ย้อนไปก่อนหน้านั้นราวครึ่งชั่วยาม “ซิงอี! กู่ซิงอี เจ้าทึ่มกลับมานะ เจ้าคนทึ่มทื่อ!” ว่านฟู่เฉิงตะโกนตามหลังด้วยความโกรธผสมความห่วงใยและความร้อนรนไปด้วยอีกหลายส่วน ความรู้สึกมากมายเอ่อล้นตีกันให้วุ่นอยู่ภายในอก ม่านน้ำตาเจือจางเคลือบอยู่ในหน่วยตาคู่สวยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เหม่อมองแผ่นหลังที่คุ้นเคยค่อย ๆ หายไปจากครรลองสายตา มือของเขากำอาภรณ์ที่ขาแน่นหนึบ ราวกับว่าอยากบดขยี้มันให้แหลกเป็นผุยผง ในใจนึกเกลียดชังที่ขาของตนไม่อาจวิ่งตามกู่ซิงอีไปได้ ยามนี้ราวกับเห็นภาพที่เคยจินตนาการไว้มาหลายครั้งเกิดขึ้นตรงหน้า เคยนึกกลัวว่ากู่ซิงอีจะวิ่งหนีเขาไปแบบนี้ แม้จะต่างเหตุผลแต่ในใจก็ไม่ได้รู้สึกดีเลยนิด ว่านฟู่เฉิงพยายามระงับอารมณ์ในใจ ร่างที่เอนไปด้านหน้าเพราะต้องการคว้าตัวของกู่ซิงอีไว้ก่อนหน้านี้ก็เอนกลับมาพิงที่ต้นไม้ตามเดิม สตรีคนนั้นพอสร้างเรื่องสร้างราวเสร็จก็เดินไปลากม้ามาหลบข้างทางให้ ทำเหมือนเป็นคนดีมีจิตใจเมตตาก็ไม่ปาน แต่แล้วก็หยิบของกินในรถขนของขึ้นมากินหน้าตาเฉย ในระหว่างที่กินอยู่ก็เดินกลับมายืนที่เดิมแล้วคุยไปเคี้ยวไปกับว่านฟู่เฉิงที่นั่งอยู่ว่า “คนทึ่มทื่อหาได
แต่หมอเถื่อนผู้นี้ต่อให้พูดเอาดีเข้าตัวจนนึกรำคาญ ทว่าคำกล่าวต่อมาของนางก็พาให้ผู้คนหวาดหวั่นมากอยู่ดี “เจ้ากลัวสิ่งใดเล่าถึงไม่เคยพูดเรื่องนี้ออกมา กลัวคนวางยาเจ้าจะเสื่อมเสียชื่อเสียง...เอ๊ะ! หรือเป็นคนทึ่มผู้นั้นที่วางยาเจ้ากันแน่ เจ้าถึงไม่ยอมรักษาเพื่อให้เขาอยู่กับเจ้าตลอดไปเพราะรู้สึกผิด” ว่านฟู่เฉิงไม่เคยเจอคนที่แค่เพียงมองก็สามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่งราวกับมานั่งอยู่ในจิตใจของเขาขนาดนี้มาก่อน เขาถึงขั้นประหม่าจนเสียงเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวด้วยความระแวดระวัง “ไม่ใช่เขา” “เช่นนั้นเจ้าจะยอมรักษาหรือไม่” นางมองหน้าว่านฟู่เฉิงก็รู้ว่าคิดอะไร เข้าใจแล้วว่าขาของเขาไม่ได้มาจากเด็กหนุ่มคนนั้น แต่เหตุผลหลายอย่างที่ไม่ยอมรักษาตั้งแต่ที่นางบอกว่าช่วยได้ก็คงมีเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองรวมอยู่ด้วยเป็นแน่ “เจ้าหนุ่มน้อยคนนั้นยอมกระทั่งปีนหน้าผาเด็ดดอกไม้มาให้เจ้า แต่เจ้ากลับกลัวว่าถ้าขาเจ้าหายดีเขาจะหายไปใช่หรือไม่เล่า” จบประโยคนางก็เดาะลิ้นไปหลายที พลางคิดในใจ บอกแล้วว่าคนทึ่มทื่อหามีผู้เดียวไม่! “เหอะ ตกลงเป็นหมอรักษาคนหรือหมอดูกันแน่” ว่านฟู่เฉ
ปัจจุบัน “เสี่ยวอี หยุดร้องไห้เถิด” ว่านฟู่เฉิงเท้ามือกับพื้นดันตัวเองขึ้นมานั่งในขณะที่กู่ซิงอียังคงซุกหน้าร้องไห้อยู่กับอกของเขา ตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากปล่อยอ้อมกอดนี้ไปหรอก แต่ยามนี้เพียงต้องการพิสูจน์บางอย่างก่อน จึงประคองร่างในอกออกจากตัวเองอย่างระมัดระวัง ครั้นเจ้าทึ่มของเขาผละตัวออกมาแล้วก็พบว่าอีกฝ่ายดวงตาแดงช้ำไปทั้งสองข้าง ท่าทางน่าสงสารจนพาให้ใจของเขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก ว่านฟู่เฉิงบรรจงยกมือประคองใบหน้าที่ตนคนึงหาเพียงหนึ่งเดียวไว้ในมืออย่างทะนุถนอม พลางใช้นิ้วโป้งเกลี่ยไล่คราบน้ำตาให้อย่างเบามือ “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว” กล่าวจบยังจูบซับน้ำตาที่หางตาให้แผ่วเบา กู่ซิงอีมัวแต่เป็นห่วงว่านฟู่เฉิงจนจิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอยไม่ทันได้รู้ตัวว่าเมื่อครู่ตนเพิ่งโดนว่านฟู่เฉิงจูบที่หางตาไป “ท่านไม่เจ็บตรงไหนใช่หรือไม่ เมื่อครู่ ฮึก เมื่อครู่ยังหน้าซีดกระอักเลือดอยู่เลย” กู่ซิงอียกมือลูบคราบเลือดที่มุมปากของว่านฟู่เฉิงแล้วปาดออกให้อย่างเบามือ นี่เลือดชัด ๆ ไหนเลยจะว่าไม่เป็นไรอีก “ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” ว่านฟู่เฉิงลองล้วงมือเข้าไปในอก หยิบกระดาษห่อหนึ่งออกมาดู ครั้
ในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงครานั้น มีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งมีเพียงว่านฟู่เฉิงเท่านั้นที่จดจำได้ แต่จะไม่ให้จำได้เพียงคนเดียวได้อย่างไรเล่า ก็เพราะอีกคนหลับเป็นตายเช่นนี้... อาจด้วยเพราะรู้สึกว่าริมฝีปากสีชมพูดั่งกลีบดอกท้อของกู่ซิงอีที่อยู่ไม่ห่างดูน่าลิ้มลองจนเกินไป กอปรกับคำกล่าวที่ว่ามิได้รังเกียจกันของอีกฝ่าย บวกกับที่กำลังอ้างในใจไปแล้วว่าตนเองกำลังเมามาย ตัวเขาจึงเผลอไผลไปชั่วครู่ มิอาจหักห้ามใจไว้ได้ แต่เมื่อได้ลองสัมผัสความหวานล้ำที่เกินบรรยายกลับพบว่าไม่เพียงพอ เขาจึงขอลองอีกครั้ง และอีกครั้ง ทว่าด้วยไม่อาจสู้หน้ากู่ซิงอีได้โดยตรงจึงแสร้งล้มทับกู่ซิงอีไปทั้งอย่างนั้น แต่ไหนเลยคนที่หลับยากเช่นเขากลับหลับไปโดยไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมาก็เป็นช่วงใกล้ฟ้าสางแล้ว ในตอนที่ตื่นมาก็พบว่าตัวเขายังคงนอนกอดกู่ซิงอีไว้ไม่ยอมปล่อย ทาบทับอยู่บนร่างของกู่ซิงอีไปครึ่งตัว เตียงคับแคบมากนัก หากไม่นอนเช่นนี้ก็เกรงว่าคงต้องมีคนใดคนหนึ่งที่ตกเตียงไป ว่านฟู่เฉิงพยายามลุกขึ้นด้วยความเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในตอนที่ไม่ทันระวังมือดันลื่นทำให้ล้มลงไปทับกู่ซิงอีอีกร
อากาศช่วงนี้เย็นสบาย แต่แปลกนักที่วันนี้ว่านฟู่เฉิงไม่อยากออกไปนั่งชมจันทร์อย่างเคย กลับบอกให้หลี่เซียวเตรียมอาหารไว้ในห้องแทน “คุณชายว่าน !” กู่ซิงอีที่ออกไปข้างนอกห้องเมื่อครู่ก็วิ่งเข้ามาในห้องหน้าตาตื่น สองมือถือไหสุราที่ถูกมัดปมแบบพิเศษมาสี่ไห มองปราดเดียวก็รู้ว่านั่นเป็นทักษะการผูกปมของว่านฟู่เฉิง เจ้าของห้องรีบยกมือขึ้นปิดหน้าปิดตาผินหน้าหนีไปทางอื่น เมื่อครู่ยังคิดอยู่เลยว่าที่กู่ซิงอีบอกว่าเดี๋ยวมานั้น หายออกไปที่ใด ที่แท้ก็ทำหน้าที่ไปเลือกสุราแทนหลี่เซียวนี่เอง หากรู้เช่นนี้เขาคงเอ่ยปากห้ามไปแล้ว “คุณชายว่าน...อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง หันหน้ามาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้ ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจดีเรื่องที่ท่านร่ำรวยแล้วจะมีสุราทุกแบบ ทุกสำนักย่อมไม่ผิดแปลก ข้าเองก็ยังเคยเจอสุราของตนเองอยู่บ้างสองสามไหใหญ่ แต่นี่คือสิ่งใดกัน” กู่ซิงอีวางไหสุราลงบนโต๊ะ “ในห้องเก็บสุราท่านยามนี้สี่ในสิบเป็นสุราของข้าไปทั้งหมดแล้ว ไหนจะไหเล็ก ๆ พวกนี้อีก” ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้แถมหลักฐานก็มัดตัว ยังจะมีเรื่องใดต้องยกมาพูดอีกนอกจากความจริง “เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบดื่มสุรา อี
ช่วงเช้าวันหนึ่งว่านฟู่เฉิงพอตื่นมาไม่พบคนข้างกายก็รีบเรียกหลี่เซียวเข้ามาถามหา “สองวันก่อนมีร้านขนมเปิดใหม่ คุณชายกู่คราแรกคิดจะไปซื้อมาลองชิมก่อนใคร แต่ข้าก็ห้ามไว้ก่อนเพราะกลัวไม่อร่อยแล้วจะทำให้คุณชายกู่ผิดหวัง ต่อมาคนที่ไปซื้อกินต่างบอกปากต่อปากว่ารสชาติดียิ่งนัก คุณชายกู่ได้ยินข่าวลือนี้ตั้งแต่เมื่อวาน พอมาวันนี้ก็เลยรีบออกไปตั้งแต่เช้ากลัวไม่ทันคนอื่นขอรับ” คำเรียกขานกู่ซิงอีตอนนี้เปลี่ยนไปเสียแล้ว แม้หลี่เซียวจะถูกเจ้าตัวบอกว่าให้เรียกตามเดิมเพราะไม่คุ้นชิน แต่อยู่ต่อหน้าคุณชายเขาต้องระวังตัวไว้บ้าง “รีบร้อนขนาดนั้นเชียว” ว่านฟู่เฉิงถอนหายใจแผ่วเบา ตนเองตื่นตระหนกไปเกินตัวโดยแท้ “เป็นข้าผิดเองที่วันนั้นดันไปห้ามคุณชายกู่ไว้ ใครจะไปคิดว่าเพียงไม่กี่วันขนมเจ้านั้นก็โด่งดังในชั่วข้ามคืน เกรงว่ากว่าจะซื้อได้คงต่อแถวอีกพักใหญ่ ว่าแต่คุณชายมีเรื่องเร่งด่วนอะไรให้ข้าน้อยไปตามคุณชายกู่ให้ไหมขอรับ” ว่านฟู่เฉิงส่ายหน้าเล็กน้อย โบกมือให้หลี่เซียวออกไปเตรียมน้ำมาให้ตนล้างหน้า หลังจากที่เพิ่งจะล้างหน้าแต่งตัวเสร็จยังไม่ทันกินข้าวก็คิดจะไปตามคนของใจด้วย
ก่อนที่คิมหันตฤดู[1]จะมาเยือน ช่วงเช้าตรู่ในวันหนึ่งกู่ซิงอีก็รู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ ([1] คิมหันตฤดู คือ ฤดูร้อน) “อื้ม...” เขาส่งเสียงอื้ออึงในลำคอออกมาเพราะรู้สึกว่าความเบาสบายที่โอบล้อมตัวเขาอยู่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย ในตอนนั้นริมฝีปากอุ่นชื้นก็ประทับลงบนหน้าผาก ทำให้แม้จะไม่อยากตื่นแต่ก็อดที่จะลืมตาขึ้นมามองดูมิได้ สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้ารูปงามที่คุ้นตาซึ่งเพิ่งจะผละออกไปเมื่อครู่ บนใบหน้าของคุณชายว่านยังคงยกยิ้มไว้บางเบาเพราะได้ขโมยจูบเขาที่หน้าผากไป “คุณชายว่าน...ไปที่ใด...” ดวงตาปรือเหลือบมองเห็นว่าปลายหางตาคือรถม้าที่เตรียมรออยู่ก่อนแล้ว ในความง่วงงุนกลับไม่ได้สังเกตว่าตัวเองกำลังโดนอุ้มอยู่ในอกของคนที่ใช้เก้าอี้รถเข็นมาตลอด แถมคนผู้นั้นก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคงและพาตนเดินไปด้วยกัน อีกทั้งรถม้าที่เห็นก็ไม่ใช่คันเดิมอีกแล้ว เป็นรถม้าแบบทั่วไปที่พบได้ในตระกูลที่ค่อนข้างมีฐานะ กู่ซิงอีนอกจากหลับลึกแล้วเวลาที่เพิ่งตื่นนอนก็จะไม่ค่อยรับรู้อะไรได้มากนัก ยามนี้จึงไม่ได้สนใจถึงเพียงนั้น เพียงแค่ดึงสายตากลับมาพลางยกมือขึ้นขยุ้มเสื้อข
..... หลังจากเดินทางราวสี่วันในที่สุดก็มาถึงเสียที กู่ซิงอีเมื่อรถม้าจอดสนิทรีบลงจากรถม้าไปหาเซี่ยลู่หลินซึ่งออกมายืนรออยู่หน้าจวนอยู่ก่อนแล้ว ว่านฟู่เฉิงลอบถอนหายใจยาวเหยียดที่ของในมือเพิ่งหนีหายไป ไม่รู้คนขับรถม้าจะรีบมาถึงไวขนาดนี้ไปทำไม ด้านเซี่ยลู่หลินได้รับจดหมายจากคุณชายว่านมาหลายวันแล้วเลยรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้สหายของตนจะเดินทางมาถึง นางจึงได้ออกมายืนรอตั้งแต่เช้า “อาอี !” เซี่ยลู่หลินรีบวิ่งเข้าไปหาผู้มาเยือนด้วยความคิดถึง ช่วงที่ผ่านมาอึดอัดแทบแย่ที่ทำได้เพียงเขียนบอกว่าตนสบายดีเท่านั้นผ่านจดหมาย นางอยากเล่าเต็มแก่ว่าที่ผ่านมาตนเองเป็นอย่างไรบ้าง แต่เพราะคุณชายว่านที่มีบุญคุณต่อตนเองและสามีได้ขอไว้จึงได้แต่ตามน้ำไป นางรู้สึกผิดกับสหายของตนมากนักเหมือนทอดทิ้งกู่ซิงอีไว้เบื้องหลัง “เอ๊ะ ! อากาศยังไม่ร้อนขนาดนั้นไยเจ้าหน้าแดงมากนัก หรือว่าไม่สบายเพราะเดินทางมาไกล” เซี่ยลู่หลินรีบยกมือจับหน้าผากของสหายเพื่อตรวจดู นางรู้จักกู่ซิงอีมานานย่อมรู้ว่าเวลาอากาศร้อนกู่ซิงอีจะร้อนกว่าคนทั่วไป แต่อากาศตอนนี้กำลังเย็นสบาย เจ้าตัวกลับหน้าแดง
ค่ำคืนวันนี้ไร้ดวงจันทร์คอยส่องแสงอย่างเคย ทางเบื้องหน้ามืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน แต่กู่ซิงอีกลับไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะยามนี้เขาได้ขี่อยู่บนหลังผู้อื่น ลำตัวแนบชิดกับคนที่กำลังเดินอยู่จนไร้ช่องว่างระหว่างกาย รับรู้ได้ถึงแผ่นหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ทำให้รู้ว่ายังมีใครอีกคนอยู่กับตนเสมอ กู่ซิงอีกระชับอ้อมแขนที่เกี่ยวคอคนออกแรงอยู่เพิ่มขึ้นอีกนิด “อีกนานหรือไม่” เขาเอ่ยถามออกไปเพราะรู้สึกว่าตนถูกแบกมาไกลมากแล้ว กระนั้นว่านฟู่เฉิงก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเดิน “เสี่ยวอี เหนื่อยแล้วหรือ” ว่านฟู่เฉิงเดินช้าลงและย่ำเท้าด้วยความเบา ด้วยเกรงว่าตนอาจจะเดินเร็วไปจนตัวสะเทือนทำให้คนที่อยู่บนหลังรู้สึกไม่สบายตัว “ข้าจะเหนื่อยได้อย่างไร ท่านเป็นคนแบกข้าอยู่นะ” กู่ซิงอีซบคางลงที่ไหล่ของว่านฟู่เฉิง ใจจริงแล้วเขาอยากให้เวลาหยุดอยู่เช่นนี้ตลอดไปเลยต่างหาก ถึงได้กำลังกลัวว่าจุดหมายปลายทางจะมาถึงเร็วเกินไป กระนั้นก็ยังอดห่วงว่าว่านฟู่เฉิงจะหนักอยู่ดีเลยไม่ได้บอกความในใจออกไป กู่ซิงอีเพิ่งได้รู้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ว่านฟู่เฉิงถูกเขาแบกขึ้นบนหลังเดินไ
หลี่เซียวที่กำลังเดินอยู่ในจวนก็พบกับคุณชายของตนกำลังเดินมาหาด้วยท่าทางเร่งรีบ เขาไม่ได้เดินไปหาอย่างที่ควรจะเป็น กลับรอคุณชายเดินเข้ามาหาตนที่หยุดรออยู่ก่อนแล้วแทน พลางคิดในใจว่า เอาอีกแล้ว ! “เห็นเสี่ยวอีของข้าหรือไม่” นั่นไง จะมีสิ่งใดที่เขาเดาผิดไปจากท่าทางเร่งรีบของคุณชายได้อีก ! “เมื่อครู่พอคุณชายกู่เตรียมรากบัวต้มน้ำตาลอยู่ในครัวเสร็จแล้วคิดจะถือนำไปให้คุณชายด้วยตัวเอง แต่ไม่ทันระวังเผลอสะดุดจนของในมือหกรดตัวเอง ตอนนี้น่าจะกำลังไปเปลี่ยนชุดขอรับ” “สะดุดหรือ ! แล้วเสี่ยวอีบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” ว่านฟู่เฉิงพูดค่อนข้างเร็วอย่างหาได้อยาก แทบจะยืนไม่ติดที่อยู่แล้ว ตอนนี้ร่างกายอยู่ตรงนี้แต่หัวใจกลับลอยไปไกลแล้ว “ไม่เป็นอะไรมากขอรับ คุณชายกู่ทรงตัวได้ทันจึงไม่ได้ล้มพับไปกับพื้น แถมรากบัวก็มิได้ร้อนมากและก็เพียงเปื้อนโดนปลายอาภรณ์เล็กน้อยเท่านั้น” สิ่งที่หลี่เซียวไม่ได้กล่าวจนหมดก็คือกู่ซิงอีนั้นร้อนรนขนาดไหนหลังจากทำขนมหกใส่ตัวเอง เอ่ยปากบ่นอยู่หลายประโยคว่าชุดนั้นคุณชายเป็นคนเลือกให้ตนเองกับมือแถมยังแพงมากด้วย ครั้นบ่นเสร็จก็รีบจาก
ด้วยเพราะรู้ว่ากู่ซิงอีหลับลึกขนาดไหน ว่านฟู่เฉิงจึงใช้เรื่องนี้ในการแอบเอาเปรียบกู่ซิงอีอยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่นเมื่อคืนที่เขาตื่นมากลางดึกและพบว่ามีใครแอบขยับมาซุกกายแนบชิดตนอยู่ แบบนั้นมีหรือจะอดใจไหว เผลอกัดกู่ซิงอีไปหลายทีจนกระทั่งอีกฝ่ายส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอเหมือนจะรู้สึกตัวเขาถึงได้แสร้งหลับลงไปตามเดิม แต่กลับไม่ได้ปล่อยคนในอ้อมกอดให้เป็นอิสระ เมื่อก่อนจะแอบทำทีไรต้องหักห้ามใจตลอด แต่บัดนี้ทั้งคู่ตบแต่งกันแล้ว เขาขอเชยชมสักนิดก็คงไม่เป็นไรกระมัง แต่อาจเพราะเผลอตัวมากไป กลับกระทำการไม่แนบเนียน โดนจับได้ตั้งแต่อีกฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นมา “คุณชายว่าน เมื่อคืนทำอะไรแปลก ๆ หรือไม่” ว่านฟู่เฉิงหันมองคนที่ลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง เพราะกู่ซิงอีขี้ร้อนเป็นทุนเดิมเวลาสวมเสื้อผ้านอนมักจะมัดหลวม ๆ พอตื่นนอนมาทีไรเสื้อผ้าที่มัดไม่แน่นก็จะหลุดลุ่ยอย่างเช่นตอนนี้ อาภรณ์ที่เปิดกว้างเผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนบางส่วนที่มีรอยช้ำจาง ๆ ผมดำเงาชี้ฟูเล็กน้อย ดวงตาก็หรี่เล็กลงยังไม่ทันลืมตาได้เต็มที่ แต่กลับถามเหมือนรู้บางอย่างเช่นนี้ เล่นเอาคนที่กำลังยกน้ำชาไปให้รู้สึกร
รุ่งอรุณก่อนวันงานเทศกาลฉีเฉียว “เสี่ยวอี เจ้ากำลังจะไปที่ใด” ว่านฟู่เฉิงเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาและกำลังลุกขึ้นนั่งก็ทันได้เห็นกู่ซิงอีที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จเข้าพอดี แถมดูท่าทางรีบร้อนเหมือนจะออกไปจากห้อง เมื่อถามเสร็จเขาก็เบนสายตามองดูท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่าง ฟ้ายังไม่ทันสว่างเท่าไรนักน่าจะเลยยามเฉิน[1]มาเพียงไม่นาน ([1] ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น. ) แน่นอนว่าปกติทั้งสองคนต่างพากันตื่นเช้ากว่านี้นัก แต่เมื่อวานคุยกันแล้วว่าจะหยุดทำงานสามวัน เหตุใดกู่ซิงอีถึงลุกมาแต่งตัวคล้ายจะไปทำงานอีก ต่อให้ปกติพวกเขาจะสลับทำงานที่จวนและที่ร้านว่าน และวันนี้คือวันที่ต้องทำงานที่จวน ทว่าว่านฟู่เฉิงอยากให้ดูไม่มีความน่าสงสัยจึงเปลี่ยนเป็นหยุดงานทั้งหมดแทน คำกล่าวเช่นนั้นก็รวมถึงงานที่จวนก็ไม่ต้องทำมิใช่หรือ หยุดก็คือหยุด ไหนเลยกลับคาดไม่ถึงว่ากู่ซิงอีจะไม่เข้าใจสิ่งที่หมายถึงให้หยุดอยู่จวนจริง ๆ ครั้นพอได้เห็นอีกฝ่ายแต่งตัวก็คิดว่าจะออกไปที่ห้องทำงาน “ไปร้านขนมไฉ่ที่ข้าชอบอย่างไรเล่า นานครั้งเราถึงจะว่างในช่วงเช้าแบบนี้ รอบนี้ก็ไม่ต้องวานให้คนอื่นไปต่อแถวแทน ได้
อีกทั้งด้ายแดงที่เด่นชัดแม้อยู่ห่างไกลกันถึงเพียงนี้จากข้อมือแต่ละข้างของว่านฟู่เฉิงและกู่ซิงอีก็ดูคล้ายกันยิ่งนัก คนแอบมองจิตใจลนลานรีบหันกลับไปด้วยดวงตาเบิกโพลง ก้าวเดินตามหลังคนนำทางไปติด ๆ ด้วยท่าทางที่เร่งรีบขึ้นกว่าเดิมราวกับกำลังโดนไฟไล่เผาก้นมา สิ่งที่คนภายนอกกล่าวมาเรื่องฮูหยินของตระกูลว่านไม่มีที่มาที่ไปที่แน่ชัดหลอมรวมกับการกระทำของคนทั้งสองด้านหลัง และยังบวกกับก่อนหน้านี้ที่ได้พูดคุยกับกู่ซิงอีก็คล้ายว่างานทั้งหมดของตระกูลว่านได้ตกอยู่ในมือกู่ซิงอีแล้ว ดังนั้นทุกอย่างที่นึกขึ้นได้จึงไม่ใช่ตนคิดไปเองแน่ ๆ ทว่าเซี่ยหลี่จวินแม้จะได้ล่วงรู้ความลับเรื่องนี้เข้าแต่ก็ไม่ได้คิดจะป่าวประกาศให้คนอื่นได้รับรู้หรอก เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก เนื่องจากตระกูลว่านเป็นคนเปิดเส้นทางหลายสายให้เขา ดังนั้นนอกจากแตะว่านฟู่เฉิงไม่ได้แล้ว ก็ยิ่งห้ามทำให้กู่ซิงอีไม่พอใจอีกด้วย ! ถ้าล่วงรู้อนาคตได้ว่าเรื่องราวจะดำเนินมาเป็นแบบนี้เขาคงจะเห็นใจกู่ซิงอีอีกสักหน่อย บางทีตัวเขาอาจได้ผลประโยชน์มากกว่าให้บุตรสาวของตนตบแต่งกับน้องชายบุญธรรมของว่านฟู่
“ขอรับ !” หลี่เซียวรีบร้อนรับคำก่อนจากไป ฉีหย่าหันมองซ้ายขวาด้วยความตกใจ นางจะถูกปฏิบัติอย่างนี้จริง ๆ หรือ นางไม่งดงามหรือไรทำไมคุณชายว่านถึงไม่คิดจะสนใจหรือเมตตานางสักนิด แม้จะต้องยอมรับว่าสองคนตรงหน้านางรูปงามไร้ที่ติ แต่นางไม่คิดว่าตนเองจะด้อยค่าถึงเพียงนี้ ! จังหวะนั้นเองประตูห้องบานเดิมพลันเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นนายท่านเซี่ยเดินออกมา พอเห็นบ่าวในจวนของตนที่นั่งกองกับพื้นก็ฉงน ที่แท้คนที่ส่งเสียงดังเมื่อครู่ก็คือฉีหย่าสาวรับใช้ที่บุตรสาวทิ้งไว้ที่จวนเมื่อสองปีก่อน สตรีนางนี้แม้หน้าตาจะงดงามแต่กลับทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง มีดีแค่ดนตรีกับร่ายรำ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกับการทำงานในจวนได้เล่า ดังนั้นสำหรับเขาแล้วนางแทบไม่มีสิ่งใดให้ใช้งานได้เลย ตัวเขาแทบไม่อยากพามาทว่านางก็ดื้อดึงขอตามมาจนได้ เขายังกลัวว่าฮูหยินของตนจะเข้าใจผิดด้วยซ้ำ บัดนี้ยังจะมาสร้างความเดือดร้อนให้อีก ช่างน่าขายหน้าจริง ๆ เซี่ยหลี่จวินหันมองว่านฟู่เฉิงด้วยความระวัง กลัวว่าสิ่งที่เคยสัญญาไว้จะถูกยกเลิกเพียงเพราะบ่าวรับใช้ในจวนของตนเอง “คุณชายว่าน เป็นข้าไม่อบรมบ่
แล้วนางไหนเลยจะคาดเดาอนาคตได้ ตนย้ายไปอยู่ตระกูลเซี่ยเพียงไม่นานยังไม่มีโอกาสได้มาพบคุณชายว่านเลยสักครั้ง คุณชายผู้นี้ก็ตบแต่งภรรยาเสียแล้ว แต่นางยินยอม ยินยอมเป็นเพียงอนุภรรยาคนหนึ่งของเขาก็ได้ การค้าของตระกูลว่านเติบโตในชั่วข้ามคืนแค่ไหน ใครในเมืองจางไม่รู้บ้างเล่า ดังนั้นทุกวันนางจึงตั้งตารอคอยมาโดยตลอด กาลก่อนแม้คุณชายว่านจะนั่งเก้าอี้รถเข็นแต่อย่างไรก็ยังรูปงามมากนัก บัดนี้พอเดินเหินได้ปกติด้วยใบหน้าสง่างามเป็นทุนเดิมก็ไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนลงมาเดินบนดิน พอได้พบเห็นคนที่ตนคะนึงหาอีกคราก็พาให้หัวใจนางเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าพลันขึ้นสีแดงด้วยความขวยเขิน “คุณชายว่าน...” นางเอ่ยเรียกเสียงหวาน “...เจ้ามาทำไม” ว่านฟู่เฉิงกลับไม่สบอารมณ์ทันทีที่ได้เจอนาง นึกรังเกียจสายตาเช่นนี้ยิ่งนัก หากเป็นกู่ซิงอีมองเขาด้วยสายตาแบบนี้เจ้าตัวคงไม่อาจหนีรอดเขาไปได้ แต่พอเป็นสตรีตรงหน้าส่งสายตาเฉกเช่นนี้มาให้เขากลับรู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมา ถึงขั้นดึงหลี่เซียวมาบังตัวเองไว้ครึ่งหนึ่ง “คุณชายว่านถามเช่นนี้ ข้าเสียใจยิ่งนัก” ฉีหย่าตอบด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เดินก้าว
วันนี้หลี่เซียวรอจังหวะที่ว่านฟู่เฉิงอยู่ตัวคนเดียวถึงได้มีโอกาสเข้ามาเตือนอะไรบางอย่าง “คุณชาย ไม่รู้ว่าสองสามวันที่ผ่านมาคุณชายเห็นรายงานร้านค้าที่เพิ่มขึ้นมาในถนนสายฝนแล้วหรือยังขอรับ” “มีงานเทศกาลหรือ ?” ช่วงนี้งานปกติที่เขาเคยทำล้วนส่งมอบให้ฮูหยินของตนเกือบทั้งหมด ส่วนตัวเองไปมองหาลู่ทางการขยายกิจการแทน ขณะนี้เองก็กำลังดูเครื่องประดับที่ส่งมาจากแคว้นอื่นด้วยความตั้งใจ พอถูกถามจึงไม่ได้ทันคิดถึงว่าวันนี้คือวันที่เท่าไร มีงานอะไรสำคัญหรือไม่ เพราะนอกจากจะนับวันรอที่จะได้หยุดเพื่อออกไปชมต้นไม้ใบหญ้าลำธารกับคนของใจแล้ว วันเวลาอย่างอื่นล้วนไม่อยู่ในสายตาของเขา แต่ที่ถามออกไปได้อย่างแม่นยำและถูกถึงเก้าส่วนก็เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาล้วน ๆ เนื่องจากถนนสายฝนเป็นหนึ่งในกิจการร้านค้าที่เขามีมากที่สุดในเมืองจาง หากมีร้านค้าเพิ่มขึ้นมาก็หมายถึงมีการแบ่งพื้นที่หน้าร้านแต่เดิมจากหนึ่งเป็นสองร้าน หรือก็คืออาจมีงานเทศกาลยามค่ำคืนร่วมด้วย แถมบางครั้งยังเป็นตระกูลว่านที่ต้องออกหน้ารับจัดงานด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าในส่วนนี้เขาย่อมมีผู้ดูแลแทนอยู่แล้วเลยไม่ค่อยสนใจที่หลี่เซี
ใกล้เข้าเหมันตฤดูแล้ว ว่านฟู่เฉิงยืนกอดอกมองคนขนของเข้ามาในจวน เขาสั่งไหมาเยอะมาก เอามาทุกขนาดที่หาได้ หากคำนวณผ่านตาคร่าว ๆ ตั้งแต่ครึ่งก้านธูปที่แล้วไหที่ถูกขนเข้าไปก็ปาไปหลายร้อยใบแล้ว กู่ซิงอีที่เดินหาวหวอดออกมาก็มองตามกลุ่มคนมากมายซึ่งกำลังพากันขนไหเข้าไปด้านหลังจวน “ท่านสั่งไหมาทำไมเยอะแยะ” เมื่อเดินเข้ามาใกล้ถึงคนรักของตนก็เอ่ยถามออกไป “ไว้ให้เจ้าหมักสุรา” ว่านฟู่เฉิงกล่าวแย้มยิ้ม ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาจนถึงตนเอง ว่านฟู่เฉิงก็ก้าวยาว ๆ เดินไปหยุดยืนข้างกายดวงใจของตนแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมองมาทางนี้จึงขยับหอมแก้มกู่ซิงอีด้วยความรวดเร็วไปหนึ่งที กู่ซิงอีตกใจจนตัวแข็ง รีบหันมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใครก็โล่งใจ แต่อดที่จะมองค้อนเขาไปทีหนึ่งมิได้ “เหอะ ท่านยังคิดจะใช้ข้าทำงานอีก ! ข้าตกถังข้าวสารแล้ว ไหนเลยจะไปทำงานให้เหนื่อย” ว่านฟู่เฉิงไม่ได้เสียใจหรือน้อยใจกลับยกยิ้มมองกู่ซิงอีและพูดเสริมว่า “ข้าสั่งทำห้องหมักสุราโดยเฉพาะไว้ให้เจ้าแล้วไม่ต้องรวมกับครัวของจวนแบบครั้งก่อนอีก และทั้งข้าว ไห เชือก ผ้ากรองก็มีให้ใช้ไม