“เอายาดมมั้ย” ชายหนุ่มถามมาในเชิงหยอกล้อแล้วยิ้มขำกับท่าทีตกใจของเธอ ศศิรินทร์รับรู้ได้ในทันทีนั้นเลยว่าคนตรงหน้าแตกต่างไปจากเธอที่ตกใจจนแทบช็อก ภาสกรยังไม่ได้แนะนำเธอให้อีกฝ่ายรู้จักแต่เขากลับไม่มีคำถามใด ๆ เกี่ยวข้องกับเธอ...ที่แท้เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นใคร
และถ้ารู้เขาก็มั่นใจมาตลอดว่าเจอเธออีกครั้งได้ไม่ยากต่อให้เธอหนีออกมา อย่างนั้นสินะ...คนที่ชื่อรังสิมันตุ์คนนั้นน่ะเป็นคนร้ายกาจแบบนี้เหรอ!!!
“ตกใจอะไรขนาดนั้น พ่อซันเป็นตำรวจ นางจะเป็นตำรวจก็ไม่แปลกเท่าไหร่ปะละ เรื่องหล่อนี่ก็ไม่แปลกนะ โตเต็มวัยต้องหล่อขึ้นอยู่แล้ว” ภาสกรที่ไม่ได้เอะใจกับท่าทีนั้นบ่นให้แล้วก็กระซิบบอก เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายตกใจที่รังสิมันตุ์คนนั้นกลายเป็นนายตำรวจหนุ่มหล่อในตอนนี้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจขนาดนั้น ครอบครัวของรังสิมันตุ์รับราชการตำรวจมาตั้งแต่รุ่นปู่ รังสิมันตุ์จะกลายมาเป็นตำรวจอย่างตอนนี้ก็ไม่แปลก
จะแปลกก็ที่เมื่อก่อนอีกฝ่ายไม่ได้ฉายแววหล่อเหลาเท่าตอนนี้ซะมากกว่า.
“หล่อมาก ทำไมตอนนั้นฉันถึงไม่เห็นออร่านางก็ไม่รู้ ถ้าฉันเห็นตอนนั้นฉันไปสารภาพรักเขาแทนแกแล้วโซ่” ภาสกรที่ยังอยู่ในอาการเคลิบเคลิ้มกระซิบบอกพร้อมกับทำท่าทีเขินอาย จะต้องบอกว่าเขินอายตั้งแต่ฝ่ายโน่นยิ้มให้แล้วล่ะ“บ้าผู้ชาย” แล้วอารมณ์เคลิ้มฝันของภาสกรก็ถูกพิชยะสกัดจนดับสนิท เพื่อนหนุ่มออกสาวของศสิรินทณ์หุบปากฉับหันไปหาพิชยะทันทีพร้อมกับยกมือเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง“แล้วทำไม บ้าผู้ชายมันผิดตรงไหน พี่พีชยังบ้าผู้หญิงได้เลย”โดนภาสกรตอกกลับทำเอาพิชยะใบ้กินไปเลย ศศิรินทร์มองคนเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานก่อนจะหันไปขอเวลากับนายตำรวจที่รังสิมันตุ์ให้นำทางก่อนจะดึงเพื่อนสนิทแยกออกจากพิชยะและพาเข้ามาภายในห้องน้ำด้วยท่าทีอัดอั้น“แพตตี้”“อะไรเนี่ยยัยโซ่ ดึงฉันมาทำไม ให้ฉันด่าอิตาพี่พีชนั่นอีกหน่อยไม่ได้เหรอ...แล้วนี่อย่าบอกนะว่าคิดจะทำมิดีมิร้ายฉัน
การลงบันทึกประจำวันและพูดคุยเพิ่มเติมกับลูกน้องของรังสิมันตุ์ใช้เวลาไม่นานเพราะหนึ่งในสองลูกน้องยังคงอยู่ที่เกิดเหตุ การพูดคุยในส่วนของที่เกิดเหตุจึงไม่ได้ลงลึกมากเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพิชยะที่แม้จะไม่อยากกลับเพราะเหมือนจะไม่ชอบใจรังสิมันตุ์เท่าไหร่นักก็ต้องออกจากสถานีตำรวจไปอย่างจำใจเพราะคนเป็นพี่สาวโทรศัพท์มาตามให้รีบไปหา ส่วนกฤติกาภาสกรก็ให้กลับออฟฟิศไปก่อนเพราะเกรงจะมีงานด่วนส่วนตนนั่งรอรังสิมันตุ์อยู่กับศศิรินทร์แค่สองคนจะเรียกว่านั่งรอก็คงไม่ใช่...ต้องบอกว่านั่งเฝ้าไม่ให้หนีซะมากกว่าบ่งบอกเลยว่าอยากให้เธอและรังสิมันตุ์ลงเอยกัน คิดอะไรอยู่เนี่ย เธอกับเพื่อนสมัยมัธยมเนี่ยนะคิดขึ้นมาแล้วก็รู้สึกลัดกลุ้มขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้คิดหนักเหมือนตอนแรก “เฮ้อ อยู่ดี ๆ ก็วิ่งเข้ามาหาเขาถึงห้องทำงานซะงั้น แล้วยังเป็นเพื่อนตอนมัธยมซะอีก หนีเอง กลับมาเอง...นักเลงมั้ยล่ะโซ่เอ้ย”&ldqu
ตอนที่เข้ามาในห้องนี้ครั้งแรกศศิรินทร์ยังไม่ได้สำรวจภายในห้องอย่างถี่ถ้วนนักพอมาตอนนี้ถึงได้เห็นว่าในห้องยังมีโต๊ะทำงานอีกสามถึงสี่ตัวอยู่อีกมุมหนึ่ง ขนาดโต๊ะเล็กกว่าโต๊ะที่เธอและเพื่อนถูกพามานั่งเล็กน้อย แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ค่อยจะมีอะไรสักเท่าไหร่ไม่ต่างกันโต๊ะทำงานของตำรวจมีของตกแต่งไม่ได้เหรอ?ทำไมมันโล่งซะจริง...หรือเป็นแค่ในห้องนี้?“มานั่งตรงนี้สิ” กำลังสำรวจอยู่ดี ๆ เสียงของรังสิมันตุ์ก็ทำให้ต้องเลิกสนใจสิ่งรอบข้าง ‘ตรงนี้’ ของเขาก็คือที่นั่งที่เขานั่งคุยกับพวกเธอเมื่อเช้านี้...แล้วทำไมตอนนี้จะให้เธอนั่งซะล่ะแต่ถึงจะสงสัยหญิงสาวก็ถูกดันให้นั่งลงจนได้ ชายหนุ่มจัดแจงเอาจานข้าวมันไก่และน้ำซุปกลิ่นชวนรับประทานมาวางตรงหน้าทั้งหยิบแก้วน้ำและขวดน้ำมาวางให้“มีแต่น้ำเปล่านะ ดื่มได้มั้ย”“ดะ ได้” เธอตอบรับตะกุกตะกักรู้สึกเขินขึ้นมาอย่างไร
17.30 น.ไว้ตอนไปส่งจะพาแวะ...คำนั้นของรังสิมันตุ์ดูธรรมดามาก ๆ ธรรมดาซะจนศศิรินทร์ไม่นึกเอะใจใด ๆ แต่ใครจะไปคิดว่าเวลาที่เขาบอกจะไปส่งก็คือเวลาที่เขาเลิกงาน...ทำไมเธอถึงอยู่ที่ห้องของเขาจนถึงเย็นได้ล่ะเนี่ย!สายตาเกลี้ยวกลาดอยู่ลึก ๆ จ้องมองค้อนคนที่เดินอยู่ข้างหน้าราวกับอยากจะกระชากให้หัวสั่นหัวคลอนกันไปข้าง แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามแรงจูงมือของคนมีแรงเยอะกว่าหงุดหงิดจริง ๆ เธอควรจะได้ออกจากสถานีตำรวจนี้ตั้งแต่กินข้าวมันไก่เสร็จแล้วถ้าไม่ถูกเขากักตัวเอาไว้ คิดถึงเรื่องเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาก็ยิ่งอยากจะข่วนหน้าคนตรงหน้า...ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจที่สุดหลายชั่วโมงก่อนพอได้รับประทานของโปรดจนหมดเกลี้ยงคนที่รู้สึกไม่ดีมาตั้งแต่เช้าก็มีชีวิตชีวาขึ้นราวกับนาฬิกาถ่ายอ่อนที่ถูกเปลี่ยนถ่ายก้อนใหม่ แค่ไม่มีอาเจียนมารบกวนชีวิตของเธอก็สดชื่นขึ้นเยอะเลยล่ะ แล้วสมองก็ปลอดโปร่งขึ้นเยอะเลยทีเดียว...พร้อมเผชิญหน้าแล้วล
สามเดือนก่อนหน้านี้นัยน์ตาคู่หวานเงยจากเอกสารหลายชิ้นที่กองอยู่บนโต๊ะขึ้นมามองใครคนนึงที่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องโดยไม่คิดจะแจ้งล่วงหน้าก่อนจะวางมือจากงานที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำและเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากจะพูดจาใด ๆ กับอีกฝ่ายแม้แต่น้อยแต่ก็จำต้องพูด“ดิฉันว่าดิฉันพูดชัดเจนแล้วนะคะคุณภานุกานต์ ว่าเราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก” สาวเจ้าของห้องอย่างศศิรินทร์ สิริธาราหรือซอโซ่ผู้บริหารสาวสวยวัยสามสิบสองปีของบริษัท ชายน์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ บริษัทผลิตละครโทรทัศน์และสื่อโฆษณายักษ์ใหญ่ที่ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ของวงการบันเทิงเปิดฉากก่อนโดยไม่แม้แต่จะเชิญคนเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตให้นั่ง แววตาว่างเปล่าหันกลับมาจ้องมองคู่สนทนาอย่างพิจารณาคนตรงหน้าคือภานุกานต์ พงศ์พิริยกรอดีตแฟนหนุ่มที่เธอเพิ่งตัดความสัมพันธ์ไปเมื่อคืนวานนี้ด้วยข้อหาร้ายแรงชนิดที่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นเขานอกใจเธอ...ยิ่งไปกว่านั้นคู่ขาที่ร่วมสวมเขาให้เธอยังเป็นเพื่อนคนสนิทที่เธอผลักดันจนได้เป็นนักแสดงสาวคนดัง ที่เธอทั้งรักและไว้ใจราวกับเป็นญาติพี่น้อง...ความจริงที่ได้รู้ก็คือ คนพวกนี้สวม
“แล้ว...งานแต่งงานล่ะ”ทั้งที่พูดชัดเจนแต่ภานุกานต์ก็ยังไม่ตัดใจยอมแพ้ง่าย ๆ เขารู้ว่ามันยากที่จะให้อภัย รู้ว่าเธอทำใจไม่ได้ แต่การเตรียมงานแต่งงานก็เรียบร้อยไปเกินครึ่งแล้ว ทั้งเธอและเขาเป็นนักธุรกิจนะ จะเอาเงินหลายล้านไปทิ้งเปล่า ๆ งั้นเหรอ“จะให้ยกเลิกทั้งที่เสียเงินไปมากมาย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็เชิญแขกแล้วน่ะเหรอ”“แล้วจะให้ฉันฝืนทนแต่งงานกับผู้ชายที่นอกใจฉันไปนอนกับคนที่ย้ำยีมิตรภาพของฉันงั้นเหรอ” คนที่ควรจะเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวด้วยอารมณ์แจ่มใสแผดเสียงถามอีกรอบ เธอไม่เข้าใจตรรกะของคนตรงหน้าเลย ไม่เข้าใจเลยจริง ๆเขาเป็นอย่างนี้เสมอ...เป็นผู้ชายนิ่ง ๆ ที่ให้ความรู้สึกไม่เข้าใจ บางครั้งก็แข็งกระด้าง บางครั้งก็เป็นสุภาพบุรุษ ถ้าไม่ใช่เพราะเคยบอกรักเธอคงคิดไปแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ชายไม่ยินดียินร้ายกับอะไรและแค่คบหากับเธอตามแรงเชียร์ของที่บ้านแต่ตอนนี้เธอก็คิดแบบนั้นขึ้นมาอีกแล้ว...หรือความจริงเขาแค่คบกับเธอเพราะที่บ้านเชียร์จริง ๆ และตอนนี้ก็มาตามคำสั่งของที่บ้านถึงไม่ได้สนใจเลยว่าเธอจะเจ็บปวดแค่ไหน“โซ่ เราหมดเงินไปกับการเตรียมงานตั้งเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่เงินผม แต่เงินคุณเองก็ไม่ใช่น้อ
การที่ต้องมาปรากฎตัวในงานแต่งงานของอดีตแฟนเก่าเพราะเจ้าบ่าวอุตส่าห์ส่งการ์ดเชิญมาเย้ยจบลงด้วยการปั้นหน้าไม่รู้สึกอะไรและปลีกตัวออกมาในช่วงท้าย ๆ ของงานด้วยความคิดที่สับสน กว่าจะรู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็มาหยุดบนดาดฟ้าของโรงแรมที่ทางโรงแรมจัดเป็นบาร์ลอยฟ้าเสียแล้วมันเจ็บจี๊ดขึ้นมาเมื่อคิดขึ้นมาว่าที่นี่คือสถานที่ที่เขาคนนั้นขอเธอแต่งงานแต่หญิงสาวก็ไม่ได้คิดจะกลับลงไป ไหน ๆ ก็มาแล้ว ดื่มให้ลืม ๆ ไปสักหน่อยจะเป็นไรไปท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของบาร์เรียบหรูบนชั้นดาดฟ้าที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างจับจองที่นั่งสั่งเครื่องดื่มมาดื่มกันเงียบ ๆ รับลมและชมบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำคืน โดยไม่ให้ความสนใจโต๊ะอื่น ๆ มากนัก ศศรินทร์ก้าวเข้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ด้วยโดยไม่สนสายตาที่บาร์เทนเดอร์มองมาด้วยความสงสัยรวมถึงสายตาของใครหลายคนที่มองจ้องมา“ออน เดอะ ร็อค” “อะ ออน เดอะ ร็อค เหรอครับ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มทวนคำสั่ง ใบหน้าของเขาบ่งบอกว่าไม่มั่นใจนักว่าเขาเข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่ หญิงสาวหน้าตาสะสวยอย่างนี้จะดื่มเพียว ๆ เลยหรือ เธอเหมาะกับค็อกเทลสีสันหวาน ๆ ซะมากกว่า...จะดื่มแบบออน เดอะ ร็อค จริง ๆ น่ะหรือ“ผมว่าเป็น
หลายนาทีต่อมาทั้งที่คิดและตั้งใจไม่สนใจแต่สายตาเจ้ากรรมก็ไม่วายเผลอไปมองแม่สาวบรรยากาศรอบตัวดูหมอง ๆ อยู่หลายครั้งราวกับมีแรงดึงดูดที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทั้งที่ตรงนี้มืดพอสมควรแต่เขาก็ยังเหลือบไปมองอยู่หลายครั้ง...เป็นโรคจิตไปแล้วหรือไงกันนะใช่เพียงชายหนุ่มที่เหลือบมองอยู่หลายครั้ง ศศิรินทร์เองก็รู้สึกราวกับมีอะไรดึงดูดให้ต้องเผลอเหลือบไปมองคนที่เข้ามาทักแต่โดนปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใยอยู่เหมือนกันอาจจะเพราะดื่มไปหลายแก้วเธอถึงได้ทำอะไรแปลก ๆ แบบนี้ทั้งที่ไม่คิดที่จะทำตัวรักสนุกหรือสานต่อความสัมพันธ์กับใครในสถานที่แบบนี้หรืออาจจะเพราะเขาคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับใครบางคนที่เคยรู้จักเมื่อนานมาแล้วเธอถึงได้รู้สึกราวกับถูกดึงดูดแบบนี้ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีความจำเป็นต้องสนทนาปราศรัยกันแต่ก็ราวกับมีอะไรดึงดูดให้เผลอมองกันอยู่หลายครั้งยิ่งดึก ฤทธิ์น้ำเมาก็ยิ่งลดทอนสติสัมปชัญญะ คนที่นั่งต่างคนต่างดื่มลอบมองกันอยู่บ่อย ๆ ก็เปลี่ยนเป็นหันหน้าเข้าหากันระบายเรื่องอัดอั้นอยู่ในใจราวกับพบเจอคนช่วยปรับทุกข์...แต่ความจริงแล้วคล้ายจะเป็นฝ่ายหญิงเท่านั้นที่ระบายความเจ็บช้ำโดยมีฝ่ายชาย
17.30 น.ไว้ตอนไปส่งจะพาแวะ...คำนั้นของรังสิมันตุ์ดูธรรมดามาก ๆ ธรรมดาซะจนศศิรินทร์ไม่นึกเอะใจใด ๆ แต่ใครจะไปคิดว่าเวลาที่เขาบอกจะไปส่งก็คือเวลาที่เขาเลิกงาน...ทำไมเธอถึงอยู่ที่ห้องของเขาจนถึงเย็นได้ล่ะเนี่ย!สายตาเกลี้ยวกลาดอยู่ลึก ๆ จ้องมองค้อนคนที่เดินอยู่ข้างหน้าราวกับอยากจะกระชากให้หัวสั่นหัวคลอนกันไปข้าง แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามแรงจูงมือของคนมีแรงเยอะกว่าหงุดหงิดจริง ๆ เธอควรจะได้ออกจากสถานีตำรวจนี้ตั้งแต่กินข้าวมันไก่เสร็จแล้วถ้าไม่ถูกเขากักตัวเอาไว้ คิดถึงเรื่องเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาก็ยิ่งอยากจะข่วนหน้าคนตรงหน้า...ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจที่สุดหลายชั่วโมงก่อนพอได้รับประทานของโปรดจนหมดเกลี้ยงคนที่รู้สึกไม่ดีมาตั้งแต่เช้าก็มีชีวิตชีวาขึ้นราวกับนาฬิกาถ่ายอ่อนที่ถูกเปลี่ยนถ่ายก้อนใหม่ แค่ไม่มีอาเจียนมารบกวนชีวิตของเธอก็สดชื่นขึ้นเยอะเลยล่ะ แล้วสมองก็ปลอดโปร่งขึ้นเยอะเลยทีเดียว...พร้อมเผชิญหน้าแล้วล
ตอนที่เข้ามาในห้องนี้ครั้งแรกศศิรินทร์ยังไม่ได้สำรวจภายในห้องอย่างถี่ถ้วนนักพอมาตอนนี้ถึงได้เห็นว่าในห้องยังมีโต๊ะทำงานอีกสามถึงสี่ตัวอยู่อีกมุมหนึ่ง ขนาดโต๊ะเล็กกว่าโต๊ะที่เธอและเพื่อนถูกพามานั่งเล็กน้อย แต่ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ค่อยจะมีอะไรสักเท่าไหร่ไม่ต่างกันโต๊ะทำงานของตำรวจมีของตกแต่งไม่ได้เหรอ?ทำไมมันโล่งซะจริง...หรือเป็นแค่ในห้องนี้?“มานั่งตรงนี้สิ” กำลังสำรวจอยู่ดี ๆ เสียงของรังสิมันตุ์ก็ทำให้ต้องเลิกสนใจสิ่งรอบข้าง ‘ตรงนี้’ ของเขาก็คือที่นั่งที่เขานั่งคุยกับพวกเธอเมื่อเช้านี้...แล้วทำไมตอนนี้จะให้เธอนั่งซะล่ะแต่ถึงจะสงสัยหญิงสาวก็ถูกดันให้นั่งลงจนได้ ชายหนุ่มจัดแจงเอาจานข้าวมันไก่และน้ำซุปกลิ่นชวนรับประทานมาวางตรงหน้าทั้งหยิบแก้วน้ำและขวดน้ำมาวางให้“มีแต่น้ำเปล่านะ ดื่มได้มั้ย”“ดะ ได้” เธอตอบรับตะกุกตะกักรู้สึกเขินขึ้นมาอย่างไร
การลงบันทึกประจำวันและพูดคุยเพิ่มเติมกับลูกน้องของรังสิมันตุ์ใช้เวลาไม่นานเพราะหนึ่งในสองลูกน้องยังคงอยู่ที่เกิดเหตุ การพูดคุยในส่วนของที่เกิดเหตุจึงไม่ได้ลงลึกมากเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพิชยะที่แม้จะไม่อยากกลับเพราะเหมือนจะไม่ชอบใจรังสิมันตุ์เท่าไหร่นักก็ต้องออกจากสถานีตำรวจไปอย่างจำใจเพราะคนเป็นพี่สาวโทรศัพท์มาตามให้รีบไปหา ส่วนกฤติกาภาสกรก็ให้กลับออฟฟิศไปก่อนเพราะเกรงจะมีงานด่วนส่วนตนนั่งรอรังสิมันตุ์อยู่กับศศิรินทร์แค่สองคนจะเรียกว่านั่งรอก็คงไม่ใช่...ต้องบอกว่านั่งเฝ้าไม่ให้หนีซะมากกว่าบ่งบอกเลยว่าอยากให้เธอและรังสิมันตุ์ลงเอยกัน คิดอะไรอยู่เนี่ย เธอกับเพื่อนสมัยมัธยมเนี่ยนะคิดขึ้นมาแล้วก็รู้สึกลัดกลุ้มขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้คิดหนักเหมือนตอนแรก “เฮ้อ อยู่ดี ๆ ก็วิ่งเข้ามาหาเขาถึงห้องทำงานซะงั้น แล้วยังเป็นเพื่อนตอนมัธยมซะอีก หนีเอง กลับมาเอง...นักเลงมั้ยล่ะโซ่เอ้ย”&ldqu
“หล่อมาก ทำไมตอนนั้นฉันถึงไม่เห็นออร่านางก็ไม่รู้ ถ้าฉันเห็นตอนนั้นฉันไปสารภาพรักเขาแทนแกแล้วโซ่” ภาสกรที่ยังอยู่ในอาการเคลิบเคลิ้มกระซิบบอกพร้อมกับทำท่าทีเขินอาย จะต้องบอกว่าเขินอายตั้งแต่ฝ่ายโน่นยิ้มให้แล้วล่ะ“บ้าผู้ชาย” แล้วอารมณ์เคลิ้มฝันของภาสกรก็ถูกพิชยะสกัดจนดับสนิท เพื่อนหนุ่มออกสาวของศสิรินทณ์หุบปากฉับหันไปหาพิชยะทันทีพร้อมกับยกมือเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง“แล้วทำไม บ้าผู้ชายมันผิดตรงไหน พี่พีชยังบ้าผู้หญิงได้เลย”โดนภาสกรตอกกลับทำเอาพิชยะใบ้กินไปเลย ศศิรินทร์มองคนเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานก่อนจะหันไปขอเวลากับนายตำรวจที่รังสิมันตุ์ให้นำทางก่อนจะดึงเพื่อนสนิทแยกออกจากพิชยะและพาเข้ามาภายในห้องน้ำด้วยท่าทีอัดอั้น“แพตตี้”“อะไรเนี่ยยัยโซ่ ดึงฉันมาทำไม ให้ฉันด่าอิตาพี่พีชนั่นอีกหน่อยไม่ได้เหรอ...แล้วนี่อย่าบอกนะว่าคิดจะทำมิดีมิร้ายฉัน
“เอายาดมมั้ย” ชายหนุ่มถามมาในเชิงหยอกล้อแล้วยิ้มขำกับท่าทีตกใจของเธอ ศศิรินทร์รับรู้ได้ในทันทีนั้นเลยว่าคนตรงหน้าแตกต่างไปจากเธอที่ตกใจจนแทบช็อก ภาสกรยังไม่ได้แนะนำเธอให้อีกฝ่ายรู้จักแต่เขากลับไม่มีคำถามใด ๆ เกี่ยวข้องกับเธอ...ที่แท้เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นใครและถ้ารู้เขาก็มั่นใจมาตลอดว่าเจอเธออีกครั้งได้ไม่ยากต่อให้เธอหนีออกมา อย่างนั้นสินะ...คนที่ชื่อรังสิมันตุ์คนนั้นน่ะเป็นคนร้ายกาจแบบนี้เหรอ!!!“ตกใจอะไรขนาดนั้น พ่อซันเป็นตำรวจ นางจะเป็นตำรวจก็ไม่แปลกเท่าไหร่ปะละ เรื่องหล่อนี่ก็ไม่แปลกนะ โตเต็มวัยต้องหล่อขึ้นอยู่แล้ว” ภาสกรที่ไม่ได้เอะใจกับท่าทีนั้นบ่นให้แล้วก็กระซิบบอก เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายตกใจที่รังสิมันตุ์คนนั้นกลายเป็นนายตำรวจหนุ่มหล่อในตอนนี้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจขนาดนั้น ครอบครัวของรังสิมันตุ์รับราชการตำรวจมาตั้งแต่รุ่นปู่ รังสิมันตุ์จะกลายมาเป็นตำรวจอย่างตอนนี้ก็ไม่แปลกจะแปลกก็ที่เมื่อก่อนอีกฝ่ายไม่ได้ฉายแววหล่อเหลาเท่าตอนนี้ซะมากกว่า.
ภาพตรงหน้าไม่ต่างจากฝันในเช้าวันนี้ แม้ชุดในฝันจะแตกต่างแต่คนตรงหน้าก็กระตุกยิ้มไม่ได้แตกต่างไปจากในฝัน“เจอจนได้นะ”คำพูดไม่ต่างจากในฝันถูกเอื้องเอ่ยออกมา ศศรินทร์ไม่มั่นใจว่านี่คือความเป็นจริงหรือว่าเธอยังคงฝันอยู่...นี่เธอเจอเขาอีกครั้งแล้วเหรอในทันทีทันใดที่หญิงสาวกำลังสับสนอาการคลื่นไส้ก็กลับเข้ามาเล่นงานหญิงสาวอีกครั้งและเธอไม่สามารถห้ามได้“อุก อ๊วก!”ของเก่าที่มีเพียงน้ำผลไม้รวมพุ่งออกมาจากริมฝีปากสีธรรมชาติ เปรอะเปื้อนเต็ม ๆ อกแกร่งจนเปียกชื้น“ฮึก...” อาเจียนออกมาคำโตยังไม่พอ ยังมีต่ออีกนิด ศศิรินทร์มองเสื้อสีเทาที่เปื้อนไปด้วยน้ำเหลว ๆ กลิ่นชวนให้สำรอกออกมาอีกชุดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแย่แล้ว!ใบหน้าคมคายยิ้มเจื่อ
“เจอกันจนได้นะ”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยยินดีเอ่ยทักก่อนที่มุมปากสะกดใจจะกระตุกยิ้ม ดวงตาคู่สวยมองใบหน้านั้นก่อนจะอ้าปากค้างโดนเจอแล้ว!!!กรี๊ด!!!เปลือกตาบางสวยที่ปิดสนิทมานานเบิกกว้าง ขึ้นพร้อม ๆ กับอาการสะดุ้งตื่น เรือนกายผอมเพรียวหอบหายใจและทะลึ่งพรวดขึ้นนั่งอย่างตื่นตระหนกฝัน...เธอฝันถึงผู้ชายในคืนนั้น และเป็นฝันที่ดูเหมือนจริงเอามาก ๆนิ้วเรียวสวยยกขึ้นลูบหน้าก่อนจะเสยผมที่ปกหน้าปกตาไปด้านหลังพร้อมกับควบคุมจังหวะการหายใจฝันอีกแล้ว...เธอฝันถึงผู้ชายในคืนนั้นอีกแล้วบ้าที่สุด ผู้ชายคนนั้นตามมาทวงความรับผิดชอบกับเธอในฝันมาร่วมเดือนแล้วนะ เมื่อไหร่จะลืมOne night stand ที่เธอทิ้งเขาแล้วหนีมาคืนนั้นสักทีตึ่ง! ตึ่ง! ตึ่ง!!!เสียงแจ้งเตือนที่ดังติด ๆ กันราวกับมีเรื่องค
“เออนี่ ได้ข่าวหรือยัง” หัวเราะไม่นานเขาก็ถามมาด้วยสีหน้าจริงจังจนหญิงสาวต้องขมวดคิ้ว“ข่าวอะไรเหรอคะ ถ้าเป็นเรื่องของคนคนนั้น โซ่ไม่อยากรู้หรอกนะคะ”“รู้หน่อยเถอะ” คนเป็นเหมือนพี่ชายรบเร้าก่อนจะเล่าต่อโดยไม่รอฟังว่าหญิงสาวจะฟังหรือไม่ “แม่คณิตานั่นน่ะ ไปทำเชิดว่าจะได้เป็นนางเอกโพรเจกต์ชนช่องแต่ก็ไปขัดตานางเอกเบอร์ต้น ๆ ของช่องโน่นเข้า สงครามนางเอกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว นางเอกคนนี้น่ะกัดไม่ปล่อยแน่... ส่วนตัวนายกันต์เองก็ไม่ได้มีความสุขอย่างที่ควรมี”“ไม่มีความสุข?”“ใช่ ได้ข่าวว่าผู้ถือหุ้นคนใหม่เพ่งเล็งและหาโอกาสโจมตีอยู่ตลอด คนที่บ้านก็แทบจะเมินใส่หันไปสนใจแต่สะใภ้...ที่สาวเจ้าก็ไม่ค่อยจะสนใจมันเท่าไหร่” ชายหนุ่มบอกเล่าก่อนจะหลุดหัวเราะสมน้ำหน้า ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับภานุกานต์จะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่เรื่องการนอกใจก็ทำให้เขาโกรธเพื่อนคนนี้ไม่น้อย แทบจะไม่มองหน้าด้วยซ้ำ แต่พอได
หนึ่งเดือนต่อมาหนึ่งคนเฝ้ารอวันที่จะได้เจอ ส่วนอีกคนพยายามลบลืมโดยไม่รู้เลยว่าวันที่จะได้เจอกันมันไม่ได้ห่างไกลอย่างที่คิดศศิรินทร์เงยหน้ามองหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังนำเสนอข่าวบันเทิงด้วยความรู้สึกไม่ยินดียินร้ายข่าวที่กำลังนำเสนอเป็นข่าวของดาราสาวที่ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวการฉีกสัญญาและผันตัวเป็นนักแสดงอิสระรวมถึงละครเรื่องใหม่เรื่องแรกหลังจากเป็นนักแสดงอิสระเธอคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เป็นคณิตาที่ตอนนี้กลายเป็นนักแสดงอิสระแล้วนั่นเอง งานแต่งงานของภานุกานต์ผ่านไปแล้วนับเดือน ข่าวคราวซุบซิบใต้เตียงไม่มีมาเข้าหู มีแต่ข่าวคณิตาที่ขอฉีกสัญญากับทางช่องด้วยความมั่นใจในตัวเองเต็มร้อยกลายเป็นหัวข้อในการซุบซิบนินทาและวันนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เธอให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ สาวเจ้าตอบอย่างสวยงามมีเหตุผลว่าจากกันด้วยดีและอยากออกมาหาประสบการณ์ไม่ได้มีประเด็นอะไรกับทางช่องแม้แต่น้อย ส่วนละครที่รับและกำลังจะเปิดกล้องก็เป็นฟอร์มยักษ์ของช่องใหญ