หลังจากซูซูทานอาหารเสร็จไม่นานนักก็มีคนจากเรือนท่านแม่มาตามนางไปเพื่อวัดตัวตัดชุดให้ทันงานในวันพรุ่งนี้ ซูซูจึงเดินไปพร้อมกับเจียงเหม่ยและเจียงฮวา ส่วยเจียงจิวกับเจียงเฟยต่างพากันเก็บสำรับและทำความสะอาดเรือนรอคุณหนูของพวกนางกลับมาพักผ่อน
เมื่อพวกนางเดินไปถึงเรือนใหญ่แล้ว ซูซูที่เห็นท่านแม่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หลักในห้องรับแขกด้านหน้าเรือนใหญ่ก็รีบเข้าไปกอดและออดอ้อนท่านแม่ของนางอย่างน่ารัก ทำเอาบ่าวทั้งหลายที่ดูอยู่ต่างยิ้มตามความน่ารักของคุณหนูของพวกนาง ตั้งแต่มีคุณหนูเข้ามาเพียงวันเดียว ในจวนก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าอ้างว้างเหมือนที่ผ่านมาตลอดหลายปี
“เอาล่ะ ๆ ลูกรัก เลิกอ้อนแม่ได้แล้ว เจ้ารีบไปยืนให้ช่างวัดตัวเสียเร็ว ๆ แล้วเจ้าก็ค่อยเลือกสีผ้าว่าเจ้าอยากใส่ชุดสีอะไรในวันพรุ่งนี้ ช่างจะได้ตัดมาให้เจ้าก่อน”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ฟอด”
&nbs
ครอบครัวสี่คนทานอาหารไปคุยกันไป คราวนี้พ่อ แม่และพี่ชายนางไม่ได้คีบอาหารให้นางมากนัก ด้วยกลัวว่าจะเป็นการบังคับนางให้กินมากเกินไปเหมือนกับเมื่อวานนี้ ซูซูจึงกินข้าวอย่างมีความสุข เมื่ออิ่มแล้วนางก็คอยคีบอาหารให้กับคนในครอบครัวของนางเช่นเดียวกัน หลังจบมื้ออาหาร วันนี้มีเพียงพี่ชายของนางเท่านั้นที่เดินไปส่งซูซูที่เรือน ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ก็ถูกซูซูบอกให้รีบไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ท่านแม่ของนางจะต้องไปงานพร้อมกันกับนางและพี่ชาย ซูซูจึงไม่อยากให้ท่านเสียเวลาเดินมาส่งนางยังเรือนเหมือนเมื่อคืนนี้“เอาล่ะ พวกเจ้าดูแลน้องสาวข้าให้ดี พรุ่งนี้รอเจ้าแต่งตัวเสร็จแล้ว พี่ชายจะเดินมารับเจ้าที่เรือนเองนะซูซู”“เจ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านเดินกลับเรือนดี ๆ เล่าเจ้าคะ”“ฮ่า ฮ่า รับรองว่าพี่ชายของเจ้าไม่เป็นอะไรแน่นอน ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วงพี่ใหญ่นะ”
ทั้งสามคนนั่งพักกันหลังทานข้าวเที่ยงไม่นานนักก็พากันขึ้นรถม้าไปยังจวนของเสนาบดีกรมพิธีการด้วยกัน ที่ฟางฉือห่าวไม่อยากแยกรถม้าก็เพราะเขาหวงน้องสาวนั่นเอง แน่นอนว่าเขาต้องประกบติดทั้งท่านแม่และน้องสาวภายในงานเพื่อป้องกันคนมาสร้างปัญหาให้กับพวกเขา ด้านอ๋องเฉิงที่ถูกเชิญมางานนี้เช่นเดียวกันก็ไปถึงจวนเสนาบดีกรมพิธีการก่อนหน้าฟางฉือห่าวไม่นานนัก พระองค์ถูกเชิญให้นั่งในตำแหน่งที่สูงที่สุดตามตำแหน่งทางการของท่านอ๋อง คนที่มางานต่างมาคารวะท่านอ๋องอย่างเต็มพิธีการก่อนที่จะแยกตัวออกไปและปล่อยให้ท่านอ๋องอยู่กับเสนาบดีกรมพิธีการที่นำบุตรีมาคอยดูแลท่านอ๋องอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนฮูหยินใหญ่ของเขานั้นก็ไปรอต้อนรับแขกที่หน้าประตูห้องโถงรับแขกตามหน้าที่ของนาง เมื่อรถม้าจวนตระกูลฟางหยุดลง ฟางฉือห่าวก็ออกไปก่อนใครเพื่อน เขานำบันไดมาแขวนเอาไว้ข้างรถม้าเพื่อให้ท่านแม่ลงมาก่อน โดยเขายังประคองท่านให้ลงมายืนอย่างมั่นคง ก่อนที่ซูซู
ซูซูที่เห็นท่านแม่ไม่พอใจกับคำพูดของหญิงสาวนางนั้นก็ได้แต่ปลอบท่านแม่เบา ๆ อย่างเป็นห่วง“ท่านแม่อย่าโกรธ หากข้าไม่ได้เป็นอย่างที่พวกนางว่า แล้วท่านแม่จะโกรธให้เสียสุขภาพทำไมกันเจ้าคะ คนพวกนี้ก็ดีแต่ดูถูกคนอื่นก็เท่านั้นเอง”“เฮ้อ เหตุใดเจ้าจึงได้เป็นเด็กดีเช่นนี้กันนะ รอพี่ชายเจ้ากลับมาก่อน แม่จะบอกให้เขาจัดการตระกูลเจ้าไม่ให้เข้าร้านค้าของบ้านเราอีกเลย คอยดูสิ”“อืม ข้าแล้วแต่ท่านแม่เจ้าค่ะ นั่นไง พี่ใหญ่กลับมาแล้ว ท่านแม่ยิ้มหน่อยสิเจ้าคะ” มู่อิงเอ๋อได้แต่ยิ้มกับความเป็นห่วงของลูกสาว นับว่าไม่เสียแรงที่นางยังมีลูกสาวคนนี้อีกคน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันนับสิบกว่าปี แต่ความผูกพันธ์ระหว่างสายเลือดนั้นยังเข้มข้นอยู่เช่นเคย“นี่ของว่างกับน้ำชาขอรับท่านแม่”“เจ้าวางไว้โต๊ะด้านข้า
ซูซูหรี่ตาหันไปมองเจ้าหน้ากากของนางว่าเขาจะตัดสินเรื่องราวนี้ให้นางอย่างไร หากเขาไม่ลงโทษคนทำผิดให้นางล่ะก็ รับรองว่านางจะอาละวาดจนจวนเสนาบดีต้องสร้างใหม่เลยทีเดียวเชียวล่ะ อ๋องเฉิงที่เห็นสายตาแม่เสือตัวน้อยของพระองค์ก็ถึงกับแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ พระองค์นึกอยู่แล้วว่านางคงไม่ยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ เป็นแน่ เพื่อช่วยคนในจวนเสนาบดีสักเล็กน้อย เขาจึงต้องตัดสินความให้นางอย่างยุติธรรม ฉวนเหมยอิงที่เห็นว่าภัยลามมาถึงตัวนางจึงรีบคุกเข่าลงต่อหน้าอ๋องเฉิงและร้องไห้ขอความเมตตาว่านางไม่ได้เป็นคนสั่งในทันที ทำเอาทุกคนในงานที่รู้นิสัยของนางต่างพากันเบ้ปากอย่างหมั่นไส้กับความเสแสร้งของนาง“ฮึ เจ้าจะให้ข้าปล่อยเจ้ากับบ่าวไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อเจ้าทำผิด พวกเจ้าก็ต้องรับโทษ ทหาร นำพวกนางไปที่กรมอาญา แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าพวกนางจงใจทำร้ายคนโดยไร้เหตุผล ให้ลงโทษโบยคนละห้าสิบไม้ จากนั้นส่งนางไป
มู่อิงเอ๋อเห็นสามีกลับมาเร็วก็รู้ว่าเขาน่าจะรู้เรื่องที่จวนเสนาบดีกรมพิธีการแล้วกระมัง เมื่อฟางเซียนหลงนั่งลงข้างกายภรรยา มู่อิงเอ๋อก็เล่าเรื่องให้สามีฟัง“โชคดีที่พวกเจ้าได้ท่านอ๋องช่วยเอาไว้ ไม่เช่นนั้นข้าเองก็ไม่รู้ว่าเสนาบดีกรมพิธีการจะทำสิ่งใดเลวร้ายกับพวกเจ้าบ้าง ส่วนเรื่องไม่ให้ตระกูลเจ้าเข้าร้าน เดี๋ยวข้าจะสั่งพ่อบ้านไปแจ้งเอง รวมทั้งจวนเสนาบดีกรมพิธีการด้วย ข้าไม่ชอบใจเลยที่แค่พวกเจ้าไปงานเลี้ยงแต่กลับถูกรังแกเช่นนี้” ซูซูได้แต่มองหน้าท่านพ่อตาปริบ ๆ นางเพิ่งรู้ว่าท่านพ่อ กับท่านแม่ช่างคิดนักเรื่องการเอาคืนทั้งสองจวนนั้น นางยังสงสัยว่าท่านพ่อไม่กลัวว่าจะค้าขายไม่ดีหรืออย่างไร แต่ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของพวกท่าน ซูซูก็ไม่คิดขัดขวางอันใด ส่วนพี่ชายของนางก็ดูท่าว่าจะมีวิธีการจัดการของเขาเองกระมัง“ซูซู ลูกไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนแน่นะลูก”“ข้าสบายดีเจ
“ฮึ เจ้าคิดว่าข้าชอบเรื่องสามภรรยาสี่อนุหรืออย่างไรกัน เจ้าเป็นสหายข้ามากี่ปีแล้วยังไม่รู้อีกหรือว่าข้าอยากมีภรรยาเดียวน่ะ”“ไม่รู้ล่ะ ก็ราชวงศ์ของเจ้าอย่างไรก็คงบังคับเจ้ารับพระชายารองกับอนุอีกแน่ มิสู้ข้าตัดไฟเสียแต่ต้นลม น้องสาวข้าจะได้ไม่ต้องเสียใจ” อ๋องเฉิงได้แต่มองหน้าสหายอย่างระอาใจ พระองค์รู้นิสัยสหายคนนี้ไม่น้อยว่าพอได้หวงแล้วก็หวงเสียเหลือเกิน แต่ยิ่งสหายของพระองค์หวงน้องสาวมากเพียงไร พระองค์ก็ยิ่งอยากได้นางไปเป็นภรรยามากเท่านั้น รอให้พระองค์มีโอกาสเสียก่อนค่อยจัดการเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย ฟางฉือห่าวเห็นว่าอ๋องเฉิงไม่พูดเรื่องน้องสาวต่อแล้ว เขาจึงคุยเรื่องงานกับสหายต่ออย่างไม่คิดมาก อ๋องเฉิงเองก็ตั้งใจฟังเรื่องงานกับสหายเช่นเดียวกัน ทั้งสองต่างปรึกษาหารือกันเรื่องการฝึกฝนทหารเอาไว้ให้ร่างกายสมบูรณ์ที่สุด หากมีเหตุการณ์ด่วนเกิดขึ้น พวกเขาจะได้ไม่เหนื่อยแรงนัก
อ๋องเฉิงที่กลับจวนมาก็มีขันทีซึ่งเป็นพ่อบ้านมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าตระกูลฟางให้ฟัง ทำเอาอ๋องเฉิงยิ่งร้อนรนและคิดหาวิธีว่าพระองค์จะทำอย่างไรจึงจะได้นางมาอยู่ในอ้อมกอด ถึงแม้นางจะเป็นแม่เสือน้อย แต่พระองค์คิดว่าตนเองสามารถกำราบนางได้เช่นกัน เมื่อคิดไปคิดมาระหว่างเสวยพระกระยาหารเย็นอยู่ อ๋องเฉิงตัดสินใจที่จะเข้าวังไปพบเสด็จลุงในวันพรุ่งนี้เสียเลย พระองค์กลัวว่าหากปล่อยเอาไว้นานเข้าจะถูกคนอื่นตัดหน้าไปเสียก่อนจนพระองค์ไม่ได้แม่เสือสาวตัวน้อยมาอยู่ในจวนเป็นแน่ ครอบครัวตระกูลฟางไม่รู้เลยว่าอ๋องเฉิงกำลังจะทำอะไร พวกเขายังคงพูดคุยหัวเราะก่อนจะแยกย้ายกันกลับเรือนไปพักผ่อนหลังจากทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้ว หากฟางฉือห่าวรู้ว่าสหายจะรวบหัวรวบหางน้องสาวเขาแบบนี้ รับรองว่าเขาจะไม่ปล่อยให้สหายมีโอกาสได้ทำแน่นอน เช้าตรู่วันต่อมา อ๋องเฉิงรีบเข้าเฝ้าเสด็จลุงของพระองค์ซึ่งเป็นฮ่องเต้ก่อนที่จะว่าราชการช่วงเช้า ทำเอาฝ่าบาทถึ
ซูซูกับมู่อิงเอ๋อทานอาหารเที่ยงเสร็จก็มานั่งคุยเล่นกันที่ห้องโถงรับแขกของเรือนหลักต่อ บ่าวไพร่ก็นำของว่างกับน้ำชามาให้ทั้งสองคนตามหน้าที่“เมื่อวานนี้ลูกทำได้ดีมาก วันนี้จวนของเราจึงสงบเช่นนี้”“คิก ท่านแม่ชอบให้ลูกทำตัวเกเรหรือเจ้าคะ”“ฮ่า ฮ่า แม่ไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย แม่แค่ดีใจที่ลูกสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ต่างหากเล่า” ทั้งสองนั่งคุยกันได้สักพักใหญ่ ไม่นานนักบ่าวที่เฝ้าหน้าประตูจวนก็วิ่งหน้าตื่นมาบอกพวกนางว่ามีขันทีจากในวังมามอบราชโองการให้ มู่อิงเอ๋อรีบบอกแม่นมเตรียมสิ่งของเพื่อรับราชโองการอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบอกให้ลูกสาวกลับไปเปลี่ยนชุดจากชุดจอมยุทธหญิงเป็นชุดที่ร้านของครอบครัวส่งมาเพิ่มให้โดยเร็ว ซูซูที่ยังงงอยู่แต่ก็เชื่อฟังท่านแม่โดยใช้วิชาตัวเบารีบกลับไปที่เรือน ไม่
อ๋องเฉิงได้แต่มองภรรยาของพระองค์พร้อมรอยยิ้มบาง ในที่สุดพระองค์ก็กำลังจะกลายเป็นพ่อคนแล้ว ภรรยาผู้ซุกซนของพระองค์หลังจากนี้คงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้แล้ว พระองค์ได้แต่หวังว่านางจะคิดถึงลูกให้มาก ๆ และไม่ทำสิ่งใดสุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์“นี่ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าลูกเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันน่ะ”“อืม… ข้าคิดว่าน่าจะผู้ชายนะ”“อ้าว เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นผู้ชายล่ะ ข้าอยากได้ลูกสาวนี่นา หรือว่าเจ้าไม่อยากได้”“เปล่าสักหน่อย ข้าเพียงคิดตามที่แม่นมฉู่บอกเมื่อครู่ว่าเสด็จแม่ของข้าก็มีอาการเช่นเดียวกับเจ้าอย่างไรเล่า ข้าจึงคิดว่าน่าจะเป็นลูกชายก็เท่านั้นเอง อีกอย่างนะ ไม่ว่าเจ้าจะคลอดลูกชายหรือหญิง ข้าก็รักทั้งคู่นั่นแหละ เพราะนั่นคือลูกของเรา”“เฮ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เอ้อ แล้วเราจะส่งคนไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่ที่จวนดีหร
ขันทีประจำพระองค์เมื่อกลับถึงวังหลวงแล้วก็รีบรายงานทุกอย่างให้ฮ่องเต้ทราบ รวมทั้งข้อสังเกตของเขาที่มีต่อเสนาบดีหลานอีกด้วย“อืม…เช่นนั้นส่งองครักษ์เงาของเราไปคอยติดตามเสนาบดีหลานอย่าให้คลาดสายตา ข้าเชื่อว่าหากเขาคิดแก้แค้นจะต้องมีสักวันที่เขาทำตัวผิดปกติ เรื่องนี้เจ้ายังไม่ต้องส่งคนไปบอกหลานชายของข้า ปล่อยให้องครักษ์เงาของข้าสืบเรื่องราวมาให้ได้เสียก่อนค่อยวางแผนกันก็ไม่สาย”“พะย่ะค่ะฝ่าบาท”“วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะไปทานข้าวที่ตำหนักเฟิ่งหวงกับฮองเฮาสักหน่อย ป่านนี้ไม่รู้ว่านางรู้ข่าวเรื่องหลานสะใภ้หรือยัง”“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลลาพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้โบกมือให้ขันทีประจำพระองค์อย่างเคยชิน จากนั้นพระองค์สั่งขันทีวัยกลางคนที่เป็นผู้ช่วยของขันทีชราว่าให้เตรียมเกี้ยวไปยังตำห
ด้านแม่ทัพรักษาเมืองที่จัดการเรื่องราวนี้ก็พาคนไปจับกุมชายวัยกลางคนที่เป็นคนติดต่อกับคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลาน จากนั้นเสนาบดีกรมอาญาก็สั่งทหารให้นำหมายไปจับกุมฮูหยินใหญ่ องครักษ์คนสนิทของนาง และบุตรสาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการจ้างวานฆ่าพระชายาอ๋องเฉิงในคราวนี้ เสนาบดีกรมอาญาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยขันทีข้างกายพระองค์มาส่งคำสั่งด้วยตนเองหลังจากที่แม่ทัพรักษาเมืองส่งคนไปรายงานสถานการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว ทหารนับร้อยคนพร้อมกับเสนาบดีกรมอาญาที่เดินทางไปยังจวนเสนาบดีคลังด้วยตนเองต้องพบกับการขัดขวางของเสนาบดีหลาน“ท่านจะไม่ยอมเปิดทางให้พวกข้าไปจับกุมคนจริง ๆ หรือเสนาบดีหลาน เจ้ารู้ไหมว่าข้าได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทโดยตรงให้มาจับกุมคนไปตัดสินคดีในครั้งนี้”“ข้าคิดว่าฝ่าบาทคงได้ข่าวลวงมากกว่า ฮูหยินและบุตรสาวของข้าจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน อย่างไรข้าก็ไม่เชื่อ ท่านรอให้ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเส
ซูซูหยุดม้าที่หน้าห้องโถงรับแขกของจวนก่อนจะกระโดดลงไปพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า นางมองเห็นทุกคนกำลังนั่งรอนางอยู่จริง ๆ ยิ่งทำให้ซูซูในตอนนี้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บาดแผลแม้แต่นิดเดียว นางสั่งบ่าวให้พาม้าของนางไปพักผ่อนก่อนที่จะวิ่งปรื๋อเข้าไปในห้องโถงรับแขกอย่างรวดเร็ว ซูซูกระโดดเข้าไปกอดท่านแม่พร้อมกับหอมแก้มนางไปมาอย่างซุกซน ทำเอามู่อิงเอ๋อได้แต่หัวเราะบุตรสาวสุดที่รักของนางที่ชอบกลั่นแกล้งนางเช่นนี้ หลังจากที่ซูซูหอมแก้มท่านแม่จนชื่นใจแล้ว นางที่ถูกท่านแม่ตีเข้าที่บาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจถึงกับร้องออกมาโอ้ย!!!“อะไร! ลูกแม่เป็นอะไร แม่ขอโทษลูก ไหนเจ้ามาให้แม่ดูสิว่าเจ้าเป็นอะไร” ความจริงฟางเซียนหลงกับฟางฉือห่าวนั้นเห็นเลือดที่แขนของซูซูตั้งแต่นางวิ่งเข้ามาแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่อยากให้มู่อิงเอ๋อตกใจจึงไม่ได้พูดออกมา ตอนนี้พวกเขาเองก็อยากร
ทหารรายงานอ๋องเฉิงว่าท่านกุนซือมาถึงแล้ว อ๋องเฉิงจึงออกจากกระโจมไปคุยกับฟางฉือห่าวเรื่องที่พระองค์คิดเอาไว้ และแน่นอนว่าฟางฉือห่าวขอวันลากับพระองค์จริง ๆ อ๋องเฉิงอนุญาตให้สหายลาได้หนึ่งวันโดยไม่อิดออด พระองค์รู้ดีว่าสหายตนนั้นคลั่งรักน้องสาวมากขนาดไหน นี่ก็หลายสัปดาห์แล้วที่นางแต่งงานเข้าไปอยู่ในจวนอ๋อง นอกจากวันเยี่ยมบ้านเดิมแล้ว ซูซูก็ยังไม่ได้กลับบ้านเดิมอีกเลย จึงทำให้ฟางฉือห่าวผู้คิดถึงรอยยิ้มซุกซนของน้องสาวอดรนทนไม่ไหวที่จะต้องขอลาไปอยู่เป็นเพื่อนนางสองวันต่อมา ซูซูที่ส่งอ๋องเฉิงออกไปทำงานหลังทานอาหารร่วมกันแล้วก็สั่งคนไปนำม้าของนางมาทันที วันนี้ซูซูแต่งกายด้วยชุดชาวยุทธที่นางไม่ได้ใส่เสียนานตั้งแต่เข้าจวนอ๋องมา แม่นมฉู่ได้แต่บอกให้พระชายาระมัดระวังในการเดินทางเหมือนดังเช่นสามีนางที่กำชับก่อนออกไปทำงาน“ข้ารู้แล้วน่าแม่นมฉู่ ท่านอย่าได้กังวลมากนักเลย ข้าเป็นพระชายาจวนอ๋องนะ ไม่ใช่คุ
อ๋องเฉิงเดินมาถึงหน้าห้องทรงงานแล้วขันทีก็ขานบอกทันที ฮ่องเต้ที่มีขันทีวิ่งมารายงานก่อนหน้านี้จึงบอกให้หลานชายเข้าไปได้ หลังทำความเคารพเสด็จลุงของตนเองแล้ว ฮ่องเต้ก็สั่งให้เขาลุกขึ้นตามสบาย“วันนี้หลานมีเรื่องสำคัญอันใดจึงได้เข้ามาหาลุงได้ในเวลานี้”“กระหม่อมส่งคนติดตามคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลานแล้วได้รับข่าวว่าอีกสองวันจะมีนักฆ่าจำนวนมากมายังเมืองหลวงพะย่ะค่ะ หลานจึงอยากให้เสด็จลุงสั่งการกองกำลังรักษาเมืองให้ล้อมจับพวกเขาระหว่างที่พวกเขาลงมือกับพระชายาของหลานพะย่ะค่ะ”“หืม… นี่นางถึงขนาดจ้างนักฆ่าจำนวนมากเลยหรือ? เช่นนั้นลุงจะสั่งการแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองให้รับคำสั่งจากเจ้าก็แล้วกัน แต่เรื่องนี้เราจะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด เจ้าให้แม่ทัพรักษาเมืองเปลี่ยนการแต่งกายเป็นชาวเมืองทั่วไปแล้วค่อยซุ่มจับคนเหล่านั้นดีหรือไม่”“ใช่พะย่ะค่ะเสด็จลุง นางต้องการให้ซูซูตายให้
ซูซูแปลกใจไม่น้อยที่สามีกลับมาเร็วถึงขนาดนี้ นางที่กำลังตรวจทรัพย์สินอยู่จึงได้เลิกทำงานแล้วเดินไปช่วยถอดเสื้อตัวนอกออกให้อ๋องเฉิง“เหตุใดจึงได้กลับเร็วนักเล่าเพคะ”“ไม่มีอะไร แค่คิดถึงภรรยาน่ะ”“เฮ้อ… ทำเป็นเล่นอีกแล้วท่านน่ะ บอกมาเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า”“ไม่มีจริง ๆ ข้าเพียงแค่อยากพักบ้างเท่านั้นเอง ทำงานมาหลายวันติดต่อกันแล้ว”“อืม… เช่นนั้นท่านก็เข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้คนยกของว่างกับน้ำชาเข้าไปให้ ท่านอยากอาบน้ำก่อนหรือไม่?”“อาบสักหน่อยก็ดี ข้าขี่ม้ามาตัวเลอะฝุ่นไปหมด”“ตกลง เดี๋ยวข้าสั่งบ่าวนำน้ำเข้าไปให้ทีหลัง ท่านไปนั่งพักเสียก่อนเถอะ”“ขอบคุณภรรยา จุ๊บ”
ซูซูที่องครักษ์ของอ๋องเฉิงมารายงานว่าเขาจะกลับค่ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นางยังจัดการเรื่องทรัพย์สินไม่เสร็จเลยเพราะทรัพย์สินเหล่านี้มีมากมายเกินกว่าที่จะจัดการเสร็จได้ภายในสามสี่วัน“แม่นมฉู่ เจียงเหม่ย เจียงฮวาออกไปกินข้าวเถอะ กินเสร็จค่อยมาเก็บสำรับอาหารของข้าก็แล้วกัน วันนี้ข้าอยากพักผ่อนเร็วสักหน่อย ถึงแม้ท่านอ๋องจะกลับค่ำก็ไม่เป็นไร”“เพคะพระชายา” ทั้งสามคนที่สั่งบ่าวนำอาหารมารอท่านอ๋องกับพระชายาแต่แรกจึงได้แต่ชวนกันออกไปกินอาหารเย็นในห้องข้างของพวกนางเหมือนดังทุกวัน ตอนนี้แม่นมฉู่สนิทสนมกับเด็กเจียงเหม่ยและเจียงฮวามากขึ้นไม่น้อย นางชอบที่เด็กสองคนนี้เรียนรู้กฎเกณฑ์ได้ดี และมีมารยาทมากกว่าบ่าวรับใช้ทั่วไปเสียอีก คืนนั้นอ๋องเฉิงหลังทานอาหารกันเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็ชวนหลานชายดื่มอีกเล็กน้อยก่อนจะส่งหลานชายกลับออกจากห้องทรงงานไปใ
“ขอบใจเจ้ามากที่บอกกล่าวรายละเอียดให้พวกเราทราบ ครอบครัวโจว พวกเจ้ามีอะไรจะแก้ต่างจากที่พยานหูเอ้อบอกออกมาหรือไม่” เสนาบดีหันไปสอบถามครอบครัวโจวที่ยังคงพากันนั่งตัวสั่นอย่างหวาดกลัวความผิด หยวนปิงไม่คิดว่าคนของตระกูลฟางจะมีความสามารถสืบเรื่องราวได้อย่างกับตาเห็น แต่นางไม่คิดที่จะยอมรับความผิดง่าย ๆ ด้วยคิดว่าหากต้องการพยานเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่พยานเหล่านั้นจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง“ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ เขาพูดโกหก บ้านข้าเลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำนางมาเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ ส่วนที่เขาบอกว่านางหาเงินเองตั้งแต่สิบขวบก็ไม่จริงเจ้าค่ะ เป็นพวกข้าที่ให้เงินนางออกมาตามหาครอบครัวเจ้าค่ะ”ปัง!!!“นี่เจ้ายังกล้าโกหกอีกหรืออย่างไร! เจ้าคิดว่าข้ากับท่านอ๋องจะเชื่อคำพูดของเจ้าได้อีกหรือแม่เฒ่าโจว หูเอ้อ เจ้ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ว่าเรื่องที่เจ้าเพิ่งกล่าวมานั้นเป็นเรื