ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นางจะมีชีวิตรอดมาได้เยี่ยเป่ยเฉิงถามว่า: "ตอนที่เก็บซวงเอ๋อร์ได้ บนตัวนางมีสิ่งของอะไรบ้างไหม?"หยวนซื่อตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า: "ไม่มีสิ่งของอะไรเลย ตอนที่พ่อของนางเก็บพวกเขาได้ บนตัวของพวกเขาห่อด้วยผ้าห่มหนึ่งชั้นเท่านั้น บนผ้าห่มยังมีคราบเลือดอีกด้วย"“คราบเลือด?” เยี่ยเป่ยเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้ว่าเมืองชิงเหอจะแร้นแค้น แต่ก็ตั้งอยู่ที่เขตแดนระหว่างเป่ยหรงและต้าซ่งเยี่ยเป่ยเฉิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งในปีที่หลินซวงเอ๋อร์เกิด จักรพพรดิองค์ก่อนของเป่ยหรงสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิองค์ใหม่ยังไม่ได้แต่งตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ จึงทำให้มีสงครามทั่วทุกสารทิศ ประชาชนลำบากยากแค้นมาก เพื่อความอยู่รอดจึงมีคนเป่ยหรงจำนวนมากหลบหนีมาที่ต้าซ่งเป็นไปได้ไหมว่า... หลินซวงเอ๋อร์จะไม่ได้เป็นคนต้าซ่ง แต่เป็นคนที่มาจากเป่ยหรง?เยี่ยเป่ยเฉิงขมวดคิ้วลึกขึ้น ทุกวันนี้เป่ยหรงเจริญรุ่งเรือง จึงไม่รู้ว่าชาวเป่ยหรงที่หลบหนีมาที่นี่ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดถึงไม่รีบมาตามหาหลินซวงเอ๋อร์...หยวนซื่อพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ใช่ มีคราบเลือดขน
จากเมืองชิงเหอไปยังเมืองหลวง เป็นการเดินทางที่ยาวไกลมาก นั่งรถม้าทั้งวันทั้งคืนยังจะต้องใช้เวลาห้าถึงหกวันถึงจะมาถึงเมืองหลวงได้เมืองชิงเหอเป็นพื้นที่แร้นแค้น ร้านค้าโรงเตี๊ยมตามท้องถนนจึงน้อยมาก หากต้องการพักที่โรงเตี๊ยม ทางที่ดีควรไปจะที่เมืองอูถัวที่อยู่ห่างออกไปอีกห้ากิโลเมตรหลินซวงเอ๋อร์กับเยี่ยเป่ยเฉิงนั่งรถม้าออกจากถนนในชนบท เดินทางอย่างเร่งรีบบนเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นเวลาสองชั่วยาม พอถึงเมืองอูถัว ท้องฟ้าก็มืดแล้วภายใต้ค่ำคืนอันมืดสนิท เมฆฝนฟ้าคะนอง เหมือนพายุฝนกำลังมาบนถนนมีคนน้อยมาก บ้านทุกหลังปิดประตูสนิท มีเพียงโรงเตี้ยมแห่งเดียวเท่านั้นที่เปิดประตูเอาไว้ และมีโคมไฟส่องสว่างอยู่ข้างในรถม้าหยุดที่หน้าโรงเตี๊ยม เยี่ยเป่ยเฉิงช่วยพยุงหลินซวงเอ๋อร์ลงจากรถม้าเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นชายในวัยสี่สิบปีเศษ นัยน์ตาอันเรียวเล็กที่เฉียบคมคู่นั้น ดูเฉียบแหลมมาก เมื่อเขาเห็นลูกค้าเข้ามา เจ้าของร้านก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อต้อนรับทันที“นายท่าน อยากจะพักผ่อนชั่วคราวหรือว่าจะพักค้างคืน?” เจ้าของร้านกล่าวด้วยความยิ้มแย้มเยี่ยเป่ยเฉิงกล่าวว่า "หาห้องหับชั้นเยี่ยมให้ข้าหนึ่งห้อง พ
“สวามี” หลินซวงเอ๋อร์กอดเอวของเยี่ยเป่ยเฉิงเอาไว้แน่น จู่ๆก็เรียกเขาเบาๆ“มีอะไรหรือ?” แสงจันทร์ส่องสว่าง น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกแหบแห้ง ราวกับว่ามีพลังเวทมนตร์ที่ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายหลินซวงเอ๋อร์กล่าวว่า: " ถ้าหากว่า ข้าเกิดมาในตระกูลที่ไม่ดี เกิดจากนางโลมอย่างที่พวกนางว่าจริงๆ ท่านจะรังเกียจข้าไหม?จะไม่ต้องการข้าหรือไม่? "อากาศดูเหมือนจะควบแน่นชั่วขณะหนึ่งท่ามกลางความมืด หลินซวงเอ๋อร์ไม่ได้ยินเยี่ยเป่ยเฉิงตอบ จึงรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อยมือที่กอดเขาเริ่มคลายออก น้ำเสียงของหลินซวงเอ๋อร์ปะปนไปด้วยความไม่สบายใจ: "สวามี... เหตุใดท่านถึงไม่พูดล่ะ?"ทันใดนั้นเยี่ยเป่ยเฉิงก็กดมือที่นางกำลังจะดึงออกเอาไว้ แล้วเอานางมาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า " หลินซวงเอ๋อร์ ในหนึ่งวันสมองของเจ้าคิดแต่เรื่องอะไรหรือ?"หลินซวงเอ๋อร์กล่าวว่า: "คิดถึงท่านไง"สายตาของเยี่ยเป่ยเฉิงค่อยๆอ่อนโยนลง: "จะให้ข้าพูดอีกสักกี่ครั้ง หลินซวงเอ๋อร์!ข้าชอบเจ้า เพียงเพราะว่าเป็นเจ้า ไม่เกี่ยวอะไรกับชาติกำเนิด หรือสถานะของเจ้าเลย"หลินซวงเอ๋อร์ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็อมยิ้มเล็กน้อย ทำให้มีลักยิ้มลูกแ
หลินซวงเอ๋อร์เลิกคิ้ว ผลักเขาออกไปทันที และกล่าวว่า "สวามี ท่านทำอะไรเนี่ย?"นางก็แค่ขโมยกินลูกอมหนึ่งเม็ดก็เท่านั้น ผู้ชายคนนี้กลับพยายามแย่งมันออกมาจากปากของนางเยี่ยเป่ยเฉิงเลียมุมริมฝีปาก รูม่านตาอันลึกล้ำเหล่านั้นมีเสน่ห์อย่างยิ่งในตอนกลางคืน เขามองนางแล้วกล่าวว่า " ซวงเอ๋อร์กำลังแอบกินอะไรอยู่หรือ สวามีก็อยากจะชิมมันเหมือนกัน" พูดจบ ไม่ได้ให้โอกาสนางต่อต้านเลย เขาเอานางมาไว้ในอ้อมแขนแล้วแย่งชิง“ สวามี... ” นางพูดอย่างคลุมเครือว่า “ยังมีอีก ใต้หมอนยังมีอีก...”หยวนซื่อเอาให้นางถุงใหญ่ แต่ผู้ชายคนนี้กลับอยากแย่งมันจากปากของนาง!หลินซวงเอ๋อร์ไม่ยอมให้เขา จึงใช้ลิ้นห่อขนมเมล็ดบัวเอาไว้เยี่ยเป่ยเฉิงใช้ปากแงะลิ้นของนางอย่างเผด็จการ และปล้นความหวานในปากของนางทีละเล็กทีละน้อยน้ำตาลเคลือบละลายในปาก กลิ่นหอมหวานกระจายไปทั่วริมฝีปากและฟันของหลินซวงเอ๋อร์เดิมทีเยี่ยเป่ยเฉิงแค่ต้องการลงโทษนางเล็กน้อย แต่คิดไม่ถึงว่าริมฝีปากของนางจะหวานนุ่มนวลขนาดนี้ เขาจึงค่อยๆติดใจ และไม่สามารถถอนตัวได้ จึงเปลี่ยนมุมแล้วดูดริมฝีปากของนางซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งในที่สุด ลูกอมเมล็ดบัวในปากก็ถูกเขาแ
ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า มีเงาสีดำหลายเงาแวบขึ้นนอกหน้าต่างคนที่อยู่ในอ้อมแขนกำลังนอนหลับสนิท เยี่ยเป่ยเฉิงค่อยๆลืมตาขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเย็นชาเยี่ยเป่ยเฉิงค่อยๆเลิกผ้าห่มขึ้น แกะมือเล็กๆคู่หนึ่งที่อยู่ระหว่างเอวออกไปอย่างอ่อนโยน จัดชายผ้าห่มให้นางอย่างระมัดระวังนอกห้อง ชายชุดดำหลายคนำลังยืนอยู่นอกประตู มีดอันคมกริบที่อยู่ในมือสะท้อนแสงวาววับท่ามกลางความมิดมิดยามราตรีเมื่อชายชุดคำคนหนึ่งเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ชายชุดดำก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ที่อยู่ในอ้อมแขน เจาะรูกระดาษหน้าต่าง และกำลังจะระบายควันเข้าไปคิดไม่ถึงว่า จะมีเงาดำแวบขึ้นมาข้างหลัง เยี่ยเป่ยเฉิงยืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ราวกับว่าเป็นภูตผี ก่อนที่เขาจะลงมือทำ มือขนาดใหญ่คู่หนึ่งก็หักคอของเขาทันทีชายชุดดำล้มลงไปบนพื้นเมื่อชายชุดดำเห็นว่าจุดประสงค์ถูกเปิดเผย ก็รีบรุดไปข้างหน้าทันทีเยี่ยเป่ยเฉิงกระโดดลงไปชั้นล่าง ราวกับว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาแต่คนชุดดำเหล่านี้จะปล่อยเขาไปได้อย่างไร พวกเขาล้วนเป็นนักฆ่าที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี มาที่นี่มีเพียงวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือการค
ฝนก็ค่อยๆตกเบาลงภายในม่านเตียงอันหอมนุ่ม ทั้งสองคนนอนกอดกัน“เหตุใดซวงเอ๋อร์ถึงกลัวงูล่ะ?” เยี่ยเป่ยเฉิงวางคางเอาไว้บนผมอันนุ่มสลวยของนาง แล้วใช้ฝ่ามือขนาดใหญ่ตบหลังของหลินซวงเอ๋อร์เป็นจังหวะเบาๆเสียงอันต่ำทุ้มดูเหมือนจะมีผลต่อการกล่อมนอนหลินซวงเอ๋อร์ค่อยๆง่วงนอนอีกครั้ง น้ำเสียงนุ่มนวลราวว่าเป็นน้ำพุ: " ตอนที่ยังเป็นเด็กข้าถูกเอ้อร์โกว่จือในหมู่บ้านล้อเลียน เขาโยนงูดอกไม้ตัวหนึ่งลงบนเตียงของข้า งูตัวนั้นกัดข้าไปหนึ่งครั้ง ตกใจมากจนแทบจะเป็นบ้า และร้องไห้ตลอดทั้งวันอย่างไม่เอาไหน นับตั้งแต่วันนั้นก็เริ่มกลัวงู "เมื่อถึงตรงนี้ ทันใดนั้นหลินซวงเอ๋อร์ก็โกรธเล็กน้อย แก้มตุ๊บป่องเพราะเกรี้ยวโกรธ: "แต่ว่า พี่ชายของข้าได้ระบายความโกรธให้ข้าแล้ว!"เยี่ยเป่ยเฉิงถามว่า “โอ้? ระบายความโกรธอย่างไร?”หลินซวงเอ๋อร์กล่าวว่า: "เอ้อร์โกว่จือขว้างงูลงบนเตียงของข้า ทำให้ข้ากลัวแทบตาย วันต่อมาพี่ชายของข้าก็ฌขึ้นเขาไปหาตะขาบมาเป็นจำนวนมาก สิ่งที่เอ้อร์โกว่จือกลัวมากที่สุดก็คือตะขาบ"เยี่ยเป่ยเฉิงตั้งใจฟัง จากนั้นก็ได้ยินหลินซวงเอ๋อร์กล่าวว่า: " พี่ชายของข้าตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันด้วยฟัน เทตะข
หลินซวงเอ๋อร์โต้กลับว่า: "สวามีพูดผิดแล้ว พี่ชายของข้าไม่ใช่คนไม่ดีเสียหน่อย"เยี่ยเป่ยเฉิงเปลี่ยนคำพูดว่า " เอาล่ะ นแกจากพี่ชายของเจ้า ผู้ชายคนอื่นล้วนไม่ใช่คนดี "หลินซวงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "พี่ไป๋ก็เป็นคนดีเหมือนกัน"เยี่ยเป่ยเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เหตุใดสาวน้อยคนนี้ถึงยังจำไป๋อวี้ถังผู้ชายคนนั้นได้?หากคนที่โหดเหี้ยมหน้าตาเป็นมิตรอย่างไป๋อวี้ถังเป็นคนดี แล้วปีศาจที่ฆ่าคนโดยที่ไม่กะพริบตาอย่างเขา จะไม่เป็นพระพุทธองค์ผู้ช่วยเหลือสรรพสัตว์หรือ?“ ซวงเอ๋อร์ อย่าตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก แบบนี้จะถูกได้ง่ายมาก” เยี่ยเป่ยเฉิงพูดกับนางอย่างอดทนหลินซวงเอ๋อร์กล่าวว่า: "แต่รูปลักษณ์ภายนอกของสวามีก็ดีมากเช่นกัน หรือว่าภายนอกกับภายในของสวามีไม่เหมือนกัน?"เยี่ยเป่ยเฉิงกล่าวว่า "ยกเว้นสวามี ภายนอกกับภายในของสวามีเหมือนกัน"“แล้วพี่ไป๋ล่ะ?” หลินซวงเอ๋อร์ถามถึงเขาอีกครั้งเยี่ยเป่ยเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และคิดว่า ไป๋อวี้ถังได้ช่วยชีวิตซวงเอ๋อร์มาสองสามครั้งแล้ว จึงยอมละเว้นเขาชั่วคราว“อืม ไป๋อวี้ถังจัดได้ว่าเป็นคนดีครึ่งหนึ่ง กล่าวโดยสรุปคือ ซวงเอ๋อร์เป็นคนขอ
วันรุ่งขึ้นพอหลินซวงเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเก้าโมงเช้าแล้วเมื่อคืนพอหลินซวงเอ๋อร์ได้พูดก็หยุดไม่ได้ เหมือนกับการเทถั่ว หยุดอย่างไรก็หยุดไม่อยู่นางไม่สามารถปิดบังเรื่องราวในอดีตได้เลย เรื่องเล็กๆน้อยๆอะไรก็เล่าให้เยี่ยเป่ยเฉิงฟังจนหมด ต่อมาคุยถึงไหน แล้วหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หลินซวงเอ๋อร์จำไม่ได้เลยพอถึงวันต่อมา เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้หลินซวงเอ๋อร์นอนเกินเวลาฝนที่ตกมาตลอดทั้งคืนได้หยุดลงแล้ว อากาศในฤดูใบไม้ร่วงเย็นสบายเป็นอย่างมาก แสงแดดส่องผ่านตะแกรงหน้าต่างและตกกระทบลงบนหน้าของหลินซวงเอ๋อร์ ทำให้แก้มที่ขาวละไมของนางเป็นสีชมพู เช่นเดียวกับลูกพีชที่อวบอ้วน ทำให้คนที่ได้พบเห็น อดไม่ได้ที่จะอยากจะกินคำโตๆหลินซวงเอ๋อร์กระเพื่อมขนตา ลืมตา และเข้าไปอยู่ในนัยน์ตาอันล้ำลึกของเยี่ยเป่ยเฉิงโดยที่ไม่รู้ตัว“ตื่นแล้วหรือ?” เยี่ยเป่ยเฉิงที่อยู่ข้างๆ ได้ล้างหน้าแปรงฟันแล้ว แม้แต่เสื้อผ้าก็สวมใส่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าหลินซวงเอ๋อร์ยังไม่ตื่น เขาจึงไม่ได้รบกวนนางบางทีอาจจะเป็นเพราะว่าหลินซวงเอ๋อร์นอนเก่งจนเกินไป เขาจึงนอนลงบนเตียงทั้งๆที่ยังสวมเสื้อผ้าอยู่ เขาเอาศีรษะหนุนมื
เยี่ยเป่ยเฉิงมือสั่นขณะรับขวดกระเบื้องจากตงเหมยมาเนื้อสีขาวของขวดปรากฏเงาสีแดงรำไรอยู่ด้านในตงเหมยกล่าว “ท่านอ๋องบอกว่าจะเชื่อใจนางใช่หรือไม่เจ้าคะ? ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะไม่นำไปให้องค์หญิงอีก ท่านอ๋องลองเอาเลือดซวงเอ๋อร์ไปทดสอบดูก็ได้ ว่าเป็นจริงดั่งที่นางว่าหรือไม่ ใช้รักษาโรคระบาดได้จริง!”“ถึงตอนนั้น ท่านอ๋องย่อมจะรู้เอง ว่าซวงเอ๋อร์ไม่ได้พูดโกหก...”เยี่ยเป่ยเฉิงรู้สึกจุกในอก ในยามนี้ เขาเกิดความกลัวที่จะนำไปพิสูจน์เพราะหากว่า ทุกอย่างเป็นจริงดั่งที่ตงเหมยพูด นั่นแสดงว่าเขาทรยศต่อความไว้วางใจของหลินซวงเอ๋อร์อีกครั้งในตอนนั้น นางเคยร่ำไห้พูดกับตนว่า เลือดของนางสามารถช่วยชีวิตคนได้แล้วเขาตอบว่าอย่างไร?อ้อ นึกออกแล้วเขาเย้ยหยันไปว่านางไม่ใช่เทวดา พร้อมกล่าวตำหนิว่านางชอบทำร้ายตนเองบ่อยครั้งสวรรค์ นี่เขาเป็นอะไรไป เขาได้กระทำสิ่งใดต่อนางไปบ้าง...เสวี่ยนอู่เห็นดังนี้ จึงรีบเดินมารับขวดไปจากมือเยี่ยเป่ยเฉิง พร้อมกล่าวต่อเขา “ในค่ายทหารยังมีผู้ป่วยอีกหลายคน ข้าน้อยจะนำไปทดสอบเดี๋ยวนี้...”เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว ตงเหมยจึงไม่อยากพูดมากความอีก นางหันหลังเตรียมจะจากไป กลับถูก
ตงเหมยกล่าวเสียงสะอื้น “เชื่อตอนนี้จะมีประโยชน์อันใดเจ้าคะ? ในยามที่นางโดดเดี่ยวสิ้นหวัง ท่านไม่อยู่เคียงข้าง นางสูญเสียลูกไป ท่านก็ไม่อยู่เคียงข้าง และบัดนี้นางล้มป่วย ท่านก็เอาร่างนางไปอยู่บ้านนอกแทน”“เชื่อตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด ทุกอย่างล้วนสายเกินแก้!”ตงเหมยยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห จนแทบอยากระบายความอัดอั้นที่หลินซวงเอ๋อร์ได้รับออกมาแทนนางให้หมดสิ้น“น่าเห็นใจซวงเอ๋อร์นัก...นางทำเพื่อท่าน ต้องทนกล้ำกลืนความเจ็บช้ำมากมาย ไม่เคยที่จะระบายให้ท่านฟังสักครั้ง”“คืนวันนั้น ท่านอ๋องจู่ๆ ทิ้งนางไป นางเพิ่งสูญเสียลูก ยังมีเลือดออกเต็มตัว ตอนบ่าวเปิดประตูเข้าไปเห็น รู้แต่ว่าแทบเป็นลมหมดสติ!”“บ่าวคิดจะบอกท่านให้รู้ แต่ซวงเอ๋อร์ไม่ต้องการให้ท่านเป็นห่วง นางบอกว่าท่านอ๋องเป็นคนทำงานใหญ่ ไม่ควรให้อยู่แต่ในเรือนหลัง ยิ่งกลัวว่าหากพูดไปแล้ว ท่านจะรังเกียจร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ของนาง วันหน้าไม่อาจมีทายาทให้ท่านได้อีก”“แต่ว่า ท่านอ๋องรู้หรือไม่ ตอนสูญเสียลูกไปนั้น นางเจ็บปวดเพียงไหน ในใจรู้สึกสิ้นหวังเพียงใด?”“ท่านอ๋องเคยคิดปลอบประโลมจิตใจนางบ้างหรือไม่?”เยี่ยเป่ยเฉิงยืนตะลึงตัวแข็งทื่อ เลือดใน
“ซวงเอ๋อร์ ซวงเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว”เยี่ยเป่ยเฉิงผลักประตูเรือนอวิ๋นซวน พร้อมเดินก้าวเข้าไปด้านใน แต่กลับพบว่าภายในว่างเปล่าผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้เรียบร้อย ข้าวของเครื่องใช้ก็จัดวางเป็นระเบียบ ราวกับมีคนมาจัดเก็บแล้วหนึ่งรอบเมื่อเห็นหลินซวงเอ๋อร์ไม่อยู่ในห้อง เยี่ยเป่ยเฉิงก็คิดว่านางคงไปห้องหนังสือเพราะที่ผ่านมา นางมักชอบเก็บตัวในห้องนั้นเพื่อเขียนหนังสือเงียบๆ เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาจึงรีบออกจากเรือนอวิ๋นซวน ตรงไปยังห้องหนังสือทันทีที่ไหนได้ ห้องหนังสือก็ไม่มีร่องรอยของนาง อุปกรณ์เครื่องเขียนบนโต๊ะจัดวางเป็นระเบียบ พู่กันที่นางเคยใช้บ่อยๆ คล้ายมีการล้างน้ำจนสะอาดสะอ้าน เยี่ยเป่ยเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางก้าวเดินออกจากห้องหนังสือ เดินตามหาไปยังทุกห้อง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของนางจนกระทั่งตงเหมยกลับมาจากเรือนด้านหน้าทันทีที่เห็นตงเหมย เยี่ยเป่ยเฉิงก็รีบปรี่ไปหา “ซวงเอ๋อร์เล่า นางอยู่ที่ใด?”ในมือตงเหมยถือกล่องอยู่ใบหนึ่ง เมื่อเผชิญกับคำถามของเยี่ยเป่ยเฉิง นางมิได้ตอบกลับ นอกจากยื่นกล่องในมือให้แก่เยี่ยเป่ยเฉิง“นี่คือเครื่องประดับที่ท่านอ๋องซื้อให้ซวงเอ๋อร์ ก่อนจากไป นางได้ม
เสิ่นป๋อเหลียงกล่าว “ท่านอ๋องกล่าวถูกต้อง ยาชนิดนี้ไม่อาจพกติดตัวได้ โดยเฉพาะยามเข้านอน ร่างกายมนุษย์จะอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุด พิษจะซึมเข้าสู่ร่ายกายได้ง่าย...”กล่าวได้ครึ่งหนึ่ง จู่ๆ เสิ่นป๋อเหลียงคล้ายกับนึกอะไรขึ้นมา หันไปมองเยี่ยเป่ยเฉิง พร้อมถามด้วยความตกใจ “พระชายา...นางเคยบาดเจ็บหรือไม่?”เยี่ยเป่ยเฉิงกล่าวตอบ “เคย”เดิมทีนางทำเพื่อหวังจะช่วยเขา ขึ้นเขาไปหางูดำหางไหม้เพียงลำพัง กลับมาพร้อมกับบาดแผลทั่วร่าง...เสิ่นป๋อเหลียงกล่าว “ถ้าเช่นนั้นก็ถูกแล้ว ข้าน้อยเดาว่า อาการของพระชายา น่าจะเกี่ยวข้องกับถุงผ้านี้...”เยี่ยเป่ยเฉิงสูดลมหายใจเข้าลึกในยามนี้ เขาได้กระจ่างแจ้งต่อเรื่องราวทุกอย่างมิน่าเล่า นางมักจะบอกว่าไม่อยากอยู่ในเรือนอวิ๋นซวนมิน่าเล่า นางมักบอกว่ากลางคืนชอบฝันร้าย แม้เขาจะอยู่เป็นเพื่อน นางก็นอนหลับไม่สนิท...มิน่าเล่า นางเริ่มมีอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเอาแน่ไม่ได้มิน่าเล่า นางคิดจะฆ่าเจียงหว่านให้จงได้...ทั้งที่เมื่อก่อนนางเป็นคนอ่อนน้อม ว่านอนสอนง่ายราวกับกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง...แต่เขากลับไม่เชื่อนาง คิดว่านั่นเพราะนางเป็นโรคเครียด เพราะป่วยหน
เยี่ยเป่ยเฉิงกล่าว “นางมิได้ตั้งใจ เพียงได้รับความกระทบกระเทือนหนัก จึงทำให้ขาดสติไป ข้าไม่เคยคิดตำหนิ”เมื่อได้ยินดังนี้ เสิ่นป๋อเหลียงก็พอคาดเดาได้บ้าง จึงหยิบผ้าพันแผลออกมา พร้อมทำแผลให้เขาใหม่ และกล่าว “เป็นฝีมือพระชายาใช่หรือไม่?”เห็นเยี่ยเป่ยเฉิงไม่กล่าวตอบ เสิ่นป๋อเหลียงยิ่งรู้ดีแก่ใจ จึงไม่ถามมากความอีกแผ่นดินนี้ คงมีเพียงสตรีผู้นี้เท่านั้นที่กล้าทำร้ายเขาโดยไม่หวาดกลัว ซ้ำยังได้รับการอภัยโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ อีกพันแผลเสร็จเรียบร้อย เสิ่นป๋อเหลียงจึงกล่าวกำชับ “บาดแผลยังไม่แห้งสนิทดี อย่าให้โดนน้ำเป็นอันขาด...”ขาดคำไม่ทันไร จมูกก็ได้กลิ่นหอมประหลาดบางอย่างโชยมาเสิ่นป๋อเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางสูดกลิ่นหอมประหลาดนั่น แล้วสายตาก็ไปหยุดที่ถุงผ้าใบหนึ่งที่เหน็บอยู่ช่วงเอวของเยี่ยเป่ยเฉิง“ท่านอ๋อง ถุงผ้าใบนั้นให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”นั่นเป็นถุงผ้าที่หลินซวงเอ๋อร์เป็นคนปักให้เขา เยี่ยป่ยเฉิงย่อมไม่ยินดีจะมอบให้ผู้อื่นแต่เห็นเสิ่นป๋อเหลียงมีสีหน้าเคร่งเครียด จึงได้ถาม “ทำไมรึ? ถุงผ้าข้ามีสิ่งใดผิดปกติหรืออย่างไร?”เสิ่นป๋อเหลียงกล่าว “ข้อนี้คงต้องถามท่านอ๋อง ว่าภา
เมื่อได้ยินว่าเสิ่นป๋อเหลียงกลับมา เยี่ยเป่ยเฉิงก็พลันหยุดชะงัก พร้อมถามเสวียนอู่ “เขาอยู่ที่ใด?”เสวียนอู่กล่าว “เขารู้ว่าหลายวันนี้ท่านอ๋องตามหาอยู่ ดังนั้น เมื่อกลับถึงเมืองหลวง ข้าน้อยจึงรีบพาตัวมาทันที ตอนนี้อยู่ค่ายทหารขอรับ”เยี่ยเป่ยเฉิงกล่าว “เหมาะเลย ข้ากำลังจะกลับจวน ให้เขาตามข้ากลับไปด้วยกัน!”“ขอรับ”เสวียนอู่รีบไปเตรียมรถม้ามาคันหนึ่ง ให้เยี่ยเป่ยเฉิงและเสิ่นป๋อเหลียงโดยสารพร้อมกันภายในรถม้า เยี่ยเป่ยเฉิงมีสีหน้าเคร่งขรึม เสิ่นป๋อเหลียงนั่งอยู่ด้านข้างจึงไม่กล้าพูดจาช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาออกจากวังไปท่องเที่ยว เยี่ยเป่ยเฉิงได้มีจดหมายส่งถึงเขาหลายครั้ง เดิมทีควรรีบกลับมาเมืองหลวงนานแล้ว แต่ระหว่างทางกลับมีอุปสรรคมาขวางกั้น จนทำให้เสียเวลาไปมากและบัดนี้ เขาได้กลับถึงเมืองหลวงแล้ว รู้ว่าเยี่ยเป่ยเฉิงต้องการพบเขาคงมีเรื่องเร่งด่วน ทันทีที่มาถึงจึงมาขอพบเยี่ยเป่ยเฉิงก่อนแต่เยี่ยเป่ยเฉิงกลับไม่พูดไม่จา สีหน้าเคร่งเครียดหมองคล้ำ ดูแล้วน่าประหลาดใจยิ่งชั่วขณะนั้น ทั้งคู่ต่างไม่มีการพูดคุย บรรยากาศภายในรถม้าค่อนข้างตึงเครียดเสิ่นป๋อเหลียงเป็นฝ่ายอธิบายก่อน “ใช่ว่าข้
ไม่เหลือซากให้เห็น และไม่ได้ออกมาอีกลมเย็นพัดกรูมา เขารู้สึกคล้ายร่างกายถูกหินก้อนใหญ่มากดทับไว้ จนเลือดท่วมทะลัก เจ็บปวดอย่างเหลือแสน...“ไม่...ไม่นะ...”ไป๋อวี้ถังรีบก้าวเท้าพุ่งตัวไป พร้อมเอามือตะกุยดินอย่างบ้าคลั่ง ราวกับสูญเสียสติสัมปชัญญะไปเสียสิ้น“ซวงเอ๋อร์ ข้าไม่ยอมให้เจ้าตาย ข้าจะช่วยเจ้าออกมา ข้าจะช่วยเจ้าออกมาให้ได้...”“เราตกลงว่าจะไปเมืองหยางโจวด้วยกัน เจ้าอย่าทิ้งข้าไปนะ ซวงเอ๋อร์ อย่าทิ้งข้าไป...”เมื่อรอบข้างสงบลง ชาวบ้านก็ต่างแห่กันมา เมื่อเห็นไป๋อวี้ถังเอามือตะกุยดินราวกับไม่คิดชีวิต จนนิ้วมือมีเลือดออก ก็ต่างส่ายหน้าและกล่าวเตือน “คุณชาย ช่างเถิดนะ อย่าขุดอีกเลย ถ้าใครถูกฝังอยู่ใต้ล่าง อย่างไรก็ไม่รอดอยู่แล้ว”ไป๋อวี้ถังไม่ยอมรับฟัง พลางวิ่งเข้าหมู่บ้านถือพลั่วมาหนึ่งอัน ขุดดินไปอย่างบ้าคลั่งอีกเมื่อเห็นเขาเตือนแล้วไม่ฟัง ชาวบ้านบางรายก็ไปช่วยขุดบ้างมีคนหนึ่งกล่าวเตือนเขา “คุณชายก็อย่าเสียใจมากนัก บางที สหายท่านอาจจะรอดตายหวุดหวิด หรือไม่ก็ ไม่ได้รออยู่ที่เชิงเขานี้”ไป๋อวี้ถังหยุดชะงักโดยพลัน นัยน์ตาแดงก่ำ มองชาวบ้านผู้นั้นด้วยความหวัง พลางกล่าว “จริงร
ไป๋อวี้ถังขี่ม้ามาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เขามองหาบ่อน้ำ แล้วจึงเอากระเป๋าใส่น้ำที่พกติดตัวมาบรรจุน้ำในบ่อจนเต็มหมู่บ้านนี้มีผู้คนอยู่ห่างๆ เพียงไม่กี่ครัวเรือน เดิมไป๋อวี้ถังไม่คิดจะอยู่นาน แต่พอรอนแรมมาไกลมาก อีกทั้งละแวกนี้ก็ไม่มีโรงเตี๊ยมพอให้พักอาศัยหากคิดจะหาโรงเตี๊ยมจริงๆ ก็ต้องเดินทางต่อไปอีกประมาณสิบกว่าลี้เพื่อไม่ให้หลินซวงเอ๋อร์ต้องหิวข้าว ไป๋อวี้ถังจึงไปหาครอบครัวหนึ่ง พร้อมใช้เงินซื้อหมั่นโถวหลายลูกที่พวกเขาเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ เนื่องจากเขาเป็นคนใจป้ำ ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาทำงานหนึ่งปียังไม่ได้เงินมากมายเท่านี้ จึงได้แถมนมแพะที่รีดเองให้แก่ไป๋อวี้ถังไปด้วยเป็นนมที่เพิ่งผ่านการต้มมา ดื่มแล้วช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมากไป๋อวี้ถึงจึงไม่ปฏิเสธ ยอมรับมาแต่โดยดีแต่เขาไม่กล้าให้หลินซวงเอ๋อร์คอยนาน ขณะหันหลังคิดจะกลับนั้น จู่ๆ มีหญิงชราร้องเรียกจากด้านหลัง“คุณชาย หากไม่รีบร้อนเดินทาง เชิญค้างที่นี่สักคืนค่อยไปก็ได้”ไป๋อวี้ถังกล่าวตอบ “อย่าเลย ข้างหน้ายังมีคนรออยู่”หญิงชรามองดูท้องฟ้า พลางกล่าว “พรุ่งนี้ค่อยไปก็ยังไม่สาย คุณชายไปพาเพื่อนมาด้วยก็ได้ หลายวันนี้มีฝนตกหน
ไป๋อวี้ถังกล่าวตอบ “ข้าก็คิดเช่นนั้น”หลินซวงเอ๋อร์มองหน้าเขาพร้อมยิ้มเล็กน้อย นางกล่าวต่อ “ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปก่อน ขอให้พี่ไป๋มีความสุขในเร็ววัน ลาก่อน”กล่าวจบ นางไม่รอช้าที่จะปล่อยผ้าม่านลงไป๋อวี้ถังสีหน้าเปลี่ยนโดยพลัน รีบร้อนกล่าวต่อ “แม่นางซวงเอ๋อร์รอประเดี๋ยว...”ได้ยินเสียงร้องเรียกของไป๋อวี้ถัง หลินซวงเอ๋อร์จึงแหวกผ้าม่านด้วยความสงสัยอีกครั้งในยามนี้ ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง แดดภายนอกจึงแสบตายิ่ง หลินซวงเอ๋อร์ยกมือขึ้นบังตา เพื่อลดความแรงกล้าของแสง พลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “พี่ไป๋ ท่านยังมีเรื่องอันใดอีก?”นางยังต้องรีบเดินทางต่อ ไม่อยากพูดคุยกับเขานานไป๋อวี้ถังกล่าว “แม่นางซวงเอ๋อร์คิดดีแล้วหรือไม่ว่าจะไปที่ใด หรือเราสองคนจะเดินทางด้วยกัน?”น้ำเสียงเขาฟังดูราบเรียบ คล้ายกับไม่ตั้งใจกดดัน เพียงแต่ถามไปเรื่อยเปื่อยแต่หลินซวงเอ๋อร์แทบไม่ต้องคิด นางรีบกล่าวตอบ “อย่าเลย ข้ายังไม่ได้คิดว่าจะไปที่ใด แผ่นดินกว้างใหญ่ ไปถึงแห่งใดก็อยู่ตรงนั้นก่อน”ไป๋อวี้ถังกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะนัก ข้าก็ไม่คิดจะไปที่ใด หรือเราจะเดินทางด้วยกัน เพราะหนทางยังอีกยาวไกล หากมีเพื่อนพูดคุยก