ช่วงเช้าวันหนึ่งว่านฟู่เฉิงพอตื่นมาไม่พบคนข้างกายก็รีบเรียกหลี่เซียวเข้ามาถามหา “สองวันก่อนมีร้านขนมเปิดใหม่ คุณชายกู่คราแรกคิดจะไปซื้อมาลองชิมก่อนใคร แต่ข้าก็ห้ามไว้ก่อนเพราะกลัวไม่อร่อยแล้วจะทำให้คุณชายกู่ผิดหวัง ต่อมาคนที่ไปซื้อกินต่างบอกปากต่อปากว่ารสชาติดียิ่งนัก คุณชายกู่ได้ยินข่าวลือนี้ตั้งแต่เมื่อวาน พอมาวันนี้ก็เลยรีบออกไปตั้งแต่เช้ากลัวไม่ทันคนอื่นขอรับ” คำเรียกขานกู่ซิงอีตอนนี้เปลี่ยนไปเสียแล้ว แม้หลี่เซียวจะถูกเจ้าตัวบอกว่าให้เรียกตามเดิมเพราะไม่คุ้นชิน แต่อยู่ต่อหน้าคุณชายเขาต้องระวังตัวไว้บ้าง “รีบร้อนขนาดนั้นเชียว” ว่านฟู่เฉิงถอนหายใจแผ่วเบา ตนเองตื่นตระหนกไปเกินตัวโดยแท้ “เป็นข้าผิดเองที่วันนั้นดันไปห้ามคุณชายกู่ไว้ ใครจะไปคิดว่าเพียงไม่กี่วันขนมเจ้านั้นก็โด่งดังในชั่วข้ามคืน เกรงว่ากว่าจะซื้อได้คงต่อแถวอีกพักใหญ่ ว่าแต่คุณชายมีเรื่องเร่งด่วนอะไรให้ข้าน้อยไปตามคุณชายกู่ให้ไหมขอรับ” ว่านฟู่เฉิงส่ายหน้าเล็กน้อย โบกมือให้หลี่เซียวออกไปเตรียมน้ำมาให้ตนล้างหน้า หลังจากที่เพิ่งจะล้างหน้าแต่งตัวเสร็จยังไม่ทันกินข้าวก็คิดจะไปตามคนของใจด้วย
ก่อนที่คิมหันตฤดู[1]จะมาเยือน ช่วงเช้าตรู่ในวันหนึ่งกู่ซิงอีก็รู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ ([1] คิมหันตฤดู คือ ฤดูร้อน) “อื้ม...” เขาส่งเสียงอื้ออึงในลำคอออกมาเพราะรู้สึกว่าความเบาสบายที่โอบล้อมตัวเขาอยู่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย ในตอนนั้นริมฝีปากอุ่นชื้นก็ประทับลงบนหน้าผาก ทำให้แม้จะไม่อยากตื่นแต่ก็อดที่จะลืมตาขึ้นมามองดูมิได้ สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้ารูปงามที่คุ้นตาซึ่งเพิ่งจะผละออกไปเมื่อครู่ บนใบหน้าของคุณชายว่านยังคงยกยิ้มไว้บางเบาเพราะได้ขโมยจูบเขาที่หน้าผากไป “คุณชายว่าน...ไปที่ใด...” ดวงตาปรือเหลือบมองเห็นว่าปลายหางตาคือรถม้าที่เตรียมรออยู่ก่อนแล้ว ในความง่วงงุนกลับไม่ได้สังเกตว่าตัวเองกำลังโดนอุ้มอยู่ในอกของคนที่ใช้เก้าอี้รถเข็นมาตลอด แถมคนผู้นั้นก็สามารถเดินได้อย่างมั่นคงและพาตนเดินไปด้วยกัน อีกทั้งรถม้าที่เห็นก็ไม่ใช่คันเดิมอีกแล้ว เป็นรถม้าแบบทั่วไปที่พบได้ในตระกูลที่ค่อนข้างมีฐานะ กู่ซิงอีนอกจากหลับลึกแล้วเวลาที่เพิ่งตื่นนอนก็จะไม่ค่อยรับรู้อะไรได้มากนัก ยามนี้จึงไม่ได้สนใจถึงเพียงนั้น เพียงแค่ดึงสายตากลับมาพลางยกมือขึ้นขยุ้มเสื้อข
..... หลังจากเดินทางราวสี่วันในที่สุดก็มาถึงเสียที กู่ซิงอีเมื่อรถม้าจอดสนิทรีบลงจากรถม้าไปหาเซี่ยลู่หลินซึ่งออกมายืนรออยู่หน้าจวนอยู่ก่อนแล้ว ว่านฟู่เฉิงลอบถอนหายใจยาวเหยียดที่ของในมือเพิ่งหนีหายไป ไม่รู้คนขับรถม้าจะรีบมาถึงไวขนาดนี้ไปทำไม ด้านเซี่ยลู่หลินได้รับจดหมายจากคุณชายว่านมาหลายวันแล้วเลยรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้สหายของตนจะเดินทางมาถึง นางจึงได้ออกมายืนรอตั้งแต่เช้า “อาอี !” เซี่ยลู่หลินรีบวิ่งเข้าไปหาผู้มาเยือนด้วยความคิดถึง ช่วงที่ผ่านมาอึดอัดแทบแย่ที่ทำได้เพียงเขียนบอกว่าตนสบายดีเท่านั้นผ่านจดหมาย นางอยากเล่าเต็มแก่ว่าที่ผ่านมาตนเองเป็นอย่างไรบ้าง แต่เพราะคุณชายว่านที่มีบุญคุณต่อตนเองและสามีได้ขอไว้จึงได้แต่ตามน้ำไป นางรู้สึกผิดกับสหายของตนมากนักเหมือนทอดทิ้งกู่ซิงอีไว้เบื้องหลัง “เอ๊ะ ! อากาศยังไม่ร้อนขนาดนั้นไยเจ้าหน้าแดงมากนัก หรือว่าไม่สบายเพราะเดินทางมาไกล” เซี่ยลู่หลินรีบยกมือจับหน้าผากของสหายเพื่อตรวจดู นางรู้จักกู่ซิงอีมานานย่อมรู้ว่าเวลาอากาศร้อนกู่ซิงอีจะร้อนกว่าคนทั่วไป แต่อากาศตอนนี้กำลังเย็นสบาย เจ้าตัวกลับหน้าแดง
“เป็นบุตรชายของข้าเอง” ว่านเจียวเจี๋ยอมยิ้มเล็กน้อยเหมือนกำลังเคอะเขิน เมื่อครู่ตอนกินข้าวเซี่ยลู่หลินเอาแต่พูดถึงเรื่องของสหายให้ว่านฟู่เฉิงฟังไม่หยุดจึงลืมบอกเรื่องสำคัญไปว่าตนเพิ่งคลอดบุตรชายให้กู่ซิงอีฟัง ยามนี้เด็กน้อยคงหิวนมพอดีถึงได้ร้องขึ้นมา แต่สองคนที่อยู่ห่างออกไปก็ไม่ทันได้รู้ตัว “เสี่ยวลู่มีบุตรแล้วหรือนี่” กู่ซิงอีมีสีหน้าดีใจจนปิดไม่อยู่ ทำท่าทางจะขออุ้มดูบ้าง ว่านเจียวเจี๋ยก็ยินดีส่งบุตรชายในอ้อมแขนไปให้ ทางด้านในศาลาเพราะอยู่ไกลจากเสียงเด็กร้องเลยยังไม่ทันได้ยิน จึงยังคุยกันมาถึงตรงที่ว่า “เสี่ยวอีเกิดวันไหนหรือ” เขารู้จักกับกู่ซิงอีมาจนจะสองปีแล้ว แต่กลับไม่เคยรู้วันเกิดคนของใจตัวเองเลย ไม่ใช่เขาไม่เคยถาม แต่พอถามไปทีไรกู่ซิงอีก็บ่ายเบี่ยงไปเสียทุกครา เซี่ยลู่หลินหลังพูดคุยเรื่องกู่ซิงอีกับคนรักของสหายก็เริ่มสนิทสนมจนถึงขั้นเปลี่ยนคำเรียกหากันแล้ว และยิ่งพอนางได้รู้ว่าว่านฟู่เฉิงมิได้สนใจตัวสหายของนางแค่ชั่วครั้งชั่วคราวก็เกิดนิสัยมารดาเข้าครอบงำ คิดไปแล้วว่าตนเป็นมารดาของกู่ซิงอีและกำลังคุยกับลูกเขยเพื่อฝากฝังบุตรข
.... ทั้งสองคนพักอยู่ที่จวนของตระกูลว่านซึ่งยกให้ตระกูลเซี่ยไปแล้วอยู่หลายวัน ในระหว่างนั้นก็มักจะพากันออกไปเดินเที่ยวรอบ ๆ เมืองเสมอ บางครั้งก็ไปดูการค้ากลางเมือง แต่แทนที่ว่านฟู่เฉิงจะสนใจการค้าอย่างที่กู่ซิงอีคิดในคราแรก เขากลับเอาแต่ซื้อขนมหลายอย่างไปตลอดทาง ในมือทั้งสองข้างแทบจะไม่มีที่ว่างให้หยิบเงินด้วยซ้ำ จำต้องให้ตนเดินตามจ่ายให้ตลอดทางแทน “คุณชายว่านซื้อเยอะไปแล้ว” กู่ซิงอีที่ยืนกินขนมตัวเปล่าโดยไม่ต้องถือสิ่งใดมากนักยกเว้นถุงเงินกับขนมหนึ่งชิ้นก็เอ่ยปากบอกเสียงเรียบ ระหว่างนั้นก็ยังเคี้ยวขนมจนแก้มพองไปทั้งสองข้าง ประโยคนี้เขาพูดมาสามครั้งแล้ว แต่คุณชายว่านที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้ก็เหมือนจะไม่ได้สนใจฟังสักนิด ตั้งแต่เข้ามาในตลาดเจอร้านใดขายขนมเป็นต้องแวะเข้าไปซื้อทุกครา นี่ยังไปไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำในมือของคุณชายว่านก็แทบไม่มีพื้นที่เหลือให้ถือสิ่งใดได้อีก ว่านฟู่เฉิงเพียงหันมามองแล้วอมยิ้มตอบกลับมาไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับกู่ซิงอี ก่อนจะหันกลับไปสั่งขนมอีกจำนวนหนึ่งกับเจ้าของร้านที่ตนหยุดยืนอยู่แทน ว่านฟู่เฉิงไม่ได้เป็นที่รู้จักใ
สารทฤดูในปีนั้น งานแต่งงานของคุณชายว่านก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้บอกกล่าวผู้ใดล่วงหน้ายกเว้นเซี่ยลู่หลินเท่านั้น กาลก่อนชาวบ้านต่างคิดว่างานหมั้นหมายของตระกูลว่านที่สู่ขอคุณหนูรองตระกูลเซี่ยนั้นมีว่านฟู่เฉิงเป็นคู่หมั้นคู่หมาย แต่ต่อมากลับพบว่าคนที่ตบแต่งกับคุณหนูรองเซี่ยคือน้องชายบุญธรรมของว่านฟู่เฉิงแทน ดังนั้นตอนนี้พอชาวบ้านได้ยินว่าวันนี้ตระกูลว่านมีพิธีมงคลยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าจะเป็นว่านฟู่เฉิงที่จะเข้าพิธีแต่งงาน ชาวบ้านที่อยู่บนถนนสายหลักของเมืองจางพอได้รู้ข่าวว่าขบวนมงคลของตระกูลว่านจะผ่านมาที่ถนนเส้นนี้ต่างก็รีบพากันออกไปรอดูที่ข้างถนน และในตอนนั้นก็ได้พบว่าคนที่นำอยู่หน้าขบวนเป็นว่านฟู่เฉิงที่เพิ่งกลับมาเดินได้ผู้นั้นจริง ๆ และถึงขั้นจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นตระกูลอันดับต้น ๆ ของแคว้นเหว่ย ว่านฟู่เฉิงสวมชุดมงคลสีแดงเฉิดฉายขี่อาชาตัวสีดำเขื่องไปรับเจ้าสาวมาด้วยตนเองจากเขตนอกเมืองที่ไม่มีใครทันได้สังเกตเห็น รู้อีกทีก็เดินนำขบวนมาถึงกลางเมืองแล้ว ด้านหลังเกี้ยวเจ้าสาวคือหีบมากมายที่ยาวจนสุดลูกหูลูกตา แม้ไม่มีใครเคยได้เ
วันนี้ว่านฟู่เฉิงรู้สึกแปลกประหลาดนัก พอตื่นมาก็ไม่พบคนข้างกายอีกแล้ว จึงรีบออกไปตามหา แต่ระหว่างทางกลับพบแม่นมที่เคยเลี้ยงตนในวัยเยาว์แย้มยิ้มส่งมาให้ แม่นมกล่าวเรียกชื่อตนอยู่สองสามครั้งและใบหน้าก็ไม่ได้ชราเหมือนก่อนที่จะจากไป เขาเองก็เอ่ยทักออกไปด้วยความประหลาดใจ ในตอนนั้นก็พบว่าเสียงตนแปลกประหลาดกว่าที่เคย ถึงขั้นตกใจจนต้องยกมือขึ้นลูบลำคอดู ฉับพลันก็ได้เห็นมือที่เล็กลงของตนเข้าพอดี ในตอนนี้เองเพิ่งจะตระหนักได้ว่านี่ไม่ปกติแล้ว ร่างกายของเขาเองก็รู้สึกเบามากด้วย พอก้มมองดูก็พบว่ารูปร่างขนาดนี้ราวกับกลับไปเป็นเด็กอายุสิบสี่สิบห้าปีอย่างนั้นแหละ และในความทรงจำเก่าเก็บเวลาในช่วงอายุเท่านั้นเขายังคงเดินได้ปกติ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เขาในปัจจุบันไม่ใช่นั่งเก้าอี้รถเข็นอยู่หรือไร แล้วเขาได้ย้อนกลับมาช่วงเวลานี้ได้อย่างไรกัน... ทั้งที่ได้หวนกลับมาในช่วงเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นแต่ว่านฟู่เฉิงกลับไม่ได้ยินดีเลยสักนิด เริ่มตื่นตระหนกและหวาดกลัว หัวใจบีบแน่นจนหายใจติดขัด สิ่งที่เขาเพิ่งได้มาครอบครองและเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิตกลับหายไปแทน แล้วใครเล่
ใกล้เข้าเหมันตฤดูแล้ว ว่านฟู่เฉิงยืนกอดอกมองคนขนของเข้ามาในจวน เขาสั่งไหมาเยอะมาก เอามาทุกขนาดที่หาได้ หากคำนวณผ่านตาคร่าว ๆ ตั้งแต่ครึ่งก้านธูปที่แล้วไหที่ถูกขนเข้าไปก็ปาไปหลายร้อยใบแล้ว กู่ซิงอีที่เดินหาวหวอดออกมาก็มองตามกลุ่มคนมากมายซึ่งกำลังพากันขนไหเข้าไปด้านหลังจวน “ท่านสั่งไหมาทำไมเยอะแยะ” เมื่อเดินเข้ามาใกล้ถึงคนรักของตนก็เอ่ยถามออกไป “ไว้ให้เจ้าหมักสุรา” ว่านฟู่เฉิงกล่าวแย้มยิ้ม ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาจนถึงตนเอง ว่านฟู่เฉิงก็ก้าวยาว ๆ เดินไปหยุดยืนข้างกายดวงใจของตนแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมองมาทางนี้จึงขยับหอมแก้มกู่ซิงอีด้วยความรวดเร็วไปหนึ่งที กู่ซิงอีตกใจจนตัวแข็ง รีบหันมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใครก็โล่งใจ แต่อดที่จะมองค้อนเขาไปทีหนึ่งมิได้ “เหอะ ท่านยังคิดจะใช้ข้าทำงานอีก ! ข้าตกถังข้าวสารแล้ว ไหนเลยจะไปทำงานให้เหนื่อย” ว่านฟู่เฉิงไม่ได้เสียใจหรือน้อยใจกลับยกยิ้มมองกู่ซิงอีและพูดเสริมว่า “ข้าสั่งทำห้องหมักสุราโดยเฉพาะไว้ให้เจ้าแล้วไม่ต้องรวมกับครัวของจวนแบบครั้งก่อนอีก และทั้งข้าว ไห เชือก ผ้ากรองก็มีให้ใช้ไม
ค่ำคืนวันนี้ไร้ดวงจันทร์คอยส่องแสงอย่างเคย ทางเบื้องหน้ามืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน แต่กู่ซิงอีกลับไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะยามนี้เขาได้ขี่อยู่บนหลังผู้อื่น ลำตัวแนบชิดกับคนที่กำลังเดินอยู่จนไร้ช่องว่างระหว่างกาย รับรู้ได้ถึงแผ่นหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ทำให้รู้ว่ายังมีใครอีกคนอยู่กับตนเสมอ กู่ซิงอีกระชับอ้อมแขนที่เกี่ยวคอคนออกแรงอยู่เพิ่มขึ้นอีกนิด “อีกนานหรือไม่” เขาเอ่ยถามออกไปเพราะรู้สึกว่าตนถูกแบกมาไกลมากแล้ว กระนั้นว่านฟู่เฉิงก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเดิน “เสี่ยวอี เหนื่อยแล้วหรือ” ว่านฟู่เฉิงเดินช้าลงและย่ำเท้าด้วยความเบา ด้วยเกรงว่าตนอาจจะเดินเร็วไปจนตัวสะเทือนทำให้คนที่อยู่บนหลังรู้สึกไม่สบายตัว “ข้าจะเหนื่อยได้อย่างไร ท่านเป็นคนแบกข้าอยู่นะ” กู่ซิงอีซบคางลงที่ไหล่ของว่านฟู่เฉิง ใจจริงแล้วเขาอยากให้เวลาหยุดอยู่เช่นนี้ตลอดไปเลยต่างหาก ถึงได้กำลังกลัวว่าจุดหมายปลายทางจะมาถึงเร็วเกินไป กระนั้นก็ยังอดห่วงว่าว่านฟู่เฉิงจะหนักอยู่ดีเลยไม่ได้บอกความในใจออกไป กู่ซิงอีเพิ่งได้รู้ว่าเมื่อก่อนตอนที่ว่านฟู่เฉิงถูกเขาแบกขึ้นบนหลังเดินไ
หลี่เซียวที่กำลังเดินอยู่ในจวนก็พบกับคุณชายของตนกำลังเดินมาหาด้วยท่าทางเร่งรีบ เขาไม่ได้เดินไปหาอย่างที่ควรจะเป็น กลับรอคุณชายเดินเข้ามาหาตนที่หยุดรออยู่ก่อนแล้วแทน พลางคิดในใจว่า เอาอีกแล้ว ! “เห็นเสี่ยวอีของข้าหรือไม่” นั่นไง จะมีสิ่งใดที่เขาเดาผิดไปจากท่าทางเร่งรีบของคุณชายได้อีก ! “เมื่อครู่พอคุณชายกู่เตรียมรากบัวต้มน้ำตาลอยู่ในครัวเสร็จแล้วคิดจะถือนำไปให้คุณชายด้วยตัวเอง แต่ไม่ทันระวังเผลอสะดุดจนของในมือหกรดตัวเอง ตอนนี้น่าจะกำลังไปเปลี่ยนชุดขอรับ” “สะดุดหรือ ! แล้วเสี่ยวอีบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” ว่านฟู่เฉิงพูดค่อนข้างเร็วอย่างหาได้อยาก แทบจะยืนไม่ติดที่อยู่แล้ว ตอนนี้ร่างกายอยู่ตรงนี้แต่หัวใจกลับลอยไปไกลแล้ว “ไม่เป็นอะไรมากขอรับ คุณชายกู่ทรงตัวได้ทันจึงไม่ได้ล้มพับไปกับพื้น แถมรากบัวก็มิได้ร้อนมากและก็เพียงเปื้อนโดนปลายอาภรณ์เล็กน้อยเท่านั้น” สิ่งที่หลี่เซียวไม่ได้กล่าวจนหมดก็คือกู่ซิงอีนั้นร้อนรนขนาดไหนหลังจากทำขนมหกใส่ตัวเอง เอ่ยปากบ่นอยู่หลายประโยคว่าชุดนั้นคุณชายเป็นคนเลือกให้ตนเองกับมือแถมยังแพงมากด้วย ครั้นบ่นเสร็จก็รีบจาก
ด้วยเพราะรู้ว่ากู่ซิงอีหลับลึกขนาดไหน ว่านฟู่เฉิงจึงใช้เรื่องนี้ในการแอบเอาเปรียบกู่ซิงอีอยู่บ่อยครั้ง อย่างเช่นเมื่อคืนที่เขาตื่นมากลางดึกและพบว่ามีใครแอบขยับมาซุกกายแนบชิดตนอยู่ แบบนั้นมีหรือจะอดใจไหว เผลอกัดกู่ซิงอีไปหลายทีจนกระทั่งอีกฝ่ายส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอเหมือนจะรู้สึกตัวเขาถึงได้แสร้งหลับลงไปตามเดิม แต่กลับไม่ได้ปล่อยคนในอ้อมกอดให้เป็นอิสระ เมื่อก่อนจะแอบทำทีไรต้องหักห้ามใจตลอด แต่บัดนี้ทั้งคู่ตบแต่งกันแล้ว เขาขอเชยชมสักนิดก็คงไม่เป็นไรกระมัง แต่อาจเพราะเผลอตัวมากไป กลับกระทำการไม่แนบเนียน โดนจับได้ตั้งแต่อีกฝ่ายลืมตาตื่นขึ้นมา “คุณชายว่าน เมื่อคืนทำอะไรแปลก ๆ หรือไม่” ว่านฟู่เฉิงหันมองคนที่ลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง เพราะกู่ซิงอีขี้ร้อนเป็นทุนเดิมเวลาสวมเสื้อผ้านอนมักจะมัดหลวม ๆ พอตื่นนอนมาทีไรเสื้อผ้าที่มัดไม่แน่นก็จะหลุดลุ่ยอย่างเช่นตอนนี้ อาภรณ์ที่เปิดกว้างเผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนบางส่วนที่มีรอยช้ำจาง ๆ ผมดำเงาชี้ฟูเล็กน้อย ดวงตาก็หรี่เล็กลงยังไม่ทันลืมตาได้เต็มที่ แต่กลับถามเหมือนรู้บางอย่างเช่นนี้ เล่นเอาคนที่กำลังยกน้ำชาไปให้รู้สึกร
รุ่งอรุณก่อนวันงานเทศกาลฉีเฉียว “เสี่ยวอี เจ้ากำลังจะไปที่ใด” ว่านฟู่เฉิงเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาและกำลังลุกขึ้นนั่งก็ทันได้เห็นกู่ซิงอีที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จเข้าพอดี แถมดูท่าทางรีบร้อนเหมือนจะออกไปจากห้อง เมื่อถามเสร็จเขาก็เบนสายตามองดูท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่าง ฟ้ายังไม่ทันสว่างเท่าไรนักน่าจะเลยยามเฉิน[1]มาเพียงไม่นาน ([1] ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น. ) แน่นอนว่าปกติทั้งสองคนต่างพากันตื่นเช้ากว่านี้นัก แต่เมื่อวานคุยกันแล้วว่าจะหยุดทำงานสามวัน เหตุใดกู่ซิงอีถึงลุกมาแต่งตัวคล้ายจะไปทำงานอีก ต่อให้ปกติพวกเขาจะสลับทำงานที่จวนและที่ร้านว่าน และวันนี้คือวันที่ต้องทำงานที่จวน ทว่าว่านฟู่เฉิงอยากให้ดูไม่มีความน่าสงสัยจึงเปลี่ยนเป็นหยุดงานทั้งหมดแทน คำกล่าวเช่นนั้นก็รวมถึงงานที่จวนก็ไม่ต้องทำมิใช่หรือ หยุดก็คือหยุด ไหนเลยกลับคาดไม่ถึงว่ากู่ซิงอีจะไม่เข้าใจสิ่งที่หมายถึงให้หยุดอยู่จวนจริง ๆ ครั้นพอได้เห็นอีกฝ่ายแต่งตัวก็คิดว่าจะออกไปที่ห้องทำงาน “ไปร้านขนมไฉ่ที่ข้าชอบอย่างไรเล่า นานครั้งเราถึงจะว่างในช่วงเช้าแบบนี้ รอบนี้ก็ไม่ต้องวานให้คนอื่นไปต่อแถวแทน ได้
อีกทั้งด้ายแดงที่เด่นชัดแม้อยู่ห่างไกลกันถึงเพียงนี้จากข้อมือแต่ละข้างของว่านฟู่เฉิงและกู่ซิงอีก็ดูคล้ายกันยิ่งนัก คนแอบมองจิตใจลนลานรีบหันกลับไปด้วยดวงตาเบิกโพลง ก้าวเดินตามหลังคนนำทางไปติด ๆ ด้วยท่าทางที่เร่งรีบขึ้นกว่าเดิมราวกับกำลังโดนไฟไล่เผาก้นมา สิ่งที่คนภายนอกกล่าวมาเรื่องฮูหยินของตระกูลว่านไม่มีที่มาที่ไปที่แน่ชัดหลอมรวมกับการกระทำของคนทั้งสองด้านหลัง และยังบวกกับก่อนหน้านี้ที่ได้พูดคุยกับกู่ซิงอีก็คล้ายว่างานทั้งหมดของตระกูลว่านได้ตกอยู่ในมือกู่ซิงอีแล้ว ดังนั้นทุกอย่างที่นึกขึ้นได้จึงไม่ใช่ตนคิดไปเองแน่ ๆ ทว่าเซี่ยหลี่จวินแม้จะได้ล่วงรู้ความลับเรื่องนี้เข้าแต่ก็ไม่ได้คิดจะป่าวประกาศให้คนอื่นได้รับรู้หรอก เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก เนื่องจากตระกูลว่านเป็นคนเปิดเส้นทางหลายสายให้เขา ดังนั้นนอกจากแตะว่านฟู่เฉิงไม่ได้แล้ว ก็ยิ่งห้ามทำให้กู่ซิงอีไม่พอใจอีกด้วย ! ถ้าล่วงรู้อนาคตได้ว่าเรื่องราวจะดำเนินมาเป็นแบบนี้เขาคงจะเห็นใจกู่ซิงอีอีกสักหน่อย บางทีตัวเขาอาจได้ผลประโยชน์มากกว่าให้บุตรสาวของตนตบแต่งกับน้องชายบุญธรรมของว่านฟู่
“ขอรับ !” หลี่เซียวรีบร้อนรับคำก่อนจากไป ฉีหย่าหันมองซ้ายขวาด้วยความตกใจ นางจะถูกปฏิบัติอย่างนี้จริง ๆ หรือ นางไม่งดงามหรือไรทำไมคุณชายว่านถึงไม่คิดจะสนใจหรือเมตตานางสักนิด แม้จะต้องยอมรับว่าสองคนตรงหน้านางรูปงามไร้ที่ติ แต่นางไม่คิดว่าตนเองจะด้อยค่าถึงเพียงนี้ ! จังหวะนั้นเองประตูห้องบานเดิมพลันเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นนายท่านเซี่ยเดินออกมา พอเห็นบ่าวในจวนของตนที่นั่งกองกับพื้นก็ฉงน ที่แท้คนที่ส่งเสียงดังเมื่อครู่ก็คือฉีหย่าสาวรับใช้ที่บุตรสาวทิ้งไว้ที่จวนเมื่อสองปีก่อน สตรีนางนี้แม้หน้าตาจะงดงามแต่กลับทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง มีดีแค่ดนตรีกับร่ายรำ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกับการทำงานในจวนได้เล่า ดังนั้นสำหรับเขาแล้วนางแทบไม่มีสิ่งใดให้ใช้งานได้เลย ตัวเขาแทบไม่อยากพามาทว่านางก็ดื้อดึงขอตามมาจนได้ เขายังกลัวว่าฮูหยินของตนจะเข้าใจผิดด้วยซ้ำ บัดนี้ยังจะมาสร้างความเดือดร้อนให้อีก ช่างน่าขายหน้าจริง ๆ เซี่ยหลี่จวินหันมองว่านฟู่เฉิงด้วยความระวัง กลัวว่าสิ่งที่เคยสัญญาไว้จะถูกยกเลิกเพียงเพราะบ่าวรับใช้ในจวนของตนเอง “คุณชายว่าน เป็นข้าไม่อบรมบ่
แล้วนางไหนเลยจะคาดเดาอนาคตได้ ตนย้ายไปอยู่ตระกูลเซี่ยเพียงไม่นานยังไม่มีโอกาสได้มาพบคุณชายว่านเลยสักครั้ง คุณชายผู้นี้ก็ตบแต่งภรรยาเสียแล้ว แต่นางยินยอม ยินยอมเป็นเพียงอนุภรรยาคนหนึ่งของเขาก็ได้ การค้าของตระกูลว่านเติบโตในชั่วข้ามคืนแค่ไหน ใครในเมืองจางไม่รู้บ้างเล่า ดังนั้นทุกวันนางจึงตั้งตารอคอยมาโดยตลอด กาลก่อนแม้คุณชายว่านจะนั่งเก้าอี้รถเข็นแต่อย่างไรก็ยังรูปงามมากนัก บัดนี้พอเดินเหินได้ปกติด้วยใบหน้าสง่างามเป็นทุนเดิมก็ไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนลงมาเดินบนดิน พอได้พบเห็นคนที่ตนคะนึงหาอีกคราก็พาให้หัวใจนางเต้นผิดจังหวะ ใบหน้าพลันขึ้นสีแดงด้วยความขวยเขิน “คุณชายว่าน...” นางเอ่ยเรียกเสียงหวาน “...เจ้ามาทำไม” ว่านฟู่เฉิงกลับไม่สบอารมณ์ทันทีที่ได้เจอนาง นึกรังเกียจสายตาเช่นนี้ยิ่งนัก หากเป็นกู่ซิงอีมองเขาด้วยสายตาแบบนี้เจ้าตัวคงไม่อาจหนีรอดเขาไปได้ แต่พอเป็นสตรีตรงหน้าส่งสายตาเฉกเช่นนี้มาให้เขากลับรู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมา ถึงขั้นดึงหลี่เซียวมาบังตัวเองไว้ครึ่งหนึ่ง “คุณชายว่านถามเช่นนี้ ข้าเสียใจยิ่งนัก” ฉีหย่าตอบด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เดินก้าว
วันนี้หลี่เซียวรอจังหวะที่ว่านฟู่เฉิงอยู่ตัวคนเดียวถึงได้มีโอกาสเข้ามาเตือนอะไรบางอย่าง “คุณชาย ไม่รู้ว่าสองสามวันที่ผ่านมาคุณชายเห็นรายงานร้านค้าที่เพิ่มขึ้นมาในถนนสายฝนแล้วหรือยังขอรับ” “มีงานเทศกาลหรือ ?” ช่วงนี้งานปกติที่เขาเคยทำล้วนส่งมอบให้ฮูหยินของตนเกือบทั้งหมด ส่วนตัวเองไปมองหาลู่ทางการขยายกิจการแทน ขณะนี้เองก็กำลังดูเครื่องประดับที่ส่งมาจากแคว้นอื่นด้วยความตั้งใจ พอถูกถามจึงไม่ได้ทันคิดถึงว่าวันนี้คือวันที่เท่าไร มีงานอะไรสำคัญหรือไม่ เพราะนอกจากจะนับวันรอที่จะได้หยุดเพื่อออกไปชมต้นไม้ใบหญ้าลำธารกับคนของใจแล้ว วันเวลาอย่างอื่นล้วนไม่อยู่ในสายตาของเขา แต่ที่ถามออกไปได้อย่างแม่นยำและถูกถึงเก้าส่วนก็เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาล้วน ๆ เนื่องจากถนนสายฝนเป็นหนึ่งในกิจการร้านค้าที่เขามีมากที่สุดในเมืองจาง หากมีร้านค้าเพิ่มขึ้นมาก็หมายถึงมีการแบ่งพื้นที่หน้าร้านแต่เดิมจากหนึ่งเป็นสองร้าน หรือก็คืออาจมีงานเทศกาลยามค่ำคืนร่วมด้วย แถมบางครั้งยังเป็นตระกูลว่านที่ต้องออกหน้ารับจัดงานด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าในส่วนนี้เขาย่อมมีผู้ดูแลแทนอยู่แล้วเลยไม่ค่อยสนใจที่หลี่เซี
ใกล้เข้าเหมันตฤดูแล้ว ว่านฟู่เฉิงยืนกอดอกมองคนขนของเข้ามาในจวน เขาสั่งไหมาเยอะมาก เอามาทุกขนาดที่หาได้ หากคำนวณผ่านตาคร่าว ๆ ตั้งแต่ครึ่งก้านธูปที่แล้วไหที่ถูกขนเข้าไปก็ปาไปหลายร้อยใบแล้ว กู่ซิงอีที่เดินหาวหวอดออกมาก็มองตามกลุ่มคนมากมายซึ่งกำลังพากันขนไหเข้าไปด้านหลังจวน “ท่านสั่งไหมาทำไมเยอะแยะ” เมื่อเดินเข้ามาใกล้ถึงคนรักของตนก็เอ่ยถามออกไป “ไว้ให้เจ้าหมักสุรา” ว่านฟู่เฉิงกล่าวแย้มยิ้ม ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาจนถึงตนเอง ว่านฟู่เฉิงก็ก้าวยาว ๆ เดินไปหยุดยืนข้างกายดวงใจของตนแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมองมาทางนี้จึงขยับหอมแก้มกู่ซิงอีด้วยความรวดเร็วไปหนึ่งที กู่ซิงอีตกใจจนตัวแข็ง รีบหันมองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใครก็โล่งใจ แต่อดที่จะมองค้อนเขาไปทีหนึ่งมิได้ “เหอะ ท่านยังคิดจะใช้ข้าทำงานอีก ! ข้าตกถังข้าวสารแล้ว ไหนเลยจะไปทำงานให้เหนื่อย” ว่านฟู่เฉิงไม่ได้เสียใจหรือน้อยใจกลับยกยิ้มมองกู่ซิงอีและพูดเสริมว่า “ข้าสั่งทำห้องหมักสุราโดยเฉพาะไว้ให้เจ้าแล้วไม่ต้องรวมกับครัวของจวนแบบครั้งก่อนอีก และทั้งข้าว ไห เชือก ผ้ากรองก็มีให้ใช้ไม