“บุตรสาวข้า นางตื่นหรือยัง” กู่กวงซิว นายท่านใหญ่สกุลกู่เอ่ยถาม หลี่เฟย ฮูหยินของตนด้วยน้ำเสียงฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย
“เอ่อ...” หลี่เฟยที่กำลังช่วยสามีสวมเสื้อนอกเริ่มมีทีท่าเลิ่กลั่ก “คิดว่าน่าจะ...เอ่อ”
“ให้ตายสิ! เพราะเลี้ยงนางตามใจอย่างนี้ไงเล่า”
“ท่านพี่กำลังโทษว่าเป็นความผิดของข้าหรือ”
“เจ้ามีหน้าที่จัดการเรื่องในบ้าน คอยอบรมสั่งสอนลูกๆ ไม่ใช่หรือไง หากไม่โทษว่าเป็นความผิดเจ้า แล้วจะให้ข้าไปโทษใครเล่า”
หลี่เฟยเถียงไม่ออก จริงอยู่ที่ว่าการดูแลบุตรชายและสาวเป็นหน้าที่ของมารดา แต่กับบุตรสาวคนรองอย่าง กู่เสี่ยวถิง นั่นช่างยากเย็นนัก
กู่เสี่ยวถิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่ยังไม่ออกเรือน ด้วยเพราะนิสัยเอาแต่ใจและหมายมั่นอยากจะแต่งกับแม่ทัพจงเพียงคนเดียว ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กู่เสี่ยวถิงจึงปฏิเสธบุรุษทุกคนที่เข้ามาสู่ขอ
“ถึงข้าจะอยากเกี่ยวดองกับสกุลจง แต่เจ้าจำได้ใช่หรือไม่ แม่ทัพจงเคยลั่นวาจาจะแต่งกับคุณหนูสกุลหวงเพียงคนเดียว”
หลี่เฟยพยักหน้า “แต่ท่านพี่ คุณหนูสกุลหวงคนนั้นเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากสาวใช้ข้างห้อง ท่านพี่จะนำมาเปรียบเทียบกับเสี่ยวถิงไม่ได้”
กู่กวงซิวถอนหายใจยาว “แม่ทัพจงเป็นคนเช่นไร ใครบ้างจะไม่รู้ ถึงเสี่ยวถิงแต่งเข้าไป เจ้าคิดว่าแม่ทัพจงจะยกย่องนางเป็นภรรยาเอกหรืออย่างไร”
สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตก พากันเดินมาที่เรือนใหญ่เพื่อรับประทานอาหาร ตลอดทางก็เอาแต่บ่นว่าจะทำอย่างไรกับกู่เสี่ยวถิงดี นับวันอายุจะยิ่งมากขึ้น การจะหาบุรุษที่คู่ควรเหมาะสมมาแต่งก็จะยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย
“นิสัยของนางก็ใช่ว่าดีเสียเมื่อไร งานบ้านงานเรือนไม่เอา ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่มีความเป็นกุลสตรี ข้าเป็นห่วงจริงๆ หากต่อไป...ข้ากับเจ้าหมดบุญ แล้วนางจะมีชีวิตอยู่อย่างไร...”
ความทุกข์ของสามีนั่น คนเป็นภรรยาย่อมรู้ดี เพราะนางเองก็รู้สึกเป็นห่วงบุตรสาวของตนไม่ต่างกัน
แต่แล้วขณะทั้งสองเลี้ยวเข้ามาทางห้องอาหารก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อเห็นกู่เสี่ยวถิงยืนยิ้มรออยู่ก่อนแล้ว
“เสี่ยวถิงคารวะท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ”
หญิงสาววัยหน้าอ่อนเยาว์ย่อตัวเคารพบิดามารดา นางเป็นบุตรสาวคนรอง ผู้มีใบหน้างดงามเป็นที่เลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวง เป็นที่รักและภาคภูมิใจของกู่กวงซิวเป็นอย่างมาก กับมารดาเองก็รักและถนอมนางจนบางครั้งก็อาจจะเผลอให้ท้ายไปโดยไม่รู้ตัว
“สะ...เสี่ยวถิง เหตุใดวันนี้เจ้าถึงตื่นเร็วนักเล่า” หลี่เฟยเดินเข้าไปหาพลางยกมือขึ้นแตะหน้าผากกู่เสี่ยวถิง “ตัวก็ไม่ร้อนนี่”
“หรือเจ้าจะออกไปไหน ไม่ได้นะไม่ได้ ออกข้างนอกทีไรชอบก่อเรื่องให้วุ่นวายทุกทีสิน่า” กู่กวงซิวว่าพลางส่ายหน้าเบาๆ
“ข้าก็แค่อยากจะมาร่วมโต๊ะกับพวกท่านเท่าเองนะเจ้าค่ะ” กู่เสี่ยวถิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนช่วยประคองกู่กวงซิวและหลี่เฟยให้นั่งลง จากนั้นจึงตักซุปสมุนไพรใส่ถ้วยให้คนทั้งสองอย่างกระตือรือร้น
“ข้าตื่นแต่เช้าแล้วสั่งให้พ่อครัวช่วยจัดเตรียมอาหารเพื่อสุขภาพให้พวกท่านเจ้าค่ะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ท่านพ่อท่านแม่ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ”
กู่กวงซิวหันมองหน้ากับหลี่เฟยด้วยความฉงน กู่เสี่ยวถิงเนี่ยน่ะเข้าครัว? อย่าว่าแต่เข้าครัว แค่ตื่นแต่เช้ามาคารวะพวกเขาทั้งสอง นางยังไม่เคยทำ แล้วเหตุใดวันนี้ถึงลุกขึ้นมาทำเรื่องอะไรแบบนี้ได้
“ท่านแม่ทานปลาเยอะๆ นะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าเอาก้างปลาออกให้เจ้าค่ะ”
หลี่เฟยอ้าปากค้าง มองบุตรสาวที่ตั้งใจเลอะเอาแต่เนื้อปลาส่วนท้องให้ตนแล้วยิ่งเกิดอาการวิตก “เสี่ยวถิง เกิดอะไรขึ้น เจ้าป่วยหรือล้มหัวกระแทกมาหรือ”
“นั่นสิ วันนี้เจ้าแปลกไปนะ”
“ข้าปกติเจ้าค่ะ เพียงแต่...”
“นั่นไงเล่า!” กู่กวงซิวตบโต๊ะเสียงดัง ชำเลืองหางตามองบุตรสาวคล้ายจะบอกว่าเขารู้ทันนาง “ลูกสาวข้าช่างเจ้าเล่ห์นักนะ”
กู่เสี่ยวถิงยิ้มรับ “ท่านพ่อฉลาดนัก มองปราดเดียวก็จับทางลูกได้เสียแล้ว” หญิงสาวลุกขึ้นมาบีบนวดไหล่ให้บิดาอย่างประจบประแจง
“พอแล้วๆ มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
ถึงปากจะบอกว่าเหนื่อยใจแต่อย่างไรก็รักและตามใจบุตรสาวของตนอยู่มาก ยิ่งถูกเอาอกเอาใจเช่นนี้ มีหรือที่กู่กวงซิวจะไม่ใจอ่อน
“ข้าได้ยินว่าที่จวนสกุลโจวจัดงานเลี้ยงวัดเกิดให้ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าอยากไปเจ้าค่ะ”
พรวด!!!!
กู่กวงซิวพ่นน้ำชาที่กำลังดื่มออกมาด้วยความตกใจ “จะ...เจ้าว่าอะไรนะ!”
“ท่านพ่อ ไยต้องตกใจเพียงนี้ด้วย”
หลี่เฟยที่นิ่งอึ้งรีบตอบแทนสามีที่ยกมือขึ้นทุบอกตัวเองเพราะสำลักน้ำชาเมื่อครู่ “จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร สกุลโจว... สกุลนั่นต่างชั้นกับเรา เจ้าอย่าเข้าไปยุ่งเชียว”
“ข้าแค่อยากไปแสดงความยินดีกับฮูหยินผู้เฒ่า”
“เสี่ยวถิง นี่เจ้าไม่รู้หรือว่าจุดประสงค์ที่จัดงานเลี้ยงนี้คืออะไร”
กู่เสี่ยวถิงแสร้งทำหน้าใสซื่อ “ไม่ทราบเจ้าค่ะท่านแม่”
“งานเลี้ยงวันเกิดเป็นเพียงงานเลี้ยงบังหน้า จุดประสงค์แท้จริงคือหาคู่หมั้นให้กับหลานชายทั้งสี่ของตระกูลโจวต่างหากเล่า”
“ถูกต้อง สตรีทุกนางที่ไป ล้วนแต่ต้องการแสดงตัวว่าอยากเกี่ยวดองกับสกุลโจวทั้งนั้น” กู่กวงซิวเอ่ยเสริม “ขืนเจ้าไป สกุลโจวก็จะเข้าใจผิดว่าเจ้าอยากแต่งเข้าสกุลเขาน่ะสิ”
“ท่านพ่อคิดมากไปแล้วกระมัง”
กู่กวงซิวโบกไม้โบกมือ “ไม่มากๆ สกุลโจวเป็นสกุลที่เหลือแต่ชื่อ ทรัพย์สินเงินทองล้วนมีเพียงเปลือก ทายาททั้งสี่ล้วนไม่ได้ความ สอบเป็นขุนนางไม่ได้สักคน อย่างไรข้าก็ไม่ให้บุตรสาวข้าไปข้องแวะด้วยเด็ดขาด”
“ท่านพ่อ” กู่เสี่ยวถิงพยายามออดอ้อนต่อ “ทำไมท่านพ่อไม่คิดว่าเป็นน้ำใจที่เราหยิบยื่นให้สกุลโจวเล่าเจ้าค่ะ ที่ท่านว่าทายาททั้งสี่ไม่ได้ความ นั่นเพราะมีหนึ่งในนั้นถูกขัดขวางไม่ให้เข้าสอบต่างหาก ความจริงเขาเก่งมากเลยนะเจ้าค่ะ นิสัยก็ดีด้วย อีกไม่นานจะต้องได้เป็นใหญ่เป็นโตแน่”
กู่กวงซิวเลิกคิ้ว “เจ้าหมายถึงใครกัน”
กู่เสี่ยวถิงยิ้มกว้างเอ่ยตอบ “คุณชายสามเจ้าค่ะ”
..........
เพราะทนคำรบเร้าของกู่เสี่ยวถิงไม่ไหว กู่กวงซิวจึงต้องยอมอนุญาตให้บุตรสาวมางานเลี้ยงที่จวนสกุลโจวอย่างไม่เต็มใจ โดยสั่งให้บ่าวทั้งชายหญิงร่วมติดตามไปดูแลด้วย
“คุณหนู เหตุใดท่านถึงอยากไปงานเลี้ยงเล่าเจ้าคะ ไหนท่านว่าคนสกุลโจวไม่น่าคบหามิใช่หรือ” ซูฉาง สาวใช้คนสนิทเอ่ยถามคุณหนูของตน
“ข้าเคยพูดอย่างนั้นหรือ”
ซูฉางผงกศีรษะ “คุณหนูบอกว่าสกุลโจวมีแต่พวกปลิงดูดเลือด ให้ตายอย่างไรก็ไม่มีวันลดตัวไปเสวนาด้วย”
“ข้าจำไม่เห็นได้เลยว่าเคยพูดอย่างนั้น”
ซูฉางกะพริบตาปริบ นางมั่นใจแน่ว่าตนเคยได้ยินกู่เสี่ยวถิงพูดเช่นนั้น แต่ไหงมาวันนี้ถึงกลับคำได้หน้าตาเฉยเสียได้
ความจริงไม่เพียงแค่คำพูดที่เปลี่ยนไป กระทั่งพฤติกรรมต่างๆ ของกู่เสี่ยวถิงยังเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ทุกอย่างเริ่มจากกลางดึกเมื่อคืน กู่เสี่ยวถิงสะดุ้งตื่นแล้วร้องโวยวายลั่นเรือน ถามแต่ว่าที่นี่ที่ไหน นางเป็นใคร ที่นี่เป็นความฝันใช่หรือไม่?
คราแรกซูฉางนึกเพียงว่าคุณหนูนั่นคงฝันร้ายจึงพยายามพูดปลอบและอธิบายอยู่นานกว่าหญิงสาวจะยอมสงบอารมณ์ลง แต่แล้วก็ได้ยินกู่เสี่ยวถิงพึมพำกับตัวเอง เดินวนไปมารอบห้องแล้วถามย้ำว่าตนคือกู่เสี่ยวถิงจริงหรือ
จากนั้น... ก็เป็นอย่างที่เห็น คุณหนูผู้หยิ่งยโสคนเดิมหายไป กลายเป็นหญิงสาวธรรมดาที่ไม่ได้อารมณ์ร้ายเหมือนก่อน
“คุณหนู ถึงจวนสกุลโจวแล้วขอรับ”
กู่เสี่ยวถิงดีดตัวลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ถลกกระโปรงขึ้นแล้วกระโดดลงจากรถม้าโดยเร็ว ทำซูฉางตกใจร้องห้ามแทบไม่ทัน
“คุณหนู ต้องสำรวมนะเจ้าค่ะ” ซูฉางหยิบห่อผ้าซึ่งเป็นของขวัญที่เตรียมให้ฮูหยินผู้เฒ่าออกมาแล้วขยับมายืนข้างกู่เสี่ยวถิง “นายท่านบอกว่าให้เรารีบมอบของขวัญแล้วรีบกลับ จำได้ใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู”
กู่เสี่ยวถิงยิ้มร่า ทว่าไม่ยอมรับปากแล้วแย่งห่อผ้าไปถือไว้เอง “พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
กู่เสี่ยวถิงเดินนำเข้าไปด้านในจวน ซึ่งงานเลี้ยงถูกจัดอยู่ที่เรือนรับรองทางด้านหลัง บรรยากาศช่างดูเงียบเหงาและไม่ครื้นเครงสมกับเป็นงานเลี้ยงเอาเสียเลย ดูท่าว่าสกุลโจวคงต้องตกอับมากเป็นแน่ กระทั่งแขกร่วมงานยังน้อยแทบนับคนได้
หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปในเรือน เสียงพูดคุยเงียบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่กู่เสี่ยวถิงราวกับเห็นองค์หญิงแห่งวังหลวงเสด็จมาเยือนเลยก็ว่าได้
ทางด้านฮูหยินผู้เฒ่าสกุลโจวที่กำลังนั่งพูดคุยกับญาติๆ ที่มาร่วมงานก็มีสีหน้าตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน
“ข้ากู่เสี่ยวถิง เป็นตัวแทนตระกูลกู่ นำของขวัญมาร่วมแสดงความยินดี ขอฮูหยินผู้เฒ่าอายุมั่นขวัญยืนนะเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงไม่หายตื่นตะลึง นางเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าที่มีรังสีของผู้นำตระกูลอย่างเต็มเปี่ยม น่าเกรงขามและน่าหวั่นเกรงในคราวเดียว
“ขอขอบคุณในน้ำใจของนายท่านสกุลกู่มาก” ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าให้สาวใช้ข้างกายไปรับห่อผ้ามาจากกู่เสี่ยวถิง เมื่อเปิดออกมาก็พบว่าเป็นกล่องไม้สักอย่างดี ด้านในมีโสมราคาแพงและสมุนไพรหายากอีกหลายตัว
“คุณหนู” ซูฉางกระซิบ “เรากลับกันได้แล้วเจ้าค่ะ”
“ซูฉางอย่าเสียมารยาท พวกเราเพิ่งมาถึง รีบกลับตอนนี้น่าเกลียดตายเลย”
“แต่ว่าคุณหนู...”
จู่ๆ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหากู่เสี่ยวถิง ดูจากลักษณะการแต่งกายแล้ว นางคงเป็นฮูหยินของจวนโจวเป็นแน่
หญิงวัยกลางคนฉีกยิ้มแล้วเอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร “ขอบคุณคุณหนูรองกู่ ปกติสกุลโจวของเราไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจของสกุลใหญ่ ข้าในฐานะโจวฮูหยินรู้สึกซาบซึ้งนัก”
“อ่า ข้าเองก็รู้สึกเป็นเกียรตินักที่ได้ต้อนรับคุณหนูรอง” ชายอีกคนเดินเข้ามาสมทบ เขาแนะนำตัวว่าเป็นนายท่านใหญ่ของที่นี่ เท่าที่สังเกตค่อนข้างเป็นคนเหลาะแหละพอสมควร มีผู้นำตระกูลแบบนี้ ตระกูลโจวจะตกต่ำก็คงไม่แปลกกระมัง
“จริงสิ ข้าจะแนะนำให้รู้จักกับลูกชายของข้า”
กู่เสี่ยวถิงปั้นหน้ายิ้ม ดูท่าจะอยากขายบุตรชายของตนเต็มที่เลยสินะ แหงสิ! หากได้ดองกับสกุลกู่ ก็เท่ากับสกุลโจวถูกรางวัลใหญ่ นอกจากจะกอบกู้ชื่อเสียงของตนได้แล้ว ยังมีเงินไปชดใช้หนี้สินที่ติดค้างไว้อีกด้วย
“นี่ลูกชายคนโต คนรอง...”
กู่เสี่ยวถิงแทบจำไม่ได้เลยว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ชื่ออะไรบ้าง นางไม่ได้ตั้งใจมาคนพวกนี้เสียหน่อย คนที่นางอยากเจอจริงๆ น่ะ...
“โจวโซวเชินไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอ”
ทันทีที่กู่เสี่ยวถิงเอ่ยชื่อโจวโซวเชิน บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดแทบจะในทันที ทุกคนมีท่าทีอึกอักก่อนจะหันไปมองทางฮูหยินผู้เฒ่า
“คุณหนูรองถามถึงหลานชายคนที่สามของข้าทำไมหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ข้าอยากพบโจวโซวเชิน” กู่เสี่ยวถิงตอบเสียงดัง
โจวฮูหยินสะกิดแขนกู่เสี่ยวถิงพร้อมป้องปากบอก “ที่นี่เราไม่เอ่ยชื่อคุณชายสาม แล้วก็...เขาไม่ได้รับอนุญาตให้มาร่วมงาน...”
“ทำไม เพราะเป็นบุตรนอกไส้น่ะหรือ”
โจวฮูหยินหน้าซีด รีบกวักมือให้สามีตนช่วยพูดอะไรบ้าง เหตุใดคนนอกอย่างคุณหนูรองกู่จึงรู้เรื่องภายในครอบครัวของพวกเขาได้กัน
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะเอ่ยอธิบายอะไร หญิงสาวในอาภรณ์สีชมพูหวานพลันก้าวเข้ามาพร้อมกล่องไม้ขนาดย่อมในมือ
แม้มีใบหน้างดงามชวนมองแต่กลับให้ความรู้สึกหม่นหมองคล้ายคนอมทุกข์หรือมีปัญหาในใจ ท่าทางการแต่งกายนั่น ดูแล้วไม่น่าใช่สาวใช้ แต่ก็หาได้มีผู้ติดตามเหมือนกับคุณหนูสกุลอื่น
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า ข้าน้อยหวงหนิงเซียน เป็นตัวแทนตระกูลหวง นำของขวัญมามอบให้ท่านเจ้าค่ะ”
หวงหนิงเซียน!? หรือนี่คือนางเอกของเรื่องหรือ!?
ครั้งแรกที่รู้สึกตัวแล้วพบว่าตัวเองโผล่มาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้นั่น หญิงสาวทั้งตกใจและหวั่นวิตกอย่างมาก นางกรีดร้องและวิ่งวนไปรอบๆ เพื่อหาทางกลับบ้าน แต่แล้วเมื่อได้ยินสาวใช้เรียกตนว่า คุณหนูเสี่ยวถิง หญิงสาวก็ถึงกลับผงะไปครู่หนึ่ง กระทั่งสอบถามจนได้ความว่าแท้จริงตนนั่นทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตัวเองเป็นแฟนคลับตัวยง! “คุณหนูรองกู่ กู่เสี่ยวถิง” “เจ้าค่ะ กู่เสี่ยวถิงคือชื่อของท่าน” ความตื่นเต้นพลันแวบเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทะลุมิติเข้ามาในนิยายว่าเหลือเชื่อแล้ว นี่ยังได้รับบทเด่นเป็นตัวเอกเสียด้วย! แต่เดี๋ยวนะ... กู่เสี่ยวถิงคือนางร้ายนี่หว่า! โอ๊ยย นางร้ายที่กระหายพระเอกใจจะขาด กระทำเรื่องร้ายกาจสารพัด สุดท้ายไม่พ้นถูกพระเอกของเรื่องฆ่าตายเสียอีก “คะ...คุณหนูเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ บ่นพึมพำอะไรหรือ” กู่เสี่ยวถิงไม่ได้สนใจฟังคำถามจากสาวใช้ นางเดินวนไปวนมาสักพักก็คล้ายจะนึกอะไรออก “คุณชายสามอย่างไรเล่า!” คุณชายสามสกุลโจว โจวโซวเชิน เขาคนนี้เป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่ทั้งอ่อนโยนและแสนดี ที่สำคัญคือเป็นสหายรักกับแม่ทัพจงซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง หากเข
“แต่งกับโจวโซวเชิน!?” ฮูหยินผู้เฒ่าอุทานออกมาเสียงดัง นางถามย้ำกับลูกสะใภ้ว่าสิ่งที่ได้ยินมานั่นถูกต้องแน่หรือไม่ “จริงเจ้าค่ะ ตอนได้ยินนางบอก เข่าข้านี่แทบทรุดเลยนะเจ้าคะท่านแม่” โจวฮูหยินพูดตอบด้วยความอารมณ์หงุดหงิด “ข้าก็หลงคิดว่ากู่เสี่ยวถิงสนใจในตัวบุตรชายคนใดคนหนึ่งของข้าเสียอีก มิเช่นนั้นคุณหนูสูงศักดิ์เช่นนางคงไม่มีทางมาเหยียบสกุลโจวของเราแน่” นายท่านโจวส่ายหน้าไปพลางถอดถอนหายใจ “ข้าคิดว่ามันแปลกๆ ตั้งแต่แรกแล้ว ทุกคนทั่วเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าคุณหนูรองกู่รักใคร่ในตัวแม่ทัพจงเสียยิ่งกว่าอะไร แล้วจู่ๆ กลับจะมาสนใจโจวโซวเชินเนี่ยนะ” พฤติกรรมอันพิลึกพิลั่นของกู่เสี่ยวถิง ทำเอาทั้งคนหัวงอกและหัวดำนั่งไม่ติดเก้าอี้ หลังจากงานเลี้ยงเลิก ทั้งสามก็มานั่งหารือกันอยู่ค่อนครึ่งชั่วยาม “หรือเพราะที่แม่ทัพจงบอกว่าจะแต่งกับหวงหนิงเซียนเพียงคนเดียว กู่เสี่ยวถิงจึงเป็นบ้า ต้องการประชดชีวิตตัวเอง” โจวฮูหยินวิเคราะห์ “เหลวไหลๆ สกุลหวงยกหวงหนิงเซียนให้เราแล้ว นางจะกังวลอะไรอีกเล่า” นายท่านโจวแย้ง “หรือนางวางแผนอะไร... คิดจะปั่นหัวพวกเราเล่นงั้นหรือไม่”
การไม่เป็นที่ต้องการ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ความเหงา อ้างว้าง และเจ็บปวดที่ถูกหมางเมินนั่น นำพาให้ความรู้สึกของสามีภรรยาในนามค่อยๆ เปลี่ยนไป คนหนึ่งอยากก้าวผ่านความสัมพันธ์และครองรักกันไปจนแก่เฒ่า แต่กับอีกคน...อย่างไรก็ไม่อาจตอบรับความรู้สึกและขอมอบเพียงมิตรภาพกลับไปเท่านั้น “กู่เสี่ยวถิง! เจ้าฟังพ่ออยู่ไหม!” กู่เสี่ยวถิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เงยหน้ามองกู่กวงซิวพร้อมอ้าปากหาว “ท่านพ่อ ฟ้ายังไม่ทันสางเลยนะเจ้าค่ะ เหตุใดต้องให้พวกสาวใช้ลากข้ามาด้วย” “เดี๋ยวเถอะนะ! นี่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าทำอะไรผิดไว้” หลี่เฟยที่นั่งอยู่ข้างสามีเอ่ยตำหนิ “เรื่องที่ข้าขอหมั้นหมายกับโจวโซวเชินน่ะหรือ” กู่กวงซิวพ่นลมหายใจ บุตรสาวคนนี้ชอบก่อปัญหาไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ หากไม่ไปหาเรื่องคนอื่น ก็มักหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองอยู่เสมอ ใจนั่นอยากให้นางรีบแต่งออกเรือนไปเสีย เขาและภรรยาจะได้ไม่ต้องคอยตามเช็ดตามล้างสิ่งที่นางทำไว้ “ท่านพ่อกำลังคิดว่า ควรให้ข้าออกเรือนไปเร็วๆ ใช่ไหมเจ้าคะ” กู่กวงซิวผงะ กำลังจะตอบปฏิเสธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ลง “ข้ารู้ว่าข้าเป็
นี่ข้าไม่ได้ออกมาเจอโลกภายนอกนานเกินไปหรือเปล่าน่ะ เหตุใดสตรีจึงกล้าขอบุรุษแต่งงานได้หน้าตาเฉยเช่นนี้?! “ทำไมไม่กินเล่า ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ถือเสียว่าข้าเลี้ยงปลอบขวัญเจ้าแล้วกัน” โจวโซวเชินหรี่ตามองกู่เสี่ยวถิงที่นั่งเคี้ยวข้าวจนแก้มตุ้ย แล้วทำไมข้าถึงได้ตามนางมากินข้าวด้วยล่ะเนี่ย “อาหารที่นี่อร่อยจริงๆ นะ อร่อยกว่าที่จวนข้าเสียอีก เอ้า! เจ้าก็กินด้วยสิ” กู่เสี่ยวถิงคีบหมูติดมันชิ้นหนึ่งวางลงบนถ้วยข้าวของชายหนุ่มพลางคะยั้นคะยอให้เขาลองชิมดู โจวโซวเชินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็คีบชิ้นหมูเข้าปาก ทันทีที่กัดลงไป รสชาติหวานเค็มปนเผ็ดเล็กน้อยพลันแผ่ซ่านอยู่ภายในปาก “อาหารก็มีรสชาติด้วย...” กู่เสี่ยวถิงชะงัก แววตาเต็มไปด้วยความฉงน “ปกติเจ้ากินอะไรเนี่ย อาหารก็ต้องมีรสอยู่แล้วสิ” “ข้าน่ะ...แค่มีกินในแต่ละมื้อก็ยากเย็นแล้ว ไหนเลยจะมาสนใจเรื่องรสชาติกัน” กู่เสี่ยวถิงกะพริบตาถี่ รู้สึกว่าเนื้อที่ตนกำลังกลืนนั้นฝืดคอขึ้นมาจนแทบอยากจะคายทิ้ง “โจวโซวเชิน... ข้า...” “ไม่จำเป็นต้องมาสงสารข้าหรอก” ว่าพลางคีบหมูอีกชิ้นเข้าปาก “ข้าไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร” ถ
“ทำไมเจ้าไม่บอกข้า” เมื่อกลับมายังเรือน โจวโซวเชินก็กอดอกมองตู้ฟู่ตาเขม็ง “บุรุษมิควรรับของมากมายเช่นนี้จากสตรี เจ้าไม่รู้หรือไง!” ตู้ฟู่ก้มหน้าบ่นพึมพำกับตัวเอง “ก็เพราะรู้นิสัยท่านไง คุณหนูกู่จึงสั่งห้ามไม่ให้พูด” ดวงตาคมจ้องบ่าวของตนอย่างคาดคั้น รังสีความกดดันนี้ทำตู้ฟู่เริ่มหายใจไม่ออก ในที่สุดก็จำต้องยอมเปิดปากบอก “คุณหนูกู่สั่งห้ามไว้ขอรับ บอกให้ข้าน้อยเก็บเป็นความลับจนกว่าจะกลับถึงจวน” นี่เป็นนิสัยปกติของสตรีชนชั้นสูงหรืออย่างไร ทุ่มเงินทองมากมายเพื่อซื้อตัวบุรุษที่ถูกใจหรือนี่!? กู่เสี่ยวถิงเป็นสตรีที่ชอบดูถูกผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชื่อเสียงความเอาแต่ใจและเจ้าเล่ห์ของนาง มีหรือโจวโซวเชินจะไม่รู้ ที่แท้เรื่องในวันนี้อาจเป็นเพียงการเล่นละครของนาง หวังจะซื้อใจเขาและครอบครัวให้ตกเป็นทาสนางก็เป็นไปได้ ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าสตรีร้อยเล่ห์วางแผนอะไรไว้ แต่โจวโซวเชินจะไม่มีวันติดกับนางอย่างเด็ดขาด! ตู้ฟู่เห็นโจวโซวเชินทำหน้าเครียด พลันเกิดความคิดว่าคุณชายสามอาจจะกำลังโกรธคุณหนูรองผู้นั้นอยู่หรือไม่ ไม่ได้นะ!!! ถึงคุณหนูรองกู่จะเจ้าแผนการไปบ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ กู่เสี่ยวถิงยืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่ตรงประตูทางเข้าวัดหงอี้ ชะเง้อคอมองอย่างคาดหวังทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถม้าดังเข้ามาใกล้ “คุณหนู พวกเราเข้าไปรอข้างในดีกว่านะเจ้าค่ะ” ซูฉางร้องบอกนายของตนเป็นรอบที่สามแล้ว แต่กู่เสี่ยวถิงหาได้สนใจไม่ “ไม่เอา ข้าจะรอรับคุณชายสาม ไม่รู้ว่าคนสกุลโจวจะยอมปล่อยเขาออกมาหรือไม่” “เหตุใดถึงจะไม่ให้มาเล่าเจ้าคะ ข้าคิดว่าคงจะระริกระรี้รีบโยนคุณชายสามมาให้ท่านเสียมากกว่า” กู่เสี่ยวถิงหุบยิ้ม หันมามองซูฉางพลางกอดอกไม่พอใจ “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” “โธ่คุณหนู ท่านก็รู้ว่าคนสกุลโจวหน้าเงินเพียงใด สิ่งใดที่ทำให้คุณหนูพอใจ คนพวกนั้นย่อมต้องทำแน่เจ้าค่ะ” สีหน้ากู่เสี่ยวถิงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที “ขออภัยที่บ่าวต้องพูดตรงๆ แต่บ่าวเป็นห่วงคุณหนูนะเจ้าค่ะ อย่างที่นายท่านว่า แต่งกับคุณชายสามไม่เห็นมีดีตรงไหน คุณชายสามไร้ลาภยศเงินทอง ครอบครัวของเขาก็ไม่น่าคบหาสักคน เหตุใดคุณหนูต้องเอาตัวเองไปคลุกคลีกับคนพวกนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ” “ซูฉาง สิ่งที่เจ้าพูด ใช่ว่าข้าจะไม่รู้” “อ้าว แล้วทำไมคุณหนูยั
เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ตะวันเริ่มคล้อยลงต่ำ ผู้คนอิ่มท้อง ผู้รวมบุญสุขใจ นั่งพักกันให้หายเหนื่อยอีกสักครู่จึงจะทยอยขนของกลับจวน “นี่ เอาไปกินสิ” หวงหนิงเซียนที่นั่งเหม่ออยู่ตรงขั้นบันไดเงยหน้ามอง นางผงะทันทีที่เห็นว่าเป็นกู่เสี่ยวถิง “ข้ายังไม่เห็นเจ้ากินอะไรเลย คงจะหิวแย่แล้วสิ” หวงหนิงเซียนรีบส่ายหน้า ขอไม่รับน้ำใจของหญิงสาว “เจ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอก” กู่เสี่ยวถิงนั่งลงข้างๆ แล้วแบ่งหมั่นโถวที่ตนถือมาออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาเข้าปากตัวเอง อีกส่วนยื่นให้หวงหนิงเซียน “รับไปสิ” หวงหนิงเซียนลังเล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนกำลังหิวจึงยื่นมือออกมารับอย่างกล้าๆ กลัวๆ กู่เสี่ยวถิงยิ้ม “เจ้าต้องไม่อิ่มแน่ เช่นนั้นไปกินข้าวที่จวนของข้าไหม” “มะ... ไม่กล้ารบกวนเจ้าค่ะ” “ถ้าเจ้าเป็นกังวลกลัวข้าจะรังแก งั้นเราแวะทานอาหารที่ภัตตาคารใกล้ๆ ก่อนกลับดีหรือไม่” “ไม่กล้ารบกวนเจ้าค่ะ” “นี่เจ้าพูดเป็นคำเดียวหรือ” กู่เสี่ยวถิงพ่นลมหายใจแล้วยัดหมั่นโถวในมือเข้าปากจนหมด หญิงสาวหน้าบูดที่มีอาหารอยู่เต็มปาก ไม่เหลือเค้าของคุณหนูผู้ร้ายกา
“ซูฉาง ข้าสวยหรือยัง” วันนี้กู่เสี่ยวถิงสวมชุดสีส้มสลับขาวให้ความรู้สึกสดใสร่าเริง นางหมุนตัวไปรอบๆ พลางถามสาวใช้ว่าตนดูดีแล้วหรือยัง “คุณหนู ทำไมพอถึงเวลาเรียนทีไรจึงต้องแต่งตัวสวยด้วยเจ้าคะ” ซูฉางถามขณะยื่นกล่องเครื่องประดับให้กู่เสี่ยวถิงเลือกปิ่นปักผมที่ถูกใจ “เจ้ารู้คำตอบอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องถามข้าอีกเล่า” “ข้าก็แค่อยากถามให้แน่ใจเจ้าคะ มิเคยเห็นคุณหนูพยายามทำเพื่อใครมากเท่านี้มาก่อน ตื่นแต่เช้ามาแต่งตัว ไหนเลยจะเตรียมอาหารว่างด้วยตัวเองอีก” “ความสุขของข้าน่า” “ความสุขของท่าน แต่บิดามารดาท่านไม่น่าจะสุขด้วยนะเจ้าค่ะ” “ซูฉาง หากเจ้ายังพูดมากอีก ข้าจะไม่เรียกใช้เจ้าแล้วนะ” ซูฉางเม้มปากอย่างขัดใจ ก่อนจะรีบวิ่งตามกู่เสี่ยวถิงไปยังเรือนรับรองที่อยู่ติดกับสวนดอกไม้ขนาดย่อม ด้านข้างมีสวนหินจำลอง ถัดออกไปเป็นเรือนใหญ่ซึ่งกู่กวงซิวที่อยู่ในอาการกระสับกระส่ายกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ “มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง!” กู่กวงซิวตวาดลั่น “ข้าวางแผนให้โจวโซวเชินอยู่กับหวงหนิงเซียนสองต่อสอง แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่าเดินจูงมื
“หยางอิ่ง นางเคยมีคนรักอยู่ก่อนจะแต่งเข้าสกุลโจว เขาเป็นญาติผู้พี่ของข้าเอง ทั้งสองตกหลุมรักกันมานานหลายสิบปี แต่เพราะต่างฝ่ายต่างมีคู่หมายอยู่แล้วจึงไม่อาจสมหวังในรัก” ใต้เท้าโฮ่วพูดพลางถอนหายใจ “ในวันหนึ่งในฤดูหนาว พี่ชายและข้ารับพระราชโองการไปรบที่ชายแดน ด้วยเพราะเกรงว่าจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ข้าจึงอยากให้ทั้งสองคนได้เจอกัน ผนวกกับได้ข่าวว่าสุขภาพของหยางอิ่งไม่ค่อยแข็งแรง ข้าจึงอยากเพิ่มแรงใจให้นาง ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าข้าจะเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้” จงหยางอี้เดินเข้ามาตบบ่าโจวโซวเชิน “พี่ชายของใต้เท้าโฮ่วตายในสงคราม ส่วนใต้เท้านั่นบาดเจ็บสาหัส รักษาตัวอยู่นานหลายปีกระทั่งได้รับราชโองการให้ประจำอยู่ที่ชายแดนเป็นการชั่วคราว จึงไม่ได้รับข่าวคราวของมารดาเจ้าอีก” เพราะสกุลโจวปกปิดการตายของหยางอิ่ง พวกเขาจับนางไปขังไว้ในห้องที่ทั้งมืดและชื้น ไม่มีเตาไฟ ผ้าห่ม หรือกระทั่งอาหารให้กินจนอิ่มท้อง ส่งผลให้สุขภาพที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วยิ่งทรุดหนัก “โซวเชิน” กู่เสี่ยวถิงกระซิบเสียงเบา รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของโจวโซวเชินนัก แต่เมื่อเห็นแววตานิ่งสงบของเขา นางก็เริ่ม
“อะไรนะ!? ฮุ่ยชิว เจ้าไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นใช่ไหม เจ้าถูกกล่าวหาใช่ไหมหลาน ตอบย่าสิ” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เชื่อ พยายามเค้นถามความจริงจากโจวฮุ่ยชิวอย่างเดียว “น่ารำคาญ!!!” โจวฮุ่ยชิวผลักฮูหยินผู้เฒ่าออกไป แล้วหันมาพูดกับจงหยางอี้ “ข้าว่าเรื่องนี้เราคุยกันได้นะแม่ทัพจง” จงหยางอี้เค้นเสียงพูด “ข้าไม่เหมือนขุนนางโลภมากพวกนั้นหรอกนะ เจ้าอย่าโน้มน้าวข้าเสียให้ยากเลย” “เจ้าไม่รู้หรือว่ามีขุนนางกี่คนที่อยู่ข้างข้า” “รู้สิ และก็สั่งจับขุนนางพวกนั้นไปหมดแล้วด้วย” หัวใจพลันกระตุกวาบพร้อมกับความหวาดกลัวที่แล่นพรูขึ้นมา โจวฮุ่ยชิวรีบเปลี่ยนเป้าหมาย หันไปทางโจวโซวเชินแทน “พี่สาม อย่างไรพวกเราก็เป็นสกุลโจวเหมือนกัน ข้า...” “ข้าฟังอยู่ จะแก้ตัวอะไรก็รีบพูดมา” ได้ยินเสียงเย็นชากล่าวเช่นนี้ โจวฮุ่ยชิวก็จำต้องกลืนคำขอของตนลงคอ ครั้นหันกลับมองทางครอบครัวตัวเอง ไม่ว่าจะท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ หรือพี่ชายทั้งสองของตนล้วนแต่พึ่งพาไม่ได้ หากจะบอกว่าแผนการล้มเหลว มันอาจจะล้มเหลวมาตั้งแต่วันที่เขาเกิดแล้วก็ได้ “หวังพึ่งใครไม่ได้สักคน” โจวฮุ่ยชิวขบกรามแน่น “ทำไมข้าต้อ
ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ กู่เสี่ยวถิงพูดอะไรไม่ออก หัวใจบีบรัดแน่นจนหายใจไม่ออก โจวฮุ่ยชิวยื่นมือออกมาตรงหน้า “ไปกันกับข้าเถอะ” กู่เสี่ยวถิงส่ายหน้า ให้ตายอย่างไรนางก็ไม่มีวันไปกับโจวฮุ่ยชิวแน่ นี่มันอะไรกัน... โจวฮุ่ยชิวสอบได้ตำแหน่งจ้วงหยวนได้อย่างไร?! “อย่ายุ่งกับนาง!” โจวโซวเชินปัดมือโจวฮุ่ยชิวทิ้งแล้วจูงมือพาตัวกู่เสี่ยวถิงกลับเข้าไปในงาน “โซวเชิน เดินช้าหน่อย ข้าตามไม่ทัน” กู่เสี่ยวถิงก้าวขาไม่ทันร่างสูงที่กึ่งฉุดกึ่งลากนาง “โอ๊ะ!” กู่เสี่ยวถิงสะดุดขาตัวเอง โจวโซวเชินรีบหมุนตัวกลับมารับร่างบางไว้ “บาดเจ็บหรือไม่” กู่เสี่ยวถิงส่ายหน้าแล้วพยายามจะลุกขึ้นยืน ทว่ากลับรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าจนทรงตัวไม่ไหว “เป็นอะไร เจ็บเท้าหรือ” โจวโซวเชินก้มลงจับที่ข้อเท้าของหญิงสาว พอได้ยินเสียงร้องว่าเจ็บ เขาก็ตกใจจนหน้าเสีย รีบอุ้มตัวนางขึ้น บอกจะรีบพาไปให้หมอตรวจดูอาการ “ขะ...ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าปล่อยข้าลงก่อน” “ไม่เป็นอะไรได้อย่างไร เมื่อครู่ท่านยังร้องอยู่เลย ยืนก็ไม่ไหวด้วยเนี่ย” “อาจจะแค่ข้อเท้าแพลงก็ได้ เจ้าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่สิ”
ความรู้สึกกดดันนี้มันอะไรกัน กู่กวงซิวเหงื่อแตกพลั่กเหลือบมองบุตรสาวที่ยืนเท้าสะเอวพลางจ้องตนตาเขม็ง “ท่านพ่อ ท่านไม่มีอะไรจะสารภาพหรือ” กู่กวงซิวอ้ำอึ้ง ชำเลืองหางตาไปทางหลี่เฟยเพื่อขอความช่วยเหลือ “เอ่อ เสี่ยวถิง มีอะไรหรือเปล่าลูก” หลี่เฟยเอ่ยถามเสียงละมุน แต่มิวายถูกสายตาคมกริบตวัดมองมาเช่นกัน “ท่านแม่ มิใช่ว่าท่านก็รู้เห็นด้วยหรอกนะ” เมื่อถูกเค้นหนักเข้า สองสามีภรรยาตระกูลกู่ก็เริ่มทนไม่ไหวจึงตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดแก่กู่เสี่ยวถิง “พ่อแค่อยากไล่โจวฮุ่ยชิวไปให้พ้น หากเขาเห็นว่าสกุลกู่ไม่อาจให้ในสิ่งที่เขาต้องการ เขาคงไม่มายุ่งกับพวกเราอีก” “นอกจากนี้ยังสามารถคัดกรองสหายที่มีอยู่ หากพวกเขาเป็นมิตรแท้ย่อมไม่หันหลังให้สกุลกู่แน่ กลับกันแล้ว หากหนีไปเข้าพวกกับโจวฮุ่ยชิว แสดงว่ามิใช่คนซื่ออย่างแท้จริง” หลี่เฟยเอ่ยต่อ เหตุผลที่บุพการีบอกนั้นก็ฟังมีเหตุผล พวกเขาเพียงอยากกันโจวฮุ่ยชิวให้พ้นทาง แต่ว่า...นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาจะต้องมาโกหกนางนี่!? “เอ่อ...พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะโกหกลูกนะ เพียงแต่...” ราวกับหลี่เฟยอ่านความคิดของกู่เสี่ยว
“อาภรณ์ชุดนี้งดงามยิ่งนัก สีสันสดสวยประณีตงดงาม” เถ้าแก่ที่เข้ามาประเมินราคาสิ่งของในจวนกู่เอ่ยขณะลูบมือลงยังอาภรณ์สีครามเข้ม “คุณหนูรองกู่แน่ใจหรือว่าจะขายทั้งหมดนี้” กู่เสี่ยวถิงพยักหน้า “เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์” นางตอบเสียงเศร้า “อืม งั้นข้าให้คนขนไปที่รถเลยนะ” กู่เสี่ยวถิงกวาดตามองเหล่าเสื้อผ้า รองเท้า และตำราเรียน ราวกับต้องการบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ “รบกวนเถ้าแก่ด้วย” กู่เสี่ยวถิงเรียกพ่อบ้านประจำจวนให้มาตกลงเรื่องราคาและรับเงินจากเถ้าแก่ แล้วจึงหมุนตัวเดินออกไป ระหว่างทางบังเอิญผ่านเรือนที่นางเคยใช้เรียนหนังสือกับโจวโซวเชิน เรือนหลังใหญ่ที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกเปิดออกเพื่อระบายอากาศ กู่เสี่ยวถิงค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปด้านใน มองสำรวจห้องแล้วพลันนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับโจวโซวเชิน รอยยิ้มของเขา สัมผัสอ่อนโยนและจุมพิตแรกที่เขามอบให้ หางตากู่เสี่ยวถิงเหลือบเห็นภาพเขียนที่ถูกแขวนไว้เหนือโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นภาพเขียนของโจวโซวเชินที่นางย้ายออกมาจากห้องนอนและไม่ยอมที่ขายออกไป “ถึงไม่มีวาสนาต่อกัน
“เห็นคุณชายสามนิ่งขรึมมาตลอด ไม่คิดเลยว่าจะ...เอ่อ” หวงหนิงเซียนคิดคำที่จะช่วยอธิบายเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ออก โจวโซวเชินไม่เคยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว คุกคาม หรือกระทั่งออกคำสั่งไล่ใครมาก่อ “คงมีเพียงกู่เสี่ยวถิงคนเดียวที่ทำสหายข้าเสียอาการเช่นนี้ได้” จงหยางอี้วิเคราะห์ “ป่าเถื่อนสิไม่ว่า ที่นี่มิใช่จวนโจวนะ กล้าทำเรื่องไร้มารยาทที่นี่ได้อย่างไร!” ถึงจะบ่นอย่างนั้น แต่ส่วนลึกหวงลี่หรูก็ไม่กล้าสู้กับสายตาแข็งกร้าวของโจวโซวเชินสักเท่าไรนัก ให้พญานกยูงอย่างนางไปขวางทางหมาป่าโมโหร้ายหรือ! หาเรื่องตายสิไม่ว่า “พวกเขาจะปรับความเข้าใจกันได้หรือไม่นะ” หวงหนิงเซียนเป็นกังวล มือกระตุกชายเสื้อแม่ทัพหนุ่มเบาๆ “อย่าห่วงเลย โซวเชินเป็นคนใจเย็น เขาจะต้องค่อยๆ ใช้คำพูดอธิบายให้กู่เสี่ยวถิงเข้าใจ และไม่นานทั้งคู่ก็จะคืนดีกัน...” ตู้ม!!!!! เสียงตู้มดังสนั่น คนทั้งสามต่างตื่นตกใจแล้วรีบวิ่งวนกลับมาทางศาลา เบื้องหน้ากู่เสี่ยวถิงยืนอยู่บริเวณสระบัวพลางหอบหายใจอย่างหนัก ส่วนโจวโซวเชิน...ล้มหน้าคว่ำอยู่ในสระบัว โชคดีที่ว่าระดับน้ำสูงเพียงเข่า โจวโซวเชินจึงค่อยๆ พยุงตั
หลังจากกู่เสี่ยวถิงถูกอุ้มหายออกไปจากโรงน้ำชา หวงลี่หรูก็รีบเร่งมารอพบกู่เสี่ยวถิงแต่เช้าตรู่ ครั้นได้ยินสาวใช้บอกว่าหญิงสาวปลอดภัยดี ทั้งยังนอนหลับอุตุไม่ยอมตื่นเสียอีก หวงลี่หรูไม่อยากรบกวนจึงลากลับมาก่อน พอรุ่งเช้าอีกวันก็มาขอพบกู่เสี่ยวถิงอีก ทว่าน่าแปลกที่ว่ากู่เสี่ยวถิงเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมาพบหน้าใครอยู่นานหลายวัน หวงลี่หรูที่เทียวไปเทียวมาจวนกู่รู้สึกเป็นห่วงสหายยิ่งนัก ท้ายที่สุดจึงนำเรื่องนี้ไปบอกแก่หวงหนิงเซียน เผื่อว่าหากหวงหนิงเซียนไปจวนกู่ด้วยกันแล้วกู่เสี่ยวถิงอาจจะยอมออกมาพบ “หากไม่ใช่เพราะจนปัญญา ข้าคงไม่แบกหน้ามาขอร้องเจ้าหรอก หากเจ้ายอมช่วย เจ้าอยากได้อะไรข้าจะยกให้” “เรื่องใหญ่เพียงนี้ ทำไมท่านพี่ไม่รีบบอกข้าเล่า ข้าเองก็เป็นห่วงพี่เสี่ยวถิงเหมือนกันนะเจ้าค่ะ” หวงหนิงเซียนเอ่ยเสียงสะอื้น มือเล็กรีบคว้ามือของพี่สาวแล้วดึงไปทางหน้าจวนโดยเร็ว “พวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าเป็นห่วงพี่เสี่ยวถิงจะแย่แล้ว” แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองสาวจะวิ่งพ้นประตูจวน กู่เสี่ยวถิงกลับเดินสวนเข้ามาเสียก่อน “เสี่ยวถิง!” “พี่เสี่ยวถิง!”
ราวกับฝันไป... คล้ายว่าได้นอนขดอยู่ในอ้อมกอดของโจวโซวเชินตลอดคืน กู่เสี่ยวถิงบิดตัวลุกขึ้นนั่ง หันไปมองรอบๆ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมศีรษะ “ปวดหัวจัง” ซูฉางที่ยกกะละมังใส่น้ำเข้ามาเห็นกู่เสี่ยวถิงตื่นแล้วก็รีบเข้ามาถามไถ่อาการ “คุณหนูได้สติแล้วหรือเจ้าคะ เป็นอย่างไรบ้าง ล้างหน้าล้างตาก่อนนะเจ้าค่ะ” “นี่ข้า... กลับมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร” “กลับมาเมื่อไรไม่สำคัญเท่ากับกลับมากับใครมากกว่าเจ้าค่ะ” ซูฉางกล่าวเสียงหยอกล้อ “ข้าไม่ได้กลับมากับลี่หรูหรือ” ซูฉางหันขวับมามองพลางวางกะละมังทองเหลืองลงตรงหน้านายหญิง “โธ่ นี่คุณหนูดื่มไปเท่าไรกันเจ้าคะ เหตุใดถึงจำอะไรไม่ได้เช่นนี้” “ข้าเผลอไปน่ะ ดื่มไม่กี่จอกก็ภาพตัด จำอะไรไม่ได้เลย ปวดหัวอีกต่างหาก” ซูฉางถอนหายใจ ช่วยจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หญิงสาวก่อนจะส่งน้ำแกงสร่างเมาให้นางดื่ม “คุณหนูหลับไปหนึ่งวันเต็มเลยนะเจ้าค่ะ ยามนี้ก็เที่ยงแล้ว เดี๋ยวบ่าวไปยกอาหารมาให้เจ้าค่ะ” กู่เสี่ยวถิงพยักหน้า แต่แล้วก็ตะโกนถาม “ซูฉาง ท่านพ่อท่านแม่รู้เรื่องที่ข้าเมากลับมาหรือไม่” ซูฉางยิ้มเย็นเยือก เอ่ยบอก “หลังคุณหนูทานอาหารเส
“เสี่ยวถิง! จะ...เจ้าจะทำอะไร” โจวโซวเชินพยายามดันคนตัวเล็กออก แต่หญิงสาวกลับติดหนึบเสียยิ่งกว่าอะไร ยิ่งแกะนางยิ่งซุกไซ้ไม่เลิก กระทั่งกระโจนขึ้นมานั่งบนตักกว้างพร้อมยกมือขึ้นโอบรอบคอชายหนุ่มไว้แน่น โจวโซวเชินรู้สึกว่าร่างกายของตนร้อนขึ้นวูบหนึ่ง หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด รู้สึกทรมานกึ่งกลางกายนัก “กลิ่นตัวเจ้าเหมือนโซวเชิน ตัวก็ด้วย เท่ากันเป๊ะ!” ที่แท้นางก็ละเมอเข้ามากอดเพื่อวัดตัวเขาเองหรือนี่? “โซวเชิน ทำไมเจ้าไม่ยอมใส่สีชมพู ข้าเตรียมชุดไว้เข้าคู่กับเจ้าด้วยนะ” โจวโซวเชินลอบหัวเราะ เขาจำเหตุการณ์ครั้งกู่เสี่ยวถิงหอบเอาบรรดาชุดสีสันแสบตามาให้ตนได้ หนึ่งในนั้นมีชุดที่เป็นสีชมพูไล่สีสลับขาวคล้ายกับดอกเหมยกำลังเบ่งบานก็มิปาน หญิงสาวยิ้มร่ารีบนำเสนอชุดที่นางสั่งตัดพิเศษพลางคะยั้นคะยอให้เขาลองสวมให้ดู แต่ฝันไปเถิดว่าบุรุษมาดแมนอย่างเขาจะใส่! แค่คิดก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว “ท่านเห็นข้าเป็นลูกหมาหรืออย่างไร อยากจะจับแต่งตัวอย่างไรก็ได้งั้นหรือ หือ” กู่เสี่ยวถิงเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมฉ่ำหวานคล้ายมีไอหมอกจางๆ ปกคลุมไว้ ริมฝีปากบางอมชมพูเผยอขึ้นเล็กน้อย ข