“คุณชายฟาง คุณชายหยางขอรับ ปลายยามเหม่าแล้วขอรับ” เสี่ยวปิงส่งเสียงปลุกผู้เป็นนายทั้งสองคนหน้าห้องของคุณชายฟาง เนื่องจากวันนี้ตอนเขาเข้าไปในห้องของคุณชายหยางเพื่อเตรียมของ แล้วไม่เจอผู้เป็นนาย เขาจึงคิดว่าเจ้านายทั้งสองน่าจะคืนดีกันแล้ว และกลับมานอนด้วยกันที่ห้องคุณชายฟางเหมือนเดิม
“อืม...เข้ามาได้” จินเฟยเทียนงัวเงียตอบกลับเสี่ยวปิง ก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง และเมื่อร่างกายเริ่มตื่นเต็มที่ จินเฟยเทียนก็เริ่มแปลกใจเพราะโดยปกติคนที่เข้ามาปลุกเขาในยามเช้าคือหยางหมิงเซียน
“เอ๊ะ! แล้ว...” จินเฟยเทียนก้มมองแขนที่พาดอยู่เอวของตัวเอง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
จินเฟยเทียนจับแขนหยางหมิงเซียนที่พาดอยู่ที่เอวตัวเองออก และเอื้อมมือไปปลุกหยางหมิงเซียนเบาๆ พร้อมกับเอ่ยถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัย
“หมิงเซียนตื่น หมิงเซียนตื่นได้แล้ว"
"ขอรับ" หยางหมิงเซียนทำเป็นงัวเงียตื่น แล้วลุกขึ้นมานั่ง
"คุณชายฟาง คุณชายหยาง เชิญนั่งก่อน" ชิงหลวนคุนเรียกให้จินเฟยเทียนกับหยางหมิงเซียนเข้ามานั่งที่เก้าอี้ใกล้ตน หลังจากเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้อง และก้มลงทำความเคารพให้เขาเสร็จแล้ว "พ่ะย่ะค่ะ" จินเฟยเทียนตอบรับและเดินนำหยางหมิงเซียนเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตามคำเชิญ "คุณชายฟาง ที่ข้าให้คนไปเชิญเจ้ามาพบ จริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรมาก คือเสด็จแม่ของข้าได้ฝากของมาขอบคุณเจ้า ที่เจ้าได้ช่วยชีวิตข้าและอาซงเอาไว้ และข้าเองก็มีเรื่องอยากจะสอบถามเจ้าด้วย" "ในหีบใบเล็กนั่นคือโสม อายุน่าจะสัก 10 ปีได้ และยังมีสมุนไพรอีกหลายขนานในหีบใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างกัน เสด็จแม่ฝากมามอบให้กับเจ้า" ชิงหลวนคุนชี้ไปยังหีบสองใบ ที่วางอยู่บนเตียงถัดไปให้จินเฟยเทียนดูพร้อมกับอธิบาย "กระหม่อมขอไม่รับได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? เอ่อคือ...กระหม่อม" จินเฟยเทียนเอ่ยปฎิเสธแต่ถูกแววตาโศกที่ทรงอำนาจจ้องมองมา เขาจึงรีบเงียบปากลง "ไม่ได้ เสด็จแม่ทรงม
"เฟยเกอขอรับ ทำไมเฟยเกอถึงยอมเป็นสหายกับองค์ชายนั่นง่ายๆ ล่ะขอรับ?" หยางหมิงเซียนถามขึ้นหลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาถึงห้องพักในเรือนสมุนไพรของจินเฟยเทียน และบ่าวชายที่เดินถือของพระราชทานมาให้ได้เดินออกไปจากห้องแล้ว "หมิงเซียน! อย่าเรียกองค์ชายแบบนั้นให้คนอื่นได้ยินเชียวนะ" "ขอโทษขอรับ" "แต่ทำไมเฟยเกอถึงยอมเป็นสหายกับองค์ชายสิบสองล่ะขอรับ? แถมยังบังคับข้าอีกด้วย" "เพราะพระองค์ดูน่าสงสาร และข้าก็เห็นความเหงาในแววตาของพระองค์" ในตอนแรกจินเฟยเทียนก็รู้สึกแปลกใจที่ชิงหลวนคุนมาขอเป็นสหายกับพวกเขา แต่พอนึกให้ดีในนิยายที่เขาเขียนไว้...ชิงหลวนคุนหลังจากหายจากอาการบาดเจ็บ ก็ได้ขอเป็นสหายกับนางเอก พี่ชายของนางเอก และพระเอกเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขอเป็นสหายกับพวกเขา จินเฟยเทียนจึงตอบตกลงและให้หยางหมิงเซียนตอบตกลงเป็นสหายกับอีกฝ่ายไปด้วย จินเฟยเทียนที่เป็นคนแต่งตัวละครนี้ข
จินเฟยเทียนเดินกลับมาที่เตียง พร้อมกับถาดใส่ยา อ่างน้ำและผ้าสะอาด ที่จะนำมาเช็ดตัวให้กับคนป่วย จากนั้นเขาก็เข้าไปประคองหยางหมิงเซียนให้ลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะส่งยากับน้ำให้คนป่วยทันที “หมิงเซียน กินยาก่อนนะ” “ขอบคุณขอรับเฟยเกอ” “ตัวเจ้าร้อนมากเลยนะหมิงเซียน ม่ะ! ข้าจะเช็ดตัวให้...ไข้ของเจ้าจะได้ลดลงเร็วขึ้น” “ขอบคุณขอรับ” หยางหมิงเซียนก้มลงไปปลดสายคาดเอวเพื่อแก้ชุด แต่อาจจะเป็นเพราะพิษไข้เลยทำให้เขารู้สึกมึนหัวและขยับตัวได้ไม่ค่อยสะดวกนัก “ข้าช่วย...” จินเฟยเทียนเอื้อมมือไปช่วยหยางหมิงเซียนถอดชุด หลังจากเห็นคนตรงหน้าดูจะขยับตัวลำบาก เมื่อถอดชุดเจ้าลูกกวางเสร็จ จินเฟยเทียนก็ลงมือเช็ดหน้าและเช็ดตัวให้กับคนป่วยอย่างเบามือ “เออ...เฟยเกอขอรับ ให้ข้าเช็ดตัวเองดีหรือไม่ขอรับ?” หยางหมิงเซียนรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เมื่อถูกจินเฟยเทียนเช็ดตัวให้แบบนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ต่างออกไป
เช้าวันรุ่งขึ้น จินเฟยเทียนจึงสั่งให้เสี่ยวเปาไปแจ้งท่านเจ้าของจวนทั้งสองเรื่องหยางหมิงเซียนไม่สบาย และเรื่องที่เขาจะขออยู่ดูอาการของหยางหมิงเซียนที่เรือนพัก พร้อมกับแจ้งเรื่องที่พวกเขาจะขอรับสำรับที่เรือนพักจนกว่าอาการของหยางหมิงเซียนจะดีขึ้นด้วย ซึ่งในยามนี้จินเฟยเทียนก็รู้สึกเบาใจได้อยู่บ้าง เพราะเมื่อคืนจางเลี่ยงซูได้บอกกับพวกเขาว่าอีกฝ่ายได้ปรุงยาสมุนไพรบำรุงครรภ์กับปรุงยาแก้อาการแพ้ท้องให้กับตัวเองได้แล้ว และวันนี้จางเลี่ยงซูก็จะเข้าไปตรวจดูอาการของชิงหลวนคุนกับซงหยวน แล้วจะไปดูงานที่เรือนสมุนไพรได้ตามปกติ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะได้ห่วงหน้าพะวงหลังเป็นแน่ จินเฟยเทียนเฝ้าดูอาการและคอยดูแลหยางหมิงเซียนอยู่ไม่ห่างทั้งวัน เขาเริ่มแปลกใจกับอาการป่วยของอีกฝ่าย เขาจึงลองจับชีพจรของหยางหมิงเซียนดูอีกครั้ง ผลที่ออกมามันก็ยังคงเหมือนเดิม คือ...ชีพจรของหยางหมิงเซียนค่อนข้างจะปั่นป่วน แต่มันเป็นอาการปกติของคนป่วยที่เป็นโรคไข้หวัด เขาจึงรักษาหยางหมิงเซียนตามอาการ ทั้งให้กินยาและคอยเช็ดตัวบรรเท
จินเฟยเทียนพยายามใช้เวลาจัดการดูแลตัวเองหลังฉากกั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะเขาพอจะทำได้ เพราะในยามนี้เขายังไม่อยากออกไปเผชิญหน้ากับหยางหมิงเซียน จนเวลาผ่านเลยไปพอสมควร จินเฟยเทียนจึงค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากฉากกั้นแล้วมองไปยังเตียงของตัวเอง แล้วเขาก็พบว่าหยางหมิงเซียนได้นอนหลับไปแล้ว จินเฟยเทียนจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ‘เฮ้อ! ... แล้วทำไมข้าต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี้ย!’ จินเฟยเทียนเดินเข้าไปที่เตียง แล้วยื่นมือไปจับหน้าผากเพื่อวัดไข้ของหยางหมิงเซียน แต่เมื่อมือเขาสัมผัสหน้าผากของคนป่วย เขาก็ถูกคนป่วยที่เข้าใจว่าหลับไปแล้วยื่นมือมาจับมือของเขาเอาไว้ “อ่ะ! หมิงเซียน เจ้ายังไม่หลับหรือ?” “กำลังจะหลับแล้วขอรับ...ทำไมวันนี้เฟยเกอถึงอาบน้ำนานกว่าเดิมล่ะขอรับ? ข้าเกือบจะหลับไปก่อนเฟยเกอแล้วนะขอรับ” ‘แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่หลับไปเลยเล่า...เจ้าลูกกวาง’ จินเฟยเทียนโอดครวญในใจ
จินเฟยเทียนจัดการดูแลหยางหมิงเซียนให้กินข้าวกินยา ก่อนจะประคองอีกฝ่ายลงไปนอน ส่วนตัวเขาก็ลงไปนั่งพิงหัวเตียงอ่านหนังสือข้างๆ คนป่วย เมื่อผ่านไปได้สักพักราชครูหลงจิ้นสิงกับจางเลี่ยงซูก็เข้ามาเยี่ยมหยางหมิงเซียนในห้องนอนของจินเฟยเทียน “หมิงเซียนเป็นอย่างไรบ้าง ลุงกับป้าจะมาเยี่ยมเจ้าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ติดที่ท่านกุนซือของท่านแม่ทัพมาขอเยี่ยมองค์ชายสิบสอง ลุงกับป้าเลยต้องคอยอยู่ดูแลต้อนรับท่าน” ราชครูหลงจิ้นสิงเอ่ยกับหยางหมิงเซียนทันที เมื่อประคองผู้เป็นภรรยาลงมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงของคนป่วยเรียบร้อยแล้ว โดยที่จินเฟยเทียนเองก็ได้ลุกขึ้นจากเตียงแล้วย้ายตัวเองไปยืนด้านหลังของจางเลี่ยงซูอีกที “ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากขอรับ ขอบคุณท่านลุงท่านป้ามากนะขอรับ” “ป้าขอตรวจอาการเจ้าหน่อยนะหมิงเซียน” “ได้ขอรับ” “อืม! เป็นตามที่เจ้าบอกกับป้าจริงๆ เฟยเทียน” จางเลี่ยงซูทำการจับชีพจร และตรวจอาการของหยางหมิง
หยางหมิงเซียนเก็บความไม่พอใจ และบรรยากาศกดดันที่ตัวเขาได้แผ่ออกมาจนหมด ก่อนจะส่งเสียงไอออกมาเบาๆ พร้อมกับเดินเข้าไปในห้องโถงโดยมีเสี่ยวปิงคอยช่วยพยุง แค่ก แค่ก แค่ก.... เมื่อเข้าไปด้านในห้องโถงหยางหมิงเซียนกับเสี่ยวปิงก็หันไปทำความเคารพแขกผู้สูงศักดิ์ที่กำลังนั่งพูดคุยอยู่กับจินเฟยเทียน “หมิงเซียนเจ้าตื่นแล้วหรือ? แล้วทำไมถึงใส่เสื้อคลุมที่บางแบบนี้ออกมาด้านนอก!” จินเฟยเทียนเห็นหยางหมิงเซียนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับอาการไอ เขาจึงลุกเข้าไปช่วยประคองคนป่วย แต่พอเห็นเสื้อคลุมที่เจ้าลูกกวางใส่ออกมาด้านนอกในยามนี้แล้ว....เขาแทบอยากจะตีอีกฝ่ายตรงนี้เสียจริง ๆ “ขอโทษขอรับเฟยเกอ ข้าลืมเปลี่ยนเสื้อคลุมก่อนออกมาด้านนอกขอรับ” “อาปิง...เจ้ากลับเข้าไปเอาเสื้อคลุมของหมิงเซียนออกมา เลือกตัวที่หนาๆ หน่อยนะ” “ขอรับคุณชายฟาง” “หมิงเซีย
จินเฟยเทียนหลังจากกล่าวลาชิงหลวนคุนเขาก็ประคองหยางหมิงเซียนเดินกลับเข้ามาที่ห้องนอนของตัวเอง "หมิงเซียนเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าไม่น่าออกไปต้องลมหนาวด้านนอกเลย...รีบขึ้นไปนั่งบนเตียงก่อนเร็ว" จินเฟยเทียนพูดพร้อมประคองหยางหมิงเซียนขึ้นไปนั่งบนเตียง "ขอรับเฟยเกอ" "อาปิง...เจ้าช่วยไปเอาน้ำอุ่น ผ้าสะอาด กับยาแก้ไอมาให้ข้าหน่อยนะ" "ได้ขอรับคุณชายฟาง" "ขอบใจเจ้ามากนะอาปิง จากนี้...เดี๋ยวข้าจะจัดการต่อเอง" จินเฟยเทียนหันไปขอบคุณเสี่ยวปิงที่เอาของที่เขาต้องการมาให้ "ขอรับคุณชายฟาง" เสี่ยวปิงหลังจากเข้าไปวางถาดใส่ของให้ผู้เป็นนายเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบถอยออกจากห้องนอนของจินเฟยเทียนทันที "หมิงเซียน เจ้ากินยาแก้ไอก่อน แล้วดื่มน้ำอุ่นตามมากๆด้วยนะ" จินเฟยเทียนเอายาแก้ไอให้เจ้าลูกกวางกิน จากนั้นเขาก็เอาผ้าสะอาดไปชุบน้ำ
“เจ้ามาอีกแล้วหรือหลวนคุน พักนี้เจ้ามาที่นี่บ่อยเกินไปหรือไม่?” “พักนี้ข้าว่างเลยแวะมาเยี่ยมสหายอย่างพวกเจ้าไม่ได้หรือ...” จินเฟยเทียนหลุดจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงคนทะเลาะกันหน้าห้องพักของเขา เขาจึงเดินออกมาดูที่หน้าห้องก็เห็นหยางหมิงเซียนกำลังยืนกันชิงหลวนคุนไม่ให้อีกฝ่ายเดินมาหาเขาที่ห้องพัก จากนั้นเขาก็เห็นเจ้าลูกกวางแอบส่งสัญญาณบางอย่างให้กับหลงจิ้นเปียวที่กำลังยืนแอบมองพวกเขาทั้งสองคนจากหน้าห้องผู้ป่วย ด้วยเจ้าตัวแสบหลงจิ้นเปียวยามนี้ได้ขออยู่เล่นกับเกาเล่อและเกาเผิงที่โรงหมอต่อ หลังจากที่ราชครูหลงจิ้นสิงและจางเลี่ยงซูพาอีกฝ่ายแวะมาเยี่ยมพวกเขาที่นี่ “องค์ชายสิบสองพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ช่วยมาดูอะไรกับกระหม่อมสักครู่ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” หลงจิ้นเปียววัยเจ็ดหนาวเดินเข้ามาพูดพร้อมกับกระตุกชุดคลุมของชิงหลวนคุน “เพียงไม่นานพ่ะย่ะค่ะ มันอยู่ใกล้ๆ ตรงนี้เองพ่ะย่ะค่ะ” “ได้ เราจะไปดูก
จินเฟยเทียนลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่...ใบหน้าแรกที่เขาได้เจอก็คือใบหน้าของหยางหมิงเซียน จินเฟยเทียนจึงเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของคนที่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างกายเขา... หากนึกย้อนไปในวันแรกที่เขาทะลุเข้ามาอยู่ในโลกแห่งนี้ โดยไม่นับรวมชาติที่เขาตายจากโลกแห่งนี้ไป คนแรกที่เขาเจอก็คือหยางหมิงเซียน และไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข ยามที่เขาหัวเราะหรือแม้แต่ในยามที่เขาร้องไห้ คนที่อยู่ข้างกายเขามาโดยตลอดก็คือหยางหมิงเซียน แม้แต่ในเวลาที่เขารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด เขาก็มีอีกฝ่ายเป็นที่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ... “ขอบคุณนะที่รักกัน” “ขอรับ ข้ารักเฟยเกอนะขอรับ” หยางหมิงเซียนเอ่ยตอบอีกฝ่ายพร้อมกับลืมตาขึ้นมามองคนรักของเขา ที่จริงเขารู้สึกตัวตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าของเขาแล้ว “ข้าก็รักเจ้าหมิงเซียน เจ้าลูกกวางของข้า” “ขอรับ ข้าเป็นเจ้าลูกกวางของเฟยเกอ แต่..
หยางหมิงเซียนรีบประคองจินเฟยเทียนกลับมาที่เรือนของพวกเขา ดีที่พวกเขาสร้างโรงหมอไม่ไกลจากเรือนของพวกเขามากนัก และดีที่ตอนปรับปรุงเรือนหลังเก่าให้กลายเป็นเรือนหอของพวกเขา...ได้สร้างเรือนหลังเล็กแยกไปอีกสามหลัง เพื่อให้เกาเล่อกับเกาเผิงและบ่าวคนอื่นๆ ที่จินเฟยหมิงและราชครูหลงจิ้นสิงส่งมาให้อยู่ดูแลพวกเขาไปพักอาศัยอยู่ที่นั่น เพื่อที่ทุกคนจะได้มีที่พักเป็นสัดส่วนของตัวเอง ดังนั้นในเรือนใหญ่หลังนี้จึงมีเพียงแค่พวกเขาที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันแค่สองคน หยางหมิงเซียนประคองจินเฟยเทียนเข้ามานั่งพักในห้องนอนของพวกเขา ก่อนที่เขาจะลงไปนั่งคุกเข่าและมองคนที่นั่งอยู่บนเตียง ที่ในยามนี้ทั้งผิวหน้าและผิวกายของอีกฝ่ายมีสีแดงไม่ต่างไปจากผลผิงกั่ว ดวงตาของอีกฝ่ายยามนี้ก็เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากบางของอีกฝ่ายก็กำลังขบเม้มกันแน่น...คนตรงหน้ายามนี้คงกำลังพยายามฝืนความต้องการของตัวเองอยู่เป็นแน่ “เฟยเกอเป็นอย่างไรบ้างขอรับ? ข้าขอโทษนะขอรับ ยาที่ท่านเพิ่งกินเข้าไปไม่ใช่ยาแก้ปวดต
“อาเล่อเจ้ากำลังทำอะไร?” หยางหมิงเซียนเข้ามาในห้องปรุงยา หลังจากไปส่งยาสมานแผลที่ค่ายทหาร ก็เจอเข้ากับเกาเล่อที่มาก้มๆเงยๆ อยู่แถวชั้นปรุงยาของเขา “ข้าน้อยกำลังจะต้มยาแก้ปวดตัวให้คุณชายใหญ่จินขอรับ” “เฟยเกอเป็นอะไร?” หยางหมิงเซียนรีบเอ่ยถาม เพราะเมื่อเช้าพวกเขาก็ออกมาจากเรือนพักพร้อมกันเหมือนทุกวัน อีกฝ่ายก็ยังปกติดีไม่เห็นมีอาการปวดตัวอะไรให้เห็น “วันนี้คุณชายใหญ่จินมีตรวจรักษาคนไข้ตั้งแต่เช้าเลยขอรับ และวันนี้ก็มีท่านป้าท่านหนึ่งที่ขยับตัวค่อนข้างจะลำบากเข้ามาขอรับการรักษา คุณชายใหญ่จินจึงต้องคอยช่วยนางขยับตัวตอนตรวจรักษาด้วยขอรับ ยามนี้คุณชายใหญ่จินเลยให้ข้าน้อยมาต้มยาแก้ปวดตัวให้ขอรับ” “เจ้ากลับไปช่วยเฟยเกอดูคนไข้ต่อเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการเรื่องยาของเฟยเกอให้เอง อีกสักพักเจ้าค่อยกลับออกมาเอา และข้าฝากบอกเฟยเกอด้วยว่า...ข้ากลับมาแล้ว และเดี๋ยวถ้าข้าต้มยาให้ท่านลุงเจียงเสร็จ ข้าจะรีบเข้าไปหา” “ได้ขอรับ”
หยางหมิงเซียนเฝ้ามองตัวเขาในที่แห่งนี้เริ่มทำเรื่องเลวร้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ยามนี้ตัวเขาในที่แห่งนี้ได้เป็นถึงผู้ช่วยเจ้ากรมกลาโหมแล้ว และตัวเขาในที่แห่งนี้ก็มีเกาเล่อเป็นลูกน้องคนสนิทและยังมีเสี่ยวเปากับเสี่ยวปิงเป็นดั่งมือและเท้าคอยออกไปทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ ให้เขา พวกเขาทำตัวไม่ต่างอะไรจากโจร...ทั้งยักยอกของหลวง ทั้งติดสินบน ทั้งตัดเสบียงอาหารและยาที่จะส่งไปยังค่ายทหาร...เพียงเพื่อต้องการกลั่นแกล้งรองแม่ทัพจินเฟยหลง ด้วยเพราะอีกฝ่ายเข้ามาติดพันกับสตรีที่ตัวเขาในที่แห่งนี้กำลังลุ่มหลง จนวันหนึ่งหยางหมิงเซียนเห็นตัวเขาในที่แห่งนี้ได้เจอกับผู้เป็นมารดา จากนั้นชีวิตของตัวเขาในที่แห่งนี้ก็เริ่มเลวร้ายลงไปจากเดิมเป็นเท่าตัว หยางหมิงเซียนมองตัวเขาในที่แห่งนี้ถูกมารดาชักจูงให้ทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่การดึงตัวเขาในที่แห่งนี้เข้าไปร่วมมือกับหานเฟิง ตอนนี้หยางหมิงเซียนมองตัวเขาในที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากคนเลวคนหนึ่ง ทั้งลงมือทำร้ายผู้คนอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งกับคนที่เคยทำร้ายจิตใจตัวเองด้
“ข้าขอร้องได้หรือไม่ ช่วยปล่อยเด็กคนนั้นไป เด็กคนนั้น...ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเลย หากคนที่จ้างเจ้าต้องการให้เจ้ามาเอาชีวิตข้า อย่างนั้นเจ้าก็เข้ามาเอาชีวิตข้าไปเสียเถอะ แต่ข้าขออย่างเดียว...ช่วยปล่อยเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องคนนั้นไป” จินเฟยเทียนยามนี้เจ็บปวดใจยิ่งนัก เพียงเพราะชีวิตตัวภาระอย่างเขา ทำให้ผู้คนรอบข้างและผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร้อน ต้องมาบาดเจ็บล้มตาย เพียงเพราะต้องการช่วยเหลือตัวภาระเช่นเขาแบบนี้ หากไม่มีเขาสักคนทุกคนคงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เป็นแน่... ‘ชีวิตของข้ามันช่างดูไร้ค่า และเป็นภาระของผู้อื่นอย่างที่ฮูหยินรองพูดไว้จริงๆด้วย’ นักฆ่าคนนั้นเดินเข้าไปหาจินเฟยเทียนแล้วก้มลงหยิบดาบของตัวเองขึ้นมา ก่อนที่เจ้าตัวจะโยนร่างของเด็กชายไปยังจุดที่จินเฟยเทียนกำลังยืนอยู่ จินเฟยเทียนที่เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคองเด็กชายให้กลับขึ้นมายืนข้างตัวเองทันที “ข้าคงทำแบบนั้นให้ท่านไม่ได้หรอกคุณช
หยางหมิงเซียนลืมตาขึ้นมาเขาก็เห็นว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางห้องเล็กห้องหนึ่ง เขาจึงมองไปรอบๆ ห้อง ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย... ‘ที่นี่? หรือว่า?’ หยางหมิงเซียนเดินไปที่เตียงขนาดกลางตรงมุมห้อง แล้วเขาก็ได้เห็นตัวเขาเองกับจินเฟยเทียนในวัยเยาว์ที่กำลังนอนอยู่ข้างกันบนเตียงหลังนั้น ‘นั่นข้ากับเฟยเกอนี่’ จากนั้นหยางหมิงเซียนก็เห็นหยงหม่าเดินเข้ามาในห้อง อีกฝ่ายเดินทะลุผ่านร่างของเขาเข้าไปปลุกคนบนเตียง ดูเหมือนว่ายามนี้คนที่นี่จะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเขาและมองไม่เห็นเขาที่ยืนอยู่ในห้องนี้ด้วย “คุณชายใหญ่ขอรับ...ตื่นได้แล้วขอรับ เราต้องรีบออกเดินทางกันแล้วนะขอรับ พวกองครักษ์บอกว่าเห็นพวกนักฆ่าเข้ามาแถวในหมู่บ้านนี้แล้วขอรับ” หยงหม่าหลังจากเห็นผู้เป็นนายรู้สึกตัวแล้ว เขาก็รีบเดินเข้าไปหยิบเสื้อคลุมให้ผู้เป็นนายและเด็กชายอีกคนบนเตียงทันที&nbs
จินเฟยเทียนหลังจากที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสของคนตรงหน้า แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับตัวลุกออกจากตัวเขา แล้วเอื้อมมือไปหยิบน้ำมันหอมใต้เตียงขึ้นมา... และเมื่อเขาได้เห็นเครื่องแสดงความเป็นบุรุษของอีกฝ่ายอย่างเต็มตา... ยามนี้สติที่เตลิดไปไกลของเขาก็ได้วิ่งกลับมาเข้าในร่างเขาอย่างสมบูรณ์ทันที จินเฟยเทียนมองไปที่เครื่องแสดงความเป็นบุรุษของตัวเองกับของหยางหมิงเซียนแล้ว เขาก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น... แม้ยามนี้เขาอยากจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้มากแค่ไหน และรู้ว่าตัวเองกำลังจะต้องพบเจอกับอะไร แต่เมื่อเขาเห็นแววตาของอีกฝ่ายแล้ว เขาก็กลั้นใจลุกออกไปจากเตียงหลังนี้ไม่ลงจริงๆ และยามนี้ในหัวของจินเฟยเทียนก็คิดแต่เพียงสำนวนที่ว่า...อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง หยางหมิงเซียนเมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เขาก็เริ่มลงมือเตรียมความพร้อมของจินเฟยเทียนต่อทันที “เฟยเกอเ
งานมงคลสมรสระหว่างจินเฟยเทียนกับหยางหมิงเซียนก็ถูกจัดขึ้นตามฤกษ์ยามอย่างเรียบง่ายที่เรือนหอของพวกเขาตามความต้องการของจินเฟยเทียน แต่กว่าที่หยางหมิงเซียนจะเอาตัวเองเข้ามาในห้องหอได้ก็เกือบครึ่งค่อนคืนไปแล้ว เพราะเขาถูกทั้งคนในครอบครัวของจินเฟยเทียนและชิงหลวนคุนกับซานมู่ดึงตัวชนสุราและถ่วงเวลาเขาเอาไว้... หยางหมิงเซียนเมื่อเดินเข้ามาในห้องหอ เขาก็เดินเข้าไปหาจินเฟยเทียนที่นั่งอยู่บนเตียง จากนั้นเขาก็ใช้พัดเปิดผ้าแดงที่คลุมใบหน้าของอีกฝ่ายในยามนี้ออก...แล้วเขาก็ได้เห็นใบหน้าของคนรักของเขา หลังจากที่พวกเขาไม่ได้เห็นหน้าและไม่ได้พบเจอกันเลยมาเป็นเวลาสามวัน ด้วยเพราะพวกเขาต้องทำตามประเพณี...คนตรงหน้าเลยถูกแยกให้ไปพักอยู่ที่ค่ายทหารของจินเฟยหลง “เฟยเกอขอรับ ท่านรู้ตัวหรือไม่ขอรับว่าวันนี้...ท่านรูปงามยิ่งนักขอรับ” จินเฟยเทียนเงยหน้าขึ้นมองหยางหมิงเซียนที่วันนี้เจ้าตัวก็สวมชุดคลุมสีแดงไม่ต่างไปจากเขา แต่ทำไม...