“คุณหนูใหญ่ สกุลเซี่ยไม่ได้มาจริง ๆ ด้วยขอรับ!”อวิ๋นฝูหลิงเลิกคิ้ว ลอบคิดในใจว่าน่าสนใจสกุลเซี่ยถือดีว่ายาสมุนไพรของตนเองขายได้แน่นอน ไม่จำเป็นต้องมาคบค้าสมาคมทำการค้าถึงการประชุมใหญ่แวดวงแพทย์อย่างนั้นสิ?หรือว่าไม่เห็นสกุลอวิ๋นอยู่ในสายตา และยิ่งไม่เห็นอวิ๋นฝูหลิงทายาทของสกุลอวิ๋นผู้นี้อยู่ในสายตาสินะ?นึกถึงตอนนั้นที่สกุลอวิ๋นประคับประคองสกุลเซี่ย สอนวิธีปลูกสมุนไพรแก่พวกเขา ทว่าเพียงสกุลเซี่ยหันหน้าไปทางอื่นก็ทำเป็นไม่รู้จักกันเสียแล้ว ขุดรากถอนโคนกำลังคนในสวนสมุนไพรไปสร้างกิจการเองต่างหากคนอกตัญญู กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาเช่นนั้น ไม่คิดเลยว่าจะเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ สวรรค์ช่างไม่มีตาเอาเสียเลยครั้นอวิ๋นฝูหลิงนึกถึงบุญคุณความแค้นระหว่างเซี่ยกับอวิ๋นสองสกุลแล้ว พลันหัวเราะเสียงเย็นเยียบออกมา “ในเมื่อสกุลเซี่ยดูแคลน เช่นนั้นการประชุมใหญ่แวดวงแพทย์ในภายภาคหน้าก็ไม่จำเป็นต้องส่งเทียบเชิญไปให้สกุลเซี่ยอีก!”ในเมื่อสกุลเซี่ยไม่ไว้หน้ากัน กล้าวางมาต่อหน้านาง เช่นนั้นก็อย่ามาโทษนางแล้วกันว่าตัดทางหนีทีไล่ของพวกเขาสกุลเซี่ยกล้าทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาพึ่งพามิใช่ว่า
นายท่านอู๋ปรบมือดังฉาด กล่าวเห็นด้วย “เป็นเช่นที่ว่านี้เลย!”อวิ๋นฝูหลิงฟังความนัยระหว่างที่พวกเขาพูดไปพูดมานี้ ดูเหมือนว่าหลัก ๆ จะอยู่ที่เรื่องยา จึงอดคาดเดาอยู่ในใจไม่ได้หนึ่งเค่อถัดมา ก็ได้ยินนายท่านเจิ้งถอนหายใจออกมาเบาแล้วกล่าวว่า “พวกเราเปิดโรงหมอรักษาคน จะขาดยาได้ที่ไหนกัน?”“หากไม่มียา จะไปจัดยารักษาโรคให้คนไข้ได้อย่างไร?”“น่าชังที่สกุลเซี่ยเป็นคนกลางในแวดวงแพทย์ ไม่นึกเลยว่าจะขึ้นราคายาไปถึงสองเท่า!”“หากไม่เห็นด้วย ก็ต้องยุติความร่วมมือ!”นายท่านประจำร้านค้ายาที่เหลือก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน มีความไม่พอใจเจือในน้ำเสียงอยู่หลายส่วน“สกุลเซี่ยอาศัยว่าพวกเขามีเคล็ดลับในการปลูกสมุนไพรต่างหาก!”“หาดูทั่วทั้งต้าฉีแล้ว ก็มีแต่สมุนไพรของสกุลเซี่ยนี่แหละที่มีหลากหลายชนิด ทั้งยังมีจำนวนมาก”“เดิมทีราคายาก็สูงมากอยู่แล้ว ประชาราษฎร์เจ็บไข้ได้ป่วยตั้งมากมายเพียงไร แต่เพราะราคายาสูงลิ่วจึงไม่อาจจัดหยูกจัดยาได้ ก็ได้แต่กัดฟันฝืนทนกันไป” “หากราคายายังสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ เช่นนี้...”การที่จะเป็นผู้ดูแลในร้านค้ายาได้นั้น เจ้าตัวจะต้องชัดแจ้งในหลักการแพทย์ ถึงขั้นที่เจ้าตัวจักต้องเ
อวิ๋นฝูหลิงข่มความปลื้มปีติในใจไว้ แสร้งทำท่าทางจงเกลียดจงชังตาม แล้วเสนอความคิดว่าออกมาว่า “เขาจะขึ้นราคา พวกเราจะไม่ซื้อก็ได้นี่เจ้าคะ!”“ใช่ว่าราชวศ์ต้าฉีจะมีแค่สกุลเซี่ยของพวกเขาสกุลเดียวเสียหน่อยที่มียาสมุนไพร!”“หรือว่าพวกเราจะยอมถูกสกุลเซี่ยบีบคั้นอยู่แบบนี้ พวกเขาจะขึ้นราคายาสมุนไพรอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ?”นายท่านเจิ้งถอนหายใจเบา ๆ พลางว่า “ใช่ว่าพวกเราจะไม่เคยคิดเช่นนี้?”“แต่ใครใช้ให้สกุลเซี่ยเป็นโรงโอสถที่ใหญ่ที่สุดในต้าฉีเล่า?”“สกุลเซี่ยเป็นคนปลูกยาสมุนไพรเองทุกตัว ไม่ว่าพวกเราจะต้องการเท่าไร พวกเขาก็เอาออกมาให้พวกเราได้”“โรงโอสถอื่น ๆ ส่วนมากก็ได้ยาสมุนไพรมาจากนักเก็บสมุนไพรทั้งนั้น”“ซึ่งยาสมุนไพรจากนักเก็บสมุนไพรก็เก็บมาจากในป่าในเขาทั้งนั้น แน่นอนว่าจำนวนของพวกเขาเทียบกับของสกุลเซี่ยไม่ติดเลย”“หากพึ่งพิงเพียงแต่นักเก็บสมุนไพรเหล่านี้ ยาสมุนไพรในร้านค้ายาของพวกเราก็ไม่มีทางพอใช้หรอก!”นายท่านอู๋และคนอื่น ๆ พากันพยักหน้าตาม ต่างคนต่างแย่งกันพูดกันยกใหญ่พวกเขาเองก็ไม่อยากถูกสกุลเซี่ยบีบเช่นกัน และยิ่งไม่อยากให้สกุลเซี่ยเป็นคนกำหนดราคายาสมุนไพรทว่าหากไม่ซ
วันต่อมา อวิ๋นฝูหลิงจึงหยิบห่อผ้าหลายห่อไปหาพวกนายท่านเจิ้ง“นี่คือยาสมุนไพรที่ปลูกขึ้นในสวนสมุนไพรที่ข้าพูดถึงเมื่อวาน”อวิ๋นฝูหลิงเปิดห่อผ้าแต่ละห่อออก เรียกให้พวกนายท่านเจิ้งเข้ามาตรวจสอบของทันทีที่ห่อผ้าเปิดออก กลิ่นยาหอม ๆ ก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องภายในชั่วพริบตาพวกนายท่านเจิ้งคลุกคลีอยู่กับยาสมุนไพรตลอดทั้งปี การพินิจว่ายาสมุนไพรมีคุณภาพดีหรือเลวนั้นบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตามอง เพียงแค่สูดกลิ่นก็ตัดสินได้แล้วทันทีที่ได้กลิ่นหอมของยาที่ลอยอยู่ในห้อง ดวงตาของนายท่านเจิ้งและคนอื่น ๆ อีกอดเปล่งประกายขึ้นมาไม่ได้พวกเขารีบก้าวเท้าเข้าไปห้อมล้อมมุงดูสมุนไพรในห่อผ้าหลายห่อที่อวิ๋นฝูหลิงนำมาอวิ๋นฝูหลิงนำยาสมุนไพรมาหลากหลายชนิด รวม ๆ กันแล้วอย่างน้อยก็มีถึงยี่สิบชนิดหลังจากที่นายท่านเจิ้งและคนอื่น ๆ ได้ตรวจดูแล้ว ความประหลาดใจในดวงตาก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ คุณภาพของยาสมุนไพรเหล่านี้ไม่ด้อยไปกว่าสกุลเซี่ยเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังมีหลากหลายชนิดนายท่านอู๋หยิบตังเซียมขึ้นมาหนึ่งกำมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนสั่นเครือว่า “แม่นางอวิ๋น ยาสมุนไพรที่เจ้านำมาเหล่านี้ ล้วนปลูกขึ้นมาเอ
อันที่จริงสมุนไพรที่ปลูกอยู่ในสวนสมุนไพรด้านในมิติของอวิ๋นฝูหลิงพวกนั้นมีคุณภาพดีเกินไปหากนำสมุนไพรที่เติบโตอยู่ในสวนสมุนไพรด้านในมิติออกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่สมุนไพรที่นำส่งกลับเป็นสมุนไพรที่เติบโตอยู่ในสวนสมุนไพรที่เจียงโจวและชานเมืองเมืองหลวงทั้งสองที่นี้ คุณภาพสมุนไพรของทั้งสองแห่งนี้ย่อมด้อยกว่าแน่นอนหากคุณภาพสมุนไพรตอนที่นำส่งคุณภาพดีกว่าของตัวอย่างเช่นนั้นก็ถือว่าดีนักทว่าใจของอวิ๋นฝูหลิงนั้นชัดแจ้งดีว่า สมุนไพรที่เติบโตในสวนสมุนไพรทั้งสองแห่งของเจียงโจวและชานเมืองเมืองหลวงนั้นจักต้องเทียบสมุนไพรในมิติไม่ติดแน่นอนหากนำสมุนไพรของสวนในมิติออกมาขาย อวิ๋นฝูหลิงย่อมทำใจไม่ได้ได้แน่สมุนไพรของสวนสมุนไพรในมิติของนางเหล่านั้น นางเก็บไว้เพื่อปรุงยาแก่ตัวเอง ไม่มีทางนำสมุนไพรที่เติบโตอยู่ในสวนด้านในมิติออกมาเผยแพร่ต่อหน้าผู้คนแน่นอนดังนั้นอวิ๋นฝูหลิงจึงเลือกซื้อสมุนไพรจากท้องตลาดจำนวนหนึ่งมาใช้ในสำนักช่วยชีพเป็นการชั่วคราวกระทั่งนายท่านอู๋และคนอื่น ๆ ได้สติกลับมา นายท่านเจิ้งก็เริ่มหารือเรื่องจัดซื้อสมุนไพรกับอวิ๋นฝูหลิงอยู่ข้าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยนายท่านอู๋ลอบด่านายท่านเจิ
หลังจากอวิ๋นฝูหลิงหารือตกลงร่วมมือกับนายท่านเจิ้งและคนอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็พูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย จึงกล่าวขอตัวลาหลังออกมาจากเรือนรับรอง นางจึงเดินเลียบไปตามทางเล็ก ๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยดอกไม้และต้นไม้ได้ไกลระยะหนึ่ง ก็เห็นว่าด้านในศาลาริมทางมีเหล่าท่านหมอชราผู้มีผมและหนวดเคราสีขาวดอกเลากำลังถกเถียงอะไรบางอย่าง ทั้งยังถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงไปหมดอวิ๋นฝูหลิงชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ขณะที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะทำเป็นไม่เห็น มุ่งหน้าเดินต่อไปหรือเข้าไปฟังสักและไกล่เกลี่ยสักหน่อยดีเพราะถึงอย่างไรแล้ว นางในฐานะที่เป็นเจ้าภาพการประชุม หากมีหมอบางคนเกิดก่อเรื่องขึ้นมาในอวิ๋นเทียนเยวี่ยน ต้องมิเป็นการดีแน่ท้ายที่สุด นางก็จำต้องออกหน้าไปไกล่เกลี่ยทว่ายังไม่ทันที่อวิ๋นฝูหลิงจะตัดสินใจ นางก็ถูกคนตะโกนเรียกไว้ก่อน“แม่นางอวิ๋น!”นางมองไปตามเสียง คาดไม่ถึงว่าคนที่ตะโกนเรียกนางไว้จะเป็นเฉิงชงรองเจ้าสำนักหมอหลวงฝ่ายซ้ายครั้นเห็นว่าอวิ๋นฝูหลิงมองไป เฉิงชงก็รีบออกมาจากศาลาทันที เขาหยุดอยู่ห่างจากอวิ๋นฝูหลิงสามถึงสี่ก้าว แล้วประสานมือคำนับนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพยิ่งว่า“พวกเรากำลังถกกันเรื่
ทว่าวิธีการผ่าท้องนั้นอันตรายมากเหลือเกิน นับแต่อดีตจวบจนบัดนี้ ก็มีเพียงอวิ๋นฝูหลิงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ยิ่งไปกว่านั้นการผ่าตัดเมื่อก่อนของอวิ๋นฝูหลิงก็ได้พูดอย่างชัดแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่า วิธีการผ่าท้องนี้นางมิได้มีความมั่นใจเต็มที่มากนัก มีความมั่นใจเพียงห้าส่วนเท่านั้นดังนั้นการที่คุณชายน้อยสกุลลู่กับฮูหยินน้อยสู่สามารถมีชีวิตรอดมาได้ นอกจากอวิ๋นฝูหลิงจะเหนือชั้นทางฝีมือการแพทย์แล้ว เกรงว่ายังต้องพึ่งโชคอีกเล็กน้อยหลาย ๆ คนจึงโต้เถียงกันทางหนึ่งคิดว่าการผ่าท้องนั้นสุ่มเสี่ยงเกินไป ไม่อาจเอาชีวิตของผู้ป่วยไปเสี่ยงอันตรายด้วย ส่วนอีกทางก็คิดว่าโรคฝีลำไส้เฉียบพลันนี้เป็นโรคร้ายแรง ใช้ยาก็จะเห็นฤทธิ์ช้าไป บางทียังไม่ทันรอให้ยาออกฤทธิ์ คนก็สิ้นลมเพราะความเจ็บปวดไปเสียก่อนระหว่างที่โอกาสที่จะรอดชีวิตเลือนราง สู้ต่อให้ไร้ซึ่งความหวังแต่ก็ยังพยายามเต็มที่เสียดีกว่าแม้ผ่าท้องจะมีอันตราย ทว่าจะดีร้ายอย่างไรก็ยังมีความหวังที่จะรักษาให้หายขาดได้ถึงครึ่งเชียวนะ!แล้วบัดนี้ก็ได้พบกับอวิ๋นฝูหลิงผู้เป็นเจ้าของหัวเรื่อง ในฐานะที่เป็นหมอที่ผ่าท้องคนไข้ และคนไข้ยังมีชีวิตรอดอยู่ต่อมา
ทันทีที่เฉิงชงคิดได้เช่นนั้น ก็รีบประสานมือคารวะอวิ๋นฝูหลิง กล่าวขอคำชี้แนะด้วยสีหน้าท่าทางถ่อมตัวว่า“เป็นจริงอย่างที่แม่นางอวิ๋นว่า หากพบโรคฝีลำไส้ชนิดเฉียบพลัน นอกจากผ่าท้องตัดลำไส้ตายออก ก็ไม่มีหนทางที่ดีกว่านี้แล้ว” “เพียงแต่ทันทีที่ผ่าท้อง คนป่วยจะไข้ขึ้นสูงไม่ลด บาดแผลบวมแดงและเป็นหนอน ต่อมาก็สิ้นลมหายใจ”“มีเพียงคนไข้สองรายที่แม่นางอวิ๋นผ่าท้องให้เท่านั้น ที่ยังมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้”“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าท้องเอาเด็กออกให้ฮูหยินน้อยจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน แม่นางอวิ๋นนับว่าเป็นคนแรกตั้งแต่อดีตจนถึงบัดนี้เลยเชียว”“ไม่ทราบว่าแม่นางอวิ๋นมีเคล็ดลับอะไรอยู่ในมือหรือไม่ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนสำคัญที่รักษาชีวิตไว้ได้?”คำถามนี้ของเฉิงชงเรียกได้ว่าช่างไม่รู้จักมารยาทเอาเสียเลยต่อให้เป็นท่านหมอที่มีชื่อเสียงเล็กน้อย มีใครบ้างที่ไม่มีศาสตร์ลับอยู่ในมือสักอย่างสองอย่าง?ศาสตร์ลับนี้เป็นพื้นฐานในการตั้งตัวของพวกเขา และเป็นเชื้อไฟที่ไม่มีวันหมดแก่ชนรุ่นหลังของตระกูลต้องกุมศาสตร์ลับของตระกูลตนไว้ให้แน่น ศาสตร์ลับของตระกูลอื่นก็ต้องคอยถ่างตารอโอกาสได้ยลสักหนทุกคนล้วนมีความคิดอย
อย่างไรก็ตามจ้าวเสวียซือเคยสูบแค่สองครั้ง เขาอาจจะไม่ติดก็ได้ให้จ้าวเสวียซืออยู่จวนอี้อ๋อง ก็แค่เพื่อความมั่นใจเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าเขาจะติดจริงๆดูเหมือนขี้ผึ้งทองนั่น ร้ายกาจยิ่งกว่าที่อวิ๋นฝูหลิงรู้เวลานี้นางรู้สึกโชคดีมากรู้สึกโชคดีที่พบทันเวลา ยังสามารถช่วยจ้าวเสวียซือ ไม่เช่นนั้นภายใต้สถานการณ์ที่นางไม่รู้ จ้าวเสวียซือสูบขี้ผึ้งทองต่อไป เกรงว่าเขาคงหมดทางเยียวยาแล้วจริงๆและรู้สึกโชคดีที่วันนี้นางให้จ้าวเสวียซืออยู่จวนอี้อ๋องถ้าหากไม่ใช่เพราะสั่งให้คนเฝ้าไว้ จ้าวเสวียซือเกิดความอยาก ต้องแอบออกไปซื้อขี้ผึ้งทองสูบแน่นอนจ้าวเสวียซือเห็นเซียวจิ่งอี้ไม่ขยับเขยื้อน สายตาของเขาหันไปมองทางอวิ๋นฝูหลิงแทนเขานึกถึงขี้ผึ้งทองในกล่องของตัวเองถูกอวิ๋นฝูหลิงเอาไป รีบยื่นมือออกไปคว้าชายกระโปรงของอวิ๋นฝูหลิงทันที“พี่สะใภ้ เอาขี้ผึ้งทองให้ข้า…”“ได้โปรด!”“ให้ข้าสูบอีกครั้งเถอะ แค่ครั้งเดียวก็พอ”“ข้าสาบาน ข้าสูบครั้งนี้เสร็จ ต่อไปจะไม่แตะต้องอีกแล้ว!”“พี่สะใภ้ ได้โปรด…”อวิ๋นฝูหลิงไม่ขยับ หันไปกล่าวกับเซียวจิ่งอี้ “จับเขาไว้”เซียวจิ่งอี้พยักหน้า ไปจับตัวจ้าวเสวียซือตามที่
“อี้อ๋องเป็นคนหนักแน่นและรอบคอบตลอด เขารู้จักแยกแยะอยู่แล้ว”“อีกทั้งจวนอี้อ๋องใหญ่เช่นนี้ เสวียซือก็พักอยู่ที่เรือนรับรองแขกด้านหน้า ไม่รบกวนพระชายาอี้อ๋องหรอก”มีหรือที่ฮูหยินเซียงกั๋วกงจะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ นางก็แค่อดไม่ได้ที่จะบ่นนางถลึงตาใส่เซียงกั๋วกงแวบหนึ่ง “ท่านตามใจเขาเต็มที่เลย!”สำหรับลูกชายคนเล็กคนนี้ เซียงกั๋วกงย่อมลำเอียงกว่าเล็กน้อยแต่ถ้าพูดถึงการตามใจ ฮูหยินเซียงกั๋วกงตามใจมากกว่าแต่คำพูดนี้ เซียงกั๋วกงไม่กล้าพูดออกจากปาก ไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าคืนนี้จะได้อยู่อย่างสงบเขากำลังจะเกลี้ยกล่อมฮูหยินเซียงกั๋วกงนอนเร็วหน่อย ก็ได้ยินนางกล่าวอีก “อี้อ๋องโตกว่าเสวียซือแค่ปีเดียว ปัจจุบันพระชายาก็มีแล้ว ลูกชายก็มีแล้ว แล้วหันมาดูเสวียซือของเรา ยังตัวคนเดียวอยู่เลย”“ข้าว่านะต้องหาคู่ให้เขาแล้ว”“เขารีบแต่งงานเร็วๆ ก็มีคนคุมเขาแล้ว!”เซียงกั๋วกงย่อมไม่มีความเห็น“เช่นนั้นเจ้าก็เลือกผู้หญิงดีๆ สักสองสามคนจากบรรดาคุณหนูในเมืองหลวงให้เขาไปดูตัว”เซียงกั๋วกงเป็นผู้ชาย ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเหล่าคุณหนูในเมืองหลวง เรื่องนี้ย่อมต้องมอบให้ฮูหยินเซียงกั๋วกงไปจัดการใคร
ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาในใจจ้าวเสวียซือไม่หยุด จนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ“พระ... พระชายา ข้า...”เขาชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว “ข้าใช้ไปสองครั้งแล้ว... จะทำอย่างไรดี?”อวิ๋นฝูหลิงมองเขาด้วยสายตาเห็นใจ“โชคดีที่รู้ตัวได้ทันกาล เจ้าเสพไปไม่มาก”“ทว่าความบริสุทธิ์ของขี้ผึ้งทองนี้สูงมาก แม้จะใช้ไปเพียงสองครั้ง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความรู้สึกติดอยู่บ้าง”“ต่อไปเจ้าก็ห้ามแตะต้องของเช่นนี้อีกเด็ดขาด! นอกเสียจากเจ้าอยากจะกลายเป็นซากศพเดินได้ที่ถูกขี้ผึ้งทองนี้ควบคุม”“ต่อให้ในใจอยากจะเสพมันอีก ก็ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ต้องเลิกให้ได้เสียตั้งแต่ตอนนี้”อวิ๋นฝูหลิงกังวลว่าจ้าวเสวียซือจะเสพติดมัน จึงปรึกษากับเซียวจิ่งอี้ว่า“ช่วงนี้ให้เขาอยู่ที่จวนอี้อ๋องก่อนเถิด”“หากเขาเสพติดเจ้าขี้ผึ้งทองนี่ ข้าก็จะได้ช่วยเขาเลิกได้ทันเวลา”“ไม่เช่นนั้น แค่คลาดสายตาไปเพียงนิด เขาก็จะไปซื้อขี้ผึ้งทองมาแอบเสพอีก จนถลำลึกเข้าไปเรื่อย ๆ อยากจะช่วยเขาก็ไม่ทันกาลแล้ว!”จ้าวเสวียซือตะโกนลั่น “คงไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นหรอกกระมัง ข้าโตขนาดนี้แล้ว ยังจะควบคุมตัวเองไม่อยู่อีกหรือ?”“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายัง
“เพียงแค่ค่าตั๋วเข้าคฤหาสน์ก็ตั้งสิบตำลึงแล้ว หากเข้าไปแล้วอยากจะเล่นอย่างอื่นก็ยังต้องจ่ายเงินอีกนะ”“สุรา เครื่องดื่มและอาหารก็แพงกว่าที่อื่น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น คนที่ไปเยือนก็มีไม่ขาดสาย”อวิ๋นฝูหลิงฟังถึงตรงนี้ก็ตกใจเล็กน้อยตั้งราคาไว้สูง ทว่าลูกค้ากลับไปเยือนไม่ขาดสาย เห็นได้ชัดว่ากิจการของที่นี่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวที่ที่อื่นไม่มีไม่ต้องรอให้นางเอ่ยถาม ก็ได้ยินจ้าวเสวียซือกล่าวว่า “ข้าก็สงสัยนัก ว่าสถานที่แห่งนี้มีความโดดเด่นอะไรกันแน่ ถึงได้ดึงดูคนเข้าไปเที่ยวเล่นได้มากมายเช่นนั้น”“ข้าเลยตั้งใจหาเวลาว่างไปเที่ยวเล่นที่นั่นมาครั้งหนึ่ง”“ที่นั่นสมแล้วที่ตั้งชื่อว่าเรือนเสินเซียน[1] เรื่องกินดื่มร้องรำทำเพลงน่ะเป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งที่เป็นที่เลื่องลือมากที่สุดก็ต้องยกให้ขี้ผึ้งทอง”จ้าวเสวียซือพูดไป พลางควักกล่องเคลือบลายครามใบเล็กเท่ากำปั้นของเด็กแรกเกิดออกมาจากอ้อมแขน“กล่องเล็ก ๆ เช่นนี้ ก็ตั้งห้าสิบตำลึงแล้ว...”ครั้นอวิ๋นฝูหลิงเห็นเนื้อขี้ผึ้งสีทองด้านในกล่องเคลือบลายคราม ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนสีทันทีนางแย่งกล่องเคลือบลายครามใบนั้นมา ใช้นิ้วป้ายเนื้อขี้ผึ้งสีทอ
“คุณชายเจ้าสาวกลับมาพร้อมกับท่านอ๋องด้วย บอกว่าอยากอยู่ค้างคืนเจ้าค่ะ”“ท่านอ๋องขอให้พระชายาจัดเตรียมโต๊ะสุราไว้หนึ่งโต๊ะ คืนนี้จะได้ดื่มร่วมกันเจ้าค่ะ”คุณชายสามจ้าวที่บ่าวรับใช้พูดถึงนั้น ก็คือจ้าวเสวียซือสหายสนิทของเซียวจิ่งอี้ คุณชายสามแห่งจวนเซียงกั๋วกงอวิ๋นฝูหลิงพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”ฉยงอวี้จวิ้นจู่เห็นเช่นนั้น ก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “นี่ก็เย็นย่ำมากแล้ว ข้าควรกลับได้แล้ว”อวิ๋นฝูหลิงพูดรั้งนางให้อยู่ต่อ “อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับเถอะ?”ฉยงอวี้จวิ้นจู่ส่ายหน้าหากมีเพียงอวิ๋นฝูหลิงกับเซียวจิ่งอี้ นางก็คงจะอยู่ต่อทว่าคืนนี้มีจ้าวเสวียซืออยู่ด้วย นางเป็นสตรีแต่งงานแล้ว ทั้งเฉินเจิงก็ไม่ได้เดินทางมากับนางด้วย จึงเป็นการไม่สมควรที่จะนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับบุรุษอื่นอวิ๋นฝูหลิงเห็นว่านางยืนกรานจะกลับ จึงไม่ได้รั้งนางไว้อีก และไปส่งนางถึงประตูรองด้วยตนเองใครจะคาดคิดว่าจะต้องเผชิญกับเซียวจิ่งอี้และจ้าวเสวียซือที่มาด้วยกันเข้าฉยงอวี้จวิ้นจู่กล่าวทักทายเซียวจิ่งอี้กับจ้าวเสวียซือจ้าวเสวียซือกวาดสายตามองดวงหน้าของฉยงอวี้จวิ้นจู่ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยจนเทบมอง
อวิ๋นฝูหลิงขบคิดอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะพวกข้าต่างเป็นคนที่ใช่ของกันและกันกระมัง!”ฉยงอวี้จวิ้นจู่กะพริบตาปริบ ๆ เผยท่าทีว่าฟังไม่เข้าใจ“พี่สะใภ้ พูดให้ชัดเจนกว่านี้สักหน่อยได้หรือไม่?”อวิ๋นฝูหลิง “ความจริงใจ ความจริงใจเป็นไม้ตายที่ใช้ได้ตลอดกาล!”ฉยงอวี้จวิ้นจู่ทรุดตัวอยู่บนตั่งกุ้ยเฟยอย่างหมดเรี่ยวแรง แล้วพึมพำออกมาว่า “ข้ายังจริงใจไม่พอหรือ?”“ต่อให้เป็นก้อนหิน ก็น่าจะถูกข้าทำให้อุ่นจนร้อนแล้วไหม?”ทันทีที่อวิ๋นฝูหลิงได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ได้ว่านางกลัดกลุ้มเพราะเฉินเจิงอีกแล้วสำหรับอวิ๋นฝูหลิงแล้ว คางคกสามขาในใต้หล้านี้ไม่อาจหาเจอได้ง่าย ๆ ทว่าบุรุษสองขานั้นมีอยู่มากมาย ไยจะต้องเอาตัวไปยึดติดอยู่กับคนเพียงคนเดียวด้วยมีบุรุษบางจำพวก ต่อให้เจ้าทุ่มเทให้มากเท่าไร เขาก็ยังคงทำเป็นมองไม่เห็นอยู่ดีคนเช่นนี้ สมควรปล่อยให้เขาอยู่ไกลห่างได้มากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น!เพียงแต่น่าเสียดายที่ ฉยงอวี้จวิ้นจู่หลงรักหัวปักหัวปำ ไม่ยอมฟังคำเตือนแม้แต่น้อยบางทีอาจจะมีแค่ต้องรอให้ถึงสักวันหนึ่ง ที่นางผิดหวังมากพอจนรู้สึกตัวได้ด้วยตนเองกระมังอวิ๋นฝูหลิงนึกถึงก่อนหน้านั
อวิ๋นฝูหลิงพูดไปพลางลูบหีบไม้แดงเล็ก ๆ สองสามใบที่กอดอยู่ในอ้อมกอดพ่อบ้านหยวนเห็นดังนั้น จึงรู้ว่าอวิ๋นฝูหลิงไม่ได้ถูกคนในวังหลวงรังแก ในทางกลับกันยังได้รางวัลกลับมาไม่น้อยเขาถึงกับรู้สึกโล่งใจอยู่ในใจ กลับมามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าอีกครั้งอวิ๋นฝูหลิงเอ่ยถาม “ท่านอ๋องล่ะ?”พ่อบ้านหยวน “ท่านอ๋องไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงแล้วขอรับ วันนี้เป็นวันว่าราชการใหญ่”อวิ๋นฝูหลิงพยักหน้า แล้วเดินไปดูเซียวจิงมั่วที่เรือนหลังอากาศเย็นขึ้นทุกวัน ๆใบไม้แห้งเหี่ยวปลิวหลิวลงมาจากกิ่งก้าน หลงเหลือไว้เพียงลำต้นโล้น ๆ เผยให้เห็นถึงความเงียบเหงาประจำต้นฤดูหนาวภายในเรือนหลักของจวนอี้อ๋องได้จุดเตาใต้ดินแล้ว ในห้องจึงอบอุ่นยิ่ง เทียบกับด้านนอกแล้วช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงฉยงอวี้จวิ้นจู่เอนตัวอยู่บนเตียง พลิกหน้าหนังสือนิยายในมือไปพลาง คุยเล่นกับอวิ๋นฝูหลิงไปพลางนับตั้งแต่หลังงานฉลองบริมาสที่จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน จะให้มีเหตุหรือไม่มีฉยงอวี้จวิ้นจู่ล้วนวิ่งมายังจวนอี้อ๋อง ค่อย ๆ สนิทสนมกับอวิ๋นฝูหลิงขึ้นเรื่อย ๆ อวิ๋นฝูหลิงเห็นท่าทางเบื่อหน่ายของฉยงอวี้จวิ้นจู่แล้ว จึงอดเอ่ยออกไปไม่ได้ว่า “
หากเป็นไปได้ ติงหมิงรุ่ยอยากให้ตัวเองหายตัวได้ในตอนนี้เลยด้วยซ้ำแบบนั้นอวิ๋นฝูหลิงจะได้ไม่เห็นเขาทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับโหดร้ายเสียนี่กระไรติงหมิงรุ่ยไม่รู้ว่าอวิ๋นฝูหลิงยังจำเขาได้หรือไม่ แล้วจะนึกออกหรือไม่ว่าเป็นเขาเขาก้มหน้า ประสานมือคำนับพร้อมกล่าว “กระหม่อมขอคารวะพระชายาอี้อ๋อง”อวิ๋นฝูหลิงมองเขาเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเดินตรงผ่านข้าง ๆ เข้าไปบุญคุณความแค้นระหว่างอวิ๋นฝูหลิงกับครอบครัวอวิ๋นกานซงนั้น แม้จะไม่ถึงขนาดที่พาลโมโหติงหมิงรุ่ยไปด้วย ทว่าเขาถึงขั้นยืมมืออวิ๋นกานซงให้แนะนำตนเองเข้ามาอยู่ในสำนักหมอหลวงได้ ดูแล้วคงใกล้ชิดสนิทสนมไม่น้อย บางทีอาจจะมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ก็ได้คนเช่นนี้ อวิ๋นฝูหลิงไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์อันใดกับเขาเลยสักนิดขอแค่เขาไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับอวิ๋นกานซง ก่ออันตรายมาถึงตัวนาง เช่นนั้นอวิ๋นฝูหลิงก็จะไม่สร้างความลำบากให้เขายิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมและกิริยาท่าทางของติงหมิงรุ่ยช่วงที่อยู่ในเขาเฟิ่งลั่วตอนนั้น อวิ๋นฝูหลิงก็ไม่ใคร่จะชอบใจนักเดิมทีเป็นคนแปลกหน้าที่ได้พบกันโดยบังเอิญ มีเพียงวาสนาที่ได้ร
“ข้ากล้ารับรองด้วยชีวิตเลยว่า เทียบยานี้ไม่มีปัญหาแน่นอน และรักษาโรคไอเรื้อรังของไฉเหรินผู้นั้นได้...”เขายังไม่ทันได้พูดจนจบ คนก่อนหน้านี้ก็หัวเราะเสียงเย็นเยียบ“ติงหมิงรุ่ย ที่นี่คือวังหลวง ทุกเรื่องต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ!”“เป็นท่านหมออยู่ในโรงหมอนอกวังแล้วอย่างไร โดดเด่นมากนักหรือ?”“เจ้าอยากตรวจไข้ขนาดนี้ ไม่ออกนอกวังแล้วไปเป็นท่านหมอในโรงหมอที่เจ้าอยู่ต่อเสียเลยเล่า!”“หากเจ้าอยากอยู่ในสำนักหมอหลวง ก็จงทำตัวเป็นหมอฝึกหัดให้ดี อย่าเอาแต่สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ทั้งวันเลย”“ข้าขอบอกเจ้าหน่อยแล้วกัน เจ้าอย่ายอมแพ้ ทุกคนในสำนักหมอหลวงแห่งนี้ล้วนไต่เต้าขึ้นไปทีละขั้น ๆ ทั้งนั้น”“นอกเสียจากฝีมือการแพทย์ของเจ้าจะยอดเยี่ยมจะไปเข้าตาคนใหญ่คนโตเข้า จนเจ้าได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษ”“มิเช่นนั้น เจ้าก็อยู่ในสำนักหมอหลวงอย่างสุจริต ทำหน้าที่เป็นหมอฝึกหัดให้ดี”“ข้านึกถึงบุญคุณที่เคยได้รับจากอวิ๋นกานซงในวันวาน ถึงได้คอยดูแลเจ้าเช่นนี้”“เจ้าเป็นคนที่อวิ๋นกานซงแนะนำเข้ามา บัดนี้อวิ๋นกานซงไม่อยู่แล้ว หากเจ้าไม่เก็บหางของตนไว้และไม่สงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ช้าก็เร็วเจ