“หมิงเซียนกลับมาแล้วหรือ?” จินเฟยเทียนพูดขึ้นเมื่อเห็นหยางหมิงเซียนเดินมาถึงหน้าเรือนพัก
“ขอรับ”
“เฟยเกอกลับมานานแล้วหรือขอรับ?”
“สักพักแล้วล่ะ” จินเฟยเทียนเห็นความสั่นไหวในแววตาของหยางหมิงเซียน...มันทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
‘เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าลูกกวาง... เมื่อครู่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่’
“เฟยเกอ ข้าขอเข้าไปจัดการดูแลตัวเองก่อนนะขอรับ” หยางหมิงเซียนพูดจบก็เดินเลี่ยงเข้าไปในเรือนพักทันที
หยางหมิงเซียนเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง และเมื่อเขาปิดประตูห้องนอนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันหลังพิงกับประตู ก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง...
สิ่งที่เขาได้เห็นเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร... เหตุใดมารดาของเขาถึงได้ไปอยู่กับคนพวกนั้น... แล้วมารดาของเขาไปอยู่กับคนพวกนั้นตั้งแต่เมื่อใด... แล้วมารดาของเขาได้มีส่วนร่วมกับเรื
“หมิงเซียนโจรกลุ่มนี้เท่าที่ข้ารู้ เวลาพวกมันรับงาน...พวกมันจะลงมือค่อนข้างเหี้ยมโหด ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าพวกมันเคยล่วงเกินอะไรพวกเจ้า” ชิงหลวนคุนเอ่ยถามหยางหมิงเซียน เมื่อพวกเขามาถึงแหล่งกบดานของพวกหานเฟิงแล้ว และกำลังซุ่มดูความเคลื่อนไหวของพวกโจรกลุ่มนี้ หลังจากที่ชิงหลวนคุนส่งคนตามหยางหมิงเซียนในช่วงบ่าย แล้วได้รู้ว่า...อีกฝ่ายตั้งใจจะสะกดรอยตามโจรกลุ่มที่พวกเขากำลังตามสืบอยู่...ก็ให้รู้สึกแปลกใจ แล้วยิ่งพอซงหยวนมาบอกกับเขาว่า...โจรกลุ่มนี้เกี่ยวพันกับจินเฟยเทียน เขาก็ยิ่งสงสัยและอยากรู้เรื่องราวของสหายทั้งสองของเขามากขึ้น เพราะจากที่เขาเคยส่งคนไปสืบเรื่องราวของสหายทั้งสองคนของเขามาแล้ว เขาก็ได้รู้แต่เพียงว่า...สหายทั้งสองของเขาเป็นเพียงเด็กที่ราชครูหลงจิ้นสิงและหลงฮูหยินเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น แต่เรื่องก่อนที่คนทั้งสองจะมาอยู่ที่จวนราชครูนั้น เขากลับหาข้อมูลอะไรไม่ได้เลย “ข้าขอไม่ปิดบังเจ้า... พวกข้าตามสืบเรื่องของโจรกลุ่มนี้มาได้สักระยะแล้ว เนื่องจากโจรกลุ่มนี้ได้เคยรับงานลงมือสัง
ยามนี้หยางหมิงเซียนได้กลับมาถึงเรือนพักของตัวเองแล้ว เขายืนมองไปที่หน้าเรือน...เรือนหลังนี้เป็นที่ที่เขาใช้อาศัยอยู่กับจินเฟยเทียนในทุกวันคืนที่ผ่านมา เขายืนมองอยู่ตรงนั้นสักพัก...ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งขดตัวบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่หน้าเรือน... หยางหมิงเซียนซบหน้าลงไปกับเข่าทั้งสองข้างของตัวเอง เขานึกไปถึง...ตอนที่เขาเห็นสร้อยที่คอของจินเฟยหลง แล้วคิดว่าตัวเองเคยเห็นสร้อยแบบนี้ที่ไหน จนเมื่อเขาได้เห็นสร้อยในมือของหานเฟิงเขาจึงจำสร้อยเส้นนั้นได้ เพราะมันเหมือนสร้อยของจินเฟยเทียน...เป็นสร้อยที่อีกฝ่ายทำหล่นจนตกไปอยู่ในมือของพวกโจรกลุ่มนั้น หยางหมิงเซียนคิดไปถึงอาการแปลกๆ ยามที่จินเฟยเทียนเจอกับท่านแม่ทัพจินเฟยหมิง และท่านรองแม่ทัพจินเฟยหลง... แล้วถ้าหากทุกอย่าง มันเป็นอย่างที่เขาคิด...มารดาของเขาก็คือนางนกต่อเป็นคนที่แทรกตัวเข้าไปใช้อุบายหลอกล่อมารดาของจินเฟยเทียนให้พาจินเฟยเทียนออกมาจากจวน เพื่อที่จะให้โจรกลุ่มนั้นลงมือสังหารคนทั้งสองอย่างโหดเหี้ยม... 
พรึบ! อึก! “มีคนเคยเตือนท่านบ้างหรือไม่ ท่านรองแม่ทัพจินเฟยหลงว่าความใจร้อนของท่าน จะนำมาซึ่งหายนะให้แก่ตัวท่านเอง” หานเฟิงเอ่ยขึ้นก่อนจะก้าวออกมาจากเงามืดพร้อมกับว่านซิ่นหลิง “หึ! เพียงแค่ข้าหยิบสร้อยคอของพี่ชายท่านขึ้นมาเล่น ท่านก็ถึงกับต้องกระโจนลงมาหาข้าด้วยตัวของท่านเองเลยหรือ...ท่านรองแม่ทัพ?” ว่านซิ่นหลิงมองไปยังจินเฟยหลงที่ยามนี้อีกฝ่ายกำลังกระอักเลือดออกมา แล้วลงไปนั่งชันเข่าอยู่กลางห้องนอนของนาง หลังจากที่อีกฝ่ายถูกหานเฟิงซัดเข็มพิษใส่ ในตอนแรก...ว่านซิ่นหลิงก็รู้สึกแปลกใจที่อยู่ ๆ หานเฟิงก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปดับไฟในห้องนอนของนางทั้งหมด จากนั้นหานเฟิงก็ลากนางเข้าไปซ่อนตัวอยู่หลังม่านบังตาแล้วส่งสัญญาณให้คนของเจ้าตัว เข้ามาหลบตามมุมต่างๆ ในห้องนอน “ท่านรองแม่ทัพจินเฟยหลงนี่ท่านคิดว่า...ข้าจะไม่รู้เลยหรืออย่างไร ว่ากำลังถูกพวกท่านสะกดรอยตามอยู่” หานเฟิงพูดพร้อมกับมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย้ยหยัน
หยางหมิงเซียนเมื่อได้เห็นสภาพของพวกชิงหลวนคุน เขาก็รีบสั่งให้เสี่ยวปิง...ไปแจ้งเจ้าของจวนทั้งสองทันที ก่อนจะพาคนทั้งหมดเข้าไปรอราชครูหลงจิ้นสิงและจางเลี่ยงซูที่ห้องโถงในเรือนพักของตัวเองก่อน “เกิดอะไรขึ้น!” หยางหมิงเซียนเอ่ยถามหลังจากพาทุกคนเข้ามาในห้องโถงแล้ว “พวกมันซ้อนแผนตบตาพวกเรา พร้อมกับขุดหลุ่มล่อให้เฟยหลงเข้าไปติดกับแผนของพวกมัน” ชิงหลวนคุนหันมาตอบคำถามของหยางหมิงเซียน แต่ยังไม่ทันจะได้เล่ารายละเอียดราชครูหลงจิ้นสิงและจางเลี่ยงซูก็เดินเข้ามาในห้องเสียก่อน... และเมื่อท่านเจ้าของจวนทั้งสองได้เข้ามาเห็นสภาพของพวกชิงหลวนคุน ราชครูหลงจิ้นสิงและจางเลี่ยงซูก็รีบสั่งให้คนของพวกเขาเข้าช่วยเหลือพวกชิงหลวนคุนทันที โดยการพาคนทั้งหมดไปรักษาตัวและพูดคุยกันต่อที่เรือนใหญ่ เนื่องจากเรือนพักหลังนี้ไม่มีห้องเหลือพอที่จะใช้รักษาคนเจ็บและให้คนเจ็บได้นอนพัก หลังจากพาทุกคนมาที่เรือนใหญ่ ราชครูหลงจิ้นสิงจึงทำการซักถามเรื่องราวที่เ
จินเฟยเทียนกับบ่าวข้างกายหลังจากหลบอยู่หลังพุ่มไม้ เพื่อรอดูว่าคนกลุ่มไหนกำลังเดินเข้ามาใกล้บริเวณที่พวกเขาอยู่ แต่รอมาได้สักพัก...สองนายบ่าวกลับได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ดังขึ้นมาจากทิศทางของคนกลุ่มนั้นแทน จินเฟยเทียนจึงตัดสินใจพาบ่าวข้างกาย เดินเข้าไปยังบริเวณที่เกิดเสียงการต่อสู้ขึ้น ด้วยกลัวว่าการต่อสู้นี้...จะเป็นการต่อสู้ของคนที่เขากำลังตามหาอยู่ จินเฟยเทียนกับบ่าวข้างกายพากันเดินไปตามทิศทางที่เกิดเสียงการต่อสู้ แต่พอพวกเขาเดินไปจนใกล้จะถึงบริเวณนั้น ก็ดูเหมือนว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้จบลงแล้ว จินเฟยเทียนกับบ่าวของเขาจึงใช้วิชาตัวเบาพาขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ เพื่อลอบมองไปยังบริเวณที่เกิดการต่อสู้... “คุณชายฟางขอรับ นั่นท่านแม่ทัพใหญ่ใช่หรือไม่ขอรับ?” บ่าวชายที่อยู่กับจินเฟยเทีย ชี้ไปทางจินเฟยหมิงที่ถูกชายชุดดำคนหนึ่งจับมัดด้วยเชือก และกำลังถูกยกตัวขึ้นไปพาดกับหลังม้า ยามนี้สภาพร่างกายของจินเฟยหมิงดูสะบักสะบอมจนจินเฟยเทียนเห็นแล้ว...รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
“คุณชายใหญ่อย่างนั้นหรือ... หึ! ช่างน่าตกใจจริงๆ ไม่ใช่ท่านตายไปพร้อมกับมารดาของท่านเมื่อหลายปีก่อนแล้วหรือคุณชายใหญ่?” หานเฟิงกล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปที่จินเฟยเทียน หลังจากได้ยินคำพูดของว่านซิ่นหลิง จินเฟยเทียนทำเพียงยืนบังผู้เป็นบิดาของเขาเอาไว้ ยามนี้เขาไม่คิดจะเปิดปากตอบคำถามของใครทั้งนั้น “เข้าไปจับมันมัดไว้กับท่านแม่ทัพ แล้วค้นดูให้ทั่วว่ามีพวกมันซ่อนอยู่อีกหรือไม่?” จินเฟยเทียนได้ยินที่หานเฟิงสั่งลูกน้อง เขาก็ไม่คิดที่จะขัดขืนเขายอมถูกอีกฝ่ายจับมัดแต่โดยดี ด้วยกลัวว่าหากเขาคิดขัดขืน คนพวกนี้อาจจะลงมือทำร้ายทั้งตัวเขาและผู้เป็นบิดา และอีกอย่างเขาก็เป็นห่วงบ่าวที่ติดตามมากับเขาด้วย ยามนี้เขาจึงพยายามไม่มองไปยังบริเวณที่บ่าวของเขาซ่อนตัวอยู่ “คุณชายใหญ่ ท่านทำให้ข้าแปลกใจยิ่งนัก เหตุใดท่านถึงรอดมาได้? มิใช่ยามนั้น...ตัวท่านโดนฟันและถูกเผาไปพร้อมกับคนของท่านแล้วมิใช่หรือ? แล้
หานเฟิงหันกลับไปมองที่เชิงเขาหลังกระท่อม...แล้วค่อยๆ หลับตาของตัวเองลงอย่างช้าๆ และแล้ววันที่เขารอคอยก็มาถึงแล้วสินะ วันที่เขาจะได้ชำระหนี้แค้น!หานเฟิงยังจำความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี วันนั้น...เป็นวันที่หานเฟิงขอลางานกับท่านแม่ทัพใหญ่แคว้นฉินแล้วลอบเข้าไปในแคว้นตงเพื่อนำของรับขวัญไปให้หลานชายตัวน้อย ที่เพิ่งคลอดได้เพียงแค่สามเดือนและในตอนนั้นหานเฟิงก็ตั้งใจที่จะไปเกลี่ยกล่อมหานตงผู้เป็นน้องชายคนเดียวของเขา ให้พาครอบครัวของตัวเองกลับมาอยู่ที่จวนในแคว้นฉินด้วยกัน เนื่องจากน้องชายของเขา...ไม่อยากถูกบิดาบังคับให้ไปเป็นทหารเหมือนกันกับเขา อีกฝ่ายเลยหนีออกจากจวน มาสร้างครอบครัวเล็กๆ ในแคว้นตง แต่ตอนนี้บิดามารดาของพวกเขา เริ่มมีท่าทีที่อ่อนลงและเริ่มหายโกรธเคืองในตัวน้องชาย หลังจากที่พวกท่านทั้งสองได้รับรู้เรื่องหลานชายตัวน้อย แต่เมื่อหานเฟิงเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่หานตงและครอบครัวอาศัยอยู่ ภาพที่เขาเห็นตรงหน้า...มันกลับทำให
“คนของเจ้ายามนี้ฝีมือช่างอ่อนหัดยิ่งนัก! ข้ารอเวลานี้มานาน...จินฮูหยิน วันที่ได้เห็นเจ้าสิ้นอำนาจในมือ” หานเฟิงพูดพร้อมกับกดสายตามองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า เขายินดียิ่งนักยามที่ได้ข่าวว่า...ตระกูลฝั่งมารดาของนางค่อยๆ หมดวาสนาสิ้นอำนาจในมือ ส่วนทางฝั่งของบิดา...อีกฝ่ายคงไม่คิดจะลงมายุ่งกับเรื่องนี้เป็นแน่ ดังนั้นยามนี้ชิงจิวซินก็คงจะไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือของเขาแล้ว ว่านซิ่นหลิงยิ้มหยันเมื่อได้เห็นชิงจิวซินเริ่มแสดงอาการหวาดกลัวออกมา... “บ่าวชั้นต่ำอย่างนั้นหรือ... ถึงแม้ข้าจะเป็นบ่าวชั้นต่ำอย่างที่เจ้าว่าแต่ข้าก็ยังดีกว่าเจ้าจินฮูหยินต่อหน้าผู้อื่น เจ้าทำตัวเป็นดั่งดอกบัวขาวแต่ภายในจิตใจของเจ้ามันช่างโหดเหี้ยมไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายในป่า!” ว่านซิ่นหลิงพูดใส่หน้าชิงจิวซินจบก็หันกลับมาพูดกับจินเฟยฮวา “คุณหนูเฟยฮวาเจ้าคะ ท่านรู้หรือไม่ว่ามารดาของท่าน เพียงเพื่อต้องการปกปิดความผิดในอดีตของตัวเองและเพื่อช่วยชีวิตของท่าน นางถึงกลับให้คนไปลงมือวางยาพิษในอาหารของ
“เฟยเกอ!” “คุณชายใหญ่จิน!” หยางหมิงเซียนพยายามที่จะลุกขึ้นแต่เพราะน้ำซุปกับเส้นบะหมี่กระจายอยู่รอบตัวเขา มันทำให้เขาไม่สามารถลุกและเดินไปหาคนที่เขารักได้ดังใจ เขาจึงพยายามมองไปที่อีกฝ่าย ยามนี้เขากลัวว่าจินเฟยเทียนจะเข้าใจเขาผิด “อาปิง เจ้าเข้าไปช่วยหมิงเซียนกับอาผิงหน่อย” “ได้ขอรับ” เมื่อสั่งการเสี่ยวปิงเสร็จจินเฟยเทียนก็หันกลับไปมองยังจุดที่หลงจิ้นเปียวเคยยืนอยู่ ยามนี้เจ้าตัวแสบได้วิ่งกลับเข้าไปหามารดาของตัวเองในห้องเขาเสียแล้ว เขาจึงหันหลังกลับและเดินออกไปจากตรงนั้นทันที “เฟยเกอขอรับ คือ...มันไม่ใช่แบบนั้นนะขอรับ” หยางหมิงเซียนหลังจากไปจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบเข้ามาหาจินเฟยเทียนในห้องพักทันที “แบบนั้น...แบบไหนหรือ?” จินเฟยเทียนถามกลับโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่าย
หลังจากกลับมาใช้ชีวิตในเมืองหลวง ชีวิตที่เคยสงบสุขของจินเฟยเทียนก็เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะข่าวที่ว่าเขาคือคุณชายใหญ่จวนแม่ทัพได้ถูกแพร่ออกไป หลังจากงานเลี้ยงเปิดตัวที่ผู้เป็นบิดาของเขาได้จัดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงได้เพียงแค่สามวัน จากนั้นก็มีผู้คนมากมายที่อยากเข้ามาทำความรู้จักกับเขา ทั้งที่อยากเข้ามาทำความรู้จักจริงๆ และอยากเข้ามาเกี่ยวพันกับจวนแม่ทัพ แต่ในความวุ่นวายนั้น...ยังดีที่มีคนในครอบครัวและคนรอบข้างของจินเฟยเทียนคอยขัดขวางคนพวกนั้นให้เสมอ โดยเฉพาะหยางหมิงเซียนที่มักจะมีวิธีแปลกๆ ออกมาให้เห็นบ่อย ๆ หยางหมิงเซียนที่เมื่อก่อนแค่ต้องคอยขับไล่บุรุษและสตรีที่มักจะมาแกล้งเป็นคนป่วยขอเข้ารับการรักษาที่โรงหมอกับแค่ต้องกันท่าและต้องคอยระวังชิงหลวนคุนให้ถอยห่างออกไปจากคนของเขาเท่านั้น แต่พอมาในยามนี้...เขาต้องมาคอยระวังซานมู่ที่มักจะแวะเวียนมาส่งของและมาหาคนของเขาถึงที่นี่ แล้วไหนจะพวกบุรุษและสตรีหน้าตายจากจวนอื่นๆ อีก ที่มักจะคอยเข้ามาขอเยี่ยมและคอยเข้ามา
“เฟยเกอขอรับ วันนั้นที่เฟยเกอพูด...เฟยเกอพูดจริงใช่ไหมขอรับ เฟยเกอรู้สึกกับข้าแบบนั้นจริงๆใช่ไหมขอรับ?” หยางหมิงเซียนถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ออกไปจากห้องกันหมดแล้ว เพราะหลังจากวันนั้นทั้งเขาและจินเฟยเทียนต่างก็ไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้อีกเลย จินเฟยเทียนที่เพิ่งจะได้ล้มตัวลงนอนต้องหันกลับมามองที่หยางหมิงเซียน หลังจากได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยถาม... “วันนั้นที่ข้าพูดเพราะข้ารู้สึกกับเจ้าแบบนั้นจริงๆ ข้ารักเจ้าหยางหมิงเซียน ข้าเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของตัวเองในวันที่ข้าเกือบจะไม่มีโอกาสได้กลับมาบอกคำตอบนี้กับเจ้า” “ข้า...ข้ารักเฟยเกอนะขอรับ” หยางหมิงเซียนไม่รู้ว่ายามนี้เขาควรจะต้องตอบอะไร หรือจะต้องพูดอะไรก่อน ด้วยเขาไม่คิดว่าวันนี้เขาจะได้ยินคำว่า ‘รัก’ ออกมาจากปากคนตรงหน้าอีกครั้ง ตอนนี้หยางหมิงเซียนจึงทำได้แค่เพียงเอ่ยความรู้สึกของตัวเองออกไป ด้วยเพราะในวันนั้นหลังจากที่คนตรงหน้าบอกความในใจกับเขา เขายังไม่มีโอกาสได้บอกความรู้สึกของต
หยางหมิงเซียนเมื่อเดินกลับเข้ามาในห้องนอน หลังจากที่เขาเดินออกไปส่งพวกจินเฟยหมิงที่หน้าเรือนพัก แล้วเขาก็เห็นว่ายามนี้จินเฟยเทียนได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปนั่งที่เตียงเพื่อเฝ้ามองคนตรงหน้า ยามนี้หยางหมิงเซียนรู้สึกมีความสุขยิ่งนักที่เขาได้จินเฟยเทียนกลับคืนมาและคนตรงหน้าก็ไม่รังเกียจเขา ไม่ขับไล่เขาและไม่ขอถอยห่างออกไปจากชีวิตเขา ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่มารดาเขาเคยทำเอาไว้... แล้วเมื่อหยางหมิงเซียนคิดไปถึงเรื่องที่คนตรงหน้าพูดและสิ่งที่คนตรงหน้าทำ...ก่อนที่คนในครอบครัวของอีกฝ่ายจะมา... เขาก็เผลอยกมือขึ้นมาจับที่ริมฝีปากของตัวเองอย่างลืมตัว “อ่ะ!” ความร้อนจากยานวดส่งผลกับริมฝีปากและกลิ่นของสมุนไพรก็ตีขึ้นจมูกของหยางหมิงเซียนทันที หยางหมิงเซียนจึงรีบลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเดินออกไปล้างหน้า จินเฟยเทียนเมื่อเห็นหยางหมิงเซียนลุกเดินออกจากห้องไปแล้ว เขาก็ลืมตาของตัวเองขึ้นมามองตามหลังของอีกฝ่ายไป ตอนแรกเ
ยังไม่ทันที่จินเฟยเทียนกับหยางหมิงเซียนจะได้พูดอะไรกันต่อ ก็มีเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นจากอีกฝั่งของประตูห้องนอน หยางหมิงเซียนจึงรีบรวบรวมสติของตัวเองก่อนที่จะลุกขึ้นไปเปิดประตู... และเมื่อประตูห้องนอนถูกเปิดออกจินเฟยหลงก็ประคองจินเฟยหมิงเดินเข้ามาหาจินเฟยเทียนในห้องทันที โดยมีจินเฟยฮวาเดินตามเข้ามาในห้องด้วย “ท่านพ่อ! เฟยหลง! เฟยฮวา...” จินเฟยเทียนเมื่อเห็นผู้เป็นบิดารวมทั้งน้องสาวและน้องชายเดินเข้ามาในห้อง เขาก็พยายามที่จะลุกขึ้นยืนและตั้งใจจะเดินเข้าไปหาทุกคน โดยลืมนึกถึงสภาพร่างกายของตัวเองจึงทำให้เขาเกือบที่จะล้มลงไปกองกับพื้น แต่ดีที่หยางหมิงเซียนเข้าไปช่วยประคองเอาไว้ได้ทัน “เฟยเทียน! เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?” จินเฟยหมิงเมื่อได้เห็นสภาพของจินเฟยเทียนมันก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก “ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้วขอรับท่านพ่อ แล้วท่านพ่อล่ะขอรับ เป็นเช่นไรบ้าง” จินเฟยเทียนพูดพร้อมกับมองสำรวจร่างกายของผู้เป็นบิดาไปด้วย
หยางหมิงเซียนเมื่อกลับมาถึงเรือนของตัวเองแล้ว เขาก็พาจินเฟยเทียนเข้ามานั่งบนเตียงในห้องนอนของเขา แล้วเขาก็สังเกตเห็นชุดที่จินเฟยเทียนกำลังใส่อยู่ตอนนี้...มันก็ทำให้เขานึกไปถึงเจ้าของชุดและแววตาที่เจ้าของชุดใช้มองมายังคนของเขา “เฟยเกอขอรับ ข้าขอทำแผลใส่ยาให้เฟยเกอใหม่ได้หรือไม่ขอรับ? เฟยเกอจะให้ข้าช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้ท่านด้วยเลยดีหรือไม่ขอรับ ท่านลุงกับท่านป้ามีให้คนจัดเตรียมชุดและของใช้ของเฟยเกอมาไว้ที่นี่ให้ด้วยนะขอรับ” หยางหมิงเซียนพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหยิบชุดของจินเฟยเทียนออกมาให้เจ้าตัวดู... “ได้ แต่...ข้าขอไปอาบน้ำและเปลี่ยนชุดเองเลยดีกว่า หมิงเซียนเจ้าช่วยบอกให้อาเล่อเข้าไปเตรียมเก้าอี้ไว้ในห้องอาบน้ำให้ข้าได้หรือไม่?” “ได้ขอรับ” หยางหมิงเซียนรับคำของอีกฝ่ายแล้วเดินออกไปสั่งงานเกาเล่อ ก่อนจะกลับเข้ามาอุ้มจินเฟยเทียนด้วยท่าเจ้าสาวอีกครั้ง “หมิงเซียน...เจ้าแค่ช่วยประคองข้าเดินดีหรือไม่?” “ไม่
จินเฟยเทียนหันกลับไปมองตามเสียงเรียก...เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่เขากำลังคิดถึงอยู่ ยามนี้ได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว “คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้ายามนี้คือเฟยเกอจริงๆ ใช่ไหมขอรับ ข้าไม่ได้ฝันอยู่ใช่ไหมขอรับตอนนี้” หยางหมิงเซียนเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเข้าไปหาคนตรงหน้า หลังจากที่เขาใช้วิชาตัวเบาข้ามรั้วเข้ามายังบริเวณเรือนของเจียงเสียน “หมิงเซียน... อ่ะ!” หยางหมิงเซียนเมื่อได้ยินคนตรงหน้าเอ่ยเรียกชื่อเขา เขาก็โถมตัวลงไปกอดอีกฝ่ายไว้ทันที แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงร้องของจินเฟยเทียน หยางหมิงเซียนก็รีบคลายอ้อมกอดของตัวเองออก จากนั้นเขาจึงถอยออกมายืนมองคนตรงหน้าด้วยความคิดถึง และเมื่อเขาเห็นรอยช้ำที่หน้าผากของอีกฝ่าย เขาก็รีบเอ่ยคำขอโทษพร้อมกับเอ่ยถามอาการของคนตรงหน้าทันที “เฟยเกอข้าขอโทษนะขอรับ เฟยเกอเป็นอย่างไรบ้างขอรับ...เฟยเกอบาดเจ็บตรงไหนบ้าง? แล้วทำไมเฟยเกอมาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ขอรับ?” “
จินเฟยเทียนหลังจากรับสำรับเย็นและเข้าไปจัดการดูแลตัวเองจนเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้พาตัวเขาออกมานั่งรับลมอยู่ที่ด้านหน้าเรือน... แต่ว่าด้วยเรื่องอาบน้ำของจินเฟยเทียน...ร่างกายที่แทบจะไม่ได้โดนน้ำเลยมาเป็นเวลาสองเดือน เพราะซานมู่เล่าว่า...ร่างกายของเขาตอนที่พวกซานมู่เจอในตอนแรกนั้น ทั้งบอบช้ำและเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์หลายจุด ท่านหมอที่มารักษาให้เขาจึงห้ามไม่ให้บาดแผลของเขาโดนน้ำ พวกซานมู่จึงทำได้เพียงเช็ดหน้าและเช็ดทำความสะอาดตามบาดแผลให้เท่านั้น ในตอนที่จินเฟยเทียนบอกกับคนทั้งสองเรื่องที่เขาจะขอไปอาบน้ำ คนทั้งสองจึงเอ่ยค้านเขาอย่างหนัก จนเขาต้องงัดหาเหตุผลและอ้างเอาความเป็นหมอขึ้นมาใช้ ไช่ผิงกับซานมู่ถึงยินยอมให้เขาเข้าไปอาบน้ำ... จินเฟยเทียนที่นั่งหน้าเรือนมาได้สักพัก เขาก็เห็นซานมู่เดินเข้ามา...พร้อมกับแบกฟืนกองใหญ่มากองไว้ด้านหน้าเรือนด้วย “ข้าน้อยกำลังจะก่อกองไฟขอรับ อากาศยามนี้เริ่มเย็นแล้ว หากได้นั่งผิงไฟก่อนเข้านอน...ก็น่าจะดีนะขอรับ” ซานมู่หันไปพูดกับจิ
จินเฟยเทียนที่ฟื้นขึ้นมา...วันนี้ก็เป็นวันที่สองแล้ว ที่ตัวเขาต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงให้ซานมู่และไช่ผิงคอยดูแล เนื่องจากสภาพร่างกายที่ยังคงเต็มไปด้วยบาดแผลของเขา แต่ในยามนี้...จินเฟยเทียนรู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มฟื้นตัวมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว และด้วยกลัวว่าหากเขายังไม่ยอมฝืนขยับร่างกายของตัวเองในตอนนี้...แล้วรอจนแผลแห้ง ยามนั้นทั้งเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อของเขามันก็อาจจะยึดติดกัน จนทำให้เขาไม่สามารถขยับหรือลุกขึ้นยืนด้วยขาของตัวเองได้อีกเลย จินเฟยเทียนจึงลองขยับทั้งแขนและขาของเขา และเมื่อเขาลองขยับ...ความเจ็บปวดก็พากันวิ่งไปทั่วทั้งร่างกายของเขา ยิ่งบริเวณที่แผลยังไม่แห้งดี ยามนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาให้เห็นบ้างเล็กน้อย แต่ความเจ็บปวดที่จินเฟยเทียนได้รับในยามนี้มันเป็นความเจ็บปวดที่เขายังพอทนรับได้ เขาจึงพยายามดันร่างกายของตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่ง และเมื่อเขาลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว เขาก็มองไปรอบๆ ห้อง เพื่อมองหาของที่ตัวเขาสามารถนำมาใช้ค้ำยัน...แล้วจินเฟยเทียนก็มองเห็นไม้ง่ามอันหนึ่งที่วางอยู่ด้านข้างเตียงของเขา เข