ณ เรือนลับที่พำนักชั่วคราวของเฉินเทียนอี้
หวังกงกงถลันเข้ามาในห้องประชุมที่มีเฝิงไห่เป็นผู้ควบคุมดูแล
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ” กงกงเฒ่ารายงานเสียงหอบ
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“ด้านล่าง... แฮ่กๆ องครักษ์ลับบอกว่าด้านล่างมีทหารเต็มไปหมดเลยขอรับ”
“ว่าอะไรนะ! ทหารอย่างนั้นหรือ”
“ขอรับ เราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ”
“สั่งองครักษ์ลับเพิ่มกำลังคุ้มกันห้องบรรทมของฝ่าบาทอย่างแน่นหนา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันให้รีบช่วยฝ่าบาทเสด็จหนีทันที ส่วนคนที่เหลือตามข้าลงเขาไปสกัดคนชั่วเหล่านั้น”
องครักษ์วิ่งวุ่นกันทั่วเรือนลับเข้าประจำตำแหน่ง เพิ่มระด
“เอาตัวพวกมันไป” องครักษ์กรูเข้ามาจับตัวเฉินซือหยางและจ้าวลี่หมิง ชายหนุ่มดึงเด็กน้อยมาหลบด้านหลังป้องกันไม่ให้คนชั่วแตะตัวจ้าวลี่หมิงได้ วาดฝ่าเท้าเตะผู้ที่ถลันเข้ามาทำร้ายจนกระเด็นไปไกลกระแทกกรงขังจนสลบเหมือด ยังไม่ทันลงมือจัดการกับคนที่เหลือองครักษ์ทั้งหมดก็ล้มลงไปกองกับพื้นดุจใบไม้ร่วงรวมถึงเฉินจวินเฉิง “จบแล้วหรือ?” เฉินซือหยางเลิกคิ้วอย่างแปลกใจปรายตามองเข็มเย็บผ้าที่ปักตรงต้นคอของศัตรูสลับกับตัวต้นเหตุที่จัดการคนอื่นเสียเรียบวุธ ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ลงมือเลยสักนิด “อื้อ เรียบร้อย” จ้าวลี่หมิงปัดไม้ปัดมือ เฉินซือหยางเลิกคิ้วมองเด็กน้อยบรรจงเก็บเข็มเงินเคลือบยาสลบฤทธิ์แรงไว้ในเข็มขัดหนังตามเดิมด้วยความพิศวง ว่าแต่ใช้เข็มเย็บผ้าเป็นอาวุธเนี่ยนะ ผู้ใดสอนเจ้าเด็กอ้วนของเขาใช้อาวุธลับเช่นนี้กัน “เจ้าเป็นเม่
'ว่าด้วยเรื่องเข็มร้อยวิญญาณ' วันหนึ่ง ณ จวนไท่เว่ย ร่างเล็กป้อมของจ้าวลี่หมิงกลิ้งหลุนๆ เข้ามาในห้องของจ้าวลี่เจียที่กำลังนั่งปักผ้าตรงโต๊ะน้ำชา จ้าวลี่เจีย : "ทำอะไรน่ะเจ้าตัวเล็ก" จ้าวลี่หมิง : "ชู่ววว ชีชีกำลังเล่นซ่อนแอบอยู่ ลี่เจียเจี่ยเจียอย่าบอกใครนะ" ร่างเล็กมุดใต้โต๊ะแอบอยู่ในนั้นอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นและร้องเรียกดังลั่นของบรรดาสาวใช้ "คุณชายอยู่ไหนเจ้าคะคุณชาย ออกมาเถอะนะเจ้าคะ ได้เวลาเรียนหมากล้อมกับท่านอาจารย์แล้วนะ"&
ในตลาดคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทุกคนต่างหยุดยืนมุงดูกระดานแจ้งเตือนข่าวสารกันอย่างเนืองแน่น ผู้ที่ได้อ่านข่าวต่างชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่เรื่องข่าวนักโทษกบฏซึ่งกำลังหลบหนีการจับกุมอยู่ ณ ขณะนี้ ท่ามกลางผู้คนที่กำลังเบียดเสียดแย่งชิงกันดูใบหน้าของนักโทษกบฏ และเงินรางวัลนำจับก้อนใหญ่ถึงหนึ่งแสนตำลึงทอง ซึ่งทางการจะมอบให้เป็นสินน้ำใจหากผู้ใดสามารถแจ้งเบาะแสของเฉินซือหยางได้ มีเงาร่างสูงใหญ่และเล็กป้อมอยู่เคียงกัน โดยคนตัวเล็กนั่งคร่อมบ่าคนตัวโตมองดูป้ายประกาศจับนั่นด้วยเช่นเดียวกัน “ใบประกาศจับนี่อัปลักษณ์ยิ่ง ใครเป็นคนวาดเนี่ยไม่เห็นจะเหมือนหยางหยางตรงไหนเลย” จ้าวลี่หมิงยู่หน้ารังเกียจ แต่พอก้มมองใบหน้าของเฉินซือหยางเปรียบเทียบกับใบประกาศจับกลับหัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน “ท่านปู่หยาง ท่านแก่เร็วจังเลยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า” “เดี
“เมื่อครู่เจ้าจะแต่งตั้งใครเป็นฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ” ท้องฟ้าแจ่มกระจ่าง หมู่เมฆเคลื่อนคล้อยลอยลับ ทิวากรสาดแสงเรืองรองตกต้องเรือนร่างสูงสง่าเส้นผมสีเงินพลิ้วไหวล้อสายลมเปล่งประกายระยิบระยับ เสื้อคลุมมังกรสีทองอร่ามสะบัดพลิ้วตามการย่างก้าวอันหนักแน่นทรงพลังแผ่อำนาจกดดันผู้คน จนรู้สึกยำเกรงจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ยอมศิโรราบทั้งกายใจ “ฝ่าบาท!” เหล่าขุนนางเห็นร่างสูงของเฉินเทียนอี้เดินผ่านต่างก็ร้องอุทานด้วยความตกตะลึง ไม่ใช่ว่าฝ่าบาททรงเสด็จสวรรคตไปแล้วหรอกหรือ การปรากฏตัวกะทันหันของเฉินเทียนอี้ในงานพิธีบรมราชาภิเษกสร้างความไม่พอใจให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะหลี่ย่าเสียงและหลี่ลู่เหลียนต่างมีสีหน้าไม่น่าดู ตัวเฉินจวินเฉิงเองก็ตกอยู่ในอาการมึนงงมองเฉินเทียนอี้สลับกับหลี่ย่าเสียงอย่างทำอะไรไม่ถูก งานพิธีหยุดชะงั
เหล่านักฆ่ารับคำสั่งหลี่เหยียนเจี๋ยเปิดฉากฆ่าล้างทั้งตำหนักไท่เหอ ขุนนางในลานพิธีแตกฮือราวกับฝูงผึ้ง วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ยังดีที่ได้องครักษ์หลวงช่วยสกัดไว้จึงมีคนได้รับบาดเจ็บแค่เพียงเล็กน้อย หัวหน้านักฆ่าอาศัยช่วงชุลมุนจุดสัญญาณลับ พลุสีแดงเจิดจ้าระเบิดเสียงดังก้องฟ้าสว่างวาบไปทั่วท้องนภา ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องสนั่นฟ้าสะเทือนดิน เสียงกระแทกประตูวัง ดาบกระบี่โรมรัน เสียงรบราฆ่าฟันดังกึกก้องน่าหวาดผวา จนทุกคนในวังหลวงพากันอกสั่นขวัญหาย หัวหน้านักฆ่าคุ้มกันคนตระกูลหลี่พาหลบหนีออกจากลานพิธี กลับถูกเว่ยอันและฉางหลางขัดขวาง ทั้งสองฝ่ายประมือกันอย่างดุเดือด กองกำลังลับของหลี่เหยียนเจี๋ยบุกทะลวงถึงเขตพระราชฐาน เพียงไม่นานก็โอบล้อมลานพิธีหน้าตำหนักไท่เหอเอาไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า ไม่ยอมให้ผู้ใดหนีรอดจากลานแห่งความตายนี้ไปได้ หลี่เหยียนเจี๋ยเห็นชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ชักกระบี่จากเอวนักฆ่าข้างกาย พุ่งเข้าหาเฉินซือหยาง 
หลังจากเหตุการณ์สู้รบสงบลง ซูโม่หลันถลันเข้าหาเฉินซือหยางทันทีด้วยความห่วงใย ตอนที่เห็นหลี่เหยียนเจี๋ยเงื้อกระบี่จะฟันเขา นางตื่นตระหนกจนหัวใจแทบหยุดเต้น ดีที่เจิ้งกั๋วกงมาช่วยไว้ได้ทันเวลาพอดี “หยางเอ๋อร์เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่” “เราไม่เป็นอะไร ท่านน้าสบายใจได้” “เฮ้อ! โล่งอกไปที เสี่ยวชีเล่าเจ้าไม่ได้พามาด้วยกันหรอกหรือ” ซูโม่หลันมองหาจ้าวลี่หมิงไปทั่วลานกว้างกลับไม่เห็นเจ้าตัวเล็กแม้แต่เงา “ชีชีน่ะหรือ ป่านนี้คงกำลังมีความสุขอยู่กับผู้แซ่หานคนนั้นเสียล่ะมั้ง” เฉินซือหยางทำหน้าขรึม น้ำเสียงไม่ใคร่พอใจนักคล้ายหงุดหงิดมาเล็กน้อยแต่ฝืนข่มกลั้นไว้ ในสนามรบหอกดาบไร้ตาสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจถึงเขาอยากมัดอีกฝ่ายติดตัวมากแค่ไหน แต่ก็กลัวเด็กน้อยเสี่ยงอันตรายไปด้วยเลยไม่ได้ตามไปลากตัวจ้าวลี่หมิงมาจากหานกวาง
หลี่ลู่เหลียนมองตามหลังซูโม่หลันจนลับสายตา ค่อยหันมาปรึกษากับเสด็จอาหญิงอย่างไม่ใคร่วางใจอีกฝ่ายนัก “เรื่องที่เต๋อเฟยกล่าวเสด็จแม่ทรงคิดเห็นเช่นไรเพคะ” “อยู่กันเพียงแค่นี้เรียกข้าว่าอาหญิงเหมือนเดิมเถอะ” “เจ้าค่ะอาหญิง ข้ากลัวนางจะเล่นเล่ห์กับเรา อาหญิงโปรดไตร่ตรองเรื่องนี้อีกครั้งเถอะเพคะ” “เจ้าอย่าห่วงไปเลย เรื่องนี้ข้าหารือกับพ่อเจ้ามานานแล้ว หากไม่ถึงที่สุดย่อมไม่อาจลงมือ แต่ในเมื่อเราไม่มีทางเลือกคงต้องทำตามแผนที่เต๋อเฟยเสนอ หลังแผนการสำเร็จเราค่อยกำจัดนางทิ้งก็ยังไม่สาย” “เสนาบดีซูจะไม่สงสัยหรือเพคะ” “แค่ให้ตำแหน่งสำคัญแก่เสนาบดีซู ลูกอนุคนเดียวเหตุใดจะตัดทิ้งไม่ได้ จากนั้นค่อยประกาศออกไปว่าเต๋อเฟยกับฝ่าบาทมีจิตปฏิพัทธ์ลึกล้ำเมื่อรับรู้ว่าฝ่าบาทจากไปก็ทรงระงับความโศกเศร้าเสียพระทัยไม่ได้ แขวนคอตายในพระตำหนักอี้เซียวตามเสด็จสู่สวรรคาลัย
“รีบๆ เดินเข้า” ทหารหลวงใช้ฝักกระบี่ฟาดคนเดินรั้งท้ายอย่างแรงจนอีกฝ่ายล้มกระแทกพื้น แต่กลับไม่มีผู้ใดสงสารเห็นใจซ้ำร้ายยังถูกเหยียบซ้ำปางตาย กว่าจะลุกขึ้นเดินตามคนอื่นได้เล่นเอาสะบักสะบอม ขบวนนักโทษถูกต้อนออกมาจากคุกหลวงตั้งแต่ยามเหม่า[1] หลี่เหยียนเจี๋ย หลี่เจียง หลี่เหยียนเจ๋อ คนตระกูลหลี่ทั้งตระกูลรวมถึงผู้ที่มีส่วนรู้เห็นในชุดนักโทษเก่าโทรมผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล มือเท้าถูกตรวนด้วยโซ่เหล็กเดินหมดอาลัยตายอยากไปยังลานประหาร ดวงตาไร้แววของเหล่านักโทษเหม่อมองผู้คนที่มามุงดู เสียงด่าทอสาปแช่งดังสนั่นไปทั่วเมืองผิงอาน ข้าวของทั้งผักเน่า ไข่เน่า สิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมถึงก้อนหินถูกขว้างปาใส่เหล่าโจรกบฏจนน่วมไปทั้งตัว แต่ก็ยังไม่สาสมกับชีวิตของชาวต้าเฉินนับหมื่นพันที่ต้องสูญเสียไปในสงครามทางตอนเหนือ “ไปตายซะ! เจ้าคนแซ่หลี่ ขบถขายชาติอย่างพวกแก่สมควรโ
เฉินซือหยางหลงวนอยู่ในเงามืด ความทรงจำต่างๆ โถมทะลักเข้าหาดุจโคมม้าหมุน ทำเอาเขาปวดศีรษะจนแทบระเบิด ร่างกายจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งอนธการ เงาร่างโปร่งใสปรากฏขึ้นหน้าเรือนไม้หลังเล็กหลังหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเฟิง บนยอดเขาซีเทียนเฟิง เฉินซือหยางเดินดูโดยรอบอย่างแสนคิดถึง ศาลาหอเก๋ง สระบัวสีมรกต และโต๊ะหินอ่อนกลางลานเรือนถูกปกคลุมไปด้วยใบเฟิงสีอิฐยังคงเหมือนในความทรงจำ “จิ้ง... จิ้งเฟิ่ง... สวีจิ้งเฟิ่ง! ตื่นได้แล้วเจ้าตัวขี้เกียจ” เฉินซือหยางหันไปตามเสียงเรียก เห็นเงาร่างสูงโปร่งของจ้าวลี่หมิงหรือแท้จริงแล้วคือ ‘ไป่ชิงถงเกอเกอ’ คนสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในใจเขาใช้เท้าแตะประตูห้องนอนอย่างกักขฬะ ตรงเข้าไปเขย่าตัวปลุกเขาในวัยเด็กที่นอนหลับอุตุอยู่ในกองผ้าห่มผืนหนา “อย่ามัวแต่เมาขี้ตา รีบๆ ลุกขึ้นมา
สายฝนโปรยปรายลงมาบางเบาสัมผัสโดนใบหน้าคมเข้มที่กำลังสลบไสลเรียกสติเขาให้กลับฟื้นคืน สวีเฟยหลงตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองติดอยู่ในช่องเขาคับแคบแห่งหนึ่ง แขนขาหักผิดรูปผิดร่าง เจ็บปวดรวดร้าวทั่วสรรพางค์กาย เขากัดฟันบิดแขนขาให้เข้ารูป ยังไม่ทันได้ลงมือทำแผลให้กับตนเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังอึกทึกก้องสะท้อนไปทั่วหินผา “ค้นให้ทั่ว จับโจรชั่วที่รวมหัวกับเผ่ามารสังหารพี่น้องเราชาวสวรรค์มาลงทัณฑ์ให้ได้” เสียงผู้คนพูดคุยกันดังแว่วใกล้เข้ามาทุกทีๆ สวีเฟยหลงรู้ดีว่าไม่อาจหลบซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป จึงจำใจต้องหอบสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์หลบหนีออกจากที่แห่งนี้ สวีเฟยหลงหนีเข้าป่าลึก ท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำร่างสูงโซซัดโซเซล้มลงในแอ่งโคลน “มันอยู่นั่น!” ทหารสวรรค์กรูกันเข้ามารุมล้อมสวีเฟยหลง ชายหนุ่มแค่นเสียงเย้ยหย
ตั้งแต่ต้นหลินเสวี่ยเฟิ่งกอดประคองร่างสูงของเฉินเทียนอี้ไว้ไม่ยอมห่าง ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเพราะใจห่วงกังวลคนในอ้อมแขนเพียงเท่านั้น "ท่านอย่าเป็นอะไรไปนะ" “ขะ... ขอโทษ คราวนี้ข้าก็ไม่อาจทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าได้” หลินเสวี่ยเฟิ่งส่ายหน้า “สิ่งที่ข้าต้องการคือได้อยู่เคียงคู่ท่านจนผมขาวต่างหากเล่าคนโง่ เพราะฉะนั้นท่านห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด แข็งใจไว้ เสี่ยวชีกำลังจะมา เขาต้องรักษาท่านได้แน่” ฝ่ามือเรียวพยายามกดปากแผลให้เลือดหยุดไหล แต่ดูท่าว่าจะไม่เป็นผล ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยั้งโลหิตที่ทะลักทลายออกมาจากร่างแกร่งได้เลย เฉินเทียนอี้ส่ายหน้าเกลี่ยหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นเป็นสายจากดวงหน้างาม
หญิงชราเดินลากขาตามการโอบประคองของสามี สายตาฝ้าฟางเลื่อนลอยไม่รับรู้สิ่งใด แต่พอได้เห็นดวงหน้าของหลินเสวี่ยเฟิ่งเพียงเท่านั้น ดวงตาพลันเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต หญิงชรากรีดร้องเสียงดังโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด “ปีศาจ! มันคือปีศาจ ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยข้าที ปีศาจจะมาฆ่าข้า ปีศาจจะมาฆ่าข้าแล้ว” หญิงชราตีอกชกหัว หนีห่างจากเงาร่างของหลินเสวี่ยเฟิ่งอย่างหวาดผวา ใบหน้าถูไถไปกับลานพิธีอยากจะแทรกแผ่นดินหนี จนชายชราต้องรีบฉุดรั้งร่างของภรรยาไว้ “ทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าบุรุษที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทผู้นั้น คนที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นถึงมารดาของแผ่นดิน ถูกยกย่องว่ามีคุณธรรมสูงส่ง อวดอ้างตนเองว่ามาจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่แท้จริงแล้วเขาคือ ‘เกาต๋า’ บุตรบุญธรรมของสามีภรรยาแซ่เกา ซึ่งเป็นเพียงพ่อค้าวาณิชเล็กๆ ในเมืองเจียงโจว” คำบอกเล่าของหานจางหมิ่นทำเอาทุกคนในที่นี้ตะลึงงัน อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าพ่อค้านั้นเป็นชนชั้นต่ำศ
เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน “ยามซื่อ[1] แล้ว งานเลี้ยงมื้อกลางวันกำลังจะเริ่ม ทุกคนเร่งมือเข้า” ขันทีน้อยนายหนึ่งก้มหน้าก้มตายกจานขนมหวานบรรจุลงในกล่องไม้สำหรับใส่อาหารอย่างขะมักเขม้น รอจนหัวหน้าขันทีผู้คุมห้องเครื่องเดินผ่านไปตรวจงานยังส่วนอื่น มือหยาบหนาก็รวบผ้าผูกเป็นปมเพื่อกักเก็บความร้อน แล้วยกกล่องอาหารในห่อผ้าผืนงามเดินตามกลุ่มขันทีออกไป ขันทีผู้นั้นเดินตามหลังขันทีด้วยกันเงียบๆ ทุกคนต่างเร่งฝีเท้าไปยังลานพิธีหน้าตำหนักไท่เหอ ระหว่างเดินผ่านระเบียงทางเดินขบวนของเขาสวนกับเหล่านางกำนัล และขันทีกลุ่มอื่นเป็นระยะ แต่ขันทีหนุ่มก็ยังใจเย็น รอจนขบวนเดินผ่านเส้นทางร้างไร้ผู้คน เขาก็ชะลอฝีเท้าลง อาศัยจังหวะที่ผู้อื่นไม่ทันสังเกตเห็นปลีกตัวออกจากกลุ่มอย่างเงียบเชียบ เดินหลบหลีกผู้คน แล้วหายลับไปโดยไร้ผู้พบเห็น ขันทีคนดังก
แดนบูรพา แคว้นต้าเฉิน เสียงคลื่นสาดซาซัดเข้าหาชายฝั่ง ฟองคลื่นม้วนตัวกระทบหาดทรายกลืนหายไปกับพื้นทรายเนื้อละเอียดไร้สีสันในยามค่ำคืน ลมทะเลพัดโหมริ้วผ้าโบกไสวใบเรือผืนใหญ่ส่ายสะบัดตามคลื่นลม นาวาลำใหญ่จอดนิ่งเรียบชายฝั่งเรียงกันหลายร้อยลำไกลสุดลูกหูลูกตา “เร่งมือเข้า” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคุมลูกน้องใต้สังกัดขนหีบไม้ใบใหญ่ด้านในเต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งหอก ดาบ โล่ ธนู และที่ขาดไม่ได้คือเสบียงกรังจำนวนมากถูกยกขึ้นเรือหีบแล้วหีบเล่าอย่างเงียบเชียบท่ามกลางความมืด ถึงแม้จะเบามือเบาเท้ามากเพียงไร แต่การเคลื่อนกำลังพลนับหมื่นย่อมไม่อาจรอดพ้นหูตาของหน่วยสืบราชการลับไปได้ หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องใต้สังกัดถอนกำลังออกจากบริเวณนี้เงียบๆ หลังจากล่วง
ดินแดนทางเหนือมีหิมะปกคลุมอยู่ชั่วนาตาปี ป้อมปราการสูงตระหง่านท้าลมพายุ ปุยหิมะโปรยปรายพัดพาความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมไปทุกอณูพื้นที่ ถึงภูมิอากาศจะเลวร้าย พืชพรรณธัญญาหารยากเพาะปลูก แต่ชาวบ้านก็ดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งไม่คิดจะย้ายถิ่นฐาน เพราะชื่อเสียงของกองทัพตระกูลจ้าวเลื่องลือระบือไกลเป็นที่น่าครั่นคร้ามแก่อริราชศัตรู แม้แม่ทัพใหญ่อย่างจ้าวลี่จิ่นบุตรสาวของจ้าวมู่จะไม่อยู่ประจำการที่กองทัพด่านหน้า แต่แคว้นรอบข้างก็ยังไม่กล้ายกทัพเข้ามารุกราน ชาวบ้านจึงอาศัยอยู่ที่นี่อย่างเป็นสุขและปลอดภัย แต่แล้วความสงบสุขก็อันตรธานหายไป “ช่วยด้วย... กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง หมู่บ้านเป่ยปิงตกอยู่ในฝันร้ายอันน่าหวาดผวา ศพของผู้คนนอนกลาดเกลื่อนอยู่บนพื้นหิมะขาวโพลนทั้งเด็ก คนแก่ และสตรีที่ไร้เรี่ยวแรงหลบหนี แม้แต่บุรุษร่างสูงใหญ่ก็ยากจะต้านทานเมื่อต้องสู้กับสิ
สัมผัสแผ่วเบาบริเวณปลายนิ้วปลุกจ้าวลี่หมิงให้ตื่นจากนิทรานัยน์ตาสีน้ำตาลซ่อนประกายมรกตคู่งามสะท้อนภาพดวงหน้าคมเข้มเคล้าคลอมือนิ่ม ริมฝีปากหยักจุมพิตนิ้วเรียวทีละนิ้วอย่างละเมียดละไม “ตื่นแล้วหรือ ข้ากวนเจ้า?” เฉินซือหยางเลิกคิ้วถาม นัยน์ตาสีนิลเต็มไปด้วยความหลงใหลคลั่งไคล้แฝงประกายอ่อนโยนอยู่เป็นนิจ “ท่านพึ่งรู้ตัวหรือ” จ้าวลี่หมิงหลบสายตา ชักมือหนีคนตัวโตทั้งใบหูแดงระเรื่อแต่ก็ไม่อาจหลุดพ้น หนำซ้ำยังโดนคนหน้าหนาจูบหลังมือนุ่มหนักๆ ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเขาไปง่ายๆ “อย่าซนสิ! ตอนนี้ยามใดแล้ว” “เพิ่งยามเฉิน[1] เจ้านอนต่ออีกหน่อยเถอะ” เฉินซือหยางนอนทอดหุ่ยสบายอารมณ์ มือหนาลูบไล้แผ่นหลังบางเขาหยุดว่าราชการหลายวันเพื่ออยู่เป็นเพื่อนภรรยาตัวน้อย โยนภาร
ตำหนักบูรพาอบอวลไปด้วยความสุข ถึงแม้องค์รัชทายาทผู้เป็นเจ้าของงานจะปลีกตัวออกไปตั้งแต่ต้น แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่ฝ่าบาทยังประทับอยู่ที่นี่ ดังนั้นเป้าหมายในการประจบประแจงจึงเบนเข็มมายังเฉินเทียนอี้ ขุนนางบู๊บุ๋นทั้งหลายต่างดาหน้าเข้ามาคารวะสุราไม่ขาดสาย ทำเอาหลินเสวี่ยเฟิ่งอึดอัดนิดหน่อย “เสี่ยวเทียนข้าออกไปสูดอากาศข้างนอกสักครู่นะ” “ถ้าเจ้าเบื่อเรากลับกันเลยไหม” “อย่าดีกว่า ท่านคอยรับรองแขกแทนหยางเอ๋อร์เถอะ ข้าไปไม่นานหรอก” หลินเสวี่ยเฟิ่งตบหลังมือหนาเบาๆ แล้วปลีกตัวออกมาจากงาน โดยมีหวังกงกงตามรับใช้ใกล้ชิด หลินเสวี่ยเฟิ่งเหม่อมองตำหนักหลักที่ถูกใช้เป็นเรือนหอของบุตรชาย เทียนมงคลสาดแสงสีแดงสลัวราง บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบต่างจากงานพิธี ณ ลานหน้าตำหนักโดยสิ้นเชิง หลินเสวี่ยเฟิ่งยิ้มบาง แ