หลังจากนั้นเป็นต้นมา วเรณย์จึงเรียนรู้ที่จะดูแลสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาเป็นครั้งแรก ทุกคนในบ้านต่างเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กน้อยคนนี้จนคิดว่าความสัมพันธ์ของลูกชายกับธาวินอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง
เฮ้อ เสียงถอนหายใจของเกวลินทำให้คนเป็นแม่ลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู เธอบอกอย่างใจเย็นว่า “อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพักนะลูก”
“พ่อกับแม่ก็ตามใจน้องอยู่เรื่อยเลย หนูไปเล่นกับวินดีกว่า” เกวลินส่ายหน้าเพราะน้องชายไม่สนใจที่จะทำความคุ้นเคยกับธาวินเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันให้ได้
ทุก ๆ ครั้งพวกเขามักจะมีแผนกระชับมิตรหลอกล่อให้เจ้าชายน้อยของบ้านลดกำแพงความรู้สึกลงมาบ้าง แต่พอทำบ่อยเข้า เขาจึงรู้ในทันทีว่าควรจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเล่นกับแฮปปี้มากกว่า
แม้คนในบ้านจะให้ความรักความอบอุ่นกับธาวินเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว แต่การที่มีใครบางคนหน้างอใส่เขาตลอดเวลาก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ดีขนาดนั้นเขาถึงไม่ชอบหน้าหรือเปล่า
ธาวินจึงขอร้องให้เกวลินช่วยทำไอศกรีมรสที่วเรณย์ชอบ เขาตั้งใจทำเองทุกขั้นตอนแล้วถือไปให้เจ้าตัวถึงที่ห้องนอนเพราะเห็นว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ลงมาข้างล่างบ้านเลยอาจจะรู้สึกอยากกินของว่างบ้างก็ได้
เสียงเคาะประตูดังขึ้น คนข้างในนั้นจึงตะโกนถามว่า “ใครครับ”
ธาวินเอาหูแนบประตูฟังเสียงแต่ไม่ได้ยินจึงไม่ตอบอะไร จนวเรณย์เปิดประตูออกมา พลันร่างเล็ก ๆ เซเข้าไปข้างในเล็กน้อยจนเจ้าของห้องต้องคว้าคอเสื้อเอาไว้
“นายคิดจะเข้ามาทำอะไรในห้องฉัน” น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้เขาเลิ่กลั่กรีบตอบ
“เอ่อ ฉันทำไอติมรสที่นายชอบมาให้” ธาวินยื่นถ้วยไอศกรีมให้คนตรงหน้าพร้อมช้อนคันเล็ก “ในตู้เย็นก็มีอีกนะ พี่ลินใส่กล่องสีส้มเอาไว้”
“เฮอะ ใครบอกว่าฉันจะกิน เอากลับไป” วเรณย์พูดพลางดันตัวธาวินออกมาข้างนอกห้องโดยไม่สนใจว่าจะทำให้ก้อนไอศกรีมในถ้วยกลิ้งไปมาจนหล่นตุ้บลงพื้นไม้
“เอ่อ เดี๋ยวเอาผ้ามาเช็ดให้นะ” ธาวินลุกลี้ลุกลนเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจอีก
“ไม่ต้อง ออกไปได้แล้ว น่าเบื่อ” คำพูดเยือกเย็นทำให้เขาหน้าจ๋อยจนต้องยอมถอยให้หนึ่งก้าวแล้วเดินคอตกกลับมาหาพี่สาวคนรอง
เกวลินเห็นท่าทางแบบนั้นจึงเดาได้ทันทีว่าครั้งนี้ก็ไม่ได้ผลเหมือนเดิมจึงปลอบใจด้วยการชวนทำโคล่าโฟลตไปให้เมธาวีที่กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบแทน
วันไหนที่ก้องเกียรติซื้อเกมใหม่เข้ามา คนเป็นพ่อก็จะบอกให้ลูกชายชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกันเสมอแต่สายตาของวเรณย์จ้องธาวินไม่วางจนต้องจำใจปฏิเสธแล้วแอบดูเขาเล่นอยู่ห่าง ๆ
อาจจะเป็นเพราะสายตาที่จ้องมองมากเกินไป วเรณย์จึงรู้ตัวว่ามีใครแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ พลันเห็นเงาสะท้อนที่หน้าจอโทรทัศน์เกิดไม่สบอารมณ์ แพ้สิบตารวดจนแทบจะปาจอยสติ๊กทิ้งแต่ทำได้แค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะนั่นเป็นของที่พ่ออุตส่าห์ซื้อมาให้ จากนั้นจึงหลบขึ้นห้องไม่สนใจสายตาละห้อยที่มองตามหลัง
ครั้นเครื่องเล่นเกมว่างแล้วธาวินกลับไม่แตะต้องเพราะถึงอย่างไรเล่นคนเดียวก็ไม่สนุกเอาเสียเลย
“แค่อยากเล่นด้วยเฉย ๆ นี่นา” ธาวินพึมพำอยู่คนเดียวแล้วกลับห้องของตัวเอง
คืนหนึ่งในฤดูหนาว
ธาวินจำได้ว่าคืนนี้จะมีฝนดาวตกจึงทำให้คิดถึงพ่อกับแม่ของตัวเองที่มักจะนอนดูดาวเป็นเพื่อนกัน สายลมเย็นที่พัดมาทางหน้าต่างหวนให้ความรู้สึกเศร้าโดยไม่รู้ตัว
เขาเลื่อนบานกระจกฝั่งระเบียงห้องแล้วนั่งพิงขอบประตู แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวเพียงลำพัง ในใจคิดถึงวันเก่า ๆ ที่ได้อยู่กับคนในความทรงจำจนสะอึกสะอื้นอยู่คนเดียว
เสียงนั้นไม่ดังมากแต่สำหรับคนที่อยู่ข้างห้องและเปิดหน้าต่างนอนอย่างวเรณย์กลับได้ยินชัดเจน หากจะให้นอนต่อก็ทำไม่ได้จึงแง้มประตูเพื่อออกมาเตือนธาวินให้กลับไปร้องข้างในห้องก็ยังดีเพราะเขาไม่ได้อยากรับรู้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนที่กำลังจะอ้าปากพูดกลับได้ยินเสียงของธาวินเสียก่อน “โอ๊ะ ดาวตก” จึงทำให้เขาเงยหน้ามองฟ้าด้วยความสงสัย
วินาทีนั้น ดาวตกเริ่มเห็นได้ง่ายขึ้นจากทั่วท้องฟ้า ความมหัศจรรย์ทำให้วเรณย์นั่งลงตรงขอบประตูแล้วมองท้องฟ้าอย่างเงียบ ๆ เหมือนกัน
เวลานี้เสียงสะอึกสะอื้นหายไปแล้วเหลือเพียงความสงบและฝนดาวตกที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ทั้งคู่จับตามองอย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
จนกระทั่ง วเรณย์รู้สึกง่วงนอนจึงลุกขึ้นกลับไปนอนที่เตียง ทว่า หางตาเหลือบเห็นเงาดำ ๆ สะท้อนผนังด้านข้าง มันนิ่งเสียจนเขาคิดว่าผิดปกติจากเมื่อครู่จึงชะเง้อมอง
“เฮ้ย...” เขาเรียกเบา ๆ เพราะกลัวว่าเสียงดังไปแล้วทุกคนในบ้านจะตื่นรวมถึงแฮปปี้ด้วย แต่ธาวินไม่รู้สึกตัว นั่งนิ่งไม่ไหวเอน
“นี่...”
“ไปนอนดี ๆ สิ”
“เฮ้ย...”
ความพยายามเรียกคนที่ไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟังเวลานอนไม่เป็นผล วเรณย์ส่ายหน้าแล้วพึมพำกับตัวเอง หาเหตุผลว่าเขาควรทำอย่างไรกับคนที่หลับลึกแบบนั้น
ถ้าปล่อยให้นอนแบบนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่สบาย แล้วพ่อกับแม่ก็ต้องพาไปหาหมอ ถ้ายุงกัดเป็นรอยเดี๋ยวพี่เมพี่ลินก็จะทำหน้าเป็นห่วงแล้วก็ต้องมาดูแลเช้าเย็นเหมือนครั้งนั้นอีก ตอนนี้พี่เมก็ใกล้สอบแล้วด้วย แล้วป้ามลก็จะพยายามทำอาหารเอาใจให้หายเร็ว ๆ ลุงชาญคงจะมาพ่นยากันยุงรอบบ้านอีกเหม็นจะตาย ไม่ชอบกลิ่นมันเลยแถมต้องเอาแฮปปี้ไปหลบที่อื่นด้วย เพราะฉะนั้นที่ฉันไปปลุกนายก็เพราะไม่อยากให้ทุกคนยุ่งยากเฉย ๆ หรอกนะ
เมื่อคิดได้ว่าตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว วเรณย์จึงปีนข้ามรั้วระเบียงเตี้ย ๆ ที่ทำไว้กั้นพื้นที่ห้องอย่างง่ายดายแล้วจิ้มนิ้วที่แขนธาวิน
“นี่... ตื่นสิ” เขาลองเรียกคนตรงหน้าครั้งสุดท้าย พอเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงจับแขนสองข้างแล้วเขย่าแรง ๆ “ฉันบอกให้ตื่นไง นายจะนอนให้ยุงกัดตรงนี้เหรอ ตื่นเร็วเข้า”
ธาวินงัวเงียวิญญาณยังไม่กลับร่างเท่าไหร่จึงไม่พูดอะไรแล้วเอนหัวพิงประตูต่อเพราะความง่วงเป็นเหตุจนวเรณย์ต้องเขย่าตัวเขาอีกครั้ง
“เฮ้ย...ไปนอนดี ๆ สิ” ครั้งนี้เขาพยายามยกตัวคนตรงหน้าขึ้น แม้ว่าธาวินจะตัวเล็กกว่าแต่เมื่อโดนทิ้งน้ำหนักทั้งตัวแบบนี้ก็ทำให้พยุงตัวได้ลำบากพอควร ในใจของเขาพูดย้ำกับตัวเองให้อดทนเอาไว้เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ลำบากเพราะคนงี่เง่าที่นอนให้ยุงกัด
ครั้นมาถึงเตียงแล้ววเรณย์จึงปล่อยร่างอีกฝ่ายลงตุ้บบนที่นอนนุ่มผลักกลิ้ง ๆ ให้อยู่ตรงกลางเตียงแล้ววางตุ๊กตากระต่ายที่ชื่อว่าเจคอบเหมือนกับที่เขามีอยู่ในห้องกั้นเอาไว้ไม่ให้ตกเตียง ปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ยี่สิบห้าองศา แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกไปทางประตูพร้อมล็อกห้องเป็นอย่างดี
เจ้าชายน้อยของบ้านทำงานหนักเป็นครั้งแรกได้สำเร็จจึงถอนหายใจออกมา หากแต่ตอนที่เดินกลับไปแล้วจับลูกบิดประตูห้องจึงนึกได้ว่าตัวเองล็อกห้องเอาไว้จึงกรีดร้องในใจอย่างเงียบ ๆ เพราะช่วยให้คนอื่นนอนบนเตียงนุ่ม ๆ ได้แต่ตัวเองกลับต้องลงมานอนที่โซฟาด้านล่างเพราะเข้าห้องไม่ได้ แถมไม่รู้ว่ากุญแจสำรองเก็บไว้ตรงไหน ครั้นจะถามที่เก็บกับคนอื่น ๆ ในบ้านก็ไม่อยากรบกวนเวลานอนพวกเขา
“เพราะนายคนเดียวเลย เฮ้อ... ทำไมต้องทำตัวยุ่งยากด้วยก็ไม่รู้ น่าเบื่อที่สุด” เขาพึมพำอยู่คนเดียวจนกระทั่งง่วงนอนแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
คืนวันหนึ่งในฤดูหนาว รถยนต์สีเทาคันใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปตามทางเปลี่ยวลาดชัน ถนนสองเลนเล็ก ๆ ลัดเลาะไปตามแนวเทือกเขาคดเคี้ยวหลายสิบกิโลเมตร บางครั้งมีรถจากอีกฝั่งแล่นสวนทางมาบ้างประปราย ช่วยให้รู้สึกโล่งใจได้ว่าไม่ได้มีเพียงพวกเขาบนเส้นทางอันยาวนานบรรยากาศภายนอกเงียบสงบและวังเวง สองข้างทางเป็นป่าไม้ที่ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้านตามฤดูกาล ส่วนข้างในรถมีครอบครัวแสนอบอุ่นกำลังนั่งอยู่เงียบ ๆสายตาของธาวินมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟจากต้นเสาที่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไกลลิบกระพริบเป็นช่วง ๆ เขาตื่นเต้นที่สองสามวันนี้พ่อกับแม่พาเที่ยวต่างจังหวัดตามที่สัญญากันเอาไว้จุดหมายปลายทางบนแผนที่ถูกปักหมุดเอาไว้เป็นแผนการเดินทางในวันหยุดยาวของครอบครัว เด็กชายตัวน้อยคาดหวังไว้แล้วว่าเช้าวันรุ่งขึ้น เขาจะได้เห็นแสงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าลอยเหนือทะเลหมอกบนจุดสูงที่สุดของยอดเขา“ยังไม่ง่วงอีกเหรอครับ” แม่ของธาวินถามลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาของเธอเหมือนจันทร์ครึ่งเสี้ยวเวลายิ้มให้เขาเหมือนทุกครั้งลูกชายคนเดียวส่ายหน้า “ไม่ง่วงครับ แม่ไม่นอนเหรอ” เขาสังเกตมาตลอดทางว่าคนเป็นแม่มักจะคอยช่วยพ่อของเขาดูเส้นทา
ธาวินใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอิงสุนทรอย่างเรียบง่ายในแต่ละวันจะมีก้องเกียรติ จันทร์วิมลและลูกสาวทั้งสองคนแวะเวียนหาเรื่องพูดคุยกับเขาอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เจ้าตัวเหงาหงอยอยู่คนเดียว ทั้งยังเต็มใจช่วยกันค่อย ๆ ปรับสภาพจิตใจของเด็กตัวน้อยทีละนิดแม้ธาวินจะไม่พูดอะไรเลยตลอดเกือบหนึ่งปีที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แต่ความรู้สึกของทุกคนยังคงเหมือนเดิม เอ็นดูและสงสารพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาเขาทานอาหารทุกอย่างที่ป้ามล ผู้เป็นแม่บ้านเตรียมไว้ให้ทุกสามมื้อ ไม่เคยบอกว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษ ทุกวันนี้ยังไม่เคยมีใครได้ยินเสียงพูดของเขาเลยสักครั้งหากแต่ในบางคืน เขาอาจส่งเสียงร้องเพราะฝันร้ายถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นบ้าง ทุกคนในบ้านก็จะพร้อมใจกันเข้ามาปลอบใจจนกว่าเจ้าตัวเล็กจะผล็อยหลับไป
หนึ่งปีผ่านไปธาวินเข้าเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นไปสองปีเพราะผลกระทบจากอุบัติเหตุ ก้องเกียรติจ้างครูพิเศษมาสอนเขาอยู่ที่บ้านเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อปรับพื้นฐานการเรียนใหม่ทั้งหมด รวมถึงช่วยให้เขาเริ่มเรียนรู้การเข้าสังคมอีกครั้งหนึ่งแม้พี่สาวทั้งสองคนอย่างเมธาวีและเกวลินจะอยากแอบไปดูน้องที่ห้องเรียนมากแค่ไหนแต่ก็ต้องอดใจเอาไว้เพราะตึกเรียนชั้นมัธยมกับชั้นประถมแยกจากกันโดยสิ้นเชิงดังนั้น ทุกคนจึงฝากความหวังไว้ที่วเรณย์ให้คอยไปส่งและรอรับกลับบ้านพร้อมกัน แม้เจ้าตัวจะทำสีหน้าไม่เต็มใจก็ตาม แต่พอคิดอีกแบบหนึ่งแล้ว คงจะเป็นการดีที่ได้กันธาวินออกจากพี่สาวทั้งสองไปโดยปริยายความคิดนี้ดูเหมือนจะไม่เลว แต่วเรณย์ไม่รู้เลยว่าเพื่อนร่วมห้องชั้นประถ
หลังจากนั้นเป็นต้นมาวเรณย์จึงเรียนรู้ที่จะดูแลสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาเป็นครั้งแรก ทุกคนในบ้านต่างเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กน้อยคนนี้จนคิดว่าความสัมพันธ์ของลูกชายกับธาวินอาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นบ้างเฮ้อเสียงถอนหายใจของเกวลินทำให้คนเป็นแม่ลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู เธอบอกอย่างใจเย็นว่า “อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพักนะลูก”“พ่อกับแม่ก็ตามใจน้องอยู่เรื่อยเลย หนูไปเล่นกับวินดีกว่า” เกวลินส่ายหน้าเพราะน้องชายไม่สนใจที่จะทำความคุ้นเคยกับธาวินเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันให้ได้ทุก ๆ ครั้งพวกเขามักจะมีแผนกระชับมิตรหลอกล่อให้เจ้าชายน้อยของบ้านลดกำแพงความรู้สึกลงมาบ้าง แต่พอทำบ่อยเข้า เขาจึงรู้ในทันทีว่าควรจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเล่นกับแฮปปี้มา
หนึ่งปีผ่านไปธาวินเข้าเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นไปสองปีเพราะผลกระทบจากอุบัติเหตุ ก้องเกียรติจ้างครูพิเศษมาสอนเขาอยู่ที่บ้านเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อปรับพื้นฐานการเรียนใหม่ทั้งหมด รวมถึงช่วยให้เขาเริ่มเรียนรู้การเข้าสังคมอีกครั้งหนึ่งแม้พี่สาวทั้งสองคนอย่างเมธาวีและเกวลินจะอยากแอบไปดูน้องที่ห้องเรียนมากแค่ไหนแต่ก็ต้องอดใจเอาไว้เพราะตึกเรียนชั้นมัธยมกับชั้นประถมแยกจากกันโดยสิ้นเชิงดังนั้น ทุกคนจึงฝากความหวังไว้ที่วเรณย์ให้คอยไปส่งและรอรับกลับบ้านพร้อมกัน แม้เจ้าตัวจะทำสีหน้าไม่เต็มใจก็ตาม แต่พอคิดอีกแบบหนึ่งแล้ว คงจะเป็นการดีที่ได้กันธาวินออกจากพี่สาวทั้งสองไปโดยปริยายความคิดนี้ดูเหมือนจะไม่เลว แต่วเรณย์ไม่รู้เลยว่าเพื่อนร่วมห้องชั้นประถ
ธาวินใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอิงสุนทรอย่างเรียบง่ายในแต่ละวันจะมีก้องเกียรติ จันทร์วิมลและลูกสาวทั้งสองคนแวะเวียนหาเรื่องพูดคุยกับเขาอยู่เสมอเพื่อไม่ให้เจ้าตัวเหงาหงอยอยู่คนเดียว ทั้งยังเต็มใจช่วยกันค่อย ๆ ปรับสภาพจิตใจของเด็กตัวน้อยทีละนิดแม้ธาวินจะไม่พูดอะไรเลยตลอดเกือบหนึ่งปีที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แต่ความรู้สึกของทุกคนยังคงเหมือนเดิม เอ็นดูและสงสารพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาเขาทานอาหารทุกอย่างที่ป้ามล ผู้เป็นแม่บ้านเตรียมไว้ให้ทุกสามมื้อ ไม่เคยบอกว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษ ทุกวันนี้ยังไม่เคยมีใครได้ยินเสียงพูดของเขาเลยสักครั้งหากแต่ในบางคืน เขาอาจส่งเสียงร้องเพราะฝันร้ายถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นบ้าง ทุกคนในบ้านก็จะพร้อมใจกันเข้ามาปลอบใจจนกว่าเจ้าตัวเล็กจะผล็อยหลับไป
คืนวันหนึ่งในฤดูหนาว รถยนต์สีเทาคันใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปตามทางเปลี่ยวลาดชัน ถนนสองเลนเล็ก ๆ ลัดเลาะไปตามแนวเทือกเขาคดเคี้ยวหลายสิบกิโลเมตร บางครั้งมีรถจากอีกฝั่งแล่นสวนทางมาบ้างประปราย ช่วยให้รู้สึกโล่งใจได้ว่าไม่ได้มีเพียงพวกเขาบนเส้นทางอันยาวนานบรรยากาศภายนอกเงียบสงบและวังเวง สองข้างทางเป็นป่าไม้ที่ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้านตามฤดูกาล ส่วนข้างในรถมีครอบครัวแสนอบอุ่นกำลังนั่งอยู่เงียบ ๆสายตาของธาวินมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟจากต้นเสาที่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไกลลิบกระพริบเป็นช่วง ๆ เขาตื่นเต้นที่สองสามวันนี้พ่อกับแม่พาเที่ยวต่างจังหวัดตามที่สัญญากันเอาไว้จุดหมายปลายทางบนแผนที่ถูกปักหมุดเอาไว้เป็นแผนการเดินทางในวันหยุดยาวของครอบครัว เด็กชายตัวน้อยคาดหวังไว้แล้วว่าเช้าวันรุ่งขึ้น เขาจะได้เห็นแสงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าลอยเหนือทะเลหมอกบนจุดสูงที่สุดของยอดเขา“ยังไม่ง่วงอีกเหรอครับ” แม่ของธาวินถามลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาของเธอเหมือนจันทร์ครึ่งเสี้ยวเวลายิ้มให้เขาเหมือนทุกครั้งลูกชายคนเดียวส่ายหน้า “ไม่ง่วงครับ แม่ไม่นอนเหรอ” เขาสังเกตมาตลอดทางว่าคนเป็นแม่มักจะคอยช่วยพ่อของเขาดูเส้นทา