เช้าตรู่วันต่อมา ซูซูลุกขึ้นมาจากกิ่งไม้และกระโดดลงไปล้างหน้าล้างตาที่ริมลำธาร นางยังหาปลากับกุ้งมาย่างไฟกินก่อนที่จะออกเดินทางหาสมุนไพรต่อในวันนี้ เจ้าม้าของซูซูเองก็ลุกขึ้นเดินกินหญ้าโดยที่ซูซูไม่ต้องบอกเลยแม้แต่น้อย นางยิ้มให้กับม้าที่นับวันยิ่งเชื่องมากขึ้นของนาง ซูซูหาปลากับกุ้งไม่นานนักก็ได้เพียงพอที่นางจะกินคนเดียวหมด ซูซูนำปลาไปทำความสะอาดพร้อมเสียบไม้ย่างไว้ กุ้งนางก็ล้าง ๆ และเสียบไม้ไว้เช่นเดียวกัน จากนั้นซูซูก็หาไม้ฟืนมาโยนใส่กองไฟให้มันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง นางย่างปลากับกุ้งไปพร้อมกับร้องเพลงของนางอย่างอารมณ์ดี
“ข้าทั้งสวยทั้งเก่ง ไม่ว่าใครมาเพ่งเล็งหาเรื่อง ข้าก็ไม่คิดจะกลัว หากใครกล้ามาก่อกวน ปั่นป่วนให้ข้าโมโห กระบี่บินด้ามโตของข้า จะแสดงอานุภาพให้พวกเจ้าเห็นเอง ลา ล้า ลา”
ซูซูฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งปลากับกุ้งสุก นางเป่ามันก่อนจะค่อย ๆ กินเพราะกลัวว่าอาหารจะลวกปากน้อย ๆ ของนางเสียก่อน กระทั่งหนึ่งคนหนึ่งม้าต่
หลังจากซูซูแยกออกมาอีกทาง นางก็ยังคงมองหาสมุนไพรอย่างไม่เร่งรีบเช่นเคย กระทั่งเดินทางมาได้อีกหนึ่งสัปดาห์แล้วและนางไม่พบกลุ่มของเจ้าหน้ากากอีก นางจึงคิดว่าพวกเขาคงออกจากหุบเขาไปแล้วเป็นแน่ ซูซูเหงาไม่น้อยที่นางไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเขาจึงได้แต่เดินทางต่อไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือกับม้าของนางต่อ แต่ขณะที่นางกำลังจะหาที่พักในคืนนี้ จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนถือดาบเข้ามาทางนางเสียก่อน“โอ้ แม่นางน้อยช่างสวยจริง ๆ ถ้าเราจับนางไปให้เจ้านายล่ะก็ รางวัลใหญ่ต้องเป็นของเราแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”“นั่นสิ ๆ ไม่คิดเลยว่าหลังจากออกปล้นแล้วกำลังจะกลับ พวกเรายังจะได้ของดีไปฝากเจ้านายอีก ฮ่า ฮ่า” ซูซูได้แต่มองกลุ่มคนกักขฬะนับสิบที่ถือดาบอยู่อย่างเหยียดหยาม นางไม่คิดจริง ๆ ว่าในภูเขาลึกแห่งนี้จะมีรังโจรซ่อนอยู่ แต่ในเมื่อตอนนี้นางรู้แล้วว่าพวกมันเป็นโจร แน่นอนว่าหญิงสาวที่ทั้งสวยทั้งมีคุณธรรมอย่างนางจะต้องจัดการคนเหล่านี้ใ
หลังออกจากค่ายโจรแล้ว ซูซูก็มองหาม้าของนางจนพบ คราวนี้ซูซูขึ้นม้าขี่กลับไปทางที่นางมาเพื่อไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือต่อในยามค่ำคืน ซูซูในคืนนี้ไม่ได้จุดคบไฟ เพราะคืนนี้แสงจันทร์ช่างส่องสว่างนัก ทำให้การเดินทางในคืนนี้ไม่ลำบากทั้งนางและม้าเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเช้า ซูซูให้ม้าหยุดพักและกินน้ำกินหญ้าก่อนจะออกเดินทางอีกครั้ง ส่วนนางนั้นนั่งกินเนื้อตากแห้งไปพลาง ๆ และคิดว่าจะออกจากเส้นทางภูเขาลองดูว่านางจะสามารถวิ่งบนเส้นทางปกติได้หรือยัง จะได้ช่วยลดเวลาการเดินทางลงได้บ้าง เพราะตอนนี้ซูซูอยู่ในภูเขาได้หนึ่งเดือนแล้ว นางจึงอยากลองออกไปเดินทางปกติเผื่อว่าจะเจอผู้คนให้ถามทางได้บ้าง หลังจากหนึ่งคนหนึ่งม้าอิ่มท้องแล้ว ซูซูยังคงให้ม้าออกไปยังทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งสามวันต่อมา นางและม้าก็เข้าสู่เส้นทางถนนปกติเสียที ซูซูเห็นว่าม้าเหนื่อยไม่น้อยแล้ว อีกอย่างนางไม่ค่อยได้หยุดพักบ่อยนักและน้ำในกระบอกไม้ไผ่ของนา
หลังจากพักผ่อนจนมีเรี่ยวแรงกลับมาเต็มที่อีกครั้งแล้ว ซูซูก็เดินนำหน้าม้าของนางต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเช่นเดิม เดินกันอยู่ไม่นานก็พบกับไก่ป่าอีกครั้ง ซูซูใช้กระบี่บินจัดการไก่ป่าอย่างรวดเร็ว นางทำเพียงโยนไก่เข้าไปในกำไลเก็บของเท่านั้น เพื่อที่จะล่าสัตว์ต่อไปได้อย่างสะดวก เดินต่อไปอีกเกือบสามชั่วยาม ซูซูก็มองเห็นหมูป่าตัวใหญ่กำลังกินพืชอะไรสักอย่างอยู่ไม่ไกลนัก นางยิ้มน้อย ๆ แล้วบังคับกระบี่บินไปเสียบเข้าที่คอของหมูป่าทันที มันดิ้นรนอยู่สักพักก็สิ้นลมไป ซูซูใช้วิชาตัวเบาวิ่งไปถึงที่ที่หมูนอนตายอยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อตรวจสอบดูอีกครั้งจนแน่ใจว่าหมูป่าตายแล้ว ซูซูที่คิดจะโยนหมูป่าเข้ากำไลเก็บของก็ได้แต่ต้องเปลี่ยนใจเมื่อนางมองในกำไลของตนเองแล้วเห็นเสื้อผ้าที่เพิ่งซักไว้ นางกลัวว่าเลือดหมูจะทำให้เสื้อผ้านางมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซูซูจึงใช้พลังลมปราณแบกหมูป่าไปยังทิศทางเดิมของนาง ซูซูมองแผนที่ก่อนหน้านี้แล้วว่านางจะออกจากภูเขานี้ได้ในอีกไม่นานและไปถึงถนนใหญ่ แน่นอนว่าอีกไม่
องครักษ์ที่ติดตามอ๋องเฉิงในครั้งนี้ต่างพากันไม่เชื่อว่าท่านอ๋องจะยอมซื้อหมูป่าในราคาสูงถึงหนึ่งพันตำลึงจริง ๆ พวกเขาไม่กล้าสอบถามว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงได้ทำเช่นนี้ องครักษ์ชุดนี้เป็นคนละชุดกับที่ออกเดินทางไปนอกเมืองหลวงกับอ๋องเฉิง พวกเขาจึงไม่เคยพบซูซูมาก่อน เพราะพวกเขาเป็นองครักษ์คนสนิทที่คอยทำงานในเมืองหลวงให้กับท่านอ๋องเวลาพระองค์ไม่อยู่ จึงทำให้พวกเขาไม่ทราบที่มาของแม่นางคนงามที่ท่านอ๋องขอซื้อหมูป่าก่อนหน้านี้ พวกเขาได้แต่คิดในใจว่ารอให้ไปถึงค่ายทหารเสียก่อน เขาจะสอบถามองครักษ์ที่ติดตามท่านอ๋องออกนอกเมืองว่าแม่นางน้อยคนนี้เป็นใคร ภายในเมืองหลวงก็วุ่นวายกันไม่น้อย ด้วยข่าวลือที่แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วว่าอ๋องเฉิงนั้นพูดคุยอย่างสนิทสนมกับแม่นางน้อยรูปร่างหน้าตางดงามราวกับนางฟ้า แถมยังแข็งแกร่งกว่าหญิงสาวทั่วไปอีกต่างหาก ข่าวลือที่ผิดเพี้ยนไปเพราะกระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงกลายเป็นว่า ท่านอ๋องมีไมตรีกับสตรีแปลกหน้าท่ามกลางชาวบ้านที่สามารถเป็นพยานได้หลายคน
หลังจากเสี่ยวเอ้อวางอาหารเรียบร้อยแล้ว ซูซูก็บอกเขาว่าหากนางกินเสร็จจะนำถ้วยชามวางไว้ที่หน้าห้อง เขาค่อยมาเก็บทีหลังก็แล้วกัน และห้ามไม่ให้ใครมารบกวนนางพักผ่อนด้วย เสี่ยวเอ้อพยักหน้ารับคำแขกที่ดูจะร่ำรวยไม่น้อยจนถึงขนาดได้เข้าพักในห้องใหญ่ที่สุดของโรงเตี๊ยม แถมอาหารของนางยังมีแต่อาหารขึ้นชื่อของที่นี่อีกด้วย เมื่อซูซูสั่งเสี่ยวเอ้อเสร็จนางก็บอกให้เขาออกไปได้ นางจะกินข้าวแล้วจะได้รีบพักผ่อน เสี่ยวเอ้อรีบขอตัวออกไปจากห้องของนางในทันใด เขามัวแต่ตกตะลึงกับความงามของนางจนลืมไปว่านางสั่งงานเขาเสร็จแล้ว โชคดีที่แม่นางน้อยไม่คิดว่าเขาทำกิริยาไม่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกเถ้าแก่ไล่ออกเป็นแน่ ซูซูที่เข้าใจดีว่าตนเองสวยสดงดงามมากเพียงใดก็ไม่ได้ถือสาเสี่ยวเอ้อที่มัวแต่ตะลึงในความงามของนาง ซูซูนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย นับว่าที่นี่สมแล้วกับที่มีคนแนะนำน
ซูซูเมื่อเห็นว่าเสี่ยวเอ้อออกไปแล้ว นางนำหยกออกมาจากกำไลเก็บของ ก่อนจะนำมีดสั้นมาตัดกระดาษแผ่นใหญ่ออกเป็นสี่ส่วน เสร็จแล้วซูซูก็นำกระดาษไปทาบกับหยกด้านที่มีตัวอักษรฟางแล้วใช้ก้อนถ่านค่อย ๆ ถูเพื่อให้ขึ้นลวดลายตามหยกที่นางมีอยู่ ซูซูทำอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าลวดลายจะผิดแปลกออกไปจนทำให้คนที่มาอ่านประกาศเห็นได้ไม่ชัดเจน หลังจากได้ลวดลายตามที่ต้องการแล้ว ซูซูใช้พู่กันแตะหมึกที่นางฝนเอาไว้ไม่นานนักแล้วเขียนในใบประกาศว่า“ข้ามีหยกชิ้นนี้มาตั้งแต่จำความได้ หากใครรู้จักคนที่ให้หยกนี้แก่ข้า ได้โปรดมาพบข้าที่โรงเตี๊ยมไฉ่หลงภายในสามวัน ที่ห้องพักชั้นสองห้องด้านในสุด ก่อนที่ข้าจะออกเดินทางตามหาเจ้าของหยกต่อไปยังเมืองอื่น ลงชื่อซูซู” ซูซูอ่านทวนว่ามีตรงไหนผิดพลาดหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีตรงไหนผิดพลาด ซูซูก็นำกระดาษอีกสามแผ่นมาทำเช่นเดิม นางจะนำกระดาษทั้งสี่แผ่นติดที่ป้ายประกาศทั้งหมด เผื่อว่ามีคนรู้จักหยกชิ้นนี้แล้วนำแผ่นกระดาษที่นางติดเ
ฟางเซียนหลงที่รีบเดินกลับเรือนทำให้ฟางฉือห่าวที่กำลังจะออกไปทำงานเกิดสงสัยว่าท่านพ่อมีเรื่องอะไรเร่งด่วนตั้งแต่เช้ากัน เขาจึงเปลี่ยนทิศทางที่กำลังจะออกจากจวนเป็นเดินไปที่เรือนท่านพ่อท่านแม่แทน เมื่อไปถึงเรือน ฟางเซียนหลงที่ยังเห็นภรรยานั่งหน้าอมทุกข์อยู่ก็รีบเดินเข้าไปหานางพร้อมกับยื่นกระดาษประกาศให้นางอ่านด้วยตัวเอง ไม่นานนักหลังอ่านรายละเอียดจบแล้ว มู่อิงเอ๋อรีบเงยหน้ามองสามีพร้อมน้ำตา“นี่...นี่จริงเหรอเจ้าคะท่านพี่ เราจะได้เจอลูกแล้วเหรอเจ้าคะ ฮึก…” ฟางเซียนหลงโอบภรรยาเอาไว้ในอ้อมแขน ตัวเขาเองก็น้ำตารื้นขึ้นมาเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะบอกกับภรรยาว่าจะไปหานางในวันพรุ่งนี้เลย“ประกาศใบนี้เป็นของจริงแน่นอนน้องหญิง อีกอย่างลวดลายบนกระดาษก็เป็นหยกของตระกูลเราที่เคยมัดติดกับแขนของลูกเอาไว้ในคราวนั้นด้วย ตอนนี้น้องหญิงต้องทำใจให้สบา
“เข้ามาได้” ซูซูส่งเสียงตอบกลับให้นิ่งเรียบที่สุด นางไม่อยากแสดงออกมากนักว่านางรู้สึกอย่างไร หากนางผิดหวังในตัวพวกเขา นางก็แค่จากไปก็เท่านั้น เสียงเดินเข้ามาด้านในห้องโดยมีเสี่ยวเอ้อเปิดประตูให้คนทั้งสามซึ่งดูท่าทางร่ำรวยและดูภูมิฐานไม่น้อย ซูซูกระพริบตาอย่างตกตะลึงกับคนทั้งสามที่กำลังเดินมาหานางพร้อมกับน้ำตาปริ่มใบหน้าของหญิงสาวที่ดูจะอายุยังไม่แก่มากนัก นางไม่นึกว่าทั้งสามคนจะหน้าตาละม้ายคล้ายนางมากถึงเพียงนี้“พวกท่านเชิญนั่งลงก่อน”“ฮึก...ลูกแม่” มู่อิงเอ๋อทนเก็บอารมณ์ความรักความคิดถึงไม่ไหวแล้ว นางสลัดอ้อมแขนของสามีออกแล้วรีบเดินเร็ว ๆ เข้าไปกอดซูซูอย่างแสนรัก ซููซูที่จู่ ๆ ก็ได้รับความอบอุ่นจากคนที่เรียกนางว่าลูกก็ทำตัวไม่ถูกสักเท่าไหร่นัก นางไม่คิดว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้กับนาง ฟางเซียนหลงเห็นว่าลูกสาวถึงกับอึ้งไปที่ภรรยาของเขาเข้าไปกอดน
อ๋องเฉิงได้แต่มองภรรยาของพระองค์พร้อมรอยยิ้มบาง ในที่สุดพระองค์ก็กำลังจะกลายเป็นพ่อคนแล้ว ภรรยาผู้ซุกซนของพระองค์หลังจากนี้คงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้แล้ว พระองค์ได้แต่หวังว่านางจะคิดถึงลูกให้มาก ๆ และไม่ทำสิ่งใดสุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์“นี่ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าลูกเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันน่ะ”“อืม… ข้าคิดว่าน่าจะผู้ชายนะ”“อ้าว เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเป็นผู้ชายล่ะ ข้าอยากได้ลูกสาวนี่นา หรือว่าเจ้าไม่อยากได้”“เปล่าสักหน่อย ข้าเพียงคิดตามที่แม่นมฉู่บอกเมื่อครู่ว่าเสด็จแม่ของข้าก็มีอาการเช่นเดียวกับเจ้าอย่างไรเล่า ข้าจึงคิดว่าน่าจะเป็นลูกชายก็เท่านั้นเอง อีกอย่างนะ ไม่ว่าเจ้าจะคลอดลูกชายหรือหญิง ข้าก็รักทั้งคู่นั่นแหละ เพราะนั่นคือลูกของเรา”“เฮ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เอ้อ แล้วเราจะส่งคนไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่ที่จวนดีหร
ขันทีประจำพระองค์เมื่อกลับถึงวังหลวงแล้วก็รีบรายงานทุกอย่างให้ฮ่องเต้ทราบ รวมทั้งข้อสังเกตของเขาที่มีต่อเสนาบดีหลานอีกด้วย“อืม…เช่นนั้นส่งองครักษ์เงาของเราไปคอยติดตามเสนาบดีหลานอย่าให้คลาดสายตา ข้าเชื่อว่าหากเขาคิดแก้แค้นจะต้องมีสักวันที่เขาทำตัวผิดปกติ เรื่องนี้เจ้ายังไม่ต้องส่งคนไปบอกหลานชายของข้า ปล่อยให้องครักษ์เงาของข้าสืบเรื่องราวมาให้ได้เสียก่อนค่อยวางแผนกันก็ไม่สาย”“พะย่ะค่ะฝ่าบาท”“วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะไปทานข้าวที่ตำหนักเฟิ่งหวงกับฮองเฮาสักหน่อย ป่านนี้ไม่รู้ว่านางรู้ข่าวเรื่องหลานสะใภ้หรือยัง”“ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลลาพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้โบกมือให้ขันทีประจำพระองค์อย่างเคยชิน จากนั้นพระองค์สั่งขันทีวัยกลางคนที่เป็นผู้ช่วยของขันทีชราว่าให้เตรียมเกี้ยวไปยังตำห
ด้านแม่ทัพรักษาเมืองที่จัดการเรื่องราวนี้ก็พาคนไปจับกุมชายวัยกลางคนที่เป็นคนติดต่อกับคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลาน จากนั้นเสนาบดีกรมอาญาก็สั่งทหารให้นำหมายไปจับกุมฮูหยินใหญ่ องครักษ์คนสนิทของนาง และบุตรสาวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการจ้างวานฆ่าพระชายาอ๋องเฉิงในคราวนี้ เสนาบดีกรมอาญาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้โดยขันทีข้างกายพระองค์มาส่งคำสั่งด้วยตนเองหลังจากที่แม่ทัพรักษาเมืองส่งคนไปรายงานสถานการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว ทหารนับร้อยคนพร้อมกับเสนาบดีกรมอาญาที่เดินทางไปยังจวนเสนาบดีคลังด้วยตนเองต้องพบกับการขัดขวางของเสนาบดีหลาน“ท่านจะไม่ยอมเปิดทางให้พวกข้าไปจับกุมคนจริง ๆ หรือเสนาบดีหลาน เจ้ารู้ไหมว่าข้าได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทโดยตรงให้มาจับกุมคนไปตัดสินคดีในครั้งนี้”“ข้าคิดว่าฝ่าบาทคงได้ข่าวลวงมากกว่า ฮูหยินและบุตรสาวของข้าจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน อย่างไรข้าก็ไม่เชื่อ ท่านรอให้ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเส
ซูซูหยุดม้าที่หน้าห้องโถงรับแขกของจวนก่อนจะกระโดดลงไปพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า นางมองเห็นทุกคนกำลังนั่งรอนางอยู่จริง ๆ ยิ่งทำให้ซูซูในตอนนี้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บาดแผลแม้แต่นิดเดียว นางสั่งบ่าวให้พาม้าของนางไปพักผ่อนก่อนที่จะวิ่งปรื๋อเข้าไปในห้องโถงรับแขกอย่างรวดเร็ว ซูซูกระโดดเข้าไปกอดท่านแม่พร้อมกับหอมแก้มนางไปมาอย่างซุกซน ทำเอามู่อิงเอ๋อได้แต่หัวเราะบุตรสาวสุดที่รักของนางที่ชอบกลั่นแกล้งนางเช่นนี้ หลังจากที่ซูซูหอมแก้มท่านแม่จนชื่นใจแล้ว นางที่ถูกท่านแม่ตีเข้าที่บาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจถึงกับร้องออกมาโอ้ย!!!“อะไร! ลูกแม่เป็นอะไร แม่ขอโทษลูก ไหนเจ้ามาให้แม่ดูสิว่าเจ้าเป็นอะไร” ความจริงฟางเซียนหลงกับฟางฉือห่าวนั้นเห็นเลือดที่แขนของซูซูตั้งแต่นางวิ่งเข้ามาแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่อยากให้มู่อิงเอ๋อตกใจจึงไม่ได้พูดออกมา ตอนนี้พวกเขาเองก็อยากร
ทหารรายงานอ๋องเฉิงว่าท่านกุนซือมาถึงแล้ว อ๋องเฉิงจึงออกจากกระโจมไปคุยกับฟางฉือห่าวเรื่องที่พระองค์คิดเอาไว้ และแน่นอนว่าฟางฉือห่าวขอวันลากับพระองค์จริง ๆ อ๋องเฉิงอนุญาตให้สหายลาได้หนึ่งวันโดยไม่อิดออด พระองค์รู้ดีว่าสหายตนนั้นคลั่งรักน้องสาวมากขนาดไหน นี่ก็หลายสัปดาห์แล้วที่นางแต่งงานเข้าไปอยู่ในจวนอ๋อง นอกจากวันเยี่ยมบ้านเดิมแล้ว ซูซูก็ยังไม่ได้กลับบ้านเดิมอีกเลย จึงทำให้ฟางฉือห่าวผู้คิดถึงรอยยิ้มซุกซนของน้องสาวอดรนทนไม่ไหวที่จะต้องขอลาไปอยู่เป็นเพื่อนนางสองวันต่อมา ซูซูที่ส่งอ๋องเฉิงออกไปทำงานหลังทานอาหารร่วมกันแล้วก็สั่งคนไปนำม้าของนางมาทันที วันนี้ซูซูแต่งกายด้วยชุดชาวยุทธที่นางไม่ได้ใส่เสียนานตั้งแต่เข้าจวนอ๋องมา แม่นมฉู่ได้แต่บอกให้พระชายาระมัดระวังในการเดินทางเหมือนดังเช่นสามีนางที่กำชับก่อนออกไปทำงาน“ข้ารู้แล้วน่าแม่นมฉู่ ท่านอย่าได้กังวลมากนักเลย ข้าเป็นพระชายาจวนอ๋องนะ ไม่ใช่คุ
อ๋องเฉิงเดินมาถึงหน้าห้องทรงงานแล้วขันทีก็ขานบอกทันที ฮ่องเต้ที่มีขันทีวิ่งมารายงานก่อนหน้านี้จึงบอกให้หลานชายเข้าไปได้ หลังทำความเคารพเสด็จลุงของตนเองแล้ว ฮ่องเต้ก็สั่งให้เขาลุกขึ้นตามสบาย“วันนี้หลานมีเรื่องสำคัญอันใดจึงได้เข้ามาหาลุงได้ในเวลานี้”“กระหม่อมส่งคนติดตามคนของฮูหยินใหญ่จวนเสนาบดีหลานแล้วได้รับข่าวว่าอีกสองวันจะมีนักฆ่าจำนวนมากมายังเมืองหลวงพะย่ะค่ะ หลานจึงอยากให้เสด็จลุงสั่งการกองกำลังรักษาเมืองให้ล้อมจับพวกเขาระหว่างที่พวกเขาลงมือกับพระชายาของหลานพะย่ะค่ะ”“หืม… นี่นางถึงขนาดจ้างนักฆ่าจำนวนมากเลยหรือ? เช่นนั้นลุงจะสั่งการแม่ทัพของกองกำลังรักษาเมืองให้รับคำสั่งจากเจ้าก็แล้วกัน แต่เรื่องนี้เราจะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด เจ้าให้แม่ทัพรักษาเมืองเปลี่ยนการแต่งกายเป็นชาวเมืองทั่วไปแล้วค่อยซุ่มจับคนเหล่านั้นดีหรือไม่”“ใช่พะย่ะค่ะเสด็จลุง นางต้องการให้ซูซูตายให้
ซูซูแปลกใจไม่น้อยที่สามีกลับมาเร็วถึงขนาดนี้ นางที่กำลังตรวจทรัพย์สินอยู่จึงได้เลิกทำงานแล้วเดินไปช่วยถอดเสื้อตัวนอกออกให้อ๋องเฉิง“เหตุใดจึงได้กลับเร็วนักเล่าเพคะ”“ไม่มีอะไร แค่คิดถึงภรรยาน่ะ”“เฮ้อ… ทำเป็นเล่นอีกแล้วท่านน่ะ บอกมาเลยว่ามีอะไรหรือเปล่า”“ไม่มีจริง ๆ ข้าเพียงแค่อยากพักบ้างเท่านั้นเอง ทำงานมาหลายวันติดต่อกันแล้ว”“อืม… เช่นนั้นท่านก็เข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้คนยกของว่างกับน้ำชาเข้าไปให้ ท่านอยากอาบน้ำก่อนหรือไม่?”“อาบสักหน่อยก็ดี ข้าขี่ม้ามาตัวเลอะฝุ่นไปหมด”“ตกลง เดี๋ยวข้าสั่งบ่าวนำน้ำเข้าไปให้ทีหลัง ท่านไปนั่งพักเสียก่อนเถอะ”“ขอบคุณภรรยา จุ๊บ”
ซูซูที่องครักษ์ของอ๋องเฉิงมารายงานว่าเขาจะกลับค่ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นางยังจัดการเรื่องทรัพย์สินไม่เสร็จเลยเพราะทรัพย์สินเหล่านี้มีมากมายเกินกว่าที่จะจัดการเสร็จได้ภายในสามสี่วัน“แม่นมฉู่ เจียงเหม่ย เจียงฮวาออกไปกินข้าวเถอะ กินเสร็จค่อยมาเก็บสำรับอาหารของข้าก็แล้วกัน วันนี้ข้าอยากพักผ่อนเร็วสักหน่อย ถึงแม้ท่านอ๋องจะกลับค่ำก็ไม่เป็นไร”“เพคะพระชายา” ทั้งสามคนที่สั่งบ่าวนำอาหารมารอท่านอ๋องกับพระชายาแต่แรกจึงได้แต่ชวนกันออกไปกินอาหารเย็นในห้องข้างของพวกนางเหมือนดังทุกวัน ตอนนี้แม่นมฉู่สนิทสนมกับเด็กเจียงเหม่ยและเจียงฮวามากขึ้นไม่น้อย นางชอบที่เด็กสองคนนี้เรียนรู้กฎเกณฑ์ได้ดี และมีมารยาทมากกว่าบ่าวรับใช้ทั่วไปเสียอีก คืนนั้นอ๋องเฉิงหลังทานอาหารกันเสร็จแล้ว ฮ่องเต้ก็ชวนหลานชายดื่มอีกเล็กน้อยก่อนจะส่งหลานชายกลับออกจากห้องทรงงานไปใ
“ขอบใจเจ้ามากที่บอกกล่าวรายละเอียดให้พวกเราทราบ ครอบครัวโจว พวกเจ้ามีอะไรจะแก้ต่างจากที่พยานหูเอ้อบอกออกมาหรือไม่” เสนาบดีหันไปสอบถามครอบครัวโจวที่ยังคงพากันนั่งตัวสั่นอย่างหวาดกลัวความผิด หยวนปิงไม่คิดว่าคนของตระกูลฟางจะมีความสามารถสืบเรื่องราวได้อย่างกับตาเห็น แต่นางไม่คิดที่จะยอมรับความผิดง่าย ๆ ด้วยคิดว่าหากต้องการพยานเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น จะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่พยานเหล่านั้นจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง“ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ เขาพูดโกหก บ้านข้าเลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำนางมาเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ ส่วนที่เขาบอกว่านางหาเงินเองตั้งแต่สิบขวบก็ไม่จริงเจ้าค่ะ เป็นพวกข้าที่ให้เงินนางออกมาตามหาครอบครัวเจ้าค่ะ”ปัง!!!“นี่เจ้ายังกล้าโกหกอีกหรืออย่างไร! เจ้าคิดว่าข้ากับท่านอ๋องจะเชื่อคำพูดของเจ้าได้อีกหรือแม่เฒ่าโจว หูเอ้อ เจ้ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ว่าเรื่องที่เจ้าเพิ่งกล่าวมานั้นเป็นเรื