ฟางเซียนหลงที่รีบเดินกลับเรือนทำให้ฟางฉือห่าวที่กำลังจะออกไปทำงานเกิดสงสัยว่าท่านพ่อมีเรื่องอะไรเร่งด่วนตั้งแต่เช้ากัน เขาจึงเปลี่ยนทิศทางที่กำลังจะออกจากจวนเป็นเดินไปที่เรือนท่านพ่อท่านแม่แทน
เมื่อไปถึงเรือน ฟางเซียนหลงที่ยังเห็นภรรยานั่งหน้าอมทุกข์อยู่ก็รีบเดินเข้าไปหานางพร้อมกับยื่นกระดาษประกาศให้นางอ่านด้วยตัวเอง ไม่นานนักหลังอ่านรายละเอียดจบแล้ว มู่อิงเอ๋อรีบเงยหน้ามองสามีพร้อมน้ำตา
“นี่...นี่จริงเหรอเจ้าคะท่านพี่ เราจะได้เจอลูกแล้วเหรอเจ้าคะ ฮึก…”
ฟางเซียนหลงโอบภรรยาเอาไว้ในอ้อมแขน ตัวเขาเองก็น้ำตารื้นขึ้นมาเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะบอกกับภรรยาว่าจะไปหานางในวันพรุ่งนี้เลย
“ประกาศใบนี้เป็นของจริงแน่นอนน้องหญิง อีกอย่างลวดลายบนกระดาษก็เป็นหยกของตระกูลเราที่เคยมัดติดกับแขนของลูกเอาไว้ในคราวนั้นด้วย ตอนนี้น้องหญิงต้องทำใจให้สบา
“เข้ามาได้” ซูซูส่งเสียงตอบกลับให้นิ่งเรียบที่สุด นางไม่อยากแสดงออกมากนักว่านางรู้สึกอย่างไร หากนางผิดหวังในตัวพวกเขา นางก็แค่จากไปก็เท่านั้น เสียงเดินเข้ามาด้านในห้องโดยมีเสี่ยวเอ้อเปิดประตูให้คนทั้งสามซึ่งดูท่าทางร่ำรวยและดูภูมิฐานไม่น้อย ซูซูกระพริบตาอย่างตกตะลึงกับคนทั้งสามที่กำลังเดินมาหานางพร้อมกับน้ำตาปริ่มใบหน้าของหญิงสาวที่ดูจะอายุยังไม่แก่มากนัก นางไม่นึกว่าทั้งสามคนจะหน้าตาละม้ายคล้ายนางมากถึงเพียงนี้“พวกท่านเชิญนั่งลงก่อน”“ฮึก...ลูกแม่” มู่อิงเอ๋อทนเก็บอารมณ์ความรักความคิดถึงไม่ไหวแล้ว นางสลัดอ้อมแขนของสามีออกแล้วรีบเดินเร็ว ๆ เข้าไปกอดซูซูอย่างแสนรัก ซููซูที่จู่ ๆ ก็ได้รับความอบอุ่นจากคนที่เรียกนางว่าลูกก็ทำตัวไม่ถูกสักเท่าไหร่นัก นางไม่คิดว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้กับนาง ฟางเซียนหลงเห็นว่าลูกสาวถึงกับอึ้งไปที่ภรรยาของเขาเข้าไปกอดน
เสี่ยวเอ้อรีบนำม้ามาให้ซูซูที่หน้าโรงเตี๊ยม ฟางเซียนหลง มู่อิงเอ๋อและฟางฉือห่าวมองม้าของน้องสาวเป็นตาเดียวกัน ม้าตัวนี้สูงใหญ่มากกว่าตัวซูซูเสียอีก พวกเขาได้แต่สงสัยว่านางขี่มันมาจนถึงที่นี่ได้อย่างไร“พวกท่านมองข้าแปลก ๆ อีกแล้วนะเจ้าคะ” ซูซูที่รู้สึกถึงสายตาทางด้านหลังขณะที่กำลังลูบแผงคอม้าอย่างแสนรัก“อ้อ ไม่มีอะไร พวกเราแค่แปลกใจที่ม้าของเจ้าตัวสูงใหญ่มากขนาดนี้ แต่เจ้าตัวเล็กเพียงเท่านี้ แล้วเจ้าขี่มันมาได้อย่างไร?”“อ่า ก็ไม่เห็นยากนี่เจ้าคะ เดี๋ยวข้าขึ้นม้าให้พวกท่านดูเจ้าค่ะ”พรึ่บ! ซูซูใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าของนางพร้อมกับยิ้มแฉ่งให้คนในครอบครัวที่ต่างพากันอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง หลังได้สติแล้วมู่อิงเอ๋อรีบร้องบอกลูกสาวให้ลงมาไว ๆ นางกลัวลูกของนางจะตกจากหลังม้า“โธ่
ซูซูเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ไม่นานนักนางก็ออกมาหาพี่ชายที่รออยู่ในห้องรับแขกเรือนนาง ฟางฉือห่าวมองการแต่งตัวของน้องสาวก็ขัดตาไม่น้อย แต่ในเมื่อท่านพ่อท่านแม่บอกให้นางแต่งกายได้ตามใจชอบ เขาก็คงต้องปล่อยนาง“อีกเดี๋ยวก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว เจ้าชอบกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เล่าซูซู”“อืม...ไม่มีนะเจ้าคะพี่ใหญ่ ข้ากินอะไรก็ได้อ่ะ”“เช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องสั่งที่ห้องครัวเพิ่มเติม เดี๋ยวหลังทานอาหาร บ่าวรับใช้ของเจ้าทั้งสี่คนคงมารอเจ้าอยู่ที่เรือนแล้วล่ะ ไปที่เรือนหลักกันเถอะ”“เจ้าค่ะพี่ใหญ่” ซูซูยิ้มอย่างอารมณ์ดี การได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัวเป็นเช่นนี้นี่เอง นางที่ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกเหล่านี้มาก่อนได้แต่ดีใจที่ตนเองมุ่งมั่นออกตามหาครอบครัวจนพบพวกเขาได้ในวันนี้ &nb
ทั้งสี่คนพ่อแม่ลูกนั่งกินของว่างกับน้ำชาที่บ่าวนำมาให้ในห้องรับแขกและพูดคุยกันจนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น พวกเขาจึงพากันลุกขึ้นกลับไปที่ห้องอาหาร และแน่นอนว่าเมื่อนั่งตามตำแหน่งเดิมกันแล้ว บนถ้วยข้าวของซูซูก็เต็มไปด้วยอาหารที่คนในครอบครัวคีบมาวางไว้ให้นางลองกินดูจนพูนถ้วยอีกครั้ง“ซูซู ลูกกินเยอะ ๆ หน่อย พ่อว่าเจ้าผอมเกินไปแล้ว”“จริงด้วยเจ้าค่ะท่านพี่ ข้าก็ว่าลูกผอมไปหน่อย”“น้องสาวกินเยอะ ๆ พี่ใหญ่จะคีบอาหารอร่อย ๆ ให้เจ้าเอง” ซูซูที่คิดว่าตัวเองรูปร่างสมส่วนดีกลับทำได้แค่ยิ้มรับความหวังดีของคนในครอบครัวเท่านั้น นางไม่อยากทำให้พวกเขาเสียใจที่ไม่ยอมทานอาหารที่พวกเขาคีบมาให้นาง ซูซูจึงได้แต่ยกถ้วยข้าวขึ้นมากินอย่างช้า ๆ ตามปกติของนาง พ่อ แม่และพี่ชายเห็นซูซูกินข้าวที่พวกเขาคีบให้ก็พากันยิ้
หลังจากซูซูทานอาหารเสร็จไม่นานนักก็มีคนจากเรือนท่านแม่มาตามนางไปเพื่อวัดตัวตัดชุดให้ทันงานในวันพรุ่งนี้ ซูซูจึงเดินไปพร้อมกับเจียงเหม่ยและเจียงฮวา ส่วยเจียงจิวกับเจียงเฟยต่างพากันเก็บสำรับและทำความสะอาดเรือนรอคุณหนูของพวกนางกลับมาพักผ่อน เมื่อพวกนางเดินไปถึงเรือนใหญ่แล้ว ซูซูที่เห็นท่านแม่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หลักในห้องรับแขกด้านหน้าเรือนใหญ่ก็รีบเข้าไปกอดและออดอ้อนท่านแม่ของนางอย่างน่ารัก ทำเอาบ่าวทั้งหลายที่ดูอยู่ต่างยิ้มตามความน่ารักของคุณหนูของพวกนาง ตั้งแต่มีคุณหนูเข้ามาเพียงวันเดียว ในจวนก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าอ้างว้างเหมือนที่ผ่านมาตลอดหลายปี“เอาล่ะ ๆ ลูกรัก เลิกอ้อนแม่ได้แล้ว เจ้ารีบไปยืนให้ช่างวัดตัวเสียเร็ว ๆ แล้วเจ้าก็ค่อยเลือกสีผ้าว่าเจ้าอยากใส่ชุดสีอะไรในวันพรุ่งนี้ ช่างจะได้ตัดมาให้เจ้าก่อน”“เจ้าค่ะท่านแม่ ฟอด” &nbs
ครอบครัวสี่คนทานอาหารไปคุยกันไป คราวนี้พ่อ แม่และพี่ชายนางไม่ได้คีบอาหารให้นางมากนัก ด้วยกลัวว่าจะเป็นการบังคับนางให้กินมากเกินไปเหมือนกับเมื่อวานนี้ ซูซูจึงกินข้าวอย่างมีความสุข เมื่ออิ่มแล้วนางก็คอยคีบอาหารให้กับคนในครอบครัวของนางเช่นเดียวกัน หลังจบมื้ออาหาร วันนี้มีเพียงพี่ชายของนางเท่านั้นที่เดินไปส่งซูซูที่เรือน ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ก็ถูกซูซูบอกให้รีบไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ท่านแม่ของนางจะต้องไปงานพร้อมกันกับนางและพี่ชาย ซูซูจึงไม่อยากให้ท่านเสียเวลาเดินมาส่งนางยังเรือนเหมือนเมื่อคืนนี้“เอาล่ะ พวกเจ้าดูแลน้องสาวข้าให้ดี พรุ่งนี้รอเจ้าแต่งตัวเสร็จแล้ว พี่ชายจะเดินมารับเจ้าที่เรือนเองนะซูซู”“เจ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านเดินกลับเรือนดี ๆ เล่าเจ้าคะ”“ฮ่า ฮ่า รับรองว่าพี่ชายของเจ้าไม่เป็นอะไรแน่นอน ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วงพี่ใหญ่นะ”
ทั้งสามคนนั่งพักกันหลังทานข้าวเที่ยงไม่นานนักก็พากันขึ้นรถม้าไปยังจวนของเสนาบดีกรมพิธีการด้วยกัน ที่ฟางฉือห่าวไม่อยากแยกรถม้าก็เพราะเขาหวงน้องสาวนั่นเอง แน่นอนว่าเขาต้องประกบติดทั้งท่านแม่และน้องสาวภายในงานเพื่อป้องกันคนมาสร้างปัญหาให้กับพวกเขา ด้านอ๋องเฉิงที่ถูกเชิญมางานนี้เช่นเดียวกันก็ไปถึงจวนเสนาบดีกรมพิธีการก่อนหน้าฟางฉือห่าวไม่นานนัก พระองค์ถูกเชิญให้นั่งในตำแหน่งที่สูงที่สุดตามตำแหน่งทางการของท่านอ๋อง คนที่มางานต่างมาคารวะท่านอ๋องอย่างเต็มพิธีการก่อนที่จะแยกตัวออกไปและปล่อยให้ท่านอ๋องอยู่กับเสนาบดีกรมพิธีการที่นำบุตรีมาคอยดูแลท่านอ๋องอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนฮูหยินใหญ่ของเขานั้นก็ไปรอต้อนรับแขกที่หน้าประตูห้องโถงรับแขกตามหน้าที่ของนาง เมื่อรถม้าจวนตระกูลฟางหยุดลง ฟางฉือห่าวก็ออกไปก่อนใครเพื่อน เขานำบันไดมาแขวนเอาไว้ข้างรถม้าเพื่อให้ท่านแม่ลงมาก่อน โดยเขายังประคองท่านให้ลงมายืนอย่างมั่นคง ก่อนที่ซูซู
ซูซูที่เห็นท่านแม่ไม่พอใจกับคำพูดของหญิงสาวนางนั้นก็ได้แต่ปลอบท่านแม่เบา ๆ อย่างเป็นห่วง“ท่านแม่อย่าโกรธ หากข้าไม่ได้เป็นอย่างที่พวกนางว่า แล้วท่านแม่จะโกรธให้เสียสุขภาพทำไมกันเจ้าคะ คนพวกนี้ก็ดีแต่ดูถูกคนอื่นก็เท่านั้นเอง”“เฮ้อ เหตุใดเจ้าจึงได้เป็นเด็กดีเช่นนี้กันนะ รอพี่ชายเจ้ากลับมาก่อน แม่จะบอกให้เขาจัดการตระกูลเจ้าไม่ให้เข้าร้านค้าของบ้านเราอีกเลย คอยดูสิ”“อืม ข้าแล้วแต่ท่านแม่เจ้าค่ะ นั่นไง พี่ใหญ่กลับมาแล้ว ท่านแม่ยิ้มหน่อยสิเจ้าคะ” มู่อิงเอ๋อได้แต่ยิ้มกับความเป็นห่วงของลูกสาว นับว่าไม่เสียแรงที่นางยังมีลูกสาวคนนี้อีกคน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันนับสิบกว่าปี แต่ความผูกพันธ์ระหว่างสายเลือดนั้นยังเข้มข้นอยู่เช่นเคย“นี่ของว่างกับน้ำชาขอรับท่านแม่”“เจ้าวางไว้โต๊ะด้านข้า
อ๋องเฉิงได้แต่มองภรรยาของพระองค์พร้อมรอยยิ้มบาง ในที่สุดพระองค์ก็กำลังจะกลายเป็นพ่อคนแล้ว ภรรยาผู้ซุกซนของพระองค์หลังจากนี้คงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้แล้ว พระองค์ได้แต่หวังว่านางจะคิดถึงลูกให้มาก ๆ และไม่ทำสิ่งใดสุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์“นี่ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าลูกเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันน่ะ”“อืม… ข้าคิดว่าน่าจะผู้ชายนะ”“อ้าว เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นผู้ชายล่ะ ข้าอยากได้ลูกสาวนี่นา หรือว่าเจ้าไม่อยากได้”“เปล่าสักหน่อย ข้าเพียงคิดตามที่แม่นมฉู่บอกเมื่อครู่ว่าเสด็จแม่ของข้าก็มีอาการเช่นเดียวกับเจ้าอย่างไรเล่า ข้าจึงคิดว่าน่าจะเป็นลูกชายก็เท่านั้นเอง อีกอย่างนะ ไม่ว่าเจ้าจะคลอดลูกชายหรือหญิง ข้าก็รักทั้งคู่นั่นแหละ เพราะนั่นคือลูกของเรา”“เฮ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เอ้อ แล้วเราจะส่งคนไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่ที่จวนดีหร
ขันทีประจำพระองค์เมื่อกลับถึงวังหลวงแล้วก็รีบรายงานทุกอย่างให้ฮ่องเต้ทราบ รวมทั้งข้อสังเกตของเขาที่มีต่อเสนาบดีหลานอีกด้วย“อืม…เช่นนั้นส่งองครักษ์เงาของเราไปคอยติดตามเสนาบดีหลานอย่าให้คลาดสายตา ข้าเชื่อว่าหากเขาคิดแก้แค้นจะต้องมีสักวันที่เขาทำตัวผิดปกติ เรื่องนี้เจ้ายังไม่ต้องส่งคนไปบอกหลานชายของข้า ปล่อยให้องครักษ์เงาของข้าสืบเรื่องราวมาให้ได้เสียก่อนค่อยวางแผนกันก็ไม่สาย”“พะย่ะค่ะฝ่าบาท”“วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะไปทานข้าวที่ตำหนักเฟิ่งหวงกับฮองเฮาสักหน่อย ป่านนี้ไม่รู้ว่านางรู้ข่าวเรื่องหลานสะใภ้หรือยัง”“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลลาพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้โบกมือให้ขันทีประจำพระองค์อย่างเคยชิน จากนั้นพระองค์สั่งขันทีวัยกลางคนที่เป็นผู้ช่วยของขันทีชราว่าให้เตรียมเกี้ยวไปยังตำห
ด้านแม่ทัพรักษาเมืองที่จัดการเรื่องราวนี้ก็พาคนไปจับกุมชายวัยกลางคนที่เป็นคนติดต่อกับคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลาน จากนั้นเสนาบดีกรมอาญาก็สั่งทหารให้นำหมายไปจับกุมฮูหยินใหญ่ องครักษ์คนสนิทของนาง และบุตรสาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการจ้างวานฆ่าพระชายาอ๋องเฉิงในคราวนี้ เสนาบดีกรมอาญาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยขันทีข้างกายพระองค์มาส่งคำสั่งด้วยตนเองหลังจากที่แม่ทัพรักษาเมืองส่งคนไปรายงานสถานการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว ทหารนับร้อยคนพร้อมกับเสนาบดีกรมอาญาที่เดินทางไปยังจวนเสนาบดีคลังด้วยตนเองต้องพบกับการขัดขวางของเสนาบดีหลาน“ท่านจะไม่ยอมเปิดทางให้พวกข้าไปจับกุมคนจริง ๆ หรือเสนาบดีหลาน เจ้ารู้ไหมว่าข้าได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทโดยตรงให้มาจับกุมคนไปตัดสินคดีในครั้งนี้”“ข้าคิดว่าฝ่าบาทคงได้ข่าวลวงมากกว่า ฮูหยินและบุตรสาวของข้าจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน อย่างไรข้าก็ไม่เชื่อ ท่านรอให้ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเส
ซูซูหยุดม้าที่หน้าห้องโถงรับแขกของจวนก่อนจะกระโดดลงไปพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า นางมองเห็นทุกคนกำลังนั่งรอนางอยู่จริง ๆ ยิ่งทำให้ซูซูในตอนนี้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บาดแผลแม้แต่นิดเดียว นางสั่งบ่าวให้พาม้าของนางไปพักผ่อนก่อนที่จะวิ่งปรื๋อเข้าไปในห้องโถงรับแขกอย่างรวดเร็ว ซูซูกระโดดเข้าไปกอดท่านแม่พร้อมกับหอมแก้มนางไปมาอย่างซุกซน ทำเอามู่อิงเอ๋อได้แต่หัวเราะบุตรสาวสุดที่รักของนางที่ชอบกลั่นแกล้งนางเช่นนี้ หลังจากที่ซูซูหอมแก้มท่านแม่จนชื่นใจแล้ว นางที่ถูกท่านแม่ตีเข้าที่บาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจถึงกับร้องออกมาโอ้ย!!!“อะไร! ลูกแม่เป็นอะไร แม่ขอโทษลูก ไหนเจ้ามาให้แม่ดูสิว่าเจ้าเป็นอะไร” ความจริงฟางเซียนหลงกับฟางฉือห่าวนั้นเห็นเลือดที่แขนของซูซูตั้งแต่นางวิ่งเข้ามาแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่อยากให้มู่อิงเอ๋อตกใจจึงไม่ได้พูดออกมา ตอนนี้พวกเขาเองก็อยากร
ทหารรายงานอ๋องเฉิงว่าท่านกุนซือมาถึงแล้ว อ๋องเฉิงจึงออกจากกระโจมไปคุยกับฟางฉือห่าวเรื่องที่พระองค์คิดเอาไว้ และแน่นอนว่าฟางฉือห่าวขอวันลากับพระองค์จริง ๆ อ๋องเฉิงอนุญาตให้สหายลาได้หนึ่งวันโดยไม่อิดออด พระองค์รู้ดีว่าสหายตนนั้นคลั่งรักน้องสาวมากขนาดไหน นี่ก็หลายสัปดาห์แล้วที่นางแต่งงานเข้าไปอยู่ในจวนอ๋อง นอกจากวันเยี่ยมบ้านเดิมแล้ว ซูซูก็ยังไม่ได้กลับบ้านเดิมอีกเลย จึงทำให้ฟางฉือห่าวผู้คิดถึงรอยยิ้มซุกซนของน้องสาวอดรนทนไม่ไหวที่จะต้องขอลาไปอยู่เป็นเพื่อนนางสองวันต่อมา ซูซูที่ส่งอ๋องเฉิงออกไปทำงานหลังทานอาหารร่วมกันแล้วก็สั่งคนไปนำม้าของนางมาทันที วันนี้ซูซูแต่งกายด้วยชุดชาวยุทธที่นางไม่ได้ใส่เสียนานตั้งแต่เข้าจวนอ๋องมา แม่นมฉู่ได้แต่บอกให้พระชายาระมัดระวังในการเดินทางเหมือนดังเช่นสามีนางที่กำชับก่อนออกไปทำงาน“ข้ารู้แล้วน่าแม่นมฉู่ ท่านอย่าได้กังวลมากนักเลย ข้าเป็นพระชายาจวนอ๋องนะ ไม่ใช่คุ
อ๋องเฉิงเดินมาถึงหน้าห้องทรงงานแล้วขันทีก็ขานบอกทันที ฮ่องเต้ที่มีขันทีวิ่งมารายงานก่อนหน้านี้จึงบอกให้หลานชายเข้าไปได้ หลังทำความเคารพเสด็จลุงของตนเองแล้ว ฮ่องเต้ก็สั่งให้เขาลุกขึ้นตามสบาย“วันนี้หลานมีเรื่องสำคัญอันใดจึงได้เข้ามาหาลุงได้ในเวลานี้”“กระหม่อมส่งคนติดตามคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลานแล้วได้รับข่าวว่าอีกสองวันจะมีนักฆ่าจำนวนมากมายังเมืองหลวงพะย่ะค่ะ หลานจึงอยากให้เสด็จลุงสั่งการกองกำลังรักษาเมืองให้ล้อมจับพวกเขาระหว่างที่พวกเขาลงมือกับพระชายาของหลานพะย่ะค่ะ”“หืม… นี่นางถึงขนาดจ้างนักฆ่าจำนวนมากเลยหรือ? เช่นนั้นลุงจะสั่งการแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองให้รับคำสั่งจากเจ้าก็แล้วกัน แต่เรื่องนี้เราจะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด เจ้าให้แม่ทัพรักษาเมืองเปลี่ยนการแต่งกายเป็นชาวเมืองทั่วไปแล้วค่อยซุ่มจับคนเหล่านั้นดีหรือไม่”“ใช่พะย่ะค่ะเสด็จลุง นางต้องการให้ซูซูตายให้
ซูซูแปลกใจไม่น้อยที่สามีกลับมาเร็วถึงขนาดนี้ นางที่กำลังตรวจทรัพย์สินอยู่จึงได้เลิกทำงานแล้วเดินไปช่วยถอดเสื้อตัวนอกออกให้อ๋องเฉิง“เหตุใดจึงได้กลับเร็วนักเล่าเพคะ”“ไม่มีอะไร แค่คิดถึงภรรยาน่ะ”“เฮ้อ… ทำเป็นเล่นอีกแล้วท่านน่ะ บอกมาเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า”“ไม่มีจริง ๆ ข้าเพียงแค่อยากพักบ้างเท่านั้นเอง ทำงานมาหลายวันติดต่อกันแล้ว”“อืม… เช่นนั้นท่านก็เข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้คนยกของว่างกับน้ำชาเข้าไปให้ ท่านอยากอาบน้ำก่อนหรือไม่?”“อาบสักหน่อยก็ดี ข้าขี่ม้ามาตัวเลอะฝุ่นไปหมด”“ตกลง เดี๋ยวข้าสั่งบ่าวนำน้ำเข้าไปให้ทีหลัง ท่านไปนั่งพักเสียก่อนเถอะ”“ขอบคุณภรรยา จุ๊บ”
ซูซูที่องครักษ์ของอ๋องเฉิงมารายงานว่าเขาจะกลับค่ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นางยังจัดการเรื่องทรัพย์สินไม่เสร็จเลยเพราะทรัพย์สินเหล่านี้มีมากมายเกินกว่าที่จะจัดการเสร็จได้ภายในสามสี่วัน“แม่นมฉู่ เจียงเหม่ย เจียงฮวาออกไปกินข้าวเถอะ กินเสร็จค่อยมาเก็บสำรับอาหารของข้าก็แล้วกัน วันนี้ข้าอยากพักผ่อนเร็วสักหน่อย ถึงแม้ท่านอ๋องจะกลับค่ำก็ไม่เป็นไร”“เพคะพระชายา” ทั้งสามคนที่สั่งบ่าวนำอาหารมารอท่านอ๋องกับพระชายาแต่แรกจึงได้แต่ชวนกันออกไปกินอาหารเย็นในห้องข้างของพวกนางเหมือนดังทุกวัน ตอนนี้แม่นมฉู่สนิทสนมกับเด็กเจียงเหม่ยและเจียงฮวามากขึ้นไม่น้อย นางชอบที่เด็กสองคนนี้เรียนรู้กฎเกณฑ์ได้ดี และมีมารยาทมากกว่าบ่าวรับใช้ทั่วไปเสียอีก คืนนั้นอ๋องเฉิงหลังทานอาหารกันเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็ชวนหลานชายดื่มอีกเล็กน้อยก่อนจะส่งหลานชายกลับออกจากห้องทรงงานไปใ
“ขอบใจเจ้ามากที่บอกกล่าวรายละเอียดให้พวกเราทราบ ครอบครัวโจว พวกเจ้ามีอะไรจะแก้ต่างจากที่พยานหูเอ้อบอกออกมาหรือไม่” เสนาบดีหันไปสอบถามครอบครัวโจวที่ยังคงพากันนั่งตัวสั่นอย่างหวาดกลัวความผิด หยวนปิงไม่คิดว่าคนของตระกูลฟางจะมีความสามารถสืบเรื่องราวได้อย่างกับตาเห็น แต่นางไม่คิดที่จะยอมรับความผิดง่าย ๆ ด้วยคิดว่าหากต้องการพยานเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่พยานเหล่านั้นจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง“ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ เขาพูดโกหก บ้านข้าเลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำนางมาเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ ส่วนที่เขาบอกว่านางหาเงินเองตั้งแต่สิบขวบก็ไม่จริงเจ้าค่ะ เป็นพวกข้าที่ให้เงินนางออกมาตามหาครอบครัวเจ้าค่ะ”ปัง!!!“นี่เจ้ายังกล้าโกหกอีกหรืออย่างไร! เจ้าคิดว่าข้ากับท่านอ๋องจะเชื่อคำพูดของเจ้าได้อีกหรือแม่เฒ่าโจว หูเอ้อ เจ้ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ว่าเรื่องที่เจ้าเพิ่งกล่าวมานั้นเป็นเรื