“แต่งกับโจวโซวเชิน!?”
ฮูหยินผู้เฒ่าอุทานออกมาเสียงดัง นางถามย้ำกับลูกสะใภ้ว่าสิ่งที่ได้ยินมานั่นถูกต้องแน่หรือไม่
“จริงเจ้าค่ะ ตอนได้ยินนางบอก เข่าข้านี่แทบทรุดเลยนะเจ้าคะท่านแม่” โจวฮูหยินพูดตอบด้วยความอารมณ์หงุดหงิด “ข้าก็หลงคิดว่ากู่เสี่ยวถิงสนใจในตัวบุตรชายคนใดคนหนึ่งของข้าเสียอีก มิเช่นนั้นคุณหนูสูงศักดิ์เช่นนางคงไม่มีทางมาเหยียบสกุลโจวของเราแน่”
นายท่านโจวส่ายหน้าไปพลางถอดถอนหายใจ “ข้าคิดว่ามันแปลกๆ ตั้งแต่แรกแล้ว ทุกคนทั่วเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าคุณหนูรองกู่รักใคร่ในตัวแม่ทัพจงเสียยิ่งกว่าอะไร แล้วจู่ๆ กลับจะมาสนใจโจวโซวเชินเนี่ยนะ”
พฤติกรรมอันพิลึกพิลั่นของกู่เสี่ยวถิง ทำเอาทั้งคนหัวงอกและหัวดำนั่งไม่ติดเก้าอี้ หลังจากงานเลี้ยงเลิก ทั้งสามก็มานั่งหารือกันอยู่ค่อนครึ่งชั่วยาม
“หรือเพราะที่แม่ทัพจงบอกว่าจะแต่งกับหวงหนิงเซียนเพียงคนเดียว กู่เสี่ยวถิงจึงเป็นบ้า ต้องการประชดชีวิตตัวเอง” โจวฮูหยินวิเคราะห์
“เหลวไหลๆ สกุลหวงยกหวงหนิงเซียนให้เราแล้ว นางจะกังวลอะไรอีกเล่า” นายท่านโจวแย้ง
“หรือนางวางแผนอะไร... คิดจะปั่นหัวพวกเราเล่นงั้นหรือไม่”
“พวกเราไม่เคยทำอะไรให้นาง ไม่มีเหตุผลที่นางจะมาปั่นหัวพวกเราเสียหน่อย”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาฟังบุตรชายและลูกสะใภ้เถียงกันไปมาสักพักก็สั่งให้สองคนหุบปาก
“กู่เสี่ยวถิงคิดจะเล่นตลกอะไร ข้าไม่สนใจทั้งนั้น หากนางยืนกรานจะแต่งกับโจวโซวเชิน เช่นนั้นก็ให้นางแต่ง”
“ท่านแม่!” สองสามีภรรยาประสานเสียง
“อย่างไรโจวโซวเชินก็ได้ชื่อว่าเป็นคุณชายสกุลโจว โอกาสจะได้เกี่ยวดองกับสกุลใหญ่หาไม่ได้ง่ายๆ อีกอย่าง...พวกเจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ฐานะทางการเงินของพวกเราเป็นเช่นไร”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมุนลูกประคำในมือเพื่อหวังให้จิตใจสงบ แต่พอนึกถึงหลานชายนอกไส้นั่น ก็พลันรู้สึกโมโหขึ้นมาอีก “มีหลานชายตั้งหลายคน แต่ไม่ได้เรื่องเลยสักคน กรรมของข้าแท้ๆ”
อารมณ์ของฮูหยินผู้เฒ่าคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ นางสู้อุตส่าห์ให้ความรักความเอาใจใส่กับหลานชายทั้งสามเป็นอย่างดี ไฉนกลับเป็นโจวโซวเชินที่จะช่วยกอบกู้สกุลโจวเสียได้!
รู้สึกเหมือนตนเองถูกตบหน้าอย่างไรไม่รู้
“สั่งคนให้พาโจวโซวเชินไปอยู่ที่เรือนฝั่งตะวันตก”
โจวฮูหยินได้ยินก็ทำหน้าตาตื่นทันที “เรือนฝั่งตะวันตก! หรือว่าจะเป็นเรือนหลังใหญ่หลังนั่น ไม่ได้นะเจ้าคะท่านแม่! ไหนท่านแม่เคยบอกว่าจะเก็บไว้เป็นเรือนหอของบุตรชายคนโตของข้า”
“หุบปาก! บุตรชายเจ้าไม่ได้ความสักคน เจ้ายังจะกล้ามาทวงของจากข้าอีกหรือ หน้าไม่อายเสียจริง!”
ถูกแม่สามีตวาดด่า โจวฮูหยินก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ บุตรชายทั้งสามของนางยังไม่มีเรือนนอนเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ แต่โจวโซวเชินกลับจะได้ครองเรือนหลังใหญ่เพียงผู้เดียวงั้นหรือ
ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
คำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าถูกถ่ายทอดออกไป บ่าวคนสนิทของโจวโซวเชินอย่าง ตู้ฟู่ จึงรีบวิ่งมาแจ้งข่าวดีนี้แก่นายของตน
“สวรรค์มีตาโดยแท้ ในที่สุดก็ส่งเทพธิดามาช่วยคุณชายจนได้” ตู้ฟู่รีบเก็บเสื้อผ้า ของใช้ และตำราของเจ้านายอย่างร่าเริง
แต่กับโจวโซวเชินนั่นไม่ได้แสดงอาการยินดีแต่อย่างใด เขาลุกขึ้นและพิงตัวกับกรอบประตู แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ทำไมคุณหนูรองผู้นั้นจึงบอกว่าจะแต่งกับข้า”
“คงเพราะหลงในรูปลักษณ์อันหล่อเหลาของคุณชายกระมัง ถึงคุณชายจะอยู่ใน...เอ่อ...สถานการณ์เช่นนี้ แต่ท่านก็ยังคงสง่างามไม่เปลี่ยนเลยขอรับ”
“หากจะประจบ เจ้าควรคิดหาเหตุผลที่ฟังขึ้นกว่านี้นะ”
ตู้ฟู่ยิ้มเขินแล้วรีบเร่งเก็บของต่อ
“ไหนเจ้าว่าคุณหนูรองกู่เป็นสตรีร้ายกาจ นิสัยเสียไม่ใช่หรือไง”
“เอ่อ...ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้เพราะอะไร วันนี้จึงดูแปลกไป”
ตู้ฟู่เล่าเรื่องที่กู่เสี่ยวถิงช่วยหวงหนิงเซียนในงานเลี้ยง เรื่องที่กล้าต่อปากกับโจวฮูหยิน และเรื่องที่นางรั้นจะมาหาโจวโซวเชินให้ได้
“แปลกนัก”
“แปลก แต่ดีนะขอรับ” ตู้ฟู่หัวเราะคิกคัก ก่อนจะกล่าวยกย่องถึงความใจกล้าของกู่เสี่ยวถิงไม่หยุด
โจวโซวเชินเงียบฟังครู่หนึ่งก็ยกยิ้มมุมปาก “อืม แปลก แต่ก็ดีจริงๆ นั่นแหละ”
..........
กู่เสี่ยวถิงอาสามาส่งหวงหนิงเซียนที่จวนสกุลหวง ระหว่างที่อยู่บนรถม้า หญิงสาวพยายามอย่างมากที่จะผูกมิตรกับนางเอกของเรื่อง แต่หวงหนิงเซียนกลับแสดงแต่ท่าทีหวาดระแวงจนกู่เสี่ยวถิงเริ่มรู้สึกท้อใจ
“ทำไมเจ้าต้องระวังตัวมากขนาดนี้ด้วยนะ ข้ามิใช่เสือร้ายเสียหน่อย”
หวงหนิงเซียนลังเลก่อนจะพูด “พะ...พี่เสี่ยวถิง คือ...ที่จวนสกุลโจวเมื่อครู่ ท่าน...ท่านมีจุดประสงค์อะไรเจ้าคะ หรือต้องการจะหักหน้าข้าหรือ”
“หักหน้า?”
“เรื่องแม่ทัพจง ข้ามิได้ตั้งใจทำให้ท่านเคืองโกรธ ข้าเองก็คิดไม่ถึงว่าเขาจะประกาศกร้าวต่อหน้าคนมากมาย แล้วก็...ปฏิเสธพี่เสี่ยวถิง”
พอเอ่ยจบ หวงหนิงเซียนก็เกร็งตัวสั่นเพราะกลัวว่าคำพูดของตนจะทำให้กู่เสี่ยวถิงไม่พอใจ
“อ้อ เจ้าคิดว่าข้าอยากแก้แค้นเจ้า เพราะครั้งหนึ่งข้าเคยถูกเจ้าแย่งความสนใจไป”
หวงหนิงเซียนเม้มปากแน่น
“งั้นเจ้าอยากแต่งกับโจวโซวเชินงั้นสิ” กู่เสี่ยวถิงเอ่ยถามแกมหยอกล้อ
หวงหนิงเซียนส่ายหน้า
“งั้น...เจ้าชอบแม่ทัพจงหรือไม่"
หวงหนิงเซียนยังคงไม่ตอบ ทว่าใบหน้ากลับแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
กู่เสี่ยวถิงหัวเราะลั่น ยื่นมือออกมากุมมือของอีกฝ่ายไว้ “โธ่เอ๊ย หากชอบก็แค่บอกว่าชอบ จงหยางอี้เป็นบุรุษที่พูดจริงทำจริง หากเขาบอกจะแต่งเจ้าเป็นภรรยาเอก เจ้าก็จะได้เป็นภรรยาเอก”
หวงหนิงเซียนนิ่งอึ้ง รู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาที่แปลกไปของหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างมาก ยามนี้แม้นางจะเงยหน้ามองกู่เสี่ยวถิงตรงๆ ก็ไม่ถูกตวาดหรือกดด่าแต่อย่างใด
กระทั่งรถม้าหยุดจอดที่หน้าจวนสกุลหวงและมีเสียงตะโกนเรียกของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น หวงหนิงเซียนก็กลับมามีทีท่าหวาดกลัวตัวสั่นอีกครั้ง
กู่เสี่ยวถิงก้าวลงมาจากรถม้า นางเห็นสตรีสวยสง่านางหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูจวน อายุดูรุ่นราวคราวเดียวกันกับนาง ท่าทางหยิ่งยโสเช่นนี้ มองปราดเดียวก็เดาได้ทันทีว่าจะต้องเป็นคุณหนูอีกคนของสกุลหวง
“เสี่ยวถิง!” สตรีแปลกหน้าพุ่งตัวเข้ามาหากู่เสี่ยวถิงราวกับสนิทสนมกันมานาน “พอสาวใช้บอกว่าเห็นรถม้าของเจ้าเคลื่อนมาทางนี้ ข้าก็รีบวิ่งออกมารอรับเลยนะ คิดไว้อยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องแวะมาหาข้า”
“เอ่อ... เจ้าคือ...”
“เสี่ยวถิง! เจ้าชักจะร้ายกาจเกินไปแล้ว ลืมเพื่อนรักอย่างข้าได้อย่างไร”
แต่แล้วเมื่อหางตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นหวงหนิงเซียนเดินลงมาจากรถม้าคันเดียวกันกับสหายรัก รอยยิ้มพลันหุบลงทันที
“ท่านพี่ลี่หรู” หวงหนิงเซียนก้มศีรษะแล้วไปยืนอยู่ข้างหลังกู่เสี่ยวถิง
“ทำไมเจ้าถึงมากับเสี่ยวถิง” หวงลี่หรูถามเสียงดุ
กู่เสี่ยวถิงยิ้มเจื่อน ตอนนี้นางรู้แล้วว่าสตรีนางนี้คือพี่สาวต่างมารดาของหวงหนิงเซียน ด้วยเพราะเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอก หวงลี่หรูจึงยิ่งเดียดฉันท์ชาติกำเนิดของหวงหนิงเซียน ชอบกลั่นแกล้งและรังแกน้องสาวคนนี้สารพัด
“คือ...ตอนข้าออกมาจากจวนสกุลโจว บังเอิญเห็นหนิงเซียนยืนกระวนกระวายอยู่จึงเข้าไปถามไถ่ ได้ความว่ารถม้าที่มาส่งนางไม่ได้รอรับนางกลับ ข้าจึงอาสาพานางมาส่ง” กู่เสี่ยวถิงตอบ
“ข้าให้คนรถไปส่ง แต่ไม่ได้บอกว่าจะรับกลับ ความจริงเจ้าก็เดินกลับมาเองก็ได้ไม่ใช่หรือไง!” หวงลี่หรูตวาดพลางทำหน้าข่มขู่หวงหนิงเซียน ก่อนจะเอะใจกับคำพูดเมื่อครู่ของกู่เสี่ยวถิงจึงผินหน้ากลับมาถาม
“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าไปที่จวนสกุลโจวมาหรือ”
กู่เสี่ยวถิงผงกศีรษะ
หวงลี่หรูนิ่งอึ้งไป นางรีบลากตัวกู่เสี่ยวถิงเข้ามาในจวน แล้วพาเดินไปยังเรือนพักของตนก่อนจะพยายามซักถามต่อ
“เสี่ยวถิง ทำไมเจ้าถึงไปที่นั่นได้กัน”
“ข้าเป็นตัวแทนครอบครัว เอาของขวัญไปมอบให้ฮูหยินผู้เฒ่าเนื่องในวันเกิด”
“เจ้าอย่ามาโกหก บิดาเจ้ารังเกียจคนสกุลโจวจะตาย อย่างไรก็ไม่มีทางส่งบุตรสาวที่รักไปเหยียบที่นั่นแน่”
กู่เสี่ยวถิงแสร้งมองไปทางอื่น “ข้าพูดความจริง หากไม่เชื่อ เจ้าก็ลองไปถามท่านพ่อของข้าดูสิ”
หวงลี่หรูเบ้ปาก แน่นอนว่านางไม่เชื่อคำที่กู่เสี่ยวถิงบอก แต่ก็ขี้เกียจจะเซ้าซี้ต่อ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย “ว่าแต่...เจ้าได้เห็นอะไรดีๆ หรือไม่”
“อะไรที่ว่าดี”
“ก็หนิงเซียนกับคุณชายสามอย่างไรเล่า ได้เห็นตอนทั้งสองคนพูดคุยกันหรือไม่ คงจะกระอักกระอ่วนมากแน่ๆ ใช่ไหม คุณชายสามคนนั้นเป็นเพื่อนสมัยเด็กกับแม่ทัพจง บุรุษผู้ซึ่งประกาศจะแต่งงานกับหนิงเซียน น่าขัน! นังผู้หญิงชั้นต่ำนั้นมีอะไรให้ชอบกัน แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรเพื่อนรักทั้งสองก็ไม่พ้นต้องแตกคอกันในเร็ววันแน่ ถือเป็นการเอาคืนที่แม่ทัพจงทำเจ้าขายหน้าต่อหน้าผู้คนทั้งเมือง”
หวงลี่หรูหัวเราะคำโตก่อนจะพูดต่อ “ข้าช่วยพูดโน้มน้าวท่านพ่อท่านแม่ อาศัยช่วงที่แม่ทัพจงถูกส่งตัวไปรบ รีบจับสองคนนั้นแต่งกันโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะปูทางให้เจ้า...เพื่อนของข้าจะได้ไร้เสี้ยนหนามหัวใจ”
กู่เสี่ยวถิงเพิ่งจะเข้าใจคำว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเป็นครั้งแรก เดิมทีกู่เสี่ยวถิงเป็นนางมารร้ายสุดชั่วช้า ย่อมต้องมีสหายที่มีความคิดเลวทรามไม่ต่างกัน
แต่ถึงอย่างไร...ท้ายที่สุดหวงลี่หรูก็จะเป็นเพื่อนที่รักและหวังดีกับกู่เสี่ยวถิงที่สุด ฉะนั้น การจะหักห้ามน้ำใจหรือตีตัวออกหากนั่น คงยากที่หญิงสาวจะแข็งใจทำได้ลง
“ลี่หรู... คือความจริง ตอนนี้ข้าไม่ปรารถนาในตัวแม่ทัพจงแล้ว”
หวงลี่หรูยิ้มค้าง “เจ้าว่าอย่างไรน่ะ”
“ข้าขอบใจในน้ำใจของเจ้าจริงๆ แต่ว่า...” กู่เสี่ยวถิงพยายามคิดหาเหตุผลที่ฟังดูเป็นไปได้ที่สุด “ข้าตรองมาหลายคืนแล้ว ข้าเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ การจะให้ไปวิ่งไล่ตามคนที่ไม่รักข้า ข้าว่ามันน่าสมเพชเกินไป”
หวงลี่หรูยังคงทำหน้าไม่เข้าใจ “ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าจะคิดอะไรลึกซึ้งเช่นนี้ได้ ปกติถ้าเจ้าอยากได้อะไรก็ต้องได้ไม่ใช่หรือไง”
กู่เสี่ยวถิงหัวเราะกลบเกลื่อน “ถึงข้าจะเอาแต่ใจ แต่ก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ จะให้ไปร้องขอความรักจากชายที่เห็นก้อนกรวดดีกว่าเพชรอย่างข้าได้อย่างไรเล่า”
“หืม” ในที่สุดหวงลี่หรูก็พยักหน้าเห็นด้วย “ตั้งแต่รู้จักกันมา เพิ่งจะเคยได้ยินเจ้าพูดจามีเหตุผลเป็นครั้งแรก”
“นี่เจ้าชมข้าแน่หรือเปล่าเนี่ย”
“ก็ต้องชมสิ” หวงลี่หรูว่าพลางเดินเข้ามาโอบไหล่เพื่อนสาว “ก็พวกเราเป็นเพื่อนรักกันนี่ ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ข้าก็พร้อมยืนข้างเจ้าเสมอ”
ในตอนนั้นกู่เสี่ยวถิงไม่รู้เลยว่า คำพูดของหวงลี่หรูจะมีความนัยซ่อนอยู่ นางหลงคิดว่าหวงลี่หรูคงจะเข้าใจและไม่คิดทำการใดที่ไม่ควรอีก
แต่กลับกลายเป็นสุมไฟให้ลุกโชนมากขึ้นเสียได้
หลังบอกลากันแล้ว หวงลี่หรูก็เดินตรงมายังเรือนของหวงหนิงเซียนในทันที หญิงสาวสั่งให้บ่าวไพร่ขนเอาอาภรณ์และผ้าปักของน้องสาวออกมากองไว้ที่สวนก่อนจะจุดไฟเผา
“ท่านพี่อย่า! ท่านพี่!” หวงหนิงเซียนพยายามจะเข้าไปดับไฟ แต่กลับถูกบรรดาสาวใช้ของหวงลี่หรูขวางทางไว้
“นี่แค่สั่งสอนน่ะ หากเจ้ายังไม่เจียมตน ทำตัวทัดเทียมเสี่ยวถิงอีก ข้ารับรองว่าเจ้าจะโดนมากกว่านี้แน่!”
“แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะท่านพี่”
หวงลี่หรูฟาดมือลงที่แก้มเนียนเต็มแรง “ยังกล้าไม่ยอมรับอีก! เจ้าใช้มารยาทหญิงของเจ้าหลอกล่อแม่ทัพจงให้หลงใหล ทำให้เสี่ยวถิงต้องอับอาย ทำนางเสียใจจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ทั้งหมดมันเป็นความผิดของเจ้า!”
หวงลี่หรูสั่งให้สาวใช้รีบไปนำกรรไกรที่ห้องมาให้ พร้อมสั่งให้คนที่เหลือตรึงร่างของหวงหนิงเซียนเอาไว้ไม่ให้ขยับ
“หากไม่มีเจ้าสักคน เพื่อนของข้า...ก็จะได้สมหวังกับคนที่นางรัก”
การไม่เป็นที่ต้องการ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ความเหงา อ้างว้าง และเจ็บปวดที่ถูกหมางเมินนั่น นำพาให้ความรู้สึกของสามีภรรยาในนามค่อยๆ เปลี่ยนไป คนหนึ่งอยากก้าวผ่านความสัมพันธ์และครองรักกันไปจนแก่เฒ่า แต่กับอีกคน...อย่างไรก็ไม่อาจตอบรับความรู้สึกและขอมอบเพียงมิตรภาพกลับไปเท่านั้น “กู่เสี่ยวถิง! เจ้าฟังพ่ออยู่ไหม!” กู่เสี่ยวถิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เงยหน้ามองกู่กวงซิวพร้อมอ้าปากหาว “ท่านพ่อ ฟ้ายังไม่ทันสางเลยนะเจ้าค่ะ เหตุใดต้องให้พวกสาวใช้ลากข้ามาด้วย” “เดี๋ยวเถอะนะ! นี่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าทำอะไรผิดไว้” หลี่เฟยที่นั่งอยู่ข้างสามีเอ่ยตำหนิ “เรื่องที่ข้าขอหมั้นหมายกับโจวโซวเชินน่ะหรือ” กู่กวงซิวพ่นลมหายใจ บุตรสาวคนนี้ชอบก่อปัญหาไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ หากไม่ไปหาเรื่องคนอื่น ก็มักหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองอยู่เสมอ ใจนั่นอยากให้นางรีบแต่งออกเรือนไปเสีย เขาและภรรยาจะได้ไม่ต้องคอยตามเช็ดตามล้างสิ่งที่นางทำไว้ “ท่านพ่อกำลังคิดว่า ควรให้ข้าออกเรือนไปเร็วๆ ใช่ไหมเจ้าคะ” กู่กวงซิวผงะ กำลังจะตอบปฏิเสธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ลง “ข้ารู้ว่าข้าเป็
นี่ข้าไม่ได้ออกมาเจอโลกภายนอกนานเกินไปหรือเปล่าน่ะ เหตุใดสตรีจึงกล้าขอบุรุษแต่งงานได้หน้าตาเฉยเช่นนี้?! “ทำไมไม่กินเล่า ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ถือเสียว่าข้าเลี้ยงปลอบขวัญเจ้าแล้วกัน” โจวโซวเชินหรี่ตามองกู่เสี่ยวถิงที่นั่งเคี้ยวข้าวจนแก้มตุ้ย แล้วทำไมข้าถึงได้ตามนางมากินข้าวด้วยล่ะเนี่ย “อาหารที่นี่อร่อยจริงๆ นะ อร่อยกว่าที่จวนข้าเสียอีก เอ้า! เจ้าก็กินด้วยสิ” กู่เสี่ยวถิงคีบหมูติดมันชิ้นหนึ่งวางลงบนถ้วยข้าวของชายหนุ่มพลางคะยั้นคะยอให้เขาลองชิมดู โจวโซวเชินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็คีบชิ้นหมูเข้าปาก ทันทีที่กัดลงไป รสชาติหวานเค็มปนเผ็ดเล็กน้อยพลันแผ่ซ่านอยู่ภายในปาก “อาหารก็มีรสชาติด้วย...” กู่เสี่ยวถิงชะงัก แววตาเต็มไปด้วยความฉงน “ปกติเจ้ากินอะไรเนี่ย อาหารก็ต้องมีรสอยู่แล้วสิ” “ข้าน่ะ...แค่มีกินในแต่ละมื้อก็ยากเย็นแล้ว ไหนเลยจะมาสนใจเรื่องรสชาติกัน” กู่เสี่ยวถิงกะพริบตาถี่ รู้สึกว่าเนื้อที่ตนกำลังกลืนนั้นฝืดคอขึ้นมาจนแทบอยากจะคายทิ้ง “โจวโซวเชิน... ข้า...” “ไม่จำเป็นต้องมาสงสารข้าหรอก” ว่าพลางคีบหมูอีกชิ้นเข้าปาก “ข้าไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร” ถ
“ทำไมเจ้าไม่บอกข้า” เมื่อกลับมายังเรือน โจวโซวเชินก็กอดอกมองตู้ฟู่ตาเขม็ง “บุรุษมิควรรับของมากมายเช่นนี้จากสตรี เจ้าไม่รู้หรือไง!” ตู้ฟู่ก้มหน้าบ่นพึมพำกับตัวเอง “ก็เพราะรู้นิสัยท่านไง คุณหนูกู่จึงสั่งห้ามไม่ให้พูด” ดวงตาคมจ้องบ่าวของตนอย่างคาดคั้น รังสีความกดดันนี้ทำตู้ฟู่เริ่มหายใจไม่ออก ในที่สุดก็จำต้องยอมเปิดปากบอก “คุณหนูกู่สั่งห้ามไว้ขอรับ บอกให้ข้าน้อยเก็บเป็นความลับจนกว่าจะกลับถึงจวน” นี่เป็นนิสัยปกติของสตรีชนชั้นสูงหรืออย่างไร ทุ่มเงินทองมากมายเพื่อซื้อตัวบุรุษที่ถูกใจหรือนี่!? กู่เสี่ยวถิงเป็นสตรีที่ชอบดูถูกผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชื่อเสียงความเอาแต่ใจและเจ้าเล่ห์ของนาง มีหรือโจวโซวเชินจะไม่รู้ ที่แท้เรื่องในวันนี้อาจเป็นเพียงการเล่นละครของนาง หวังจะซื้อใจเขาและครอบครัวให้ตกเป็นทาสนางก็เป็นไปได้ ถึงจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าสตรีร้อยเล่ห์วางแผนอะไรไว้ แต่โจวโซวเชินจะไม่มีวันติดกับนางอย่างเด็ดขาด! ตู้ฟู่เห็นโจวโซวเชินทำหน้าเครียด พลันเกิดความคิดว่าคุณชายสามอาจจะกำลังโกรธคุณหนูรองผู้นั้นอยู่หรือไม่ ไม่ได้นะ!!! ถึงคุณหนูรองกู่จะเจ้าแผนการไปบ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ กู่เสี่ยวถิงยืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่ตรงประตูทางเข้าวัดหงอี้ ชะเง้อคอมองอย่างคาดหวังทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถม้าดังเข้ามาใกล้ “คุณหนู พวกเราเข้าไปรอข้างในดีกว่านะเจ้าค่ะ” ซูฉางร้องบอกนายของตนเป็นรอบที่สามแล้ว แต่กู่เสี่ยวถิงหาได้สนใจไม่ “ไม่เอา ข้าจะรอรับคุณชายสาม ไม่รู้ว่าคนสกุลโจวจะยอมปล่อยเขาออกมาหรือไม่” “เหตุใดถึงจะไม่ให้มาเล่าเจ้าคะ ข้าคิดว่าคงจะระริกระรี้รีบโยนคุณชายสามมาให้ท่านเสียมากกว่า” กู่เสี่ยวถิงหุบยิ้ม หันมามองซูฉางพลางกอดอกไม่พอใจ “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” “โธ่คุณหนู ท่านก็รู้ว่าคนสกุลโจวหน้าเงินเพียงใด สิ่งใดที่ทำให้คุณหนูพอใจ คนพวกนั้นย่อมต้องทำแน่เจ้าค่ะ” สีหน้ากู่เสี่ยวถิงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที “ขออภัยที่บ่าวต้องพูดตรงๆ แต่บ่าวเป็นห่วงคุณหนูนะเจ้าค่ะ อย่างที่นายท่านว่า แต่งกับคุณชายสามไม่เห็นมีดีตรงไหน คุณชายสามไร้ลาภยศเงินทอง ครอบครัวของเขาก็ไม่น่าคบหาสักคน เหตุใดคุณหนูต้องเอาตัวเองไปคลุกคลีกับคนพวกนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ” “ซูฉาง สิ่งที่เจ้าพูด ใช่ว่าข้าจะไม่รู้” “อ้าว แล้วทำไมคุณหนูยั
เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ตะวันเริ่มคล้อยลงต่ำ ผู้คนอิ่มท้อง ผู้รวมบุญสุขใจ นั่งพักกันให้หายเหนื่อยอีกสักครู่จึงจะทยอยขนของกลับจวน “นี่ เอาไปกินสิ” หวงหนิงเซียนที่นั่งเหม่ออยู่ตรงขั้นบันไดเงยหน้ามอง นางผงะทันทีที่เห็นว่าเป็นกู่เสี่ยวถิง “ข้ายังไม่เห็นเจ้ากินอะไรเลย คงจะหิวแย่แล้วสิ” หวงหนิงเซียนรีบส่ายหน้า ขอไม่รับน้ำใจของหญิงสาว “เจ้าไม่ต้องกลัวข้าหรอก” กู่เสี่ยวถิงนั่งลงข้างๆ แล้วแบ่งหมั่นโถวที่ตนถือมาออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาเข้าปากตัวเอง อีกส่วนยื่นให้หวงหนิงเซียน “รับไปสิ” หวงหนิงเซียนลังเล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนกำลังหิวจึงยื่นมือออกมารับอย่างกล้าๆ กลัวๆ กู่เสี่ยวถิงยิ้ม “เจ้าต้องไม่อิ่มแน่ เช่นนั้นไปกินข้าวที่จวนของข้าไหม” “มะ... ไม่กล้ารบกวนเจ้าค่ะ” “ถ้าเจ้าเป็นกังวลกลัวข้าจะรังแก งั้นเราแวะทานอาหารที่ภัตตาคารใกล้ๆ ก่อนกลับดีหรือไม่” “ไม่กล้ารบกวนเจ้าค่ะ” “นี่เจ้าพูดเป็นคำเดียวหรือ” กู่เสี่ยวถิงพ่นลมหายใจแล้วยัดหมั่นโถวในมือเข้าปากจนหมด หญิงสาวหน้าบูดที่มีอาหารอยู่เต็มปาก ไม่เหลือเค้าของคุณหนูผู้ร้ายกา
“ซูฉาง ข้าสวยหรือยัง” วันนี้กู่เสี่ยวถิงสวมชุดสีส้มสลับขาวให้ความรู้สึกสดใสร่าเริง นางหมุนตัวไปรอบๆ พลางถามสาวใช้ว่าตนดูดีแล้วหรือยัง “คุณหนู ทำไมพอถึงเวลาเรียนทีไรจึงต้องแต่งตัวสวยด้วยเจ้าคะ” ซูฉางถามขณะยื่นกล่องเครื่องประดับให้กู่เสี่ยวถิงเลือกปิ่นปักผมที่ถูกใจ “เจ้ารู้คำตอบอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องถามข้าอีกเล่า” “ข้าก็แค่อยากถามให้แน่ใจเจ้าคะ มิเคยเห็นคุณหนูพยายามทำเพื่อใครมากเท่านี้มาก่อน ตื่นแต่เช้ามาแต่งตัว ไหนเลยจะเตรียมอาหารว่างด้วยตัวเองอีก” “ความสุขของข้าน่า” “ความสุขของท่าน แต่บิดามารดาท่านไม่น่าจะสุขด้วยนะเจ้าค่ะ” “ซูฉาง หากเจ้ายังพูดมากอีก ข้าจะไม่เรียกใช้เจ้าแล้วนะ” ซูฉางเม้มปากอย่างขัดใจ ก่อนจะรีบวิ่งตามกู่เสี่ยวถิงไปยังเรือนรับรองที่อยู่ติดกับสวนดอกไม้ขนาดย่อม ด้านข้างมีสวนหินจำลอง ถัดออกไปเป็นเรือนใหญ่ซึ่งกู่กวงซิวที่อยู่ในอาการกระสับกระส่ายกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ “มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง!” กู่กวงซิวตวาดลั่น “ข้าวางแผนให้โจวโซวเชินอยู่กับหวงหนิงเซียนสองต่อสอง แต่ทำไมกลับกลายเป็นว่าเดินจูงมื
“โซวเชิน เจ้าดูหงุดหงิดนะ เป็นอะไรหรือไม่” กู่เสี่ยวถิงที่ลอบสังเกตบุรุษมาสักพัก ตัดสินใจเอ่ยถาม โจวโซวเชินทำหน้านิ่ว ตวัดพู่กันในมือไปมา “เขามาพูดอะไรกับท่าน” “ใคร” “โจวฮุ่ยชิว เขาพูดอะไรกับท่าน” ที่แท้ก็หึงนี่เองสินะ กู่เสี่ยวถิงลอบยิ้มดีใจ ในที่สุดก็สามารถทำให้พระรองใจหวั่นไหวได้แล้วสินะ ถือว่านางใกล้จะบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการแล้ว “เขาบอกว่าชอบข้า” กู่เสี่ยวถิงคิดอยากแกล้งให้โจวโซวเชินหึงอีกสักหน่อย จึงบอกออกไปโดยแต่งเติมเรื่องราวอีกสักหน่อย “จู่ๆ มาบอกว่าชอบข้า ทำข้าตกใจแทบแย่ ดีนะที่เจ้ามาก่อน มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รู้จะต้องทำเช่นไร” มือที่กำพู่กันอยู่เริ่มสั่น โจวโซวเชินไม่รู้แล้วว่าตัวอักษรที่เขากำลังเขียนอยู่คือตัวอะไร ในหัวนั่นว่างเปล่า รู้สึกใจร้อนรุ่มขึ้นมา “แล้วท่านคิดอย่างไร” “คิดอย่างไรหรือ อืม... โจวฮุ่ยชิว ความจริงเขาก็หน้าตาดีอยู่หรอกนะ คารมคมคาย ดูมีภูมิฐานมิน้อย” โจวโซวเชินวางพู่กันในมือ เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังนั่งเท้าคางอยู่ตรงหน้า “แสดงว่าชอบใช่หรือไม่” ท่าทางจะโกรธจริงๆ แล้ว ใบหน้าเคร่งครึมดูไม่สบอารมณ์ของโจวโซวเชิน
“พี่เสี่ยวถิง พวกเราออกมาข้างนอกแบบนี้จะดีแน่หรือ” หวงหนิงเซียนถามด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก “อย่างไรถึงว่าไม่ดี พวกเรามาเดินเล่นนะ ไม่ได้มาทำเรื่องอะไรเสียหายสักหน่อย” “ตะ...แต่ว่า” เพราะถูกเรียกให้ออกมาพบกะทันหัน หวงหนิงเซียนคิดเพียงว่ากู่เสี่ยวถิงอาจมีเรื่องสำคัญจะคุยกับตนหรือไม่ ไม่คิดเลยว่าจะถูกลากให้ออกมาเดินเที่ยวตลาดด้วยกันเช่นนี้ “เอาน่าๆ อยู่กับข้าไม่มีอะไรต้องกังวล” กู่เสี่ยวถิงคล้องแขนของตนเข้ากับแขนของหวงหนิงเซียน “ข้าออกหน้าแทนเจ้าเอง วันนี้มาเที่ยวกันให้สนุกเถอะ” หวงหนิงเซียนยังคงไม่หายกังวล แต่พอเวลาผ่านไป นางพลันลืมความกังวลจนหมดสิ้น หัวเราะและสนุกไปกับคำพูดติดตลกของกู่เสี่ยวถิงแทน “อันนี้อร่อยมาก เจ้าชิมดูสิ” หวงหนิงเซียนอ้าปากรับขนมก้อนกลมเล็กคลุกเคล้าน้ำตาล ก่อนดวงตาจะเบิกโตแล้วพยักหน้ารัวๆ “อร่อย!” “โบราณว่าอาหารอร่อยจะนำโชคมาให้ ฉะนั้นวันนี้พวกเราออกไปตามล่าอาหารอร่อยกันเถอะ” หวงหนิงเซียนไม่ขัด หญิงสาวตอบรับแข็งขัน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขยิ่ง นางไม่เคยมีเพื่อน อีกทั้งไม่กล้าคิดจะมี การที่ได้ออกมาเที่ยวเล่นกับสตรีอย่างกู่เสี่ยว
“หยางอิ่ง นางเคยมีคนรักอยู่ก่อนจะแต่งเข้าสกุลโจว เขาเป็นญาติผู้พี่ของข้าเอง ทั้งสองตกหลุมรักกันมานานหลายสิบปี แต่เพราะต่างฝ่ายต่างมีคู่หมายอยู่แล้วจึงไม่อาจสมหวังในรัก” ใต้เท้าโฮ่วพูดพลางถอนหายใจ “ในวันหนึ่งในฤดูหนาว พี่ชายและข้ารับพระราชโองการไปรบที่ชายแดน ด้วยเพราะเกรงว่าจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ข้าจึงอยากให้ทั้งสองคนได้เจอกัน ผนวกกับได้ข่าวว่าสุขภาพของหยางอิ่งไม่ค่อยแข็งแรง ข้าจึงอยากเพิ่มแรงใจให้นาง ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าข้าจะเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้” จงหยางอี้เดินเข้ามาตบบ่าโจวโซวเชิน “พี่ชายของใต้เท้าโฮ่วตายในสงคราม ส่วนใต้เท้านั่นบาดเจ็บสาหัส รักษาตัวอยู่นานหลายปีกระทั่งได้รับราชโองการให้ประจำอยู่ที่ชายแดนเป็นการชั่วคราว จึงไม่ได้รับข่าวคราวของมารดาเจ้าอีก” เพราะสกุลโจวปกปิดการตายของหยางอิ่ง พวกเขาจับนางไปขังไว้ในห้องที่ทั้งมืดและชื้น ไม่มีเตาไฟ ผ้าห่ม หรือกระทั่งอาหารให้กินจนอิ่มท้อง ส่งผลให้สุขภาพที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วยิ่งทรุดหนัก “โซวเชิน” กู่เสี่ยวถิงกระซิบเสียงเบา รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของโจวโซวเชินนัก แต่เมื่อเห็นแววตานิ่งสงบของเขา นางก็เริ่ม
“อะไรนะ!? ฮุ่ยชิว เจ้าไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นใช่ไหม เจ้าถูกกล่าวหาใช่ไหมหลาน ตอบย่าสิ” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เชื่อ พยายามเค้นถามความจริงจากโจวฮุ่ยชิวอย่างเดียว “น่ารำคาญ!!!” โจวฮุ่ยชิวผลักฮูหยินผู้เฒ่าออกไป แล้วหันมาพูดกับจงหยางอี้ “ข้าว่าเรื่องนี้เราคุยกันได้นะแม่ทัพจง” จงหยางอี้เค้นเสียงพูด “ข้าไม่เหมือนขุนนางโลภมากพวกนั้นหรอกนะ เจ้าอย่าโน้มน้าวข้าเสียให้ยากเลย” “เจ้าไม่รู้หรือว่ามีขุนนางกี่คนที่อยู่ข้างข้า” “รู้สิ และก็สั่งจับขุนนางพวกนั้นไปหมดแล้วด้วย” หัวใจพลันกระตุกวาบพร้อมกับความหวาดกลัวที่แล่นพรูขึ้นมา โจวฮุ่ยชิวรีบเปลี่ยนเป้าหมาย หันไปทางโจวโซวเชินแทน “พี่สาม อย่างไรพวกเราก็เป็นสกุลโจวเหมือนกัน ข้า...” “ข้าฟังอยู่ จะแก้ตัวอะไรก็รีบพูดมา” ได้ยินเสียงเย็นชากล่าวเช่นนี้ โจวฮุ่ยชิวก็จำต้องกลืนคำขอของตนลงคอ ครั้นหันกลับมองทางครอบครัวตัวเอง ไม่ว่าจะท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ หรือพี่ชายทั้งสองของตนล้วนแต่พึ่งพาไม่ได้ หากจะบอกว่าแผนการล้มเหลว มันอาจจะล้มเหลวมาตั้งแต่วันที่เขาเกิดแล้วก็ได้ “หวังพึ่งใครไม่ได้สักคน” โจวฮุ่ยชิวขบกรามแน่น “ทำไมข้าต้อ
ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ กู่เสี่ยวถิงพูดอะไรไม่ออก หัวใจบีบรัดแน่นจนหายใจไม่ออก โจวฮุ่ยชิวยื่นมือออกมาตรงหน้า “ไปกันกับข้าเถอะ” กู่เสี่ยวถิงส่ายหน้า ให้ตายอย่างไรนางก็ไม่มีวันไปกับโจวฮุ่ยชิวแน่ นี่มันอะไรกัน... โจวฮุ่ยชิวสอบได้ตำแหน่งจ้วงหยวนได้อย่างไร?! “อย่ายุ่งกับนาง!” โจวโซวเชินปัดมือโจวฮุ่ยชิวทิ้งแล้วจูงมือพาตัวกู่เสี่ยวถิงกลับเข้าไปในงาน “โซวเชิน เดินช้าหน่อย ข้าตามไม่ทัน” กู่เสี่ยวถิงก้าวขาไม่ทันร่างสูงที่กึ่งฉุดกึ่งลากนาง “โอ๊ะ!” กู่เสี่ยวถิงสะดุดขาตัวเอง โจวโซวเชินรีบหมุนตัวกลับมารับร่างบางไว้ “บาดเจ็บหรือไม่” กู่เสี่ยวถิงส่ายหน้าแล้วพยายามจะลุกขึ้นยืน ทว่ากลับรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าจนทรงตัวไม่ไหว “เป็นอะไร เจ็บเท้าหรือ” โจวโซวเชินก้มลงจับที่ข้อเท้าของหญิงสาว พอได้ยินเสียงร้องว่าเจ็บ เขาก็ตกใจจนหน้าเสีย รีบอุ้มตัวนางขึ้น บอกจะรีบพาไปให้หมอตรวจดูอาการ “ขะ...ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าปล่อยข้าลงก่อน” “ไม่เป็นอะไรได้อย่างไร เมื่อครู่ท่านยังร้องอยู่เลย ยืนก็ไม่ไหวด้วยเนี่ย” “อาจจะแค่ข้อเท้าแพลงก็ได้ เจ้าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่สิ”
ความรู้สึกกดดันนี้มันอะไรกัน กู่กวงซิวเหงื่อแตกพลั่กเหลือบมองบุตรสาวที่ยืนเท้าสะเอวพลางจ้องตนตาเขม็ง “ท่านพ่อ ท่านไม่มีอะไรจะสารภาพหรือ” กู่กวงซิวอ้ำอึ้ง ชำเลืองหางตาไปทางหลี่เฟยเพื่อขอความช่วยเหลือ “เอ่อ เสี่ยวถิง มีอะไรหรือเปล่าลูก” หลี่เฟยเอ่ยถามเสียงละมุน แต่มิวายถูกสายตาคมกริบตวัดมองมาเช่นกัน “ท่านแม่ มิใช่ว่าท่านก็รู้เห็นด้วยหรอกนะ” เมื่อถูกเค้นหนักเข้า สองสามีภรรยาตระกูลกู่ก็เริ่มทนไม่ไหวจึงตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดแก่กู่เสี่ยวถิง “พ่อแค่อยากไล่โจวฮุ่ยชิวไปให้พ้น หากเขาเห็นว่าสกุลกู่ไม่อาจให้ในสิ่งที่เขาต้องการ เขาคงไม่มายุ่งกับพวกเราอีก” “นอกจากนี้ยังสามารถคัดกรองสหายที่มีอยู่ หากพวกเขาเป็นมิตรแท้ย่อมไม่หันหลังให้สกุลกู่แน่ กลับกันแล้ว หากหนีไปเข้าพวกกับโจวฮุ่ยชิว แสดงว่ามิใช่คนซื่ออย่างแท้จริง” หลี่เฟยเอ่ยต่อ เหตุผลที่บุพการีบอกนั้นก็ฟังมีเหตุผล พวกเขาเพียงอยากกันโจวฮุ่ยชิวให้พ้นทาง แต่ว่า...นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาจะต้องมาโกหกนางนี่!? “เอ่อ...พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะโกหกลูกนะ เพียงแต่...” ราวกับหลี่เฟยอ่านความคิดของกู่เสี่ยว
“อาภรณ์ชุดนี้งดงามยิ่งนัก สีสันสดสวยประณีตงดงาม” เถ้าแก่ที่เข้ามาประเมินราคาสิ่งของในจวนกู่เอ่ยขณะลูบมือลงยังอาภรณ์สีครามเข้ม “คุณหนูรองกู่แน่ใจหรือว่าจะขายทั้งหมดนี้” กู่เสี่ยวถิงพยักหน้า “เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์” นางตอบเสียงเศร้า “อืม งั้นข้าให้คนขนไปที่รถเลยนะ” กู่เสี่ยวถิงกวาดตามองเหล่าเสื้อผ้า รองเท้า และตำราเรียน ราวกับต้องการบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ “รบกวนเถ้าแก่ด้วย” กู่เสี่ยวถิงเรียกพ่อบ้านประจำจวนให้มาตกลงเรื่องราคาและรับเงินจากเถ้าแก่ แล้วจึงหมุนตัวเดินออกไป ระหว่างทางบังเอิญผ่านเรือนที่นางเคยใช้เรียนหนังสือกับโจวโซวเชิน เรือนหลังใหญ่ที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกเปิดออกเพื่อระบายอากาศ กู่เสี่ยวถิงค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปด้านใน มองสำรวจห้องแล้วพลันนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับโจวโซวเชิน รอยยิ้มของเขา สัมผัสอ่อนโยนและจุมพิตแรกที่เขามอบให้ หางตากู่เสี่ยวถิงเหลือบเห็นภาพเขียนที่ถูกแขวนไว้เหนือโต๊ะเขียนหนังสือ เป็นภาพเขียนของโจวโซวเชินที่นางย้ายออกมาจากห้องนอนและไม่ยอมที่ขายออกไป “ถึงไม่มีวาสนาต่อกัน
“เห็นคุณชายสามนิ่งขรึมมาตลอด ไม่คิดเลยว่าจะ...เอ่อ” หวงหนิงเซียนคิดคำที่จะช่วยอธิบายเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ออก โจวโซวเชินไม่เคยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว คุกคาม หรือกระทั่งออกคำสั่งไล่ใครมาก่อ “คงมีเพียงกู่เสี่ยวถิงคนเดียวที่ทำสหายข้าเสียอาการเช่นนี้ได้” จงหยางอี้วิเคราะห์ “ป่าเถื่อนสิไม่ว่า ที่นี่มิใช่จวนโจวนะ กล้าทำเรื่องไร้มารยาทที่นี่ได้อย่างไร!” ถึงจะบ่นอย่างนั้น แต่ส่วนลึกหวงลี่หรูก็ไม่กล้าสู้กับสายตาแข็งกร้าวของโจวโซวเชินสักเท่าไรนัก ให้พญานกยูงอย่างนางไปขวางทางหมาป่าโมโหร้ายหรือ! หาเรื่องตายสิไม่ว่า “พวกเขาจะปรับความเข้าใจกันได้หรือไม่นะ” หวงหนิงเซียนเป็นกังวล มือกระตุกชายเสื้อแม่ทัพหนุ่มเบาๆ “อย่าห่วงเลย โซวเชินเป็นคนใจเย็น เขาจะต้องค่อยๆ ใช้คำพูดอธิบายให้กู่เสี่ยวถิงเข้าใจ และไม่นานทั้งคู่ก็จะคืนดีกัน...” ตู้ม!!!!! เสียงตู้มดังสนั่น คนทั้งสามต่างตื่นตกใจแล้วรีบวิ่งวนกลับมาทางศาลา เบื้องหน้ากู่เสี่ยวถิงยืนอยู่บริเวณสระบัวพลางหอบหายใจอย่างหนัก ส่วนโจวโซวเชิน...ล้มหน้าคว่ำอยู่ในสระบัว โชคดีที่ว่าระดับน้ำสูงเพียงเข่า โจวโซวเชินจึงค่อยๆ พยุงตั
หลังจากกู่เสี่ยวถิงถูกอุ้มหายออกไปจากโรงน้ำชา หวงลี่หรูก็รีบเร่งมารอพบกู่เสี่ยวถิงแต่เช้าตรู่ ครั้นได้ยินสาวใช้บอกว่าหญิงสาวปลอดภัยดี ทั้งยังนอนหลับอุตุไม่ยอมตื่นเสียอีก หวงลี่หรูไม่อยากรบกวนจึงลากลับมาก่อน พอรุ่งเช้าอีกวันก็มาขอพบกู่เสี่ยวถิงอีก ทว่าน่าแปลกที่ว่ากู่เสี่ยวถิงเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกมาพบหน้าใครอยู่นานหลายวัน หวงลี่หรูที่เทียวไปเทียวมาจวนกู่รู้สึกเป็นห่วงสหายยิ่งนัก ท้ายที่สุดจึงนำเรื่องนี้ไปบอกแก่หวงหนิงเซียน เผื่อว่าหากหวงหนิงเซียนไปจวนกู่ด้วยกันแล้วกู่เสี่ยวถิงอาจจะยอมออกมาพบ “หากไม่ใช่เพราะจนปัญญา ข้าคงไม่แบกหน้ามาขอร้องเจ้าหรอก หากเจ้ายอมช่วย เจ้าอยากได้อะไรข้าจะยกให้” “เรื่องใหญ่เพียงนี้ ทำไมท่านพี่ไม่รีบบอกข้าเล่า ข้าเองก็เป็นห่วงพี่เสี่ยวถิงเหมือนกันนะเจ้าค่ะ” หวงหนิงเซียนเอ่ยเสียงสะอื้น มือเล็กรีบคว้ามือของพี่สาวแล้วดึงไปทางหน้าจวนโดยเร็ว “พวกเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าเป็นห่วงพี่เสี่ยวถิงจะแย่แล้ว” แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองสาวจะวิ่งพ้นประตูจวน กู่เสี่ยวถิงกลับเดินสวนเข้ามาเสียก่อน “เสี่ยวถิง!” “พี่เสี่ยวถิง!”
ราวกับฝันไป... คล้ายว่าได้นอนขดอยู่ในอ้อมกอดของโจวโซวเชินตลอดคืน กู่เสี่ยวถิงบิดตัวลุกขึ้นนั่ง หันไปมองรอบๆ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมศีรษะ “ปวดหัวจัง” ซูฉางที่ยกกะละมังใส่น้ำเข้ามาเห็นกู่เสี่ยวถิงตื่นแล้วก็รีบเข้ามาถามไถ่อาการ “คุณหนูได้สติแล้วหรือเจ้าคะ เป็นอย่างไรบ้าง ล้างหน้าล้างตาก่อนนะเจ้าค่ะ” “นี่ข้า... กลับมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร” “กลับมาเมื่อไรไม่สำคัญเท่ากับกลับมากับใครมากกว่าเจ้าค่ะ” ซูฉางกล่าวเสียงหยอกล้อ “ข้าไม่ได้กลับมากับลี่หรูหรือ” ซูฉางหันขวับมามองพลางวางกะละมังทองเหลืองลงตรงหน้านายหญิง “โธ่ นี่คุณหนูดื่มไปเท่าไรกันเจ้าคะ เหตุใดถึงจำอะไรไม่ได้เช่นนี้” “ข้าเผลอไปน่ะ ดื่มไม่กี่จอกก็ภาพตัด จำอะไรไม่ได้เลย ปวดหัวอีกต่างหาก” ซูฉางถอนหายใจ ช่วยจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หญิงสาวก่อนจะส่งน้ำแกงสร่างเมาให้นางดื่ม “คุณหนูหลับไปหนึ่งวันเต็มเลยนะเจ้าค่ะ ยามนี้ก็เที่ยงแล้ว เดี๋ยวบ่าวไปยกอาหารมาให้เจ้าค่ะ” กู่เสี่ยวถิงพยักหน้า แต่แล้วก็ตะโกนถาม “ซูฉาง ท่านพ่อท่านแม่รู้เรื่องที่ข้าเมากลับมาหรือไม่” ซูฉางยิ้มเย็นเยือก เอ่ยบอก “หลังคุณหนูทานอาหารเส
“เสี่ยวถิง! จะ...เจ้าจะทำอะไร” โจวโซวเชินพยายามดันคนตัวเล็กออก แต่หญิงสาวกลับติดหนึบเสียยิ่งกว่าอะไร ยิ่งแกะนางยิ่งซุกไซ้ไม่เลิก กระทั่งกระโจนขึ้นมานั่งบนตักกว้างพร้อมยกมือขึ้นโอบรอบคอชายหนุ่มไว้แน่น โจวโซวเชินรู้สึกว่าร่างกายของตนร้อนขึ้นวูบหนึ่ง หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด รู้สึกทรมานกึ่งกลางกายนัก “กลิ่นตัวเจ้าเหมือนโซวเชิน ตัวก็ด้วย เท่ากันเป๊ะ!” ที่แท้นางก็ละเมอเข้ามากอดเพื่อวัดตัวเขาเองหรือนี่? “โซวเชิน ทำไมเจ้าไม่ยอมใส่สีชมพู ข้าเตรียมชุดไว้เข้าคู่กับเจ้าด้วยนะ” โจวโซวเชินลอบหัวเราะ เขาจำเหตุการณ์ครั้งกู่เสี่ยวถิงหอบเอาบรรดาชุดสีสันแสบตามาให้ตนได้ หนึ่งในนั้นมีชุดที่เป็นสีชมพูไล่สีสลับขาวคล้ายกับดอกเหมยกำลังเบ่งบานก็มิปาน หญิงสาวยิ้มร่ารีบนำเสนอชุดที่นางสั่งตัดพิเศษพลางคะยั้นคะยอให้เขาลองสวมให้ดู แต่ฝันไปเถิดว่าบุรุษมาดแมนอย่างเขาจะใส่! แค่คิดก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว “ท่านเห็นข้าเป็นลูกหมาหรืออย่างไร อยากจะจับแต่งตัวอย่างไรก็ได้งั้นหรือ หือ” กู่เสี่ยวถิงเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมฉ่ำหวานคล้ายมีไอหมอกจางๆ ปกคลุมไว้ ริมฝีปากบางอมชมพูเผยอขึ้นเล็กน้อย ข