“เป็นเพราะฉันคิดถึงพวกแกต่างหาก!” แม่ของจางลี่หงพูดอย่างเคร่งขรึม “เวินเซี่ยนเทียบพี่ใหญ่ของเขาไม่ได้! อะไรมันจะดีไปกว่าเงินทองอีกล่ะ? ดูสิว่าเวินหนี่เฉิดฉายแค่ไหน มีคนชื่นชมมากมายเท่าไร เพียงแค่เอ่ยชื่อออกไปคนก็รู้ว่าเวินหนี่เก่งแค่ไหน แล้วลูกสาวของแกล่ะ! แม้ว่าจะแต่งงานกับตาแก่แต่ ขอเพียงแค่มีเงิน ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลในชีวิตแล้ว!”“แม่คะ!” จางลี่หงไม่เห็นด้วย “ฉันไม่ได้เป็นคนที่สนใจแค่เรื่องเงินเหมือนแม่ ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าฉันเป็นพวกบ้าวัตถุ ฉันรู้แล้วล่ะว่าตัวเองเหมือนใคร เหมือนแม่นั่นแหละค่ะ แม่ทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้ แล้วยังจะให้ลูกสาวเดินตามเส้นทางเก่าของฉันอีก!”“แกพูดแบบนั้นได้ยังไง? แบบนั้นแล้วมันไม่ดีตรงไหน?” แม่ของจางลี่หงพูดด้วยความโกรธจางลี่หงรู้สึกสะเทือนใจ “แล้วตอนนี้ฉันอยู่ดีไหมล่ะ? สามีของฉันตาย แล้วแม่ดูสภาพฉันตอนนี้สิ มีอะไรดีบ้าง?”“นั่นเป็นเพราะแกไม่มีประโยชน์” แม่ของเธอด่า“ได้ ฉันมันไม่มีประโยชน์ งั้นแม่ก็ไปหาลูกชายของแม่ อย่ามาหาลูกสาวอย่างฉันอีก!” จางลี่หงเจ็บปวดใจและไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงมีแม่เช่นนี้เวินหนี่ซึ่งอยู่ที่ประตูได้ยินหมดทุกอย่างเธอไม่ได้ส่ง
เวินหนี่รู้ดีว่าคนผู้นี้เคยมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเธอหลังจากที่จางลี่หงระบายอารมณ์เสร็จ เวินหนี่ก็ยังคงถามอย่างเรียบนิ่ง “วันนั้นที่ฉันถูกคุณอาลักพาตัว ในที่เกิดเหตุยังมีผู้หญิงอีกหนึ่งคน หล่อนไม่ต้องการให้ฉันจำได้ดังนั้นจึงดัดแปลงเสียง เรื่องที่พวกอาใส่ร้ายฉัน ฉันก็รู้ว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง และมีอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ลักพาตัวซึ่งฉันคิดว่าน่าจะเป็นคนเดียวกัน หากอยากหาตัวคนที่ทำให้อาต้องตาย ก็คงต้องพึ่งพวกอาสะใภ้ในการระบุตัวคนร้าย!”“ไร้สาระ ไร้สาระทั้งนั้น เป็นไปไม่ได้!” จางลี่หงไม่เชื่อ “เธอพูดแบบนี้เพื่อแก้ตัวและบรรเทาบาปตัวเองเท่านั้น!”จางลี่หงพูดแบบนั้นเพราะไม่เต็มใจที่จะยอมรับความเป็นจริงว่าเวินเซี่ยนลักพาตัวเวินหนี่ไปถึงได้รับผลเช่นนี้ จางลี่หงไม่เต็มใจที่จะยอมรับ หากโยนความผิดทั้งหมดให้เวินหนี่ พวกเธอก็จะไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดนี้เวินหนี่พูดไปหมดแล้ว “อาสะใภ้คิดให้ชัดเจนว่ามันคุ้มค่ากับการตายของคุณอาไหม หากไม่คุ้ม ก็บอกฉันมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ฉันไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่!”เมื่อเวินซู่ได้ยินแบบนั้น เธอก็คิดตามคำพูดของเวินหนี่ ใบหน้าของเธอซีดเผือดและดูผิดปกติเล็กน้อยเ
โจวเสี่ยวหลินไม่ได้หลบ ใบหน้าเธอเอียงไปตามแรงตบก่อนจะหันมามองเวินหนี่ “พี่เวิน ทำไมพี่ถึงโกรธขนาดนี้ล่ะคะ? การทำร้ายร่างกายคนอื่นมันผิดกฎหมายนะคะ!”เวินหนี่พูดด้วยน้ำเสียงรุนแรง “สิ่งที่เธอทำมันก็พอให้เธอต้องติดคุกตลอดชีวิตแล้ว!”โจวเสี่ยวหลินไม่กลัว เธอยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันทำอะไรคะ? พี่เวิน พี่อย่าใส่ร้ายฉันสิ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยแค่มาเที่ยวที่นี่เท่านั้น”“เวินหนี่ นี่เธอทำอะไร?”ทันใดนั้น เย่ซูเฟินก็เดินมาจากไม่ไกล เมื่อเห็นว่าเวินหนี่ทำร้ายร่างกายคนอื่น สีหน้าก็ดูไม่พอใจและตวาดเธอ “ตอนนี้ไม่เก็บอารมณ์แล้วสินะ กล้าตบแม้กระทั่งเสี่ยวหลิน เธอกำลังตั้งท้องเชื้อสายของตระกูลเย่ หากเสี่ยวหลินเป็นอะไรไป เธอจะรับผิดชอบไหวไหม?”เวินหนี่มองไป เย่ชูเฟินเดินมาถึงและออกหน้าให้โจวเสี่ยวหลินโจวเสี่ยวหลินอาศัยจุดนี้ ดวงตาของเธอฉายแววรอยยิ้มแห่งชัยชนะ “คุณป้า ไม่เป็นไรค่ะ เธอตั้งท้องไม่ได้ แต่ฉันกลับตั้งท้อง พอเห็นฉันพี่เวินก็เลยโมโหเป็นปกติค่ะ”เย่ซูเฟินพูดอย่างรุนแรง “เธอมีลูกไม่ได้เองแล้วยังไม่ยอมให้คนอื่นท้องอีก นิสัยเสียจริง ๆ!”เวินหนี่ขมวดคิ้วและจ้องไปที่โจวเสี่ยวหลิน เธอรู้ว่าโจวเสี่ยว
โจวเสี่ยวหลินเผลอกุมท้องด้วยความประหม่า ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่เธอก็ฝืนยิ้มตอบอย่างกล้าหาญ “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่กลัวกรรมอะไรหรอกนะ”เย่ซูเฟินรู้สึกได้ว่าทั้งสองคนต้องมีเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรทว่าสิ่งที่ทำให้เย่ซูเฟินรู้สึกแปลกใจ คือการเจอเวินหนี่ที่นี่“เธอมาทำอะไรที่นี่?” เย่ซูเฟินถามอย่างเย็นชา “ออกมาเดินเล่นแล้วก็ยังบังเอิญเจอกันงั้นเหรอ?”โจวเสี่ยวหลินรีบตอบก่อน “เมื่อกี้ฉันก็ถามแล้ว เหมือนพี่เวินมางานศพที่นี่น่ะ”"งานศพ?"เย่ซูเฟินทำหน้าไม่พอใจ รีบดึงโจวเสี่ยวหลินออกห่าง "อย่ายืนอยู่ใกล้เธอเลย ไม่เป็นมงคล!"เวินหนี่เม้มริมฝีปาก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ "ที่พวกคุณยืนอยู่ตอนนี้ ทั้งหมดก็เป็นสุสานนะ""เสี่ยวหลิน เธอมาที่นี่ทำไม?" เย่ซูเฟินพูดอย่างไม่พอใจ "ไปเถอะ ไปที่อื่นดีกว่า ที่นี่บมีพลังงานไม่ดี จะเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง!"ขณะที่พวกเธอกำลังคุยกัน เวินซู่ที่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าสุสานพอดี สังเกตเห็นการสนทนานั้นเข้าเมื่อเธอเห็นโจวเสี่ยวหลิน ใบหน้าก็พลันบึ้งตึงขึ้นทันทีผู้หญิงคนนั้น!เวินซู่กำหมัดแน่น คิ้วขมวดมุ่น ผู้หญิงคนนี้มาทำอะไรท
"หนูเป็นคนบอกพ่อเองว่าพี่สาวรังแกแม่และเป็นคนแจ้งตำรวจมาจับแม่ ตอนนั้นพ่อโกรธมากจนไปหาพี่สาว แต่พ่อไม่น่าจะถึงขั้นลักพาตัวพี่สาวเลย แล้วถ้าเป็นอย่างที่พี่สาวบอกล่ะ? มีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง? แม่ลองคิดถึงผู้หญิงคนนั้นที่เคยมาช่วยเราสิ หรือว่าคนคนนั้น..."เวินซู่คิดแล้วรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง ความคิดเริ่มถาโถมเข้ามาในใจ ไม่มีทางที่ใครจะช่วยคนอื่นโดยไร้เหตุผล ถ้าไม่ใช่เพราะมีเจตนาบางอย่าง... แล้วพ่อของเธอเองก็อาจจะเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนั้นจนหลงผิดไปเช่นกัน"เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้..." จางลี่หงไม่อยากเชื่อความจริงนี้เวินซู่พูดต่อ "ถ้ามีใครบางคนที่เป็นคนฆ่าพ่อจริง ๆ แล้วเราจะทำยังไงกันดี?"เธอรู้สึกเหมือนอับจนหนทาง ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป จะปล่อยให้พ่อเสียชีวิตไปเปล่า ๆ และปล่อยให้คนร้ายลอยนวลไปแบบนี้ไม่ได้…“เสร็จแล้วเหรอ?”ร่างสูงใหญ่ของเย่หนานโจวยืนรออยู่ข้างรถ เมื่อเห็นเวินหนี่เดินเข้ามาใกล้จึงเอ่ยถามเธอเงยหน้ามองเขา “เสร็จแล้ว”“ทุกคนกลับกันหมดแล้ว แต่ทำไมเธอถึงมาช้าจัง?” เย่หนานโจวถามเมื่อเห็นเธอมาถึงช้ากว่าคนอื่นเวินหนี่ไม่ได้ปิดบังแล้วบอกเขาตรง ๆ “เมื่อกี้ฉ
เวินหนี่มองเย่หนานโจวด้วยความตกใจ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาที่เย็นชาสุดขั้ว ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยและความเย็นชา ก่อนที่เขาจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “ช่วงนี้เธอดูแปลกไปมาก หรือว่าเธอกลัวว่าฉันจะรู้อะไร?”หัวใจของเวินหนี่เต้นสะดุดไปครู่หนึ่ง "แปลกตรงไหน? คุณ...จะรู้อะไรล่ะ?"เย่หนานโจวพูดต่อ "ตั้งแต่เธอเริ่มพยายามหาผู้หญิงให้ฉัน ฉันก็รู้สึกว่าเธอผิดปกติ แถมยังแอบไปโรงพยาบาลอีก"เธอหลบสายตาเขา "ชีวิตของฉันปกติดี คุณคิดมากไปเอง""ถ้างั้นเธอก็อธิบายมา ให้ฉันฟังเหตุผลที่เชื่อได้หน่อยสิ!" เย่หนานโจวยังคงรู้สึกว่าเวินหนี่แอบซ่อนอะไรบางอย่างไว้ใ และเหมือนกับว่าเขาเกือบจะค้นพบมันแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร จึงทำได้แค่รอให้เธอพูดออกมาเองเวินหนี่ประสานมือเข้าด้วยกันเพื่อบรรเทาความตึงเครียด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ "เย่หนานโจว คุณไม่รู้สึกเหรอว่าตัวเองก็ไม่ปกติเหมือนกัน?""ฉันเหรอ? ฉันเนี่ยนะไม่ปกติ?"เย่หนานโจวใช้เวลาพักหนึ่งเพื่อประมวลคำตอบของเวินหนี่ คำพูดของเธอทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยน่าเชื่อถือ"ฉันไม่ปกติตรงไหน?"เวินหนี่ตอบ "ช่วงนี้นคุณเอาแต่สนใจเรื่องของฉัน"เมื่อไ
ทั้งสองต่างก็เข้าใจกัน แต่ไม่มีใครพูดอะไรเพิ่มเติมเมื่อกลับมาถึงห้อง เวินหนี่เริ่มเก็บของ หลังจากงานศพของเวินเซี่ยนจบลง ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องกลับแล้ว"หนีหนี่"เติ้งจวนเดินเข้ามาอย่างกะทันหันเวินหนี่หยุดมือแล้วหันกลับไป "แม่"เติ้งจวนมานั่งข้าง ๆ ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่อยากจะพูด เวินหนี่ก็สังเกตเห็นจึงนั่งลงข้าง ๆ "แม่ มีอะไรหรือเปล่าคะ?""ครั้งนี้เย่หนานโจวมาที่นี่ด้วยใช่ไหม" เติ้งจวนเอ่ยขึ้น"อืม" เวินหนี่ตอบเติ้งจวนหันมามองลูกสาวด้วยความสงสัย "ก่อนหน้านี้ไม่ใช่บอกว่าจะหย่ากันแล้วเหรอ? แต่ครั้งนี้เขายังมาช่วยลูกอยู่ ดูแล้วไม่เหมือนคนที่กำลังจะหย่ากันเลยนะ ถ้าลูกกับเขายังเป็นแบบนี้อยู่ ก็อย่าไปรบกวนเขาเลย"พวกเขาไม่อยากติดค้างเย่หนานโจวมากเกินไป เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องชดใช้ พวกเขาอาจจะไม่มีปัญญาก็ได้นั่นไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลยเวินหนี่ตอบ "พวกเรามาบ้านเกิดโดยไม่ได้บอกเย่หนานโจว แต่หนูจะขอบคุณเขาในภายหลังเองค่ะ""แล้วทำไมเขายังช่วยลูกอยู่ล่ะ?"เติ้งจวนยังคงไม่เข้าใจและพูดต่อ "ถ้าไม่บอก แม่ก็ยังนึกว่าลูกแต่งงานได้คนดีเลยนะ การแต่งงานแบบไม่เปิดเผยก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้
จางลี่หงลังเลอยู่นาน สำหรับเธอแล้วการทำให้เวินเซี่ยนได้หลับอย่างสงบในหลุมศพคือสิ่งที่เธอต้องทำ เธอไม่สามารถปล่อยให้เขาตายเปล่าได้"เวินหนี่ เรื่องของเวินเซี่ยนทำให้พวกเราต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัส เราได้บทเรียนมาแล้ว" จางลี่หงดูเหมือนจะชราลงมากในช่วงเวลานี้ มีเส้นผมขาวปรากฏอยู่หลายเส้น "ในงานศพ ฉันพูดจาไม่ดีออกไป ฉันขอโทษ ฉันไม่ค่อยมีสติ ตอนนี้ถ้าเพียงแค่สามารถหาตัวคนที่ฆ่าเวินเซี่ยนได้ จะให้ฉันทำอะไรก็ยอม""อาสะใภ้" เวินหนี่เรียกเบา ๆ "เรื่องพวกนั้นมันผ่านไปแล้ว ฉันไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรอก ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป คนเราควรมองไปข้างหน้า อย่ามัวแต่ยึดติดกับอดีต สำหรับเรื่องฝึกงานของเวินซู่ ฉันจะหาทางช่วย แม้ว่าเธอจะไม่ได้ทำงานในบริษัทตระกูลเย่ แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอลำบากแน่นอน"สำหรับจางลี่หงและเวินซู่ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะพวกเธอรู้ว่าเวินหนี่มีคอนเนคชั่นที่ดีกว่า และไม่ทำให้พวกเธอต้องเสียเปรียบแน่นอน"ขอบใจมากนะ เวินหนี่" จางลี่หงยิ้มอย่างโล่งใจเวินซู่ก็กล่าวตาม "ขอบคุณค่ะพี่"กลับมาที่เรื่องสำคัญ เวินหนี่หยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดูอัลบั้มภาพ แล้วเลื่อนรูปหนึ่งขึ้นมาโชว์ต่
อาจ้านตอบว่า “ช้าอีกหน่อยแล้วกัน สถานที่เดิม”หญิงผมแดงยิ้มอย่างมีเลศนัย “ได้เลย ฉันจะรอคุณตรงเวลานะ”พูดจบหญิงผมแดงก็รีบเดินออกจากบริเวณของเขาไป พอเธอจากไปแล้ว อาจ้านก็ค่อย ๆ เอาหัวใจของสัตว์กลับใส่ที่เดิม จากนั้นเขาก็เย็บปิดแผลอย่างประณีต แม้ว่าเมื่อครู่จะดูโหดร้ายเลือดสาดสักแค่ไหน แต่ในตอนนี้หัวใจของสัตว์นั้นก็ยังสามารถเต้นได้อีกครั้งเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว อาจ้านถอดถุงมือที่เปื้อนเลือดออก ล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและสบู่หลายรอบ จนกระทั่งไม่เหลือกลิ่นใด ๆ แล้วจึงออกไป เขาขับรถมุ่งหน้าไปยังฟาร์มที่หน้าประตูมีคนยืนเฝ้าอยู่ พอเห็นรถของอาจ้านเข้ามาก็รีบเปิดประตูให้เข้าไป ด้านในฟาร์มมีการปลูกดอกไม้บางชนิดตกแต่งไว้ แต่มีเพียงสตรอเบอร์รีเท่านั้นที่เป็นพืชหลักของฟาร์มสตรอเบอร์รีในแปลงไม่ได้ถูกเก็บไปขาย หลายลูกปล่อยให้เน่าอยู่บนพื้น อาจ้านลงจากรถ สายตาเขาเหลือบมองทุ่งสตรอเบอร์รีที่ได้รับการดูแลมาอย่างดีอย่างพอใจ บนใบหน้าจึงเผยรอยยิ้มจาง ๆผู้คุมหน้าประตูส่งตะกร้าให้ อาจ้านรับตะกร้ามาแล้วเดินตรงเข้าสู่แปลงสตรอเบอร์รี ทุ่งเบื้องหน้าเต็มไปด้วยผลสตรอเบอร์รีที่สุกงอมจนเป็นส
[ฉันว่าคุณพูดถูกนะ เทียบกันแล้วฉันชอบคลิปสั้นของจางจื่อฉีมากกว่า ชอบบทของเธอในละครเรื่องนั้นจริงๆ!]ใบหน้าของลู่ม่านเซิงแทบเปลี่ยนเป็นสีเขียวด้วยความโกรธคนพวกนี้พูดบ้าอะไรกัน! บอกว่าจางจื่อฉีถ่ายได้ดีกว่าเธออย่างนั้นหรือ? เป็นไปได้ยังไง! เธอหน้าตาสวยกว่าจางจื่อฉีตั้งเยอะผู้ช่วยของเธอที่อยู่ข้าง ๆ เห็นยอดไลค์ในคลิปสั้นของจางจื่อฉีพุ่งทะลุสิบล้านแล้ว จึงพูดจาดูถูกขึ้นมาทันที “พวกชาวเน็ตเขียนอะไรกัน เห็น ๆ อยู่ว่าคุณเซิงสวยกว่า จางจื่อฉีน่ะอาศัยแค่กระแสความทรงจำ ไม่ได้มีความสามารถจริงจังอะไรเลย แถมดันไปถ่ายคลิปสั้นแบบนี้อีก มันเป็นสิ่งที่คนธรรมดาเขาเล่นกันทั้งนั้น ดาราจะไปโพสต์คลิปบนแอปแบบนี้ได้ยังไง ไร้เกียรติมาก!”ผู้ช่วยของเธอดูถูกวิธีการนี้มาก เพราะส่วนใหญ่ดาราที่โพสต์บนแอปสั้นมักจะเป็นพวกที่ไม่ค่อยดัง พยายามหารายได้จากตรงนี้ เธอจึงไม่สนใจสิ่งนี้เลย“อ๊า!” ลู่ม่านเซิงโมโหถึงกับปามือถือลงพื้น!ผู้ช่วยที่ตอนแรกตั้งใจจะปลอบเธอ ถึงกับหน้าซีดเมื่อเห็นลู่ม่านเซิงปามือถือด้วยความโกรธ “คุณเซิง…”ลู่ม่านเซิงโกรธจนตาแดงก่ำ “ทำไมยอดไลค์ของจางจื่อฉีถึงได้ถึงสิบล้าน มีคนชอบเธอตั้งมา
ทางด้านลู่ม่านเซิงก็กำลังถ่ายทำเช่นกันเธอแต่งกายสไตล์ย้อนยุคแบบเดียวกับจางจื่อฉี“ดีมากเลย เซิงเซิง สวยมาก!” ช่างภาพกล่าวพลางถ่ายจากหลายมุม“มุมนี้ดูดีมาก ได้ภาพสวยเลย!”ช่างภาพชมเธอไม่หยุดระหว่างถ่ายทำลู่ม่านเซิงเองก็มั่นใจในตัวเองสูง เธอตั้งใจถ่ายมาก เพราะรู้ดีว่าเสน่ห์และความงามของเธอเหนือกว่าจางจื่อฉี ซึ่งในวงการบันเทิงแล้ว ความงามถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง หลายคนดังได้จากเพียงรูปลักษณ์เธอเองก็แสดงละครได้ดี แถมยังมีหน้าตาที่โดดเด่น จึงมั่นใจว่าจะเอาชนะจางจื่อฉีได้แน่นอนจริง ๆ แล้วเป้าหมายของเธอไม่ใช่จางจื่อฉี แต่เป็นเวินหนี่เธอจงใจไม่ให้ความร่วมมือกับจางจื่อฉีเพื่อโค่นล้มเวินหนี่ หากเธอชนะจางจื่อฉีได้ ก็จะถือว่าชนะเวินหนี่ด้วยและหากชนะครั้งนี้ก็จะมีครั้งต่อไปเมื่อดูภาพถ่ายของตัวเอง เธอก็พึงพอใจมาก เชื่อมั่นว่าจะขึ้นเทรนด์ในโลกออนไลน์ได้“รีบปล่อยภาพนี้ไปให้เร็วที่สุดนะ ใช้ความร้อนแรงของงานในวันนี้ให้เต็มที่” ลู่ม่านเซิงสั่ง“แน่นอนครับ คาดว่าค่ำนี้น่าจะได้เห็นกันแล้ว!”ริมฝีปากของลู่ม่านเซิงเผยรอยยิ้มมั่นใจ คิดว่าความสำเร็จอยู่ในมือเธอแล้วค่ำวันนั้น สื่อ
เธอยังคงเป็นคนของบริษัทเย่หนานโจว หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น บริษัทก็ย่อมต้องคุ้มครองเธออยู่แล้ว ช่วงนี้ยังมีข่าวมากมายที่ออกมาช่วยลบล้างข่าวเสียของลู่ม่านเซิงอีกด้วยเวินหนี่มองลู่ม่านเซิงในชุดนี้อย่างเย้ยหยัน “เลียนแบบจนได้ดี มันสนุกมากไหม?”คำพูดนี้จี้จุดของลู่ม่านเซิง แต่คราวนี้เธอไม่สนใจ เธอต้องการชนะเสียครั้งหนึ่ง จึงยิ้มตอบอย่างมั่นใจ “เวินหนี่ เธอไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง จะไปรู้ได้ยังไงว่าอะไรที่คนดูชอบ คนที่สวยก็ย่อมมีคนติดตามมากกว่า หรือเธอว่าไม่จริง?”ความหมายก็คือเธอเชื่อว่าตัวเองสวยกว่าจางจื่อฉี แต่แม้ว่าลู่ม่านเซิงจะพูดอย่างนั้น จางจื่อฉีก็มีฝีมือการแสดงที่เหนือกว่า ความเป็นนักแสดงมืออาชีพทำให้ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเรื่องความสวยจางจื่อฉียืนอยู่อย่างสงบ สีหน้าเยือกเย็น ไม่คิดจะโต้เถียงใด ๆ กับลู่ม่านเซิง ราวกับไม่อยากเสียเวลาถกเถียงกับเธอเลยเวินหนี่ก็ไม่ได้สนใจจะโต้แย้งอะไรในเรื่องนี้ เธอเอ่ยขึ้นเพื่อให้ลู่ม่านเซิงเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การพึ่งพาคนอื่นนั้นไม่ได้ยั่งยืน “ในเมื่อเธอชอบนัก ก็เอาไปเถอะ จางจื่อฉีไม่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ได้ใช้ที่นี่”พอเห็นเวินหนี่รู
เวินหนี่ถ่ายรูปให้จางจื่อฉีไปหลายรูป แม้เธอจะไม่ใช่คนที่โดดเด่นเพราะความสวยงาม แต่ด้วยฝีมือการแสดงของเธอที่ยอดเยี่ยม ก็ทำให้นักแสดงชายหลายคนมีชื่อเสียงได้เช่นกัน ความไม่ถือตัวและความเป็นกันเองของจางจื่อฉีเป็นสิ่งที่เวินหนี่ชื่นชมเมื่อการแสดงแฟชั่นโชว์เกือบสิ้นสุดลง เวินหนี่เดินหาช่างภาพเพื่อนำไปถ่ายภาพเสร็จสมบูรณ์พอเสี่ยวอิ่งเห็นจางจื่อฉี เธอก็ร้องกรี๊ดออกมาด้วยความตื่นเต้น “จางจื่อฉี! ฉันได้เจอตัวจริงแล้ว!”เวินหนี่เห็นเสี่ยวอิ่งมีปฏิกิริยาขนาดนี้ก็อดแซวไม่ได้ “ตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอ?”เสี่ยวอิ่งตอบอย่างไม่ลังเล “แน่นอนสิ! ฉันดูละครที่เธอเล่นมาตั้งหลายเรื่อง นี่มันเหมือนฝันไปเลย ฉันได้เจอไอดอลของฉัน ฉันชอบเธอมาก ๆ เลยล่ะ!”จางจื่อฉียิ้มแล้วเดินเข้ามาทักทาย “สวัสดี ฉันคือจางจื่อฉีค่ะ” เธอเอื้อมมือออกไปจับมือกับเสี่ยวอิ่งเสี่ยวอิ่งมองมือของจางจื่อฉีด้วยความตื่นเต้น ราวกับอยู่ในความฝัน เธอจับมือจางจื่อฉีแล้วพูดอย่างซาบซึ้งจนแทบร้องไห้ “นี่ฉันฝันไปหรือเปล่า? ฉันดูละครที่คุณแสดงมาทุกเรื่องเลยนะคะ ฉันรู้ประวัติของคุณด้วย คุณมาจากต่างจังหวัดแล้วต่อสู้ในวงการบันเทิงตั้งนาน ฉ
เมื่อเปรียบเทียบความสามารถของลู่ม่านเซิงในการสร้างกระแสดังในทางลบ กับความหยิ่งในศักดิ์ศรีของจางจื่อฉีที่ปฏิเสธไม่รับเล่นบทละครที่ไม่ได้คุณภาพแล้ว เวินหนี่ก็รู้สึกได้ถึงความจริงที่ว่าในวงการบันเทิงยุคนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว นักแสดงหน้าใหม่ผลัดเปลี่ยนมาแทนที่อย่างรวดเร็ว ขณะที่คนเก่าก็ถูกลืมไปได้ง่ายบางคนอาจโด่งดังจากละครเรื่องเดียว แต่ถ้าไม่มีผลงานต่อไปคอยสนับสนุนจากคนดังแถวหน้าก็อาจตกไปเป็นระดับล่างได้ในพริบตา การแข่งขันในวงการนี้โหดร้ายและไร้ปรานี ต่อให้เวินหนี่ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงเอง เธอก็ยังเห็นความเป็นจริงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนแม้การเล่นละครที่ด้อยคุณภาพจะทำให้ชื่อเสียงไม่ดี แต่ถ้ามันสามารถเรียกความสนใจจากผู้คนได้ นักแสดงคนนั้นก็สามารถนับเป็น ‘สินค้าทางการตลาด’ ที่ประสบความสำเร็จแล้วเวินหนี่มองจางจื่อฉีและพูดว่า “คุณเป็นนักแสดงที่ดีค่ะ ไม่ใช่แค่ฝีมือการแสดงที่ดี แต่ยังไม่ยอมตามกระแสแบบทั่วไป คนที่เป็นแบบนี้หาได้ยากมาก ขอให้เชื่อเถอะค่ะว่าสักวันคุณจะต้องโด่งดังแน่นอน”จางจื่อฉีรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินคำชมจากเวินหนี่ เธอจึงยิ้มและพูดด้วยความขอบคุณ “ตอนน
นักข่าวที่มางานนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเธอ เพราะสื่อออนไลน์พัฒนาไปไว ทุกคนต่างก็พยายามเป็นคนแรกในการปล่อยข่าว รายงานแรกที่แม่นยำที่สุดย่อมได้เรตติ้งดีที่สุดแม้งานเดินแบบเวทีทีสเตจนี้จะไม่ใช่ข่าวใหญ่ แต่การถ่ายทอดสดก็ทำให้ทุกสื่อแข่งกันเพื่อเป็นอันดับหนึ่งของกระแสบนรันเวย์ตอนนี้มีนางแบบเดินอยู่บ้างแล้ว บรรดาดาราหลายคนก็อยู่ที่นั่งฝั่งผู้ชม เวินหนี่กำลังมองหามุมที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพ“คุณเวิน”ทันใดนั้นเสียงเรียกเธอก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เวินหนี่หันกลับไปก็พบว่าจางจื่อฉีกำลังยืนอยู่ตรงนั้น เธอเหลือบมองไปรอบ ๆ เห็นแต่ทีมงานและดาราที่อยู่ด้านใน“คุณจาง ทำไมคุณถึงออกมาอยู่ตรงนี้คะ?”จางจื่อฉีตอบอย่างเป็นกันเอง “ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณจางหรอก เรียกว่าจื่อฉีก็พอ”เวินหนี่รู้สึกดีกับอีกฝ่ายอยู่แล้ว “ทำไมคุณถึงออกมาอยู่ตรงนี้ล่ะคะ? เข้าไปด้านในเถอะนะ ตรงนี้มีแต่ทีมงาน เดี๋ยวถ้าโดนนักข่าวรุมถ่ายจะลำบากเอานะคะ!”เวินหนี่รู้ดีว่าพวกนักข่าวนั้นดุดันแค่ไหน การที่จางจื่อฉีออกมาแบบนี้อาจทำให้เธอเสี่ยงต่ออันตรายได้จางจื่อฉีไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร เธอมองไปยังพวกนักข่าวและช่างภาพที่กำล
เย่หนานโจวหัวเราะเย็นชา “เคยเห็นการยินยอมพร้อมใจแบบนี้ด้วยหรือไง?”ปลายสายถึงกับเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ก็ในเมื่อทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ก็ควรจะรับผิดชอบตัวเอง ไม่ถึงกับถูกหลอกกันง่าย ๆ เขารู้สึกว่าเย่หนานโจวกังวลเกินไปแต่พอคิดอีกที คงเป็นเพราะความห่วงใยที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ จึงเข้าใจได้ว่าความกังวลของเย่หนานโจวก็มีเหตุผลอยู่เย่หนานโจวเปิดม่านหน้าต่างออก มองออกไปข้างนอก ดวงตาสีเข้มเต็มไปด้วยความกังวลใจ "เธอแทบไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหนเลย ถ้ามีใครสักคนเข้ามาหว่านล้อมไม่กี่คำแล้วเธอดันหลงเชื่อขึ้นมาล่ะ? มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย"ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น เขาจะประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อยหลังจากวางสาย เย่หนานโจวเดินกลับไปที่ห้องเปลี่ยนชุด เวินหนี่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาพอดี เห็นเขาเดินเข้ามาตรงเวลา เธอจึงหยิบไดร์เป่าผมขึ้นมา “ฉันจัดการเองได้”เย่หนานโจวไม่คัดค้าน แต่จ้องมองเธอแล้วกล่าวว่า “ฉันต้องไปทำธุระสักพัก คราวหน้าค่อยมาใหม่แล้วกัน”“ค่ะ” เวินหนี่พูดขณะเป่าผม โดยไม่หันไปมองเขาเมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อย เวินหนี่เดินออกมาพร้อมกับเย่หนานโจว“หน
เย่หนานโจวมองเวินหนี่ด้วยสายตาที่จับจ้องไปยังเธอไม่วางตาโดนมองแบบนี้แล้ว เวินหนี่ก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย “ว่ายน้ำเสร็จแล้วหรือยังคะ? ถ้าเสร็จแล้ว ช่วยปล่อยให้ฉันออกไปจะได้ไหม?”เย่หนานโจวสบตาเธอด้วยแววตาที่ลึกล้ำขึ้นทุกที “เธอไม่ได้โกหกฉันแน่นะ?”เวินหนี่ใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนร่างกายถูกพันธนาการไว้ด้วยเส้นเชือกที่มองไม่เห็น เธอจึงเงยหน้าขึ้นจ้องตาเขากลับ “ฉันไม่ได้โกหก”เย่หนานโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย ค่อย ๆ คลายมือที่จับเธอไว้ แล้วพูดเสียงต่ำ “เธอโกหกฉันมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉันจะไม่ยอมให้เธอโกหกอีกเป็นครั้งที่สอง”เวินหนี่นิ่งเงียบ ตอนนี้ในสถานการณ์ระหว่างพวกเขา ไม่ว่ามันจะเป็นการโกหกหรือไม่ ก็แทบไม่มีความสำคัญอะไรอีกแล้ว การปกป้องตัวเองด้วยการโกหกก็เป็นเรื่องหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เย่หนานโจวไม่ทำให้เธอลำบากใจไปมากกว่านี้ เขาปล่อยให้เธอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเปลี่ยนชุดที่เตรียมไว้ให้เวินหนี่เดินเข้าไปข้างในทันที แล้วเลขาหญิงก็ตามเข้ามาพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ในมือ เป็นชุดกีฬาที่สวมใส่สบายและโปร่ง “คุณเวินคะ นี่เป็นชุดที่ท่านประธานเตรียมไว้ให้ค่ะ”เวินหนี่ทั้งตัวเปียกชุ่มไปหม