอไม่ติดใจเอาเรื่องแล้ว และเขาไม่จำเป็นต้องมาตามรับผิดชอบอะไรเธออีก“ผมรู้ แต่ผมอยากไปส่ง คุณรอตรงนี้ก่อน...ฝากเธอด้วยนะครับคุณยอร์ช” ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ ร่างสูงโปร่งสง่างามก็เดินไปทางที่จอดรถวีไอพีที
แววตาคาดคั้นเจือด้วยความปวดร้าวคู่นั้นทำให้เขาจำต้องรับคำอย่างหนักใจ “เออๆ ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น แต่แกคิดว่าจะปิดที่บ้านได้นานแค่ไหนกัน ในเมื่อ เอ่อ...ท้องแกต้องโตขึ้นทุกวัน สักวันคนที่บ้านก็ต้องรู้...”“ถ้าฉันไม่พูด แกไม่พูด ก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้ทั้งนั้น เพราะว่า...” ดวงตาคนพูดแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวแรงกล้า “ฉันจะไม่กลับไปเมืองไทยอีกแล้ว”“ไอ้ส้ม!” ยุทธนาอุทานเสียงหลง “แกพูดอะไรน่ะ พูดเล่นใช่ไหม ไม่กลับเมืองไทยเนี่ยนะ จะบ้าเหรอ บ้านแกอยู่ที่นั่น ขืนไม่กลับพ่อแกคงยอมหรอก”“แต่มันก็ยังดีกว่าทำให้พ่อขายหน้าด้วยการหอบลูกไม่มีพ่อกลับไปประจานตัวเองไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวพยายามกดความขมปร่าที่แล่นมาจุกอก ดวงตาร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงสีหน้าผิดหวังรุนแรงของบิดา“ส้ม...แกเห็นฉันเป็นเพื่อนแกหรือเปล่า” ยุทธนาสูดหายใจเข้าปอด มองหน้าเพื่อนรักด้วยสายตาจริงจัง “ถ้าแกยังเห็นว่าเราเป็นเพื่อนสนิทกัน บอกฉันได้ไหมว่า...ใครคือพ่อของเด็ก”ริมฝีปากอิ่มสวยเม้มแน่น ทว่าแววตาที่แข็งกร้าวเจือด้วยร่องรอยแห่งความปวดร้าวทำให้คนตั้งคำถามหายใจสะดุด“ฉันเห็นแกเป็นเพื่อนเสมอ แต่...ฉันไม่อยากจะพูดหรือค
“กลับโต๊ะกันเถอะ!” ชายหนุ่มตัดบทเสียงเรียบ ไม่แสดงอาการใดออกมา ทั้งที่ในหัวใจยามนี้กำลังหงุดหงิดและเดือดพล่านราวกับกองไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างเป็นจุณได้ฝากไว้ก่อนเถอะ ยายตัวแสบ! ผู้จัดการร้านเดินนำแขกพิเศษระดับวีวีไอพีไปนั่งที่โต๊ะริมน้ำที่วิวดีที่สุดของร้าน พร้อมแนะนำเมนู และรับออร์เดอร์ด้วยตัวเอง จากที่คิดว่าจะมานั่งกินนั่งเมาท์กันสบายๆ เลยกลายเป็นว่าหนุ่มสาวทั้งสองจำต้องกลายเป็นที่ถูกจับตาในฐานะบุคคลสำคัญไปเลย“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะว่าเมื่อกี้มันอะไรกัน” พอสบโอกาสที่ได้อยู่ตามลำพังยุทธนาก็หันมาซักฟอกเสียงเขียว“อะไร”“จะอะไรซะอีกล่ะ ก็ไอ้ท่าทางหยิ่งยโสกับคำพูดกวนประสาทของแกเมื่อกี้ไง กาฟ่งกาฝากมันคืออะไรกัน ฉันงงไปหมดแล้วเนี่ย ไปเหวี่ยงใส่ชาวบ้านเขาแบบนั้นทำไมยะ”“ก็ไม่มีอะไรนี่” หญิงสาวยักไหล่ ปฏิเสธหน้าตาเฉย“จะไม่มีได้ยังไง ก็ฉันเห็นกับตาได้ยินกับหู แล้วไหนยังจะมาเรียกฉันว่าที่ร้งที่รักให้ขนลุกอีก คืออะไรยะ”“ก็แค่หมั่นไส้ ไม่ถูกชะตาคนบางคนเท่านั้น”“ไม่ถูกชะตาเนี่ยนะ แล้วแกไปรู้จักกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้ไปเขม่นเขาแบบนั้น”“จะถามอีกนานไหมคุณยอร์ช ถ้าไม่หิวไม่กินฉันจะได้
“ไม่ว่าหรอกครับ ผมเข้าใจดีว่าคนบางคนก็ชอบยึดติดกับอะไรเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่บางทีผมว่าอะไรที่มันเดิมๆ ก็น่าเบื่อนะครับ” ชายหนุ่มมองร่างอรชรของคนตรงหน้า ก่อนกระตุกยิ้มมุมปากยั่วโมโห “บางทีการได้ลองของแปลกใหม่ คบคนใหม่ๆ หรือชิมรสชาติใหม่ๆ ดูบ้าง ก็อาจจะทำให้ชีวิตเรามีสีสันขึ้นก็ได้นะครับ แต่ถ้าคุณไม่กล้า...ผมก็เข้าใจ”“ไม่ใช่ไม่กล้าหรอกค่ะ แต่ฉันแค่ไม่ชอบทำตัวเป็น ‘กาฝาก’ ที่ชอบเอาเปรียบหรือทำลายความสุขคนอื่นต่างหาก!”คำว่ากาฝากนั้นทำให้ปราบดาสะอึก หน้าชาเหมือนถูกตบ ตาคมที่ตวัดมองคนอวดดีวาววับ“หวังว่าเหตุผลเท่านี้คงเพียงพอที่จะทำให้ฉันไม่ควรจะอยู่ร่วมโลก เอ๊ย! ร่วมโต๊ะเดียวกับคุณสองคนนะคะ”นัยน์ตาคมกล้าวาวโรจน์ห้ำหั่นกับดวงตาคู่งามที่แข็งกร้าวแบบสู้ไม่ถอย บอกให้รู้ว่าวิศราในวันนี้ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่จะยอมให้ใครมาข่มเหงรังแกได้ง่ายๆ และแน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมรับรู้ความนัยที่อีกฝ่ายต้องการสื่อกับเขาโดยตรง ในขณะที่คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกสองคนถึงกับอึ้งตะลึงงันยุทธนายิ้มค้าง หันขวับไปมองใบหน้าสวยหวานที่ดูเย็นชาของเพื่อนสาวอย่างแปลกใจ พอได้สติก็แอบสะกิดปรามเบาๆ ส่วนพรีมโรสเองก็ฝืน
“ก็เออสิยะ รอแกคุยกับหวานใจตั้งนาน ฉันหิวจะแย่แล้ว เมื่อตอนกลางวันกินไปนิดเดียวเอง เห็นเขาว่าที่โรงแรมนี้มีห้องอาหารไทยอร่อยระดับมิชลินสตาร์ แถมตั้งอยู่ริมน้ำวิวดีด้วย เราไปโซโลกันหน่อยไหม หรือจะไปร้านอื่นดี ว่าไง แกอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมล่ะ”พอเอ่ยถึงอาหารทำให้หญิงสาวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอเองก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมงแล้วตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน เพราะมัวแต่กังวลเกี่ยวกับอาการของบิดาสุดที่รัก“ฉันกินอะไรก็ได้”“เริ่ดค่ะ! ถือว่ามื้อนี้เป็นการต้อนรับแกกลับเมืองไทยครั้งแรกในรอบห้าปี ฉะนั้นมื้อนี้แกต้องเป็นเจ้ามือ!”คนถูกยัดเยียดตำแหน่งหันขวับ “ไอ้ยุทธ!”เจ้าของชื่อลอยหน้ายิ้มแป้น “เป็นอันว่าตกลง! งั้นขอฉันไปเติมแป้งแป๊บนะ เผื่อเจอเนื้อคู่หล่อๆ รวยๆ จะได้ไม่เสียโอกาสเหมือนใครบางคน”คนโดนแขวะส่งค้อนให้เพื่อนตัวแสบอย่างหมั่นไส้ร้านอาหารไทยที่ว่าเป็นไปตามที่ยุทธนาโฆษณาไว้ คือบรรยากาศดี และอาหารอร่อยเลิศรสการันตีด้วยมิชลินสตาร์ที่ทั่วโลกต่างยอมรับ จะติดก็ตรงที่คนเยอะไปหน่อยแม้ว่าจะเป็นวันธรรมดา ทันทีที่หญิงสาวสวยรูปร่างเพรียวระหงในชุดเดรสสั้นสีฟ้าเทอร์คอยส์เรียบหรูแต่ดูแพงและมีสไตล์เ
“เอาเถอะ ผมยอมให้คุณดูตลอดชีวิตเลยก็ได้”แก้มนวลร้อนผ่าว แต่พยายามข่มใจไม่ให้รู้สึกรู้สากับคำหวานและแววตาอ่อนโยนจริงใจที่ส่งมาให้“งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ ไว้พบกันค่ะ”“แล้วพบกันครับ...”วิศรากดวางสายด้วยหัวใจที่พองฟูและหม่นหมองในคราวเดียวกัน“อะไรยะ อุตส่าห์ได้คุยกับหวานใจ ทำไมทำหน้าเหมือนโลกจะถล่มแบบนั้นล่ะ ไหนบอกอาการหมอซิ คิดอะไรไม่เข้าท่าอีก...”“คิดว่าตัวเองเป็นคนใจร้ายมั้ง”“ต๊ายยย เพิ่งรู้ตัวเหรอยะหล่อน ชาวบ้านเขารู้กันทั่วทั้งบางตั้งนานละ นอกจากจะใจร้ายแล้วยังจะเลือดเย็นไร้หัวใจด้วย”“นังยุทธ!” คนถูกหลอกด่าแบบรู้ตัวค้อนตาคว่ำใส่“รึไม่จริง ก็เถียงมาสิยะ มีอย่างเรอะ ผู้ชายเขาอุตส่าห์แจกขนมจีบเป็นเข่งๆ ตั้งหลายปีดีดัก ทั้งจีบทั้งอ่อยสารพัดวิธี แม่คุณก็ยังทำเล่นองค์ เป็นฉันหน่อยไม่ได้ เจ้าชายอลันรูปหล่อเสร็จโจรนานแล้ว”“พูดจาน่าเกลียด ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไง เขาเป็นเจ้านายเรานะยะ อีกอย่างฉันไม่อยากเห็นแก่ตัวรั้งอนาคตคนดีๆ แบบเขาไว้ แกก็รู้ว่าอดีตของฉันไม่ได้สวยงาม บาดแผลบางอย่างถึงมันจะจางไปตามกาลเวลาได้ แต่มันก็ไม่หายไป...” ปลายเสียงสั่นเครือทำให้คนฟังอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเผลอสะกิดปมในใ
“อ้าว ถ้าไป ขากลับพรีมก็จะได้ซื้อขนมอร่อยๆ ไปฝากพี่สาวคุณแล้วก็เจ้าลูกปลาน้อยของพรีมด้วยไงคะ ไม่ได้เจอหลานตั้งหลายวันแล้ว คิดถึงจะแย่” พรีมโรสยิ้มอ่อนหวาน นี่เป็นอีกจุดที่ทำให้เธอชนะใจชายหนุ่มได้สำเร็จ ปราบดาเป็นคนรักพี่สาวและหลานสาวมาก หากเธออยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา เธอก็ต้องรักคนทั้งสองด้วย ซึ่งที่ผ่านมาหญิงสาวก็ทำได้ดีพอสมควรทีเดียว“ตามใจคุณ ยายลูกปลาก็บ่นถึงน้าพรีมอยู่เหมือนกัน”“งั้นเราไปกันเลยไหมคะ” นางแบบสาวสอดมือเข้ามากุมมือแฟนหนุ่มไว้ โดยไม่ทันสังเกตแววตาเข้มขรึมของอีกฝ่ายที่แอบเหลือบมองไปทางลิฟต์ตัวนั้นอีกครั้งพลางถอนใจเบาๆ ก่อนยอมให้แฟนสาวจูงมือออกไปเอาเถอะ อย่างน้อยเขาก็ได้รู้แล้วว่าเธอพักห้องไหน ยังไงเขาก็ไม่ปล่อยให้เธอหนีไปได้อีกครั้งแน่นอน!“ฮัดเช้ย!” เสียงจามสนั่นทำให้บทสนทนาอย่างออกรสสะดุดลง “แหม สงสัยมีหนุ่มที่ไหนคิดถึงรึเปล่าน้า” ยุทธนาหรี่ตาแซวเพื่อนสาว“หรือไม่ก็คงมีใครกำลังนินทาอยู่ เฮ้อ...”“อะไรทำไมยะ มาถอนหายใจเฮือกๆ หนักอกหนักใจอะไรนักหนา หรือคิดถึงเรื่องพ่ออีก”“อืม...”“ไม่เอาน่า ก็บอกแล้วไงว่าพ่อแกอยู่ในมือหมอที่เก่งที่สุด ฉันเชื่อว่าท่านต้องปล
“คะ อ๋อ...ใช่ค่ะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “ไม่ทราบมีอะไรให้ดิฉันช่วยหรือเปล่าคะ”“คือว่า...ผมเป็นเพื่อนของเธอน่ะครับ” คำนั้นทำให้คนฟังไม่ติดใจสงสัย เพราะสตรีสาวสวยที่ทางผู้บริหารเบื้องบนได้กำชับให้ดูแลเป็นพิเศษระดับซูเปอร์วีวีไอพีก็เพิ่งมีเพื่อนชายมารอพบไปหยกๆ และชายหนุ่มที่มาใหม่นี่แม้จะมีลุคเซอร์ๆ กว่าคนแรกสักหน่อย แต่ก็ท่าทางดูดี สุภาพ แถมยังหล่อเท่เหมือนดาราหนังมากกว่าพวกสิบแปดมงกุฎ“คุณต้องการให้ทางเราโทร. ขึ้นไปแจ้งเธอไหมคะ”ปราบดานิ่งครุ่นคิด แน่นอนว่าถ้าโทร. ขึ้นไปแจ้งผู้หญิงคนนั้นคงไม่ยอมลงมาหรอก เผลอๆ เขาจะโดนไล่ตะเพิดเสียอีก และหากถามตรงๆ พนักงานสาวตรงหน้าคงไม่ยอมบอกเลขห้องพักของลูกค้าง่ายๆ แน่นอน “อย่าเพิ่งบอกเธอนะครับ คือ...พอดีผมกะว่าจะทำเซอร์ไพรส์ต้อนรับเธอนิดหน่อย” คนพูดแอบขยิบตานิดๆ อย่างคนขี้เล่นเพื่อให้สมบทบาท แล้วก็ได้ผล ดูเหมือนว่าพนักงานสาวจะคลายความระแวงสงสัย“แล้วคุณต้องการให้ทางเราช่วยยังไงดีคะ”“อืม...งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า รบกวนคุณช่วยเช็กอินห้องที่ติดกันหรือใกล้กับห้องคุณวิศราให้ผมห้องหนึ่งได้ไหมครับ”“ห้องที่อยู่ติดกันกับห้องคุณวิศราเป็นห้องสูทนะค
“ผู้ชายค่ะ แต่ไม่ได้แจ้งชื่อ คือ...ดิฉันถามแล้วนะคะ แต่เขาไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าจะนั่งรอจนกว่าคุณจะมา”คำตอบยิ่งทำให้งุนงงหนัก เพราะการมาเมืองไทยของเธอเป็นการมาชนิดที่เรียกว่ากะทันหัน และไม่ได้บอกใครแม้แต่คนที่ทำงานหรือที่บ้าน แล้วใครกันที่ได้ข่าวไวขนาดนี้ หรือว่า...“อ้าว...นั่นไงคะ เขาเดินมาพอดี”วิศราหันขวับทันที ก่อนที่ดวงตาเรียวงามจะค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นร่างอันคุ้นตาของชายหนุ่มที่เดินตรงมาชัดๆ กว่าจะทันรู้ตัวเธอก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมแขนของอีกฝ่ายเสียแล้ว“เซอร์ไพรส์จ้า...” คำนั้นมาพร้อมกับการทักทายด้วยปลายจมูกที่ชนข้างแก้มทั้งสองของเธออย่างคนคุ้นเคย“แยมมี่! มาได้ยังไงน่ะ”“มีนกฮูกด่วนส่งข่าวมาที่ฮอกวอตส์น่ะสิจ๊ะว่ามาดามจะเสด็จกลับวันนี้ ไงยะ...กลับเมืองไทยมาไม่คิดจะบอกกันสักคำเลยนะ นี่แกยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่าเนี่ย” ยุทธนาแยกเขี้ยวให้เพื่อนซี้“มาด่วนน่ะสิ เลยไม่ทันได้บอกใคร พอรู้ข่าวเรื่องคุณพ่อ จองตั๋วเครื่องบินได้ก็รีบบินมาเลย”“เออจริงสิ แล้วนี่อาการคุณลุงเป็นไงบ้าง คุณหมอว่าไง”“เพิ่งผ่าตัดเสร็จ ยังไม่ฟื้นเลย หมอบอกรอดูอาการก่อน ตอนนี้อยู่ไอซียู ยังเยี่ยมไม
‘เด็กคนนั้นคลอดแล้ว...ในที่สุดพ่อของฉันก็มีลูกคนใหม่กับผู้หญิงคนนั้น เขากำลังมีความสุขกับครอบครัวใหม่ที่ไม่มีฉันรวมอยู่ด้วย ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่เหลือใครเลย...’เสียงอ่อนล้าเจือรอยสะอื้นของอีกฝ่ายบีบหัวใจคนฟังให้อ่อนยวบ อลันลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ อย่างปลอบขวัญ‘ใครว่าไม่เหลือล่ะ’ มือใหญ่จับมือเรียวงามมาวางลงที่หน้าท้องนูนเบาๆ ‘นี่ไง กำลังใจของคุณอยู่ในนี้แล้วคุณก็ยังมีผมอยู่อีกทั้งคน ผมจะอยู่เคียงข้างคุณกับลูกเสมอนะ อ้อ! แล้วคุณก็ยังมียอร์ชชี่เพื่อนรักของคุณอีกคนด้วยไง อย่าพูดให้เขาได้ยินเชียวละว่าไม่มีใคร ไม่งั้นคุณได้หูดับไปทั้งวันแน่ๆ’ คนพูดหัวเราะเบาๆ เมื่อเอ่ยถึงเพื่อนรักของเธอที่เขามองออกในที่สุดว่าอีกฝ่ายมีรสนิยมที่แท้จริงเช่นไร ทว่าอลันก็ไม่เคยรังเกียจ ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่คิดจะจับเขากินตับแทนมื้อค่ำ‘พวกเราจะอยู่ข้างๆ คุณเสมอ และเราจะผ่านทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม ผมสัญญา’คำสัญญาที่ออกจากปากของเขาทำให้คนฟังอบอุ่นในใจ คลายความเศร้าลงได้บ้างทว่ายามนี้เจ้าของคำสัญญาอยู่ห่างไกลถึงอีกซีกโลก ทำให้หัวใจดวงน้อยเคว้งคว้างเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตามลำพัง
“เอ๊ะ! คะ...คุณส้ม!”ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาที่ร่าง รอยยิ้มเอ็นดูมลายหายไปจากใบหน้าสวยหวานในชั่วพริบตาหลายปีที่ไม่ได้พบกันดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ‘ปุริมา’ แม่เลี้ยงที่เธอแสนชิงชังยังคงสาวและสวยสง่าไม่ต่างจากวันนั้น ไม่สิ! คนตรงหน้าดูดีกว่าวันนั้นด้วยซ้ำ แน่ละ ในเมื่อบิดาของเธอทั้งรักและทะนุถนอมอีกฝ่ายยิ่งกว่าอะไรดี ดวงตาคู่งามฉาบด้วยไอเย็นเยียบยามมองไปยังร่างป้อมของเด็กหญิงวัยสี่ขวบในชุดนักเรียนอนุบาลน่ารัก ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นเมื่อนึกถึงสถานะของเด็กน้อยตรงหน้าที่เธอไม่อยากจะยอมรับน้องสาวต่างแม่!‘ฮัลโหล...ส้มเหรอลูก รู้ไหมว่าตอนนี้ลูกมีน้องสาวแล้วนะ เดี๋ยวพ่อส่งรูปน้องไปให้ดูในไลน์ น้องน่ารักมากๆ แก้มยุ้ยเหมือนลูกตอนเด็กๆ เลย...’เสียงที่ทั้งเห่อทั้งตื่นเต้นของบิดากระชากหัวใจคนเป็นลูกให้ด่ำดิ่งสู่ห้วงอเวจีทันใดดวงตาหวานเจือเศร้าทอดมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มีภาพครอบครัวสุขสันต์ของบิดาตนเอง พร้อมด้วยสมาชิกตัวน้อยคนใหม่ที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงสัปดาห์ในอ้อมแขนของวิศรุตอย่างเหม่อลอยน้องสาว! ในที่สุดเธอก็ได้น้องสาวต่างแม่ และกลายเป็นหมา