ความเคร่งขรึมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสียนกุ้ยเฟย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเบา ๆ “ตอนแรกข้าก็สงสัยว่าฮองเฮาเป็นคนทำเจ้าค่ะ …”“แต่มีหมอหลวงหลายคนมารักษาฮ่องเต้ การวินิจฉัยไม่อาจผิดพลาดได้ แต่ว่าท่านพี่เจ้าคะ มีบางอย่างน่าสงสัยมาก ขณะที่หมอหลวงกำลังรักษาฮ่องเต้ สีหน้าของฮองเฮาดูมีความกังวลเล็กน้อย!”“หากนางไม่ได้วางยาพิษฝ่าบาท เหตุใดถึงกังวลนักเล่า?”ใบหน้าของเซิ่งฟางสี่ยิ่งเคร่งขรึม เขาพยักหน้าและพูดเบา ๆ “มีความเป็นไปได้เพียงสองประการ”“ประการแรก ตระกูลไป๋ไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร มันก็บังเอิญเกินไป ความบังเอิญนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”“ในเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ก็ปล่อยให้ฝ่าบาทมีชีวิตต่อไปอีกสักหน่อย ยังไม่ต้องทำอะไร”เซิ่งฟางสี่นิ่งไปชั่วขณะ จึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อีกประการหนึ่ง เรื่องนี้เป็นฝีมือของตระกูลไป๋”“พวกเขาโง่มากที่ลงมือตอนนี้ ทำตัวเองแท้ ๆ นอกจากจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ แล้ว ยังเป็นการช่วยเราอีกต่างหาก!”เซิ่งฟางสี่ยิ้มเล็กน้อย พ่นลมหายใจออกมาอย่างภาคภูมิ“หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เหล่าขุนนางจะต้องเป็นกังวลเป
ฮ่องเต้ซิงหลงรู้สึกหนักใจอย่างยิ่ง อดพูดไม่ได้ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับข้าหรือ?”ดวงตาของไป๋เหยียนเฟยแดงก่ำ นางเริ่มพูด “ฝ่าบาท พระองค์ทรงกังวลเรื่องกิจการบ้านเมืองมากเกินไป หมอหลวงบอกว่าพระองค์ชี่และเลือดเสียสมดุล ไม่ใช่อาการป่วยร้ายแรง พระองค์แค่ต้องดูแลพระวรกายให้ดีเพคะ”“สาวใช้ของข้าปรุงยาบำรุงให้พระองค์แล้ว ดื่มให้รู้สึกดีขึ้นเถิดนะเพคะ”ฮ่องเต้ซิงหลงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยังคงรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อยแท้จริงแล้ว เขามีความสงสัยในใจว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้“เรียกหมอหลวงมา ข้าอยากถามเรื่องอาการของข้า”ไป๋เหยียนเฟยย่อมไม่ใส่ใจ นางได้เชิญหมอหลวงทุกคนในราชสำนักมามากถึงเจ็ดหรือแปดคนพวกเขาทั้งหมดมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ซิงหลง หลังจากตรวจชีพจรของเขาแล้ว ก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ!เป็นเพียงชี่และเลือดเสียสมดุลเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากความเหนื่อยล้า“ฝ่าบาท การสูญเสียพละกำลังของพระองค์ อาจเกิดจากความเหนื่อยล้าหรือโหมงานมากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แค่ต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวังเท่านั้น พระองค์ก็จะหายดีพ่ะย่ะค่ะ”หมอหลวงทั้งหลายพูดอย่างเร่งรีบ พูดจบ ฮ่องเต้ซิงหลงก็พยักหน้า“เหตุใดอากา
เมื่อเสียนกุ้ยเฟยได้ยินคำพูดเหล่านี้ นางก็ขมวดคิ้วทันที!นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?“ท่านหมอหลวงทั้งสอง ข้าอยากรู้จริง ๆ พระวรกายของฝ่าบาทแข็งแรงมาโดยตลอด เหตุใดจู่ ๆ ถึง…”หลังจากที่เสียนกุ้ยเฟยพูดจบ หมอหลวงทั้งสองก็ตอบด้วยรอยยิ้ม“กุ้ยเฟยอย่าได้กังวลเลย อาการเครียดก็เป็นเช่นนี้ หากไม่ใส่ใจ อาการก็จะกำเริบขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”“แม้ว่าพระวรกายของพระองค์จะอ่อนแอเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โปรดอย่ากังวล กระหม่อมจะรักษาให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หมอหลวงทั้งสองคิดจริง ๆ ว่าเสียนกุ้ยเฟยกังวลเพราะอาการของฮ่องเต้ทั้งที่ความจริงแล้ว นางอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่างหาก!“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณท่านหมอทั้งสอง”เสียนกุ้ยเฟยไม่สามารถหาสาเหตุได้ นางคิดได้เพียงว่ามันมีสาเหตุมาจากการทำงานหนักเกินไปของฝ่าบาท!ในเวลาเดียวกัน ฮ่องเต้ซิงหลงเพิ่งผล็อยหลับไป แต่มีความกังวลบางอย่างเกิดขึ้นในราชสำนักเนื่องจากหมานอี๋ต่างจับตามองด้วยสายตากระตือรือร้น และเรื่องเหล่านี้ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา หรือเหล่าเจ้ากรมต่างก็กังวลอย่างยิ่ง!ไป๋เหยียนเฟยหรี่ตาลง หลังจากคิดอยู่ครู่หน
ไป๋เหยียนเฟยส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น ท่านใต้เท้ามีอะไรจะรายงานหรือไม่?”“ถ้ามีก็ว่าไป ถ้าไม่มีก็แยกย้ายกันออกไปเถิด”หลังจากพูดจบแล้ว หยางเฟิ่งกั๋วก็หายใจเข้าลึก ๆ และอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฮองเฮา ตอนนี้ทุกอย่างจัดการได้ง่ายแล้ว แต่เรื่องหมานอี๋นี้ ...”“ฝ่าบาททรงกำลังคิดว่าใครควรรับผิดชอบภารกิจนี้ แต่ฝ่าพระบาทไม่มีกำลังในขณะนี้ หากภารกิจนี้ยังไม่อาจแน่ใจได้ ก็กังวลว่าหมานอี๋จะใช้โอกาสนี้โจมตีต้าเย่ ด้วยการบุกรุกชายแดน!”หลังจากพูดเช่นนี้ ไป๋เหยียนเฟยก็หัวเราะในใจ นั่นคือสิ่งที่ไป๋เฟยเฟยพูดจริง ๆ!แม้ว่าจะไม่พูดถึงมันด้วยตัวเอง พวกเขาก็จะลุกขึ้นมาพูดเช่นนี้อยู่ดี!“ท่านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เนื่องจากฝ่าบาทยังไม่ได้เลือก และนี่คือสถานการณ์ตอนนี้ ข้าจึงจะตัดสินใจ ให้เราหารือร่วมกันเพื่อเลือกทูตไปเจรจากับหมานอี๋!”“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปเพื่อต้าเย่ ท่านทั้งหลาย ขอพูดตามตรง หลังจากเหตุการณ์นี้ หากฝ่าบาทจะตำหนิ ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง”หลังจากที่ไป๋เหยียนเฟยกล่าวคำเหล่านี้ เสนาบดีฝ่ายขวา เป้าชิงสื่อก็พูดทันที “ฮองเฮา ครั
หลังจากที่เรื่องนี้คลี่คลายแล้ว หยางเฟิ่งกั๋วก็ถอนหายใจ รู้สึกหดหู่มากมีการออกพระราชกฤษฎีกาทันที เพื่อให้สามารถส่งหวังหยวนไปเป็นทูตเจรจากับหมานอี๋ได้!ทันทีที่เสียนกุ้ยเฟยรู้เรื่องนี้ ก็รีบติดต่อเซิ่งฟางสี่ให้เข้าไปในวังหลวง!“หวังหยวนถูกส่งไปเป็นทูตเจรจากับหมานอี๋หรือ?”เซิ่งฟางสี่ขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเขาเคยได้ยินเรื่องหวังหยวนคนนี้!แต่เขาไม่คาดคิดว่าฮองเฮาจะให้เขาไปทำภารกิจกับหมานอี๋!เป็นไปได้หรือไม่ว่าหวังหยวนคนนี้มาจากตระกูลไป๋?“เจ้าค่ะ ท่านพี่ เรื่องนี้...”เสียนกุ้ยเฟยพยักหน้า นางยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างแปลก“นี่อาจเป็นเหตุผลหลัก ที่ทำให้ตระกูลไป๋ลงทุนทำมากถึงเพียงนี้หรือเปล่า!”“พวกเขาต้องการตัดไฟต้นลม ตัดอำนาจของเราในหมู่หมานอี๋หรือเปล่า?”เซิ่งฟางสี่พ่นลมหายใจอย่างเย็นชา หากเป็นกรณีนี้จริง ก็ไร้สาระจริง ๆ!แม้ว่าตระกูลเซิ่งจะไม่ได้มีสิทธิ์ตัดสินใจในแดนคนเถื่อน แต่ก็มีสิทธิ์พูดอย่างแน่นอน!ก็รู้อยู่ว่าอ๋องหมานอี๋ที่เพิ่งสถาปนานี้ ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเซิ่งของพวกเขา!“ท่านพี่ ข้ากังวลเรื่องหวังหยวนคนนั้น ไม่เช่นนั้น…”เสียนกุ้ยเฟยรีบพูด หากหวังหยวนรู้เก
หวังหยวนได้วางแผนไว้แล้ว ไม่เช่นนั้นเขาจะยอมไปหาหมานอี๋อย่างง่ายดายได้อย่างไร?“พวกเราหรือ?”หลี่ซื่อหานตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าหวังหยวนจะสื่ออะไร“ครั้งนี้เราจะผ่านเมืองหยางและเมืองสู่ สถานที่ทั้งสองนี้อุดมสมบูรณ์มาก ธุรกิจของเราก็สามารถก่อร่างสร้างตัวที่นั่นได้”หวังหยวนพูดด้วยรอยยิ้ม ทำให้สตรีทั้งสามตกตะลึง!“สามี สถานการณ์เช่นนี้ ท่านยังคิดทำธุรกิจอยู่อีกหรือ?”หลี่ซื่อหานพูดด้วยความหงุดหงิด“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าตกลงกับตระกูลไป๋เพราะว่าอยากทำธุรกิจ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงไม่เกิดประโยชน์กับข้า แล้วเหตุใดข้าต้องไปด้วยล่ะ?”หลังจากที่หวังหยวนพูดเช่นนี้ หูเมิ่งอิ๋งก็อุทานออกมาทันที“คุณชาย ท่านกำลังบอกว่า... นี่คือแผนการของท่านตั้งแต่แรกหรือ?”“แต่ว่า... ระหว่างทางก็ต้องเผชิญกับอันตรายมามากมาย พวกเราจะทำธุรกิจดี ๆ ได้อย่างไร?”คนธรรมดาย่อมเข้าใจว่าต้องเป็นเช่นนี้เพราะตระกูลเซิ่งจะไม่ยอมให้หวังหยวนไปเป็นทูต!เกรงว่าตระกูลเซิ่งต้องลงมือเป็นแน่!ตราบใดที่หมานอี๋กดดันต้าเย่ ความเจริญรุ่งเรืองของพวกเขาก็จะยิ่งเพิ่มมมากขึ้นหลังจากนั้น...องค์ชายใหญ่แห่งตระกูลเซิ่งฉลาดที่ส
หวังหยวนพูดด้วยรอยยิ้ม หลังจากได้ยินดังนั้น สตรีทั้งสามก็หัวเราะกันหมดตราบใดที่พวกนางสามารถอยู่กับหวังหยวนได้ ย่อมไม่รู้สึกว่าตนต้องลำบากเลย!ยิ่งไปกว่านั้น พวกนางยังต้องการติดตามหวังหยวนไปอยู่แล้วด้วย!แทนที่จะเฝ้ารอเขาทั้งวันทั้งคืนอยู่ในหมู่บ้านต้าหวัง พวกนางอยากไปกับเขามากกว่า ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ พวกนางก็ไม่หวั่น!เนื่องจากเขากำลังจะเป็นทูตไปหาหมานอี๋ หวังหยวนจึงต้องเตรียมการล่วงหน้าระหว่างทาง เขาแค่อยากหาเงิน ดังนั้นแทนที่จะเอาสินค้าราคาถูกไป เขากลับนำรถเข็นที่เต็มไปด้วยแก้วคริสตัลมา!สิ่งนี้มีราคาแพง และเป็นที่ชื่นชอบคนรวย!ส่วนสินค้าอื่น หวังหยวนก็เอาบางส่วนไปด้วย เขาไม่จำเป็นต้องเปิดร้านทำธุรกิจที่นี่เพียงที่เดียว เขาสามารถหาพ่อค้าที่สนใจได้สองสามคนที่นี่ หากพวกเขาถูกใจ ก็สามารถซื้อตุนไปชายที่เมืองหลิงได้แนวคิดปัจจุบันของหวังหยวน คือการสร้างตลาดค้าส่งเหมือนยุคสมัยใหม่!ในเวลาเดียวกัน แก้วคริสตัลนี้มีไว้ใช้สร้างรายได้อยู่แล้ว อย่างไรเสีย ก็ต้องได้ทองหลายหมื่นตำลึงแน่!นอกจากนี้ยังมีหมานอี๋ด้วย!ที่นั่นมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากคริสตัลน้อย ดังนั้นราคาจึงอาจสูงกว่าเดิม!
หลังจากที่จ้าวต้าฉุยทำสิ่งนี้สำเร็จ เขาก็ต้องตกใจมากเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากภาพวาดที่วาดโดยหวังหยวน เขากับจู่ปันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้!หวังหยวนก็มีความสุขมากเช่นกัน ตอนนี้เมื่อผลิตปืนทรงอานุภาพเช่นนี้ได้แล้ว พวกเขาควรจะได้รับอนุญาตให้รู้วิธีใช้มันดังนั้นหวังหยวนจึงเรียกสตรีทั้งสามและต้าหู่มา คราวนี้เขาไม่ได้วางแผนจะพาคนไปเมืองหมานอี๋เยอะเกินไป เขาคัดเลือกคนมีฝีมือสิบคนในหมู่ทหารเกราะทมิฬไปด้วย กลุ่มสิบคนนี้ก็เพียงพอแล้ว!แต่ละคนจะได้รับปืนคาบศิลารุ่นพัฒนาแล้ว หลังจากสอนวิธีใช้ กลุ่มติดอาวุธของพวกเขามากกว่าสิบคนก็พร้อมรบ!ในกรณีนี้ แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับกองโจร ก็จะไม่กลัวอีกต่อไป!เขาไม่เชื่อว่าในฐานะที่เขาก็เป็นข้าราชการ ตระกูลเซิ่งจะสามารถส่งกองทหารไปจัดการกับพวกเขาได้หรือ?ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีตระกูลไป๋ด้วย!เมื่อมีตระกูลไป๋ที่นี่ ก็เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้จะปลอดภัยขึ้นมาก!ท้ายที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับตระกูลอื่นแล้ว ตระกูลไป๋หวังว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงหมานอี๋ และแก้ไขปัญหานี้ได้!หลังจากตัดไฟแต่ต้นลมแล้ว ก็สามารถจบเรื่องนี้ได้!หลังจากที่หวัง
กองทัพทั่วหล้าตกอยู่ในมือของเขาแล้ว!หากเกิดสงครามกับหวังหยวน เขาก็ต้องเป็นแนวหน้า!ซือหม่าอันหรี่ตา จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เรื่องที่ท่านขุนพลหานกังวล มีหรือที่ข้าจะไม่กังวล?”“ข้าได้กราบทูลเรื่องนี้กับฝ่าบาทแล้ว แต่ฝ่าบาทกลับไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้ท่านโปรดปรานการใช้ดินปืน ซ้ำยังให้คนไปคิดค้นอาวุธร้อนเพิ่มด้วย!”“เพียงแต่ว่าการจะพัฒนาอาวุธร้อนให้สมบูรณ์ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน!”หานเทาถอนหายใจยาว มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจหลักการนี้?น่าเสียดายที่ไม่สามารถพูดคุยกับฝ่าบาทให้เข้าใจได้!“เช่นนั้นตามความคิดเห็นของท่านซือหม่า ต่อไปพวกเราต้องทำอย่างไร?”หานเทาเอ่ยถามเขาเป็นเพียงขุนศึก ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมต้องการความช่วยเหลือจากซือหม่าอันเมื่อทั้งสองปรึกษาหารือกัน อาจจะสามารถหาผลลัพธ์ที่ดีได้!ซือหม่าอันหรี่ตาลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ จากนั้นกล่าวว่า “หรือว่าพวกเราจะก่อตั้งสถานที่ที่คล้ายกับหอไร้เทียมทาน จากนั้นก็ป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ทั่ว ให้ผู้คนทั่วหล้าเดินทางมา เช่นนี้แล้ว ต่อให้พวกเราไม่สามารถรวบรวมยอดฝีมือได้มากมาย อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้
“เจ้านี่นะ! ถึงกับหึงหวงเพราะผู้ชายเลยหรือ? หากกลับไปยังหมู่บ้านต้าหวัง เช่นนั้นข้าจะมีความสุขได้อย่างไร?”หวังหยวนส่ายหน้าอย่างจนใจ ที่บ้านเขายังมีภรรยาสาวสวยอีกหลายคน ท่าทางของหลิ่วหรูเยียนเช่นนี้ ช่างทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นที่สำคัญที่สุดก็คือ ภรรยาในบ้านแต่ละคนล้วนไม่ใช่คนธรรมดา!โดยเฉพาะหวงเจียวเจียว นิสัยของนางร้อนแรงยิ่งกว่าไฟ นอกจากหลี่ซื่อหานและคนอื่น ๆ แล้ว ก็เกรงว่าจะไม่ยอมรับใครอีกหากสตรีทั้งสองนี้มาพบกัน ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ในเมื่อรับพวกนางมาเป็นภรรยาแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เขาก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมดเวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงสามวันนี้ หวังหยวนอยู่ในหอไร้เทียมทานต้องยอมรับว่าการก่อตั้งหอไร้เทียมทานได้ดึงดูดผู้มีความสามารถมากมายมาให้หวังหยวนที่สำคัญที่สุดก็คือหวังหยวนเป็นเพียงผู้ดูแล เรื่องราวทั้งหมดมอบให้เกาเล่อจัดการ โดยเพียงแค่ใช้ชื่อเสียงของหวังหยวนเท่านั้น!ต้องรู้ว่าหวังหยวนมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งดินแดนทั้งเก้า เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด แม้แต่ปวงประชาแห่งดินแดนทั้งเก้าก็เคารพหวังหยวน แล้วใครเล่าจะไม่อยากมาอยู่ใต้บัญชาของหวังหยวน?ยิ่งไป
การประลองย่อมต้องดำเนินต่อไปเพียงแต่ว่าตำแหน่งอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้านั้นมีมากมาย หวังหยวนจึงไม่ได้อยู่ดูการแข่งขันต่อคาดว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หอไร้เทียมทานคงจะคึกคักเป็นอย่างมากในไม่ช้า หวังหยวน ไฉจวิ้น และหลิ่วหรูเยียนทั้งสามก็กลับมาถึงห้อง ส่วนเรื่องภายนอกมอบให้เกาเล่อจัดการทันทีที่เดินเข้าห้อง หวังหยวนจึงรีบจับมือไฉจวิ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกขอรับ ข้าสบายดี!”“ต่อให้ต้องประลองต่อ ข้าก็ยังไหว!”“เพียงแต่ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้านั่นจะยอมแพ้...”“เช่นนี้ก็ดี ทำให้ข้าไม่ต้องเปลืองแรง!”“อีกอย่าง หากต้องประลองกันต่อ เกรงว่าแม้แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่...”นี่เป็นความจริงทุกคนรู้ว่าไฉจวิ้นมีพละกำลังมหาศาล ตัวเขาเองก็รู้ดีแก่ใจ แต่ขีดจำกัดของตนอยู่ที่ใด เกรงว่าแม้แต่เขาเองก็คงจะไม่รู้“เห็นว่าเจ้าไม่เป็นอะไร ข้าก็โล่งใจ”“แต่ต่อไปเมื่อทำสิ่งใด ต้องใช้ความคิดให้มาก”“แม้ว่าเจ้าจะมีพละกำลังมหาศาล แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน เจ้าไม่มีทางรู้ได้ว่าคู่ต่อสู้ของเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด”“ดังนั้นเมื่อทำสิ่งใด อย่าได้อวดดี เข้าใจหรือไม่?”
“ช่างมีพละกำลังมหาศาลจริง ๆ!”ขณะที่หวังหยวนกับพวกกำลังสนทนากัน สายตาของพวกเขาก็จับจ้องไปที่ดาร์เนล ซึ่งในตอนนี้ได้ยกติ่งหนักถึงเจ็ดร้อยชั่งขึ้นเหนือศีรษะบนเวทีเหลือเพียงไฉจวิ้นและดาร์เนลเมื่อดาร์เนลยกติ่งขึ้นได้ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่ไฉจวิ้น ตอนนี้เขาคือความหวังของปวงประชาแห่งดินแดนทั้งเก้า ตำแหน่งจอมพลังอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าจะไปตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติได้อย่างไร?เช่นนี้แล้ว ภายภาคหน้าปวงประชาแห่งดินแดนทั้งเก้าจะเชิดหน้าชูตาได้อย่างไร?ทางด้านสายตาของหวังหยวนนั้นจับจ้องไปที่ดาร์เนล ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่“ดูท่าแล้วไฉจวิ้นยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ดาร์เนลมีความสามารถจริง ๆ ข้าเห็นว่าตอนที่เขายกติ่งขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้มีความลังเลแม้แต่น้อย ช่างมีพละกำลังมหาศาลนัก หากบอกว่าคนผู้นี้คือจอมพลังอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า นั่นไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นชื่อเสียงอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า”หลิ่วหรูเยียนที่อยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างช้า ๆการกระทำทั้งหมดของดาร์เนลล้วนอยู่ในสายตาของพวกเขา นี่คือผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงหากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เกรงว่าจะไม่มีใครทำได้อย่างเข้าไม่ใช่หรือ?
แต่ทั้งหมดนี้นั้น นับว่าเป็นความดีความชอบของปู่ของไฉจวิ้นด้วย หากไม่ใช่เพราะมีปู่ช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ และใช้ชีวิตอยู่ในป่ามาหลายปี แล้วเขาจะมีพละกำลังแข็งแกร่งเพียงนี้ได้อย่างไร?เมื่อไฉจวิ้นยกติ่งใหญ่ขึ้น ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ก็ทยอยแสดงความสามารถของตนน่าเสียดาย ในท้ายที่สุดผู้ที่สามารถยกติ่งใหญ่ขึ้นได้ นอกจากไฉจวิ้นแล้วมีเพียงชาวต่างชาติที่มาจากต่างแดนเท่านั้นเสียงปรบมือดังกึกก้องจากข้างล่างเวที “คนผู้นี้มีความสามารถยิ่งนัก”หวังหยวนกอดอกมองชาวต่างชาติผู้นั้น พลางกวักมือเรียกเกาเล่อในชั่วพริบตา เกาเล่อก็มาอยู่ข้างกายหวังหยวน แต่สีหน้ากลับดูตึงเครียด“คนผู้นั้นคือชาวต่างชาติที่เจ้าเพิ่งพูดถึงหรือ?”หวังหยวนชี้ไปที่อีกคนบนเวที แล้วเอ่ยถามเกาเล่อพยักหน้า จากนั้นก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “คนผู้นี้มีที่มาไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกข้อมูลของเขาให้ท่านทราบแล้ว คนผู้นี้มีชื่อว่าดาร์เนล ว่ากันว่ามีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่เด็ก และเคยต่อยเสือร้ายตายด้วยหมัดเดียว!”“เดิมทีคิดว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล่า ตอนนี้ดูเหมือนว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องโกหก...”สามารถยกติ่งใหญ่หนักห้าร้อยชั่งได้ นั่นก็
เขามีความมั่นใจในตัวน้องชายคนนี้ก่อนหน้านี้ หวังหยวนเคยเห็นความสามารถของไฉจวิ้นมาก่อน อย่าว่าแต่จะหาผู้ที่เทียบเทียมเขาในบรรดาคนรุ่นเดียวกันได้ยากเลย แม้แต่คนที่อายุมากกว่าเขาก็ยังไม่มีใครมีพละกำลังเท่าเขา!ยิ่งไปกว่านั้น หวังหยวนเองก็ยังไม่รู้ขีดจำกัดของไฉจวิ้น!ดูท่าแล้ววันนี้คงมีเรื่องสนุกให้ชมกันเกาเล่อกลับเอ่ยว่า “ข้าเห็นว่าไม่เป็นเช่นนั้น คนที่อยู่ข้างกายไฉจวิ้นล้วนไม่ใช่คนธรรมดา! หนึ่งในนั้นมาจากต่างแดน คนผู้นี้มีชื่อเสียงมานาน ว่ากันว่าสามารถยกหินใหญ่หนักสองร้อยจินได้ด้วยมือเดียว!”“หากใช้สองมือ คาดว่าของหนักห้าร้อยจินก็คงไม่คณนามือขอรับ!”นี่...หวังหยวนกลืนน้ำลาย คนเหล่านี้กินหินเป็นอาหารกันหรืออย่างไร?ฝึกฝนร่างกายจนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เลยหรือ?อย่าว่าแต่ยกของหนักห้าร้อยจินเลย แม้แต่สองร้อยห้าสิบจิน เขาก็ยังยกไม่ขึ้น!“รอดูไปก่อน ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าศักยภาพของไฉจวิ้นมีขีดจำกัดอยู่ที่ใด”“เจ้าจำไว้ว่าต้องไปเตือนเขาด้วยว่าอย่าได้มุทะลุดุดัน!”“เขายังเด็กนัก ภายภาคหน้ายังมีโอกาสอีกมากที่จะพิสูจน์ตนเอง หากได้รับบาดเจ็บเพราะเรื่องนี้แล้วนั้น ย่อมไม่คุ้มค่า”ห
ดูท่าแล้ว เกาเล่อคงจะทุ่มเทไปไม่น้อยเลย!เดินชมอยู่ราวหนึ่งชั่วยาม หวังหยวนจึงพาหลิ่วหรูเยียนกลับไปยังห้องโถง “คืนนี้พวกเราพักที่นี่ ดีหรือไม่?”แม้ว่าเมืองอู่เจียงจะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านต้าหวัง แต่ก็ยังมีระยะทางที่ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งวันหลายวันมานี้ หวังหยวนและคนอื่น ๆ เดินทางมาโดยตลอด ย่อมต้องพักผ่อนให้เต็มที่หลิ่วหรูเยียนรีบพยักหน้า พลางเอ่ยอย่างสมเหตุสมผลว่า “หากสามารถอยู่ที่นี่ได้ย่อมเป็นเรื่องดี!”“ที่นี่น่าสนุกกว่าเผ่าทางเหนือมาก!”หวังหยวนส่ายหน้ายิ้มขื่นเห็นได้ชัดว่าแต่งงานเป็นภรรยาผู้อื่นแล้ว อีกไม่นานก็จะกลายเป็นแม่คน แต่กลับยังคงทำตัวเหมือนเด็กน้อย!น่าสนใจ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!“จริงสิ ไฉจวิ้นเล่าหายไปไหน?”หวังหยวนมองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นร่องรอยของไฉจวิ้นเขาจำได้อย่างชัดเจนว่าทุกคนเข้ามาในหอไร้เทียมทานพร้อมกัน แต่ไม่รู้ว่าไฉจวิ้นหายไปตอนไหน?“คงจะออกไปเที่ยวเล่นกระมัง?”“ท่านก็อย่าไปใส่ใจน้องชายคนนี้ของท่านเลย เขายังเป็นเด็ก การเล่นสนุกคือสัญชาตญาณของเขา!”หลิ่วหรูเยียนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจช่างเป็นพวกเดียวกันโดยแท้!ทันใดนั้น ทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก
หอไร้เทียมทานตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองอู่เจียง ปกติแล้วแม้ว่าที่นี่จะรกร้าง แต่ก็เงียบสงบยิ่งนักแต่หลังจากที่หอไร้เทียมทานได้ก่อสร้างขึ้น ที่นี่มีผู้คนมากมายเมื่อมองออกไป รอบนอกของหอไร้เทียมทานมีชาวบ้านมากมายยืนชมอยู่ ยามนี้กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องราวบางอย่างอย่างไรเสีย พวกเขาก็เพิ่งเคยเห็นสถาปัตยกรรมอันสวยงามยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก!หอไร้เทียมทานมีพื้นที่กว้างใหญ่ เพียงแค่มองผ่านประตูใหญ่ก็สามารถมองเห็นภาพภายในได้อย่างง่ายดาย ต้องยอมรับว่าความโอ่อ่านี้ไม่ด้อยไปกว่าวังหลวงเลย!แม้แต่หวังหยวนยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง“เจ้าใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนไม่ใช่หรือ?”“เหตุใดจึงสามารถสร้างพระราชวังที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ได้?”หวังหยวนมองเกาเล่อด้วยความสงสัยเกาเล่อตอบด้วยรอยยิ้มว่า “นั่นก็เพราะคนผู้นี้ที่อยู่ข้างกายข้าขอรับ!”ขณะที่พูดคุยกัน เกาเล่อแนะนำคนผู้หนึ่งให้หวังหยวนรู้จัก คนผู้นั้นสวมชุดผ้าป่าน ผิวสีคล้ำ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มซื่อ“นี่คือช่างเทวดาอันดับหนึ่งใต้หล้า ความเร็วในการก่อสร้างเร็วกว่าช่างทั่วไปมาก!”“ภายใต้การนำของเขา พระราชวังนี้ไม่เพียงแต่มีคุณภาพ ยังสร้างเสร็จอย
ตอนนี้หวังหยวนกลับพูดจาเยาะเย้ยเช่นนี้ นางจะไม่โกรธได้อย่างไร?“ดีนัก!”“พวกเราเพิ่งจะอยู่ร่วมกันไม่ถึงครึ่งปี ท่านก็เริ่มรังเกียจข้าแล้วหรือ?”“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ให้ข้าไปตอนนี้เลยแล้วกัน!”“ถือเสียว่าพวกเราไม่เคยรู้จักกัน!”หลิ่วหรูเยียนยังคงแข็งกร้าวเช่นเดิม พูดจบนางก็ลุกขึ้น เตรียมจะกระโดดลงจากรถม้าหวังหยวนรีบคว้าแขนของหลิ่วหรูเยียนไว้ พลางเอ่ยขอโทษอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าพูดผิดไป เจ้าเป็นคนใจกว้าง อย่าได้ถือสาข้าเลย!”“อีกอย่าง ต่อให้ร่างกายของเจ้าจะมีรอยแผลเป็น แล้วจะเป็นอย่างไร? ใจของข้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง!”“ข้ารู้ดีว่ารอยแผลเป็นบนร่างกายของเจ้าเกิดขึ้นเพราะข้า หากไม่มีรอยแผลเป็นนี้ บางทีข้าอาจจะลืมเลือนความดีของเจ้าที่มีต่อข้า แต่หากรอยแผลเป็นนี้ยังคงอยู่ ย่อมทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น!”“อย่างน้อยก็ทำให้ข้าจดจำความดีของเจ้าได้ตลอดไป!”หลิ่วหรูเยียนพ่นลมหายใจ แต่ในใจกลับรู้สึกยินดีนางรู้ดีว่าหวังหยวนไม่ใช่คนอกตัญญู ไม่เช่นนั้นในคืนนั้นนางคงไม่ยืนหยัดต่อสู้เต็มที่อยู่เคียงข้างหวังหยวน!ความทุ่มเทถือว่าได้รับผลตอบแทน!หลายวันผ่านไป หวังหยวนและพรรคพวกได้เดินทางมาถึงเชิงเขา