ตั้งแต่ทานอาหารค่ำด้วยกันวันนั้นปณิชาและหมอตุลธรก็ยังไม่ได้เจอกันอีกเลยจนกระทั่งบ่ายวันอาทิตย์ซึ่งเป็นเวลาที่หมอตุลธรตรวจที่โรงพยาบาลให้แทนคุณหมอคนเดิม
“ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะเหมย” ตุลธรทักทายหลังจากที่ปณิชาเดินเอาแฟ้มผู้ป่วยเข้ามาให้แทนน้องผู้ช่วยซึ่งกำลังพาผู้ป่วยอีกคนไปห้องฉีดวัคซีนที่อยู่ตรงข้ามกับตรวจ
“ช่วงนี้เหมยลงเวรเช้าตลอดค่ะ ก็เลยไม่ได้เจอกัน”
“แล้ววันนี้ล่ะ ลงเวรกี่โมง”
“สองทุ่มค่ะ”
“เลิกงานแล้วเราไปกินข้าวด้วยกันไหม ผมจะพาไปกินอีกร้านหนึ่ง ร้านนี้เขาเปิดใหม่นะ อยู่เลยคอนโดไปนิดเดียวจอดรถที่คอนโดแล้วเดินไปก็ได้”
“หมอหมายถึงร้านอาหารเปิดใหม่ที่มีต้นไม้เยอะๆ ใช่ไหมคะ เหมยไปกินมาแล้วค่ะรสชาติสู้ร้านเดิมที่หมอพาไปไม่ได้เลย”
“อ้าวเหรอ ผมเห็นว่าร้านเปิดใหม่ตกแต่งสวยงามก็เลยอยากจะไปลองกินสักหน่อย”
“หมอก็ไปลองสิคะ คนเราชอบอะไรไม่เหมือนกันค่ะ เหมยว่าไม่อร่อยแต่หมออาจจะอร่อยก็ได้นะคะ เหมยขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ หมอจะให้เรียกคนไข้คนต่อไปเลยไหม”
“เรียกเลยก็ได้แล้วใครจะเป็นผู้ช่วยผมล่ะ”
“ก็แพรวาไงคะ นั่นไงน้องกลับมาพอดี” เมื่อผู้ช่วยประจำห้องตรวจกลับมาแล้วปณิชาก็ออกมาจากห้องตรวจเพื่อไปทำงานของตนเองต่อ
หมอตุลธรตรวจคนไข้ติดๆ กันอีกหลายคนก่อนจะมีเวลาพักเบรก
“แพรวาทำงานที่นี่มานานหรือยัง” ตุลธรชวนผู้ช่วยประจำห้องตรวจคุย
“ทำได้ประมาณสองปีแล้วค่ะ”
“นานเหมือนกันนะครับ แล้วเหมยล่ะเขาทำงานที่นี่มานานหรือยัง”
“พี่เหมยมาทำงานที่นี่ได้ประมาณปีกว่าแล้วค่ะ หมอถามทำไมคะหรือว่าแอบสนใจพี่เหมยของแพรวา”
“ผมก็แค่อยากรู้จักเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น ไม่มีอะไรหรอก”
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้วค่ะ”
“แพรวาพูดแปลกๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า”
“แพรวาก็แค่จะบอกว่าถ้าหมอสนใจพี่เหมยก็ให้หมอตัดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้”
“ทำไมล่ะ เหมยเขามีแฟนแล้วเหรอ” ตุลธรไม่เคยรู้มาก่อนเพราะตอนที่ไปทานข้าวด้วยกันเขาก็ไม่เคยถามเรื่องนี้กับเธอเลย
“พี่เหมยยังไม่มีแฟนหรอกค่ะ”
“ถ้าเหมยยังไม่มีแฟน ทำไมผมต้องตัดใจด้วยล่ะแพรวา”
“ก็พี่เหมยเขาไม่ชอบหมอนี่คะ”
“เขาบอกเหรอว่าเขาไม่ชอบผม”
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น” แพรวารีบปฏิเสธเพราะกลัวคุณหมอจะเข้าใจปณิชาผิด
“แล้วมันแบบไหนล่ะแพรวาคุณทำผมงงไปหมดแล้ว”
“แพรวากำลังจะบอกว่าพี่เหมยเขาไม่ชอบคนที่มีอาชีพเป็นหมอค่ะ”
“ทำไมล่ะ อาชีพของผมมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนะ” เมื่อได้ฟังคำตอบตุลธรก็งงมากขึ้นไปอีก
“แพรวาพูดตามที่ได้ยินมาค่ะ แต่เพราะอะไรหมอก็ลองถามพี่เหมยเอาเองนะคะ”
“ผมไม่กล้าถามหรอกแพรวา เดี๋ยวเขาโกรธขึ้นมาล่ะแย่เลยนะ”
“ถ้าหมอไม่อยากรู้เหตุผลก็ไม่ต้องถามค่ะ แต่ถ้าอยากรู้ก็ต้องลองเสี่ยงดู แต่พี่เหมยเป็นคนใจเย็นมาก แพรวาว่าคงไม่โกรธหรอกนะคะ แพรวาเอาใจช่วยค่ะ” พูดจบหญิงสาวก็เดินออกจากห้องตรวจไป
คำพูดของผู้ช่วยพยาบาลที่ชื่อแพรวาทำให้ตุลธรรู้สึกว่า ปณิชาเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจมาก ตุลธรชอบอะไรที่มันท้าทายเพราะปกติแล้วส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นคนเข้าหาเขามากกว่า แต่การจะจีบผู้หญิงที่สวยและฉลาดอย่างปณิชาเขาคงจะใช้วิธีธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์เพราะจากนี้เขาจะเดินหน้าจีบเธอโดยที่ไม่ให้เธอรู้ตัว
หลังจากเลิกงานตุลธรขับรถตามปณิชาออกไป ทั้งสองจอดรถที่คอนโดก่อนจะพากันเดินมาทานอาหาร้านเดิมด้วยกัน หลังทานอาหารเสร็จก็พากันเดินกลับอย่างเคย
“เสาร์อาทิตย์นี้คุณมีแผนไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่าเหมย” ตุลธรค่อยๆ เริ่มตีสนิทหญิงสาวทีละนิด
“เหมยไม่ได้หยุดค่ะ”
“ทำไมล่ะครับ”
“วันหยุดของเหมยไม่มีเหมือนคนอื่นหรอกค่ะ เพราะปกติแล้วเราจะเปลี่ยนกันหยุดมากกว่าไม่ได้เจาะจงว่าใครจะได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์”
“แล้วคุณหยุดวันไหนล่ะ”
“ถ้าสัปดาห์นี้เหมยหยุดวันจันทร์ค่ะ”
“แล้วเคยได้หยุดเสาร์อาทิตย์บ้างไหม”
“ได้ค่ะ เราจะเปลี่ยนกันหยุดค่ะ ของเหมยจะได้ไปหยุดยาวก็ช่วงปลายเดือนค่ะ หมอถามทำไมคะ”
“ผมว่าจะชวนคุณไปหาซื้อของแต่งห้องสักหน่อย ผมอยู่ที่นี่มาเกือบปีแล้วยังไม่ได้ตกแต่งห้องอย่างจริงจังเลย รู้สึกว่าห้อง มันโล่งๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“เหมยว่าหมอคงต้องชวนคนอื่นแล้วละค่ะ”
“ผมไม่รีบร้อนอะไร รอวันหยุดเหมยก็ได้ คุณเพิ่งย้ายมาอยู่อยากตกแต่งเพิ่มไหมล่ะ”
“น่าเสียดายนะคะที่เราหยุดไม่ตรงกัน”
“ไปวันจันทร์ก็ได้นะครับ”
“หมอไม่ต้องทำงานเหรอคะ”
“ก็ไปตอนเลิกงานก็ได้ เย็นวันจันทร์นี้ผมไม่ได้เปิดคลินิก”
“คลินิกคุณหมอเปิดทุกวันไหมคะ”
“ก็เกือบทุกวันนะครับแต่ช่วงนี้จะปิดบ่อยหน่อยเพราะพี่พยาบาลที่ทำงานด้วยเขาไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ จริงสิเหมยสนใจมาทำงานกับผมไหมล่ะ ทำหลังลงเวรเช้า”
“เหมยไม่ลงเวรเช้าทุกวันนี้คะ”
“ก็มาทำงานที่คุณลงเวรช้าไงครับ จะได้สลับกับพี่นก” ตุลธรเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ใกล้ชิดกับเธอมากขึ้นแล้วช่วงนี้เขาก็กำลังอยากได้คนมาทำงานสลับกับกชกรที่มักจะมีธุระบ่อยๆ
“ขอคิดดูก่อนนะคะ”
“ไม่เห็นต้องคิดเลยครับ ผมรู้ว่าเลิกงานคุณก็ไม่ได้ไปทำอะไรที่ไหนอยู่แล้วนี่”
“หมอรู้ยังไงล่ะคะว่าเหมยไม่ได้ไปที่ไหน”
“ผมก็แค่ลองเดาดู แล้วปกติคุณทำอะไรหลังเลิกงานล่ะ” เมื่อเธอเปิดช่องมาแบบนี้คนอย่างเขาก็รีบถามกลับ
“ส่วนใหญ่ก็กลับห้องนอนดูซีรีส์ค่ะ”
“ผมอยากให้คุณไปทำงานด้วยจริงๆ ผมเห็นคุณรับมือกับคนไข้เด็กได้ดี คุณคงช่วยงานผมได้มาก”
“หมอตุลย์หว่านล้อมเก่งเหมือนกันนะคะ”
“ที่พูดแบบนี้แสดงว่าตกลงมาทำงานกับผมแล้วใช่ไหม”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกค่ะ เอาไว้เดือนหน้านะคะ”
“ได้สิ คุณว่างวันไหนบ้างก็บอกนะครับ”
ปณิชามาทำงานที่คลินิกของหมอตุลธรได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว แม้ว่าหญิงสาวจะไม่ได้เข้ามาทำงานทุกวันแต่ความสนิทสนมที่มีให้กับคุณหมอหนุ่มก็มีมากขึ้นกว่าเดิมการทำงานที่นี่ก็คล้ายๆ กับที่โรงพยาบาลผู้มารับบริการก็มีทั้งเด็กป่วยและเด็กที่เข้ามารับวัคซีน การตรวจทุกครั้งปณิชาก็จะเขาไปในห้องกับเขาเพราะที่นี่ไม่มีผู้ช่วยพยาบาลเหมือนกับที่โรงพยาบาลแม้จะทำงานเข้าขากันดีแต่มันก็เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ปณิชารู้สึกไม่สนิทใจเวลาอยู่กับเขาตามลำพัง“วันนี้พี่รัตน์ขอกลับก่อนเหมยอาจจะยุ่งหน่อยนะ” ตุลธรบอกกับปณิชาพี่รัตน์ที่ชายหนุ่มพูดถึงคือป้าแม่บ้านที่คอยช่วยทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยทั่วๆ ไปของคลินิก“ไม่เป็นไรหรอกค่ะวันนี้คนไข้ไม่เยอะเท่าไหร่”“ประวัติผู้ป่วยพวกนั้นถ้าคุณทำไม่ไหวก็วางไว้ตรงนั้นก่อนเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่รัตน์ก็จะมาจัดการเอง”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะเหลืออีกนิดเดียวเหมยว่าทำอีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้วค่ะ”“ตอนนี้มันตอนนี้ก็ใกล้จะสองทุ่มแล้วคุณหิวไหม”“ไม่เท่าไหร่ค่ะ หมอล่ะคะหิวไหมจะรับคนไข้เพิ่มอีกหรือเปล่า”“อีกแค่ 10 นาทีเองผมว่าปิดไฟหน้าคลินิกเลยก็ได้นะ”“ค่ะ”ปณิชาปิดไฟที่หน้าคลินิกจากนั้นก็น
ตุลธรกลับมาถึงห้องก็รีบทำธุระส่วนตัวจากนั้นก็นั่งอ่านหนังสือเหมือนกับกับทุกคืน แต่อ่านยังไงก็ไม่รู้เรื่องเพราะตอนนี้เขาคิดถึงแต่ใบหน้าเคร่งเครียดของปณิชา เขาอยากรู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงเป็นแบบนั้น ชายหนุ่มไม่อยากจะเก็บความสงสัยไว้นาน เขาเลยตัดสินใจไลน์ไปหาเธออีกครั้งเผื่อเธอจะใจอ่อนและยอมเล่าเรื่องที่ติดอยู่ในใจให้เขาฟัง“เหมยนอนหรือยัง”“ยังค่ะ” หญิงสาวตอบทันทีที่เขาส่งข้อความไป“ทำอะไรอยู่”“นั่งหายใจทิ้งค่ะ” ปณิชาตอบตามความจริงเพราะหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเธอก็นั่งนิ่งอยู่บนโซฟารับแขก“ผมว่าอาการคุณไม่ค่อยดีนะให้ผมไปอยู่เป็นเพื่อนไหม”“เหมยไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”“ผมรู้ว่าคุณมีเรื่องไม่สบายใจนะ คุณไม่ต้องเล่าให้ผมฟังก็ได้ ผมแค่อยากนั่งเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง”“แต่นี่มันดึกแล้วหมอไม่รีบนอนเหรอคะ”“ปกติผมก็นอนเกือบจะเที่ยงคืนนี่มันเพิ่งจะสี่ทุ่มตกลงให้ผมไปอยู่เป็นเพื่อนนะ”“ได้ค่ะ”เพราะอยู่คอนโดเดียวกันตุลธรเลยไม่ต้องเปลี่ยนชุดให้ยุ่งยากเขาเลยเดินลงไปกดออดที่หน้าห้องนอนของปณิชาทั้งที่ยังใส่ชุดนอนอยู่ รอไม่นานเจ้าของห้องก็เดินมาเปิดด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นซึ่งเขาพอจะเดาออกว่านั่นก็คือชุดนอนขอ
“เหมยรู้ค่ะว่าหมอไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน เหมยอาจจะอคติกับอาชีพนี้มากไปหน่อยแต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะคะ ในเมื่อมันรู้สึกแบบนั้นไปแล้ว”“แล้วที่ผ่านมานอกจากรุ่นน้องของผมแล้วเคยมีหมอเข้ามาจีบบ้างไหม”“ก็พอมีบ้างค่ะ”“แล้วคุณปฏิเสธเขาไปทันทีเลยเหรอ”“เปล่าหรอกค่ะถึงเหมยจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเหมยจะปฏิเสธและไม่คุยกับเขา แต่สถานะแต่ความสัมพันธ์ระหว่างเหมยกับพวกเขามันก็เป็นได้แค่เพื่อน แล้วผู้ชายที่ไหนเขาอยากจะมาเป็นเพื่อนกับผู้หญิงกันล่ะคะ พอเหมยบอกไปแบบนั้นพวกเขาถอยห่างค่ะ ผู้หญิงกับผู้ชายมันยากค่ะที่จะเป็นเพื่อนกันได้”“แต่ตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกันอยู่ไง”“เราอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานค่ะแต่ไม่ใช่เพื่อนในชีวิตจริง แต่บางทีหมออาจจะเป็นข้อยกเว้นก็ได้ค่ะ”“เพราะอะไรผมถึงเป็นข้อยกเว้นล่ะครับ”“เพราะหมอตุลย์เป็นหมอเด็กมั้งคะ”“ผมเป็นหมอเด็กแล้วมันแตกต่างจากหมออื่นยังไง”“เหมยมองหมอเด็กว่าเป็นหมอที่จิตใจดีและอ่อนโยนกว่าสาขาอื่นค่ะ”“ในเมื่อคุณคิดว่าผมจิตใจดีแล้วทำไมเราสองคนไม่ลองคบกันดูล่ะ” เมื่อสบโอกาสตุลธรก็รีบคว้ามันไว้“อะไรนะคะ หมอกินเบียร์ไปแค่กระป๋องเดียวเมาแล้วเหรอ”“เมาที่ไหนกันล่ะ เบียร์แค่กระป
“ผมบอกข้อดีของผมไปหมดแล้วนะ ตกลงเหมยจะคบกับผมแล้วใช่ไหมครับ” ตุลธรทวงคำตอบ“หมอตุลย์บอกแค่ข้อดีของตัวเองนะคะแล้วข้อเสียล่ะ”“ข้อเสียเหรอครับ” ชายหนุ่มทำท่าทางคิดหนัก“ใช่ค่ะ หมอคงไม่มีแต่ข้อดีหรอกนะคะ”“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับข้อเสียผมก็มีเหมือนกัน”“เช่นอะไรบ้างคะ”“เช่น ขี้หึง ขี้เหงาแล้วก็ขี้เอาครับ” ตุลธรยิ้มเจ้าเล่ห์หลังจากตอบข้อเสียขอสุดท้ายของตัวเองออกไป“ขอสุดท้ายอะไรนะคะ” ปณิชาไม่แน่ใจว่าตนเองฟังผิดไปหรือเปล่าเลยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง“ชี้เซาครับ” เขารีบแก้ตัว“โล่งออกไปทีค่ะ”“เหมยได้ยินเป็นอะไร”“ช่างมันเถอะค่ะ” ปณิชาเห็นรอยยิ้มและท่าทางไม่ไว้ใจของเขาแล้วก็รู้สึกว่าสถานการณ์มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่“ผมบอกข้อดีและข้อเสียไปหมดแล้วนะครับทีนี้เหมยจะตกลงคบกับผมได้หรือยังล่ะ ถ้านับดีๆ ข้อดีผมมีมากกว่าข้อเสียนะครับ ถ้าปฏิเสธคงดูเป็นคนที่ใจร้ายไม่เหมาะกับเป็นพยาบาลแผนกเด็กนะครับ” ชายหนุ่มทวงคำตอบอีกครั้งเมื่อเห็นเธอเงียบไป“ดูเหมือนว่าหมอตุลย์จะมั่นใจมากว่าเหมยจะตอบตกลงนะคะ”“ผมรู้ว่ายังไงคุณก็ไม่มีทางปฏิเสธหรอก”“เหมยก็อยากรู้เหมือนกันว่าข้อดีที่หมอพูดมาทั้งหมดนั้นจะเป็นความจริงทุกอย่า
เสียงลมหายใจของหมอตุลธรดังสม่ำเสมอแล้ว แต่คนที่นอนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงยังนอนไม่หลับ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอยอมให้ผู้ชายขึ้นมานอนบนเตียงด้วย มันดูกล้าและบ้าบิ่นมากแต่ในเมื่อเปิดใจจะคบกับเขาแล้วเธอก็อยากทำทุกๆ วันให้มีความสุข เพราะไม่มีทางรู้เลยว่าการคบกันครั้งนี้จะจบลงตอนไหน บางทีอาจจะแค่ไม่กี่วันหรืออาจจะนานเป็นปีเหตุผลที่เธอยอมเปิดใจคบกับหมอตุลธรไม่ใช่เพราะอยากให้เขามาแทนที่คนรักเก่าแต่เพราะคุยกับเขาแล้วรู้สึกว่าทัศนคติและความคิดของเขามันเข้าท่า ตั้งแต่ได้ร่วมงานกันมาเกือบจะสามเดือนเธอยังไม่เคยเห็นเขาโมโห อารมณ์ร้อนหรือชักสีหน้าใส่แม้ว่าบางครั้งจะตรวจคนไข้โดยไม่ได้ทานข้าวแต่เขาก็ยิ้มแย้มอยู่ตลอด สิ่งที่ประทับใจในตัวเขาอีกอย่างก็คือเวลาที่เขาขับรถแล้วมีคนขับปาดหน้า หรือขับแทรกเข้ามาตุลธรก็ไม่เคยหัวเสียหรือสบถสักครั้งมันเลยทำให้เธอรู้สึกดีเพราะปณิชาชอบคนอบอุ่นและใจเย็นหญิงสาวนอนตะแคงมองใบหน้าของเขาผ่านความมืดไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้จะมาไม้ไหนแต่ในเมื่อเขายอมที่จะพูดตรงๆ เธอก็ยอมที่จะเปิดใจรับเขาเหมือนกันเรื่องของหมอเอกวิทย์ยังค้างคาอยู่ในใจแต่เธอจะพยายามลืมเรื่องราวทุกอย่างเพราะตอนนี้
ขับรถออกมาจากคอนโดไม่นานตุลธรก็แวะรับกาแฟร้านโปรดซึ่งเขาถือแซนด์วิชติดมือมาด้วยอีกสองถุง“นี่ของเหมยนะ ส่วนถุงนี้เดี๋ยวผมเอาไปกินที่ทำงาน”“ขอบคุณค่ะหมอตุลย์ใจดีเหมือนกันนะคะ” เธอรับทั้งกาแฟและแซนด์วิชมาแล้วก็ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของเขา“ผมไม่ได้ใจดีกับทุกคนหรอกนะ บางครั้งก็ร้าย”“แต่คงไม่ใจร้ายกับเหมยใช่ไหมคะ”“เหมยไม่ต้องกลัวหรอกเพราะผมจะไม่ร้ายกับคนที่ผมรักหรอกครับ”ตุลธรพูดแล้วหันมายิ้ม คำพูดของเขามันเป็นยาใจอย่างหนึ่งทำให้ปณิชารู้สึกสดชื่นและวันนี้เธอคงทำงานอย่างมีความสุขไปตลอดวันชายหนุ่มจอดรถส่งเธอที่หน้าโรงพยาบาลจากนั้นเขาก็ตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตนเองทำงานอยู่ ระยะทางระหว่างโรงพยาบาลของที่ปณิชาทำงานกับโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ไม่ได้ไกลกันมากถ้าหากตอนกลางวันเขาจะมารับเธอไปทานข้าว มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ชายหนุ่มรู้ว่าพยาบาลอย่างเธอทานอาหารไม่ค่อยเป็นเวลาเขาเลยเลิกล้มความคิดนี้เพราะไม่อยากให้หญิงสาวรู้สึกอึดอัดมากเกินไปตุลธรมาถึงโรงพยาบาลทำงานในเวลา 8 โมงเช้าพอดี วันนี้เขามีตารางตรวจผู้ป่วยนอก 9 โมงเช้า ชายหนุ่มจึงขึ้นไปดูผู้ป่วยที่สั่งแอดมิทไว้ตั้งแต่เมื่อวันก่อน“สวัสดีค่ะ
เย็นนี้ตุลธรก็มาตรวจที่คลินิกเหมือนกับทุกวันแต่พยาบาลที่มาทำงานวันนี้คือกชกรซึ่งมาทำงานกับเขาได้สองปีแล้วเขาตรวจคนไข้ไปได้ไม่นานเอกวิทย์ก็พาลูกชายมาตรวจตามที่บอกตุลธรไว้เมื่อวานตุลธรรู้สึกโล่งใจมากที่วันนี้ผู้ช่วยของเขาไม่ใช่ปณิชาเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าหญิงสาวจะเสียใจเหมือนเมื่อวานหรือเปล่าตุลธรตรวจไปตามขั้นตอนจนกระทั่งลูกชายของเอกวิทย์ตรวจและฉีดวัคซีนเสร็จ พอดีกับเขาไม่มีคนไข้รอตรวจจึงได้ชวนเพื่อนรุ่นน้องคุย“น้องออมสินน่ารักดีนะ หน้าเหมือนนายมากเลย”“ดีแล้วครับที่ลูกหน้าเหมือนผม ผมไม่อยากให้เหมือนแม่”“ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ” ตุลธรมองหน้ารุ่นน้องแล้วถามด้วยความสงสัย“ก็ออมสินเป็นลูกของผมแค่คนเดียว”“มีอะไรที่พี่ไม่รู้เกี่ยวกับนายและแม่ของออมสินหรือเปล่า”“ผมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวครับพี่”“พี่ขอโทษนะ ที่ทำให้นายลำบากใจ”“ไม่เป็นไรหรอกครับเรื่องมันผ่านมานานแล้ว”“เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมานานแล้วเหรอ” ที่เขาถามเพราะเห็นว่าเอกวิทย์ดูจะถนัดกับการดูแลลูก“สองปีแล้วครับ”“นายไม่คิดจะหาใครมาช่วยเลี้ยงเหรอ”“ผมก็มีพี่เลี้ยงอยู่แล้วนี่ครับ”“พี่หมายถึงผู้หญิงสักคนที่จะมาทำหน้าที่แม่ให้ออม
หลังอาบเสร็จปณิชาก็นั่งดูทีวีระหว่างรอเล่าเรื่องที่เจอมาวันนี้ให้กับตุลธรฟัง หญิงสาวดูทีวีได้ไม่นานเสียงออดหน้าประตูก็ดังขึ้นเธอเดินไปเปิดและเชิญเขาเข้ามานั่งด้านใน“ก่อนคุณจะเล่าให้ผมฟังผมขอกินเบียร์ไปด้วยระหว่างฟังได้ไหมล่ะ”“เหมยเพิ่งแช่เย็นไปเมื่อกี้นะคะหมอยังไม่เย็นหรอกเดี๋ยว”“ผมเอาใส่ช่องฟรีซก็ได้แป๊บเดียวก็เย็น”“เชิญหมอทำตามสบายเลยค่ะ” ปณิชามองคนที่กำลังเอาเบียร์ใส่ตู้เย็นราวกับที่นี่เป็นห้องของตัวเองแล้วก็ส่ายหน้า เธอไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ตกลงคบกับเขา ผู้ชายที่ดูสุขุมเรียบร้อยแต่เวลาอยู่กันตามลำพังแล้วเขาก็เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ในเมื่อตกลงไปแล้วก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด“ผมพร้อมจะฟังแล้ว เล่ามาได้เลยครับว่านี้คุณเจออะไรมาบ้าง” ตุลธรเดินกลับมานั่งลงใกล้ๆ กับปณิชาที่กำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนโซฟา“วันนี้มีคนโทรหาเหมยค่ะ”“ใครครับ”“ก็หมอรุ่นน้องของคุณไงคะ”“หมอเอกเหรอครับ”“ใช่ค่ะ”“เขาโทรมาทำไม” ตุลธรถามด้วยความร้อนใจ“ก็โทรมาคุยเรื่องทั่วๆ ไป เขาถามว่าเหมยสบายดีไหมแล้วก็อยากนัดเจอเหมยค่ะ”“แล้วเหมยตอบเขาไปว่ายังไง บอกเขาหรือเปล่าว่าเหมยมีแ
แล้วก็ถึงวันที่ปณิชาจะต้องเดินทางไปเที่ยวคนเดียวตามลำพังเธอตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้มาก ถึงแม้ว่าก่อนการเดินทางเธอจะเตรียมพร้อมเรื่องภาษามาอย่างดีแต่ก็ยังกังวลว่าจะสื่อสารให้คนอื่นฟังไม่รู้เรื่องตั๋วเครื่องบินที่พี่ชายให้มาเป็นตัวบินตรงจากกรุงเทพมายังสนามบินปรากวาคลาฟฮาเวลซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองปรากไม่ถึง 20 กิโลเมตร พี่ชายของเธอบอกว่าพอลงจากเครื่องก็จะมีรถของโรงแรมมารับให้เธอคอยสังเกตเพราะเขาจะถือป้ายชื่อมาคอยต้อนรับปณิชามองหาคนจากโรงแรมที่พี่ชายบอกว่าจะมารัก แต่มองเท่าไหร่ก็ยังไม่เจอป้ายชื่อของตัวเอง หญิงสาวยิ้มกว้างเมื่อเห็นป้ายหนึ่งเขียนว่า Will you marry me? เธอรู้สึกว่าไม่มันเป็นอะไรที่โรแมนติกมากที่ขอแต่งงานกลางสนามบินแบบ ปณิชา รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนนั้นเหลือเกินที่มีคนทำเรื่องเซอร์ไพรซ์แบบนี้หญิงสาวกำลังเดินมาใกล้จุดที่คนถือป้ายเรื่อยๆ และพอเดินเข้าใกล้ด้านหน้าหน้าก็มีอีกป้ายหนึ่งปรากฏขึ้นซึ่งมันเขียนด้วยภาษาไทยตัวโตๆ ว่า “เหมย” หญิงสาวเลยรีบเดินเข้าไปเพราะคิดว่าเป็นคนจากโรงแรมและบังเอิญมายืนผิดตำแหน่ง“เหมยแต่งงานกันนะ” เสียงที่พูดขึ้นมาทำให้หญิงสาวหยุดชะงักแล
ปณิชาไม่ต้องไปทำงานที่คลินิกของหมอตุลธรแล้วเย็นนี้เธอจึงมีเวลาออกมาเดินซื้อของใช้จำเป็นที่ห้างสรรพสินค้า ระหว่างที่ปณิชากำลังเดินเอาของมาเก็บที่รถก็ได้รับสายจากศุภกิจพอดี “สวัสดีค่ะพี่ใหญ่”“สวัสดีจ้ะเหมย ตอนนี้อยู่ที่ไหนทำไมเสียงดังจังเลย”“เหมยออกมาซื้อของที่ห้างค่ะ พี่ใหญ่มีธุระอะไรกับเหมยหรือเปล่าหรืออยากให้เหมยช่วยอะไรไหมคะ”“อยู่ห้างแถวไหนล่ะ”ปณิชาบอกชื่อห้างสรรพสินค้าที่ตนเองกำลังเดินอยู่ให้กับพี่ชายฟังอีกฝ่ายก็ถามกลับ“รีบไปไหนหรือเปล่า”“ไม่หรอกค่ะ พี่ใหญ่จะให้เหมยทำอะไรหรือเปล่า”“เปล่าหรอกพี่เพิ่งเลิกงาน เรานัดเจอกันหน่อยดีไหม พี่กำลังอยากหาเพื่อนกินข้าวอยู่พอดีเลย”“ได้ค่ะเดี๋ยวเหมยเอาของไปเก็บที่รถถ้าพี่ใหญ่มาถึงก็โทรบอกนะคะเดี๋ยวมเหมยจะไปหาพี่เองค่ะ”“ได้ครับ เหมยรอพี่ไม่น่าจะเกิน 20 นาทีนะ”“แล้วพี่ใหญ่จะมายังไงคะ”“พี่นั่งวินหน้าโรงพยาบาลไปก็ได้”“ให้เหมยไปรับดีกว่าไหมคะ”“ไม่เป็นไรหรอกพี่ไปเองแบบนี้มันน่าจะสะดวกกว่า”“ก็ได้ค่ะพี่ใหญ่”ปณิชาเดินเอาของไปเก็บที่รถจากนั้นก็เดินไปเตร็ดเตร่อยู่แถวหน้าห้างพอศุภกิจลงจากวินมอเตอร์ไซด์เธอก็รีบเข้าไปทักทายทั
ตุลธรมองนาฬิกาข้อมือซึ่งขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเขาจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนที่ปณิชาทำงานอยู่ ชายหนุ่มไม่อยากไปเลยแต่วันนี้หมอปรียาภัทรไม่ว่างจึงไปออกตรวจแทนเขาไม่ได้ตั้งแต่คุยกับปณิชาเมื่อเย็นวันพุธเขากับเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย และนี่เป็นครั้งแรกที่จะเผชิญหน้ากับหญิงสาว ตุลธรไม่รู้ว่าตัวเองจะมองหน้าเธอได้หรือเปล่าเนื่องจากเขากลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนและกลับไปรักเธออีกครั้งเมื่อมาถึงโรงพยาบาลตุลธรก็เห็นว่าปณิชานั้นยิ้มแย้มแจ่มใสกับคนไข้อย่างเคย หัวใจเขากระตุกวูบและรู้สึกหวั่นไหวจนต้องเบือนหน้าหนี“สวัสดีค่ะหมอตุลย์” ปณิชากล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเคย หากแต่แววตาที่มองนั้นมันว่างเปล่าไม่มีความรักหลงเหลืออยู่ในนั้นอีกแล้ว ตุลธรรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก เขาเป็นคนตัดสัมพันธ์กับเธอเองแต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าตนเองนั้นทำผิดพลาด“สวัสดีครับ”“หมอมีคนไข้รออยู่ 4 คนนะคะ เดี๋ยวเหมยจะให้แพรวาเรียกไปรอหน้าห้องตรวจค่ะ”“ขอบคุณครับ” ตลอดทั้งบ่ายอาทิตย์ชายหนุ่มมักจะมองออกไปยังห้องตรงข้ามซึ่งเป็นห้องสำหรับฉีดวัคซีนเขาเห็นปณิชาทำงานด้วยรอยยิ้มก็เผลอมองอยู่นาน ตุลธ
ปณิชานั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถจนกระทั่งถึงเวลาสองทุ่ม เมื่อเห็นตุลธรเดินออกมาจากคลินิกเธอก็รีบเปิดประตูออกแล้วเดินเข้าไปหาเขาทันที“หมอตุลย์คะ เหมยว่าเราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”“ผมเหนื่อยมากนะเหมยเอาไว้คุยกันวันหลังได้ไหม”“หมอจะบ่ายเบี่ยงไปถึงไหนมีอะไรก็พูดมาตรงๆ”“คุณอยากให้ผมพูดตรงๆ กับคุณมากใช่ไหม”หญิงสาวรู้สึกแปลกเพราะสรรพนามที่เขาใช้เรียกเธอนั้นมันเปลี่ยนไปแต่ก่อนเขาเรียกชื่อเล่นแต่ตอนนี้เขาแทนชื่อเธอด้วยคำว่าคุณซึ่งมันแสดงออกถึงความห่างเหิน“ค่ะ เหมยอยากรู้ว่าระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้นทำไมหมอถึงเปลี่ยนไปแบบนี้”“ผมก็เป็นของผมแบบนี้แหละ”“แล้วที่ผ่านมาคืออะไรคะ หมอหลอกเหมยมาตลอดเหรอคะว่ารักเหมย”“มันก็แค่คำพูดของผู้ชายน่ะเจ้าชู้” ตุลธรยิ้มมุมปากแววตาที่มองเธอวันนี้มันต่างไป มันไม่หลงเหลือความรู้สึกอะไรในนั้นเลย“เหมยไม่คิดเลยนะคะว่าหมอที่จิตใจดีและอ่อนโยนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้”“แล้วคุณคาดหวังจะให้ผมเป็นยังไงล่ะ”“เหมยก็คิดว่าคุณแตกต่างจากผู้ชายคนอื่นแต่จริงๆ แล้วก็ไม่เลยสักนิด”“คุณอย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับคนรักเก่าของคุณ”“ทำไมจะเปรียบเทียบไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อคุณก็ไ
ระหว่างที่ตุลธรไปประชุมที่สิงคโปร์ปณิชาก็มีเรื่องวุ่นเกิดขึ้นเพราะลูกชายของลุงสุพจน์ย้ายมาทำงานที่เมืองไทยเขาอยากได้คอนโดมิเนียมที่เธออาศัยอยู่ในตอนนี้เนื่องจากชายหนุ่มยังไม่ชินกับถนนเมืองไทยจึงอยากย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าการเดินทางมาทำงานก็สะดวกกว่าคอนโดมิเนียมของตนเองศุภกิจหรือพี่ใหญ่จึงยื่นข้อเสนอให้ปณิชาย้ายไปอยู่ที่คอนโดมิเนียมของตัวเอง โดยจะซื้อรถยนต์คันใหม่ให้เธอพร้อมกับให้เงินเธออีกก้อนหนึ่งเป็นค่าน้ำมันที่ต้องเพิ่มขึ้นเนื่องจากคอนโดที่จะต้องย้ายไปนั้นอยู่ไกลกว่าที่เดิมประมาณ 5 กิโลเมตรปณิชาคิดว่ามันไม่ได้ลำบากอะไรถ้าหากหญิงสาวจะต้องตื่นเช้าอีกสักนิดเพื่อจะขับรถมาทำงานเพราะเธอเองก็คุ้นเคยกับถนนเส้นนี้ดีต่างจากศุภกิจที่ไปอยู่อเมริกานานนับสิบปี เธอจึงตอบตกลงโดยไม่คิดอะไรมากปณิชาไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับตุลธรเพราะมันเรื่องภายในครอบครัวอีกทั้งตอนนี้เขาก็กำลังยุ่งอยู่กับการประชุมเธอคิดจะบอกคนรักในวันที่เขากลับมาถึงเมืองไทยแล้วปณิชาใช้เวลาไม่นานก็ย้ายของทั้งหมดของตัวเองไปยังคอนโดมิเนียมแห่งใหม่โดยครั้งนี้มีอารดาและพาขวัญมาช่วย“ที่นี่น่าอยู่ไม่แพ้ที่เ
หลังจากส่งคนรักถึงขอบสวรรค์ไปแล้วตุลธรก็พลิกให้เธอลงมาอยู่ด้านล่าง เขามองหน้าเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ก่อนจะบดจูบลงบนริมฝปากบางอยางดูดดื่ม ฝ่ามือร้อนคลึงเคลาสองปทุมอวบอิ่มอย่างมันมือ ปลายนิ้วสะกิดยอดปทุมถันปลุกเร้าจนเสียงหวานครางระงม“อื้อ....หมอตุลย์”จูบจนพอใจเขาก็ลากไล้ความเปียกชื้นไปตามซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มดูดดึงไปตามแรงอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูง ผิวเนียนนุ่มขึ้นรอยแดงไปทั่วทุกจุดที่ปากร้อนเลื่อนผ่านและมาหยุดที่ยอดถันสีสวย ตุลธรไม่รอช้าที่จะดูดกินอย่างหิวกระหายขณะที่ท่อนเอ็นร้อนก็กำลังกดเข้าหาความอุ่นของโพรงสวาทอีกครั้ง“อ๊ะ....”“เจ็บเหรอ”ปณิชาส่ายหน้า เธอมองหน้าคนรักแล้วยิ้มยั่วขณะขมิบช่องทางรักทักทายท่อนเอ็นของเขาเป็นจังหวะ“อ้าห์.....จะฆ่าผมให้ตายคาอกเลยใช่ไหม” ตุลธรกัดกรามแน่นแล้วเขาก็เริ่มขยับสะโพกเป็นจังหวะอีกครั้งเพราะถ้ายังอยู่นิ่งปณิชาคงใช้ความอ่อนนุ่มรัดเขาจนแตกเร็วแน่ๆ “อื้ม...หมอขาเหมยเสียว” เธอครางหวานร่างกายสั่นสะท้านเมื่อเขากระแทกกระทั้นตัวเข้าหา ท่อนเอ็นแข็งร้อนเคลื่อนเข้าออกโพรงอุ่นสุดความยาวครั้งแล้วครั้งเล่า เสี
ตุลธรจูบลงไปบนไรผมที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ ก่อนที่ปากร้อนจะลากไปบนลำตัวของคนรัก ชายหนุ่มดันเรียวขาให้กว้างขึ้น ตาคมมองดอกเหมยสีสวยที่ฉ่ำเยิ้มแล้วกดความเป็นชายลากขึ้นลงจนส่วนปลายชุ่มไปด้วยน้ำหวาน “อื้อ...หมอตุลย์” หญิงสาวส่ายสะโพกเข้าหาอย่างลืมตัว ร่างกายของเธอร้อนรุ่มความต้องการฉายชัดในแววตาอย่างปิดไม่มิด“ใจเย็นที่รักเดี๋ยวคุณจะเจ็บเอานะ”“ก็ของหมอตุลย์ใหญ่”“เหมยชอบของใหญ่ไหม”“เหมยไม่ชอบของใหญ่แต่เหมยชอบของหมอ เข้ามานะคะเข้าในตัวเหมย เข้ามาลึกๆ เลยค่ะ”เพราะความต้องการที่มากล้นปณิชาเลยร้องขออย่างลืมอายแต่นั้นก็ทำให้ตุลธรพอใจเป็นอย่างมากที่ผู้หญิงของเขาเร่าร้อนแบบนี้“ผมรับรองเลยว่ามันจะลึกสุดและเสียวที่สุดเท่าที่เหมยจะรู้สึก”พูดจบชายหนุ่มก็จูบลงมาอีกครั้งขณะที่ท่อนเอ็นร้อนกดเข้าหาความอ่อนนุ่มทีละนิด ตุลธรกัดกรามแน่นเมื่อเขาโดนความคับแน่ของปณิชาตอดรัดตั้งแต่เข้าได้เพียงครึ่งทาง“อื้อ...หมอขา...”“อีกนิดครับที่รัก ของเหมยแน่นมาก”ในที่สุดตุลธรก็พาตัวตนเข้าไปจนลึกสุดความยาว เขาพ่นลมหายใจออกทางปากเพื่อระบายความเสียวซ่านเนื่องจากท่อนเอ็นร้อนโดนตอดรัดทุกทิ
การคบกันของปณิชาและหมอตุลธรมีคนรู้เพียงไม่กี่คนเพราะทั้งสองไม่ได้เปิดตัวอย่างโจ่งแจ้ง แต่ถ้ามีใครถามก็จะบอกออกไปตามตรงว่ากำลังคบกันอยู่ การออกไปไหนด้วยกันก็เป็นไปตามปกติไม่มีการหลบซ่อนเพราะทั้งสองคนมั่นใจแล้วว่าทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบที่สุด วันนี้หลังจากปิดคลินิกแล้วตุลธรกกับปณิชาก็กลับไปอาบน้ำที่คอนโดมิเนียมก่อนจะพากันออกมานั่งฟังเพลงที่บาร์แห่งหนึ่งเพื่อเป็นการผ่อนคลายหลังจากทำงานหนักติดๆ กันมาหลายวัน และพรุ่งนี้คุณหมอหนุ่มก็จะต้องเดินทางไปประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ถึงสามวัน “ผมไม่อยากไปเลยนะเหมย” “ไม่อยากไปก็ต้องไปค่ะ มันเป็นหน้าที่นะคะ” “อยากให้เหมยไปด้วย” “เดือนหน้าเราก็จะได้ไปเที่ยวด้วยกันแล้วนะคะ” “ผมอยากข้ามไปเดือนหน้าเลยอยากไปเที่ยวกับเหมย” “เหมยก็เหมือนกันค่ะ แต่ความจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้นี่คะ” “ผมคงคิดถึงเหมยมากแน่ๆ แล้วกลางคืนผมจะนอนกอดใคร” “เหมยอนุญาตให้กอดหมอนข้างได้ค่ะ แต่ห้ามพาผู้หญิงคนไหนเข้าห้องนอนเด็ดขาดถ้าเหมยรู้เหมยจะเลิกกับหมอทันที” “แล้วพนักงานทำความสะอ
“หมอคะ เดือนหน้าหมอจะตรวจแทนหมอปิ่นอย่างเดิมไหมคะ”“พี่ปิ่นอยากให้ผมทำต่อนะผมว่าจะลองคุยดู อาจจะรับแค่ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เหมยว่าดีไหม” เมื่อรับหญิงสาวเข้ามาในชีวิตแล้วตุลธรก็อยากให้ปณิชามีส่วนร่วมในการตัดสินใจไปกับตนเองบ้าง“ถามเหมยเหรอคะ”“ครับ ผมอยากฟังความคิดเห็นของเหมย”“ถ้าหมอไม่เหนื่อยก็ตามใจหมอเลยค่ะ บ่ายวันอาทิตย์คนไข้เยอะมากถ้าหมอสั่งแอดมิทก็ยังต้องมาราวน์ตอนเช้าอีก แต่ปกติคนไข้ที่โรงพยาบาลเดิมหมอก็ไม่ค่อยราวน์เช้าวันจันทร์อยู่แล้วนี่คะ” เพราะเขามักจะเล่าเรื่องการทำงานให้ฟังบ่อยๆ ปณิชาก็เลยพอจะรู้ว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง“ผมคิดว่าตอนนี้ตัวเองยังไหวนะ เอาไว้หลังแต่งงานค่อยออกตรวจให้น้อยลง ถ้าเหมยไม่อยากให้ผมเหนื่อยก็ต้องรีบแต่งงานนะครับ”“อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเลยค่ะ เหมยรู้ว่าหมอมีความสุขที่ได้ออกตรวจและได้เจอคนไข้เด็กๆ” ปณิชาเห็นแววตาของเขาเวลาที่ตรวจคนไข้ก็รู้ว่าเขามีความสุขที่ได้ทำงานกับเด็กๆ มาก“ผมชอบเด็กครับ ถ้าได้มีลูกกับเหมยผมคงมีความสุขมาก”“ใครจะมีลูกกับหมอตุลย์กันคะ เหมยยังไม่อยากท้องโย้ตอนนี้หรอกค่ะ”“เหมยไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยเหรอครับ” เขามีสีหน้าเปลี่ยนไปเ