“นั่นพ่อจะไปไหน” มู่อันถามพ่อเมื่อเห็นว่าพ่อกำลังก้าวออกจากบ้าน
“ไปช่วยมู่หานสร้างบ้านนะ ลูกจะไปด้วยกันไหม” มู่จางถามกับลูกชายคนเล็ก
เขารู้ดีว่ามู่อันกับมู่หานมีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด และเจ้าลูกคนเล็กก็แอบช่วยหลานๆ เวลาที่ตนอยู่บ้าน
“ไปครับ ผมจะชวนอาซิงไปด้วย” มู่อันตอบพ่อพร้อมกับเดินไปบอกภรรยาที่ทำงานตั้งแต่เช้ายังไม่ได้หยุดพัก
เขายืนมองร่างผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูกของภรรยาด้วยความสงสาร เขาอยากจะแยกบ้าน แต่ก็ยังเป็นห่วงพ่ออยู่ ก็เลยจำต้องทนอยู่แบบนี้
“อาซิงเราไปช่วยพี่สามกันเถอะ” มู่อันเรียกภรรยาที่กำลังนั่งเหม่อเช็ดน้ำตาและเหงื่อ
“ค่ะ” ซือซิงตอบรับน้ำเสียงแผ่วเบา
ทั้งสามก็ได้พากันเดินออกจากบ้าน โดยละเลยเสียงที่บ่นด่าตามหลังด้วยถ้อยคำแสนหยาบคายไม่น่าฟังเหล่านั้น
“ปู่ อามู่อัน อาสะใภ้ สวัสดีครับ/ค่ะ” เสียงเล็กๆ ของเจ้าลูกชิ้นสองพี่น้องที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ทักทายผู้มาเยือนทั้งสามอย่างน่ารัก
“หลานๆ สบายดีหรือเปล่า กินอิ่มนอนหลับกันไหม” ปู่ถามเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างรู้สึกผิดที่แต่ก่อนเขาละเลยหลานและเหลนไปมาก
“พวกเราสบายดีครับ ที่นอนนุ่มๆ กับข้าวก็อร่อย” เจ้าลูกชิ้นลูกเล็กบอกกับปู่ออกมาตามตรงด้วยความไร้เดียงสา
“ดีแล้วๆ พวกหนูก็อย่าดื้อกันนะ” ปู่พูดพร้อมกับลูบหัวเหลนน้อยด้วยความเอ็นดู
“พ่อ อาอัน น้องสะใภ้ มาได้ยังไงกัน มีอะไรหรือเปล่าครับ” มู่หานเรียกคนสามคนที่เขารู้สึกดีด้วยที่สุดที่เคยอยู่ในบ้านหลังนั้น
“มู่หานลูกกลับมาเรียกพ่อว่าพ่อแล้วฮือๆ” มู่จางพูดขึ้นพร้อมกับร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ “แค่กๆ” แล้วเขาก็ไอออกมาอีก
“ผมจะเรียกก็ตอนอยู่ด้วยกันตามลำพังนี่แหละครับ ถ้าคนพวกนั้นอยู่ด้วยผมก็ไม่กล้าเรียกหรอก ว่าแต่พ่อไม่สบายอย่างนั้นเหรอ ไปหาหมอดีกว่าไหม” มู่หานถามพ่อในนามออกมาด้วยความเป็นห่วง
“เด็กๆ ไปกินข้าวกันค่ะ” ซูเหยาเดินออกมาเรียกเจ้าลูกชิ้น โดยที่ไม่รู้ว่ามีแขกมาเยือนบ้านของตน
“พ่อสามีสวัสดีค่ะ” ซูเหยาเมื่อเธอมองเห็นคนที่นั่งอยู่กับมู่หาน เธอก็ทักทายออกมาด้วยความสุภาพ คนตรงหน้าก็ไม่จัดว่าเป็นคนเลวร้ายอะไร
แค่เป็นเหมือนผู้ชายส่วนใหญ่ที่มักจะไม่สนใจเรื่องในครอบครัว เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้หญิง
“พี่สะใภ้สวัสดีครับ/ค่ะ” มู่อันและภรรยากล่าวทักทายพี่สะใภ้ที่พวกเขาไม่ชอบหน้า เพราะชอบรังแกหลานเล็กสองคนและขี้เกียจ
แต่ตั้งแต่วันที่พี่สะใภ้ฟื้นจากอาการไข้ เขาก็รู้สึกว่าพี่สะใภ้เปลี่ยนไป และเด็กๆ ก็ดูดีขึ้น หรือการป่วยไข้ทำให้คนเปลี่ยนนิสัยได้กัน คนทั้งคู่คิดอย่างงงงวย
“สวัสดี ทุกคนไปกินข้าวด้วยกันเถอะค่ะ” ซูเหยากล่าวชวนญาติทางสามีด้วยความเต็มใจ เพราะเธอรู้ดีว่าน้องชายคนเล็กของมู่หานไม่ได้ร้ายกาจและก็ดีกับเด็กๆ ด้วย
ส่วนสะใภ้เล็กก็ทำแต่งาน ไม่มีปากมีเสียง และก็โดนใช้อยู่ฝ่ายเดียว เธอมองไปที่ร่างกายผ่ายผอมนั้นด้วยความรู้สึกเห็นใจ
ในนิยายได้กล่าวถึงสะใภ้เล็กว่ามีฝีมือเย็บปักดีเลิศ และ มู่อันฉลาดมีความซื่อสัตย์ หนักเอาเบาสู้ อีกหน่อยเมื่อเปิดการค้าเสรีคนทั้งสองก็ได้เป็นเศรษฐีชื่อดัง
แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการอย่างเลือดตาแทบกระเด็น และที่น่าเสียใจที่สุดคือทั้งสองไม่มีลูก
เนื่องจากเป็นเพราะร่างกายของซือซิงที่ตรากตรำทำงานหนัก ถ้าอย่างนั้นก็ ‘ได้การล่ะแต่ก่อนที่เธอจะช่วยคนทั้งสองนี้ เธอจะต้องยุ แค่กๆ ไม่ใช่สิ บอกให้พวกเขาแยกบ้านออกมาให้ได้เสียก่อน
และเมื่อพวกเขาแยกบ้านออกมาได้แล้ว เธอนี้ล่ะจะเป็นคนช่วยพวกเขาเอง และในอนาคตเธอก็จะมีขาทองคำให้เกาะอีกตั้งสองคู่ เรานี่ช่างฉลาดเสียจริงๆ’ ซูเหยาคิดพร้อมทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ในใจ
“พวกลูกกินข้าวกันตอนนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ” มู่จางถามออกมาด้วยความแปลกใจ พร้อมกับไอขึ้นมาอีกครั้ง ขัดความคิดเพ้อฝันของซูเหยาลงทันที
ซูเหยาเมื่อได้เห็นอาการของพ่อสามีเธอก็ตกใจหน้าถอดสี ก่อนปีปฏิวัติมู่จางตามเนื้อเรื่องเดิมจะต้องตายเพราะโรคปอด
การกระทำของครอบครัวซูเหยา ทำให้คนในหมู่บ้านตงไห่ต่างพากันแปลกใจ กับการที่คนตระกูลนี้มาสร้างบ้านอยู่ที่นี่และสร้างเป็นบ้านดิน ไม่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป ทั้งที่เขานั้นมีบ้านอยู่ใกล้กับตัวอำเภอกันอยู่แล้ว“ซูป๋อฉันถามนายจริงๆ เถอะ นึกยังไงถึงจะมาอยู่ในหมู่บ้านที่กันดารแบบนี้” ฉีอันถามกับซูป๋อซึ่งเป็นสหายเก่ากันมาก่อน“ฉันกับครอบครัวอยากย้ายมาอยู่ใกล้ๆ ลูกสาวเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก ส่วนบ้านในเมืองก็แค่ปิดไว้ชั่วคราว” ซูป๋อตอบออกมาตามที่ได้พูดคุยกับครอบครัวเอาไว้“และทำไมนายต้องสร้างบ้านดินเหมือนกับชาวบ้านเขาด้วย ครอบครัวนายเป็นช่างน่าจะทำบ้านที่ดีกว่านี้ได้นี่” ฉีอันที่ยังไม่หยุดความสงสัยถามออกมาอีก“ครอบครัวเราตกลงกันไว้ว่าอยากจะทำให้เหมือนกับชาวบ้านนะครับลุงฉี” เสียงซูเฉินพี่ชายคนโตของบ้านซูเป็นคนตอบ โดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีเลยสักนิด‘โอ้การแสดงของคนบ้านนี้เยี่ยมยอดกันทุกคนเลยแฮะ’ ซูเหยาเมื่อได้ยินการพูดคุยของครอบครัวตัวเองกับผู้ใหญ่บ้านเธอถึงกับอึ้
“มู่หาน คุณรีบพาพ่อสามีไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ ถ้าอาการท่านเป็นหนักมากกว่านี้จะยิ่งแย่เอาได้” ซูเหยาบอกกับสามีในนามด้วยความร้อนใจ“ตะ..แต่เราไม่มีเงินเลยครับ” มู่อันก้มหน้าพูดออกมาด้วยความละอายใจ ซือซิงที่เห็นท่าทางสามีแบบนี้ก็กุมมือของเขาเพื่อเป็นการปลอบโยน“คุณเอาเงินนี่ไป รีบพาท่านไปรักษา” ซูเหยาพูดขึ้นพร้อมกับยื่นถุงเงินของเธอให้กับมู่หาน“มันไม่มากเกินไปเหรอ” มู่หานเมื่อเปิดปากถุงเงินดู เขาถึงกับตกใจรีบถามละล่ำละลักกับซูเหยา“เอาไปเถอะ คุณจ้างเกวียนในหมู่บ้านไปได้เลย อะไรที่ควรจ่ายก็ต้องจ่ายอย่าได้คิดมาก เงินทองสำคัญก็จริง แต่ชีวิตคนสำคัญกว่าจำไว้” ซูเหยาพูดย้ำกับมู่หานออกมา เพราะเธอกลัวว่าเขาจะประหยัดไม่เข้าเรื่อง“น้องสามีไปด้วยก็แล้วกัน ส่วนน้องสะใภ้เข้าไปในครัวกับพี่เถอะ ไปกินข้าวไม่ต้องห่วงเขาทั้งสามหรอก” ซูเหยาพูดกับน้องสะใภ้ที่เอาแต่ก้มหน้ามองมือตัวเองอย่างลังเล“ไปค่ะคุณอา อาหารที่คุณยายและน้าเหยาทำอร่อยมากๆ” เจ้าตัวน้อยพูดขึ้นพร้อมจับมืออาสะใภ้เล็กขอ
“มันก็จริงนะ ว่าแต่พ่อคุณกับน้องชายไม่ได้กลับมาด้วยเหรอคะ” ซูเหยาถามสามีออกมาด้วยความสงสัย“ผมต้องขอบคุณ คุณมากๆ เลย ที่ให้เงินผมพาพ่อไปหาหมอตอนนี้พ่อต้องนอนอยู่โรงพยาบาล มู่อันก็เลยอาสาเฝ้าไข้ที่นั่นครับ” มู่หานกล่าวกับภรรยาออกมาด้วยความซึ้งใจในระหว่างที่สามีกับภรรยากำลังสนทนากันอยู่ด้านใน ด้านนอกห้องครัวก็ได้มีเสียงแหลมสูง ซึ่งซูเหยาจำได้ดีว่าเป็นเสียงใคร เธอจึงได้ดึงมือมู่หานเดินออกมาอย่างรวดเร็ว“นังสะใภ้ตัวดี แกคิดว่าหลบอยู่ที่นี่แล้วฉันจะลากแกกลับไปทำงานไม่ได้หรือไง” เสียงแหลมสูงของฉินเจียวพูดขึ้น พร้อมกับใช้นิ้วชี้หน้าซือซิงด้วยความโมโห“สะใภ้ใหญ่ไปลากตัวมันกลับบ้านไปทำงานเดี๋ยวนี้ มันอยู่ในบ้านมู่ก็ต้องทำงานให้บ้านมู่ จะมาหลบอู้อยู่ที่นี่ได้ยังไง” ฉินเจียวส่งเสียงแสดงความมีอำนาจของตนสั่งสะใภ้คนโปรด“หยุดเดี๋ยวนี้ หากใครเข้าไปใกล้น้องสะใภ้อีกก้าวเดียวอย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ” เสียงซูเหยาตะโกนขึ้นอย่างเสียงดัง (เอาเซ่คิดว่าเสียงดังเป็นคนเดียวหรือไง ว่าแล้วก็เริ่มจะเจ็บคอ)&ldqu
ค่ำคืนนั้นซือซิงเพิ่งจะได้รู้ว่าการนอนหลับอย่างเป็นสุขนั้นมีอยู่จริง โดยที่เธอยังไม่รู้ว่ายามเช้าหลังจากที่เธอลืมตาตื่น ไม่ทันที่ฟ้าจะสว่าง ได้มีมารมาผจญถึงหน้าบ้าน“ออกมาเดี๋ยวนี้นังสะใภ้ตัวดี หนอยแกกล้ามากเลยนะปีกกล้าขาแข็งนักใช่ไหม คอยดูฉันจะให้ลูกชายฉันหย่ากับแก ดูสิถ้าแกถูกหย่าแกจะถูกตราหน้าว่ายังไง” เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของฉินเจียวดังแผดร้องอยู่ด้านนอกประตูบ้านซือซิงตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาเธอก็รู้สึกว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน และตอนนี้เธอได้ตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริงเสียแล้วซือซิงนั่งกอดผ้าห่ม โดยมือของเธอขยุ้มผ้าห่มจับแน่นอยู่ที่อกอย่างหวาดหวั่น ใบหน้าของเธอในยามนี้ไร้ซึ่งสีเลือดเพราะความวิตกเหงื่อมากมายไหลรินตั้งแต่หน้าผากไหลลงมาตามลำคอ ภายในเสื้อของเธอที่ทำมาจากผ้าป่าน ที่เก่าแล้วเก่าอีกเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ‘เธอควรจะทำอย่างไรดี ถึงจะหลีกเลี่ยงเสียงที่เธอได้ยินแบบนี้ได้กัน เธอไม่อยากกลับไปบ้านหลังนั้น ที่เป็นเหมือนนรกสำหรับเธออีกแล้ว’ ซือซิงคิดวนไปวนมาอย่างว้าวุ่นใจ‘วันนี้พี่อาจจะปกป้องเธอ
“ชื่อเสียงอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่ต้องการหรอก ฉันต้องการแค่กินอิ่ม นอนหลับ ทำงานให้ได้เงินที่สามารถเก็บเอาไว้ได้เองไม่ต้องส่งให้ใคร” ซือซิงร้องไห้พร้อมกับพูดในสิ่งที่อยู่ในใจออกมา อีกคำรบด้วยอาการสะอึกสะอื้น“พวกคุณคงได้ยินสิ่งที่น้องสะใภ้ของฉันพูดแล้วนะคะ ฉันหวังว่าพวกคุณคงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเธออีกอ๋อคุณสามารถถามลูกชายของคุณได้เลยว่าจะเอายังไง” ซูเหยาที่มากับครอบครัวได้สักพักแล้ว เดินเข้ามายืนข้างซือซิงแล้วพูดออกมา“ผมไม่หย่า แล้วผมก็ต้องการจะแยกบ้านด้วย” มู่อันที่ได้พยุงพ่อของตนเดินเข้ามาพร้อมกับมู่หานที่พยุงพ่อของตนอยู่อีกด้านพูดขึ้นเสียงดัง“แก.. แกมันเป็นหมาป่าตาขาว เห็นเมียดีกว่าแม่ ได้ถ้าแกอยากแยกแกก็ออกไปแต่ตัว ข้าวของอะไรฉันก็จะไม่แบ่งให้ แล้วพวกแกก็อย่าซมซานกลับมาก็แล้วกันอ๋อแล้วก็เอาพ่อขี้โรคของแกไปด้วย หนอยมีเงินพากันไปหาหมอ แต่ไม่นึกถึงคนที่บ้านว่าจะมีกินไม่มีกิน” ฉินเจียวพูดเสียงดังอย่างคนเห็นแก่ตัว“มันจะเกินไปแล้วนะฉินเจียว มู่จางนั่นเป็นสามีของหล่อนนะ ห
มู่หาน มู่อัน ได้พามู่จางเดินมาถึงบ้านผู้ใหญ่ฉีอัน ทางด้านฉินเจียวก็ได้ให้จิวเหลียนไปตามมู่ปิงมาเป็นพยานในครั้งนี้ด้วยจิวเหลียนผู้ที่ชื่นชอบเห็นหายนะของผู้อื่น เธอจึงได้รีบเดินพุงกระเพื่อมกลับบ้านไปตามคำสั่งของแม่สามีตนทันที“สามีคุณอยู่ที่ไหนคะ” เสียงจิวเหลียนที่ดัดเรียกสามีของตนเพื่อให้ดูอ่อนหวานได้ดังขึ้นเมื่อเธอได้เดินเข้าไปในบ้านที่แบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตกบ้านหลังนี้เป็นบ้านดินก็จริง แต่จัดว่าเป็นบ้านที่ใหญ่และดีกว่าผู้คนในหมู่บ้าน เนื่องจากสมัยก่อนพ่อของมู่จางเป็นชาวประมงที่หาของทะเลยากๆ ได้เขาจึงได้นำเงินมาซื้อที่ดินและปลูกบ้านห้าห้องหลังนี้เอาไว้ ส่วนที่ดินก็แบ่งให้กับลูกทั้งสอง โดยที่ดินและบ้านมอบให้กับมู่จาง เนื่องจากแม่ของมู่จางไม่พอใจลูกชายคนโตที่หัวแข็ง“คุณมีอะไร เรียกผมทำไม คนกำลังจะนอน” เสียงอันเกียจคร้านดังขึ้นจากคนที่นั่งบนเก้าอี้ไม้โยก ที่หันหน้าไปทางต้นแปะก๊วยที่ใบกำลังร่วงหล่น“เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นนะสิคะ แม่สามีให้ฉันมาตามคุณไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน” จิวเหลียนก็จีบปากจีบคอพูดออกมาอีก
ด้านนอกที่ติดกับลำธารเล็กๆ กลุ่มของซูเหยาได้นำเสื่อผืนใหญ่มาปูอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาอย่างร่มรื่น อากาศในช่วงนี้มีความเย็นอยู่บ้างในช่วงเช้า แต่พอช่วงบ่ายก็จะมีแดดออก ทำให้อากาศแปรเปลี่ยนเป็นอุ่นสบาย“น้องสะใภ้นี่ฝีมือดีจริงๆ อย่างนี้ตัดเสื้อผ้าขายได้สบายเลย” ซูเหยาพูดชมซือซิงออกมาจากใจ หลังจากที่เธอได้วาดแบบเสื้อผ้าประยุกต์ เพื่อที่จะเข้ากับคนยุคนี้ออกมาให้ซือซิงเย็บ“พี่สะใภ้กล่าวชมเกินจริงไปแล้วค่ะ นั่นเป็นเพราะแบบที่พี่เอาออกมาให้ฉันดูต่างหาก ก็เลยทำให้เสื้อตัวนี้ออกมาสวย“เธอไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก ตามที่อาเหยาว่าไว้ไม่ผิดหรอกจ้ะ ฝีเข็มของเธอสวยงามและยังเท่ากันด้วย แล้วยังเย็บเร็วอีกต่างหาก” ฟางหรงพูดชมออกมา พรางลูบเสื้อที่สำเร็จตัวนี้ด้วยความหลงไหล“ใช่ฉันเองก็เห็นด้วยกับทั้งสองคนนะ ต่อให้แบบสวยถ้าคนทำไม่มีความละเอียดประณีตความงามก็จะขาดไป” ลี่มี่ก็กล่าวออกมาบ้างเช่นกันหว่านชิงที่ได้เห็นลูกสาวและลูกสะใภ้เข้ากันได้ เธอก็ถึงกับน้ำตาซึม ‘ขอบคุณนะคะเจ้าแม่ ที่ช่วยให้อาเหยาได้กลายเป
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปพ่อว่าเราไปสร้างบ้านให้กับมู่อันก่อนก็แล้วกัน ในระหว่างสร้างบ้านก็ล้อมรั้วไปด้วยเลย ทุกคนมีความเห็นว่ายังไง” ซูป๋อถามกับคนที่นั่งอยู่ด้วยกันหลังกินข้าวกลางวัน“พ่อคะ พรุ่งนี้ฉันว่าจะพาน้องสะใภ้และน้องสามีไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลค่ะ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พ่อก็สร้างบ้านของพ่อหรือพี่ใหญ่ พี่รองไปก่อนก็ได้ดีไหมคะ” ซูเหยาบอกกับทุกคน“พี่สะใภ้ครับผมไม่ได้ป่วยอะไรนะครับ หรือว่าซือซิงจะป่วย” มู่อันถามขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมกับหันมองไปทางซือซิงด้วยสายตาแห่งความเป็นห่วง“ฉะ..ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แค่พี่สะใภ้บอกว่าให้ไปตรวจร่างกายว่าระ..เราจะมีลูกได้ไหม” ซือซิงพูดเสียงเบาออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากการเขินอาย“อะ..เอ่อ” มู่อันอึกๆ อักๆ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ ตัดกับใบหน้าคล้ำแดดของเขา‘คนยุคนี้น่ารักกันจริงๆ แฮะ พูดเรื่องเกี่ยวกับในห้องหับแบบนี้ก็ถึงกับหน้าแดงกันเสียแล้ว’ ซูเหยาที่มองท่าทางทั้งสองคนคิดในใจ“ซูเหยาผมขอบคุณคุณมากนะครับ ที่ใส่ใจเรื่องของน้องชายและน้
หนุ่มน้อยคนเล็กของครอบครัวเทียนที่ตอนนี้ได้ก้าวเท้าเข้าสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง คณะบริหารธุรกิจตามที่ตัวเองต้องการ เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายคนโตของซูหลงที่ต้องการจะเป็นพ่อครัวอันดับหนึ่งตามรอยเท้าของคนเป็นพ่ออีกหนึ่งก็คือบุตรชายคนโตของครอบครัวเจียงสามที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่สมาชิกครอบครัวนี้ก็มีเพียงเจียงเจ๋อที่มีครอบครัว ซึ่งตอนนี้เจียงฮวนได้มีน้องสาวน้องชายมาเพิ่มอีกอย่างละหนึ่งทั้งสามคนมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ก็ยังคงสนิทกัน เนื่องจากทั้งสามมีอายุไล่เลี่ยกันเกิดก่อนหลังห่างกันไม่มากทำให้ได้อยู่ปีเดียวกันเทียนหยุนนั้นเป็นเหมืนเมฆตามชื่อล่องลอยอย่างอิสระ แต่ในเรื่องความรับผิดชอบเขามีเต็มร้อยเนื่องจากได้รับการฝึกฝนมาจากผู้เป็นแม่และพ่อในการทำงานซูตงที่แม้จะมีบุคลิกหนาวเหน็บตามชื่อแต่เมื่อไหร่ที่ได้ทำอาหารหรือขนมชายหนุ่มผมยาวผู้นี้จะมีความอ่อนโยนดุจสายน้ำคนสุดท้ายเจียงฮวนชายหนุ่มผู้มีความนิ่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาก็มักจะทำตัวนิ่งอยู่เสมอต้นเสมอปลาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที
ชายหนุ่มที่โดนหญิงสาวคนนี้กอดขาของตนเขาก็ตกใจ แต่เมื่อเห็นอาการอันสั่นเทาของหญิงสาวฮุ่ยหมิ่นก็รู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย ทำให้เขาก้มตัวลงไปจับไหล่บางของหญิงสาวด้วยมือทั้งสองข้าง“สหายตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว” เสียงอันอ่อนโยนของชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่ยังไม่ยอมลืมตาด้วยความเห็นใจเมื่อหญิงสาวผมสั้นได้ยินเสียงอันทุ้มนุ่มที่อยู่เหนือศีรษะของตนหญิงสาวก็ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ พร้อมกับลืมตามองสิ่งที่ตัวเองกอดอยู่ก็เห็นเป็นกางเกงสีเขียวของทหารฉินเซียวซานเมื่อเห็นแบบนี้หล่อนจึงได้ผละตัวออกทันทีก่อนที่ตัวเองเกือบจะนั่งลงไปกับพื้นหิมะโชคดีที่ว่าชายหนุ่มจับไหล่ของเธอเอาไว้ ทำให้หล่อนไม่นั่งจ้ำเบ้าลงไปบนพื้นอันเย็นเฉียบ“สหายระวัง” ฮุ่ยหมิ่นกล่าวออกมาเสียงดังด้วยความตกใจที่หญิงคนนี้อยู่ ๆ ก็ผละออกจากเขากะทันหันหญิงสาวผมสั้นเมื่อได้ยินเสียงของคนพูดหล่อนจึงได้แหงนหน้าของตนมองขึ้นไปด้านบน ทำให้ดวงตากลมโตของเธอสบกับดวงตาเรียวคมดุของคนเบื้องหน้าที่กำลังมองเธออยู่เช่นกันในช่วงเวลาที่คนทั้งสองกำลังสบตากั
หิมะตกหนักท่ามกลางฤดูหนาวอันโหดร้ายของปีที่ภัยพิบัติได้มาเยือนในเขตภาคเหนือของประเทศทำให้ทหารต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อันห่างไกลการเดินทางไปช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้มู่ซือกับฮุ่ยหมิ่นที่ได้เลื่อนตำแหน่งไปด้วยกันเป็นทีมแรก ท่ามกลางหิมะกองสูงพวกเขาจะต้องเดินฝ่าเพื่อไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้าที่มีคนติดต่อมาว่าได้ถูกหิมะถล่มหลังคา ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากและยังมีอีกหลายชีวิตที่ติดอยู่ภายใต้ซากหลังคาที่ถล่มทำให้หน่วยงานของพวกเขาจำเป็นต้องให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่การเดินทางฝ่าหิมะไม่ใช่เรื่องง่ายในระหว่างที่ทหารในกลุ่มของสองพี่น้องกำลังเดินทางพวกเขาก็ได้ยินเสียงของสุนัขป่าเห่ากรรโชกเสียงดังเหมือนข่มขู่อะไรบางอย่างด้านหน้าห่างจากพวกเขาไม่มากนัก ทำให้คนในกลุ่มพากันเร่งฝีเท้าของพวกตนให้เร็วขึ้น ท่ามกลางฝูงหมาป่าหกตัวที่ล้อมหญิงสาวสองคน หนึ่งในนั้นเป็นคนที่สองพี่น้องย่อมจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี“เจินเจินพวกเราจะทำยังไงกันดีจะไปตามคนมาช่วยดันจะมากลายเป็นอาหารหมาป่าเข้าเสียได้” เสียงหญิงสาวผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงกล่าวกับเพื
ภายนอกถ้ำที่โจรทั้งหกนั่งรอบกองไฟที่พวกมันก่อ บัดนี้ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังโอบล้อมพวกมันตามที่เทียนเฉินได้คาดการณ์เอาไว้“ผู้กองหานพวกเราจะรอถึงเมื่อไหร่ครับ” มู่ซือถามกับครูฝึกของตนด้วยความร้อนใจ เนื่องจากเป็นห่วงน้องชายที่อาสาเป็นตัวประกัน“เกือบได้เวลาแล้วนายก็ใจเย็นลงสักหน่อยเถอะ นายต้องเชื่อใจเทียนเฉินสิ” คนที่เป็นทั้งครูฝึกและกำลังจะเป็นน้องเขยของคนตรงหน้ากล่าว“ผมทราบครับแต่นั่นน้องชายผมนะครับ หากผมใจร้อนป่านนี้ผมบุกเข้าไปแล้ว” คนเป็นว่าที่พี่เมียแย้งพวกเขาซุ่มดูพวกมันมาจะครึ่งคืนแล้วไม่เห็นวี่แววว่าโจรร้ายพวกนี้จะหลับสักที หานจ้านจึงได้นึกถึงสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้คนสลบออกมา“มู่ซือนายเอาเจ้านี่ไปเผาให้ควันไปทางพวกมันนะรับรองพวกมันหลับแน่ ไม่หลับก็อาจจะสะลึมสะลือใช้ระวังหน่อยก็แล้วกันผลงานน้องสาวนายเลยนะ” คนเป็นหัวหน้ากลุ่มกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจมู่ซือแม้อยากจะพูดอะไรแต่เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมดังนั้นเขาจึงได้นำสหายร่วมรบไปกับตนอีกสองคนเพื่อไปทำตามคำสั่ง
ยามเย็นย่ำท่ามกลางป่าใหญ่ที่ปราศจากเสียงร้องของสัตว์ เทียนเฉินผู้ที่ได้ปลอมตัวเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ถูกผู้ร้ายค้าอาวุธเถื่อนจับตัวมาพร้อมกับกลุ่มคนอีกสี่คนหนึ่งในนั้นมีหญิงสาวใบหน้ากลมดวงตาเรียวเล็กอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เทียนเฉินคิดว่าเด็กคนนี้บางทีน่าจะเป็นเด็กวัยมัธยมที่ถูกเจ้าชั่วพวกนี้จับมา“ลูกพี่อีกนานไหมกว่านายใหญ่จะมา” เสียงของหนึ่งในพ่อค้าอาวุธดังขึ้นขัดความคิดของเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ตอนนี้แต่งตัวเหมือนคนทำงานในหน่วยงานวิจัยขององค์กรบางอย่างที่คนร้ายพวกนี้ต้องการตัว“นายก็รอหน่อยเถอะอีกไม่นานเจ้านายก็น่าจะมาแล้ว ว่าแต่ทำไมตัวประกันของเราถึงมีเด็กมาด้วยวะ” ชายหน้าบากที่ถูกเรียกว่าลูกพี่ถามกับลูกน้องที่มีอาวุธปืนอยู่ในมือหลังจากที่มองไปยังหญิงสาวร่างเล็กใบหน้ากลม“ก็ฉันเห็นว่าหล่อนอยู่กับเจ้าหน้าที่พวกนี้ก็เลยจับมาทั้งหมด แต่พี่ว่าหล่อนยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ หรือว่าจะปล่อยหล่อนไปเด็กขนาดนี้คงจะบอกตำรวจหรือทหารอะไรได้ไม่มากหรอก” คนพูดเป็นชายที่มีลูกสาวอยู่ในวัยมัธยมถามความเห็นกับลูกพี่ใหญ่“แกจะบ้าเหรอห
มิเชลรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความฝันที่ไม่ใช่ความจริงหากเป็นความฝันหญิงสาวก็ไม่คิดอยากจะลืมตาตื่นชายหนุ่มที่ฉุดหญิงสาววิ่งมาไกลแล้วจึงได้รู้สึกเบาใจว่าไม่น่าจะมีคนตามพวกเขามาทัน เขาจึงได้ปล่อยข้อมือของหญิงสาวคนนี้ลง“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” หลังจากที่เขาปล่อยมือของตนแล้วชายหนุ่มก็มองหน้าหญิงสาวที่ตอนนี้แม้จะยังสวมแว่นตาอยู่แต่ด้วยการที่พวกเขาวิ่งกันมาไกลก็ยังพอเห็นใบหน้าอันแดงเรื่อจากแสงไฟทำให้ใบหน้านั้นดูน่ารักเทียนเฟยรู้สึกตกใจความคิดของตัวเองอยู่ไม่น้อยนี่เขาชมคนอื่นนอกจากน้องสาวของตน ทางด้านหญิงสาวที่กำลังรู้สึกเขินอายได้มองเห็นอาการเลิ่กลั่กของชายหนุ่มมาดนิ่งหล่อนก็หลุดยิ้มออกมาก่อนที่จะตอบชายที่อยู่ในความทรงจำออกไป“ฉันไม่เป็นไรค่ะแค่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย” หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยหอบตามที่ตนพูดไปจริง ๆ“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ คุณพักอยู่ที่ไหนให้ผมไปส่งเถอะผู้หญิงเดินคนเดียวยามค่ำคืนน่าเป็นห่วง” เทียนเฟยกล่าวตามที่ตัวเองรู้สึก“คือฉันพักอยู่ที่...มันจะสะดวกสำหรับพี่หรือเปล่าคะ” หล่อนแทนตัว
“ผมขอโทษครับคุณได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” เสียงอันอ่อนนุ่มของเทียนเฟยกล่าวกับหญิงสาวผมทองร่างบางสวมแว่นตากรอบหนาออกมาอย่างรู้สึกผิด“ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณเช่นกันที่เดินมาชนคุณก่อน” หญิงสาวคนนั้นกล่าวออกมาด้วยความเสียใจไม่แพ้กันเทียนเฟยหลังจากที่เก็บหนังสือเรียนของตัวเองแล้ว เขาก็ได้มาช่วยหญิงสาวคนนี้เก็บของที่กระจัดกระจายเพื่อส่งคืนให้เจ้าของ“ขอบคุณค่ะรุ่นพี่” หญิงสาวผมทองกล่าวตอบชายหนุ่มเสียงเบาด้วยความอาย“ไม่เป็นไรครับผมเต็มใจ ถ้าหากว่าคุณไม่เป็นอะไรแล้วผมขอตัวก่อน” เทียนเฟยบอกกับหญิงสาวหลังจากที่เขาดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วใกล้ถึงเวลาเรียนของตนหญิงสาวผมทองจึงได้แต่มองตามทุกการก้าวเดินของชายหนุ่มต่างสัญชาติด้วยความประทับใจ ที่คนผู้นั้นอาจจะจำหล่อนไม่ได้จากเหตุการณ์หลายวันก่อนที่เธอได้ถูกคนรังแกในขณะที่เธอกำลังจะตอบโต้คนพวกนั้น แต่ว่าได้มีชายหนุ่มคนนี้เข้ามาช่วยเอาไว้ก่อนมิเชลไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้มาเจอกับชายหนุ่มคนนี้อีกครั้งด้วยความบังเอิญ เธอรู้ตัวเองดีว่าไม่เหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะเป็นด้วยรูปลั
ส่วนมู่ฟางก็ได้เจอกับพี่ชายของตนที่มาพร้อมกับชายหนุ่มที่เธอเป็นคนตรวจร่างกายให้เป็นคนสุดท้ายก่อนพัก“สหายกับพี่ชายของฉันสนิทกันอย่างนั้นหรือคะถึงได้มาด้วยกัน” คนเป็นน้องสาวถามกับชายคนนี้ออกมาหลังจากที่เธอเดินมาหาพี่ชายของตนแล้ว“คือว่าใช่ครับพวกเราสนิทกันมาก” คนเป็นครูฝึกโอบไหล่นักเรียนของตนแน่นก่อนตอบหญิงสาวพร้อมรอยยิ้ม“ถ้าอย่างนั้นยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเป็นน้องสาวของพี่ชาย ชื่อมู่ฟาง” หญิงสาวที่อายุน้อยกว่ากล่าวพร้อมก้มหัวของ ตนลงทางด้านเทียนเฉินที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับน้องสาวและว่าที่น้องเขย เขาก็ได้แต่นั่งยิ้มมองไปทางพี่สาวพี่ชายอย่างอารมณ์ดี“พี่ชายฉันสงสัยอยู่เล็กน้อยทำไมสหายทหารถึงเรียกพี่มู่ฟางว่าพี่สะใภ้กันคะ” เทียนผิงที่รู้สึกสงสัยจึงได้ถามกับพี่ชายของตนออกมาตงหยางกับสหายที่นั่งอยู่ด้วยกันอีกสองคนที่กำลังกินข้าวอยู่แสดงสีหน้าประหลาดออกมาพลางเฉไฉทำเป็นไม่ได้ยินคำถามนี้อย่างพร้อมเพรียง“คือว่าเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ...” เทียนเฉินเอามือป้องปากกระซิบไปที่หูของน้องน้
ภายในโรงพยาบาลทหารที่เป็นสถานที่ทำงานของสองสาวเทียน มู่ ทั้งสองสาวต่างก็จัดว่าเป็นดอกไม้งามของโรงพยาบาลแห่งนี้ แต่ทุกคนต่างก็เป็นที่รู้กันดีว่าคุณหมอเทียนผิงนั้นมีคู่หมายเป็นผู้กองหน้าน้ำแข็งประจำหน่วยพยัคฆ์ทำให้หล่อนหมดความสนใจจากทหารคนอื่นไปทั้งหมด ยกเว้นมู่ฟางที่มักมีทหารหนุ่มต่างหาคนมาเป็นแม่สื่อ เพื่อต้องการติดต่อกับหญิงสาว แต่หญิงสาวคนนี้ก็ถูกคนเป็นพี่ชายหวงอยู่ไม่น้อย“อาซือ นายว่าฉันเป็นคนยังไงพอจะเป็นน้องเขยของนายได้หรือเปล่า” หนึ่งในสหายร่วมรบถามขึ้นกับเพื่อนของตนหลังฝึกซ้อมช่วงเย็น“ฉันเห็นนะไม่สำคัญหรอกเพราะคนที่จะต้องตัดสินใจคือน้องสาวของฉัน นายก็เห็นว่าวัน ๆ น้องของฉันทำแต่งานเคยมองใครที่ไหนกัน” คนเป็นพี่ชายพูดแบ่งรับแบ่งสู้“นายหวงน้องสาวก็บอกมาเถอะ แต่ว่านายก็เห็นพวกเราอยู่ทุกวัน นายไม่เลือกหนึ่งในพวกเราเป็นน้องเขยจริง ๆ เหรอ” สหายอีกคนที่อยู่ด้วยกันกล่าวพร้อมเสนอตัวเอง“พวกพี่ชายก็อย่าตื้อพี่ซือมากเลยครับ พี่สาวฟางของผมยังไม่ชอบใครต่างหาก ถ้าหากว่าเธอถูกใจพวกพ