พอเธอแต่งตัวเสร็จเธอจึงรีบโทรหาภาม หนุ่มผิวแทนแดนอีสานแท็กซี่เจ้าประจำของเธอซึ่งเขาก็มีอายุไล่เลี่ยพอ ๆ กับเธอ ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันและหนุ่มภามที่แสนจะใจดีกับเธอค่อยไปรับไปส่ง ยิ่งเขารู้ว่าเธอท้องเขาก็ยิ่งเป็นห่วงเธอคอยซื้อของมาฝากเธออยู่เสมอ ซึ่งนอกจากหน้าที่มารับคนโปรดแล้วนั้นภามยังจะต้องแวะไปส่งข้าวกล่องให้หมออัยเน่อยู่เป็นประจำ ซึ่งทั้งหมดที่เขาทำให้เธอนอกจากค่าจ้างแล้วอีกอย่างหนึ่งก็เพราะความเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่งก็เท่านั้น
“พี่ภามสวัสดีค่ะ คนโปรดเองนะคะ” “ครับ น้องโปรด” “เอ่อ..คือพอดีคนโปรดจะไปซื้อของมาทำขนมค่ะ พี่ภามว่างมารับคนโปรดที่หน้าบ้านได้ไหมคะ” “ได้สิครับ แต่น้องโปรดรอสักครู่นะครับ พี่กำลังส่งลูกค้าอยู่ใกล้ ๆ ซอยบ้านน้องโปรดพอดีเลย เดี๋ยวพี่แวะไปรับนะครับ” “ค่ะพี่ภาม” หลังจากวางสายแล้วเธอก็เดินไปหาเขาที่นั่งอยู่ห้องทำงานก่อนจะบอกเขาว่าเธอจะไปซื้อของขณะที่เธอยืนรอแท็กซี่ที่หน้าบ้านไม่นานภามก็มารับเธอ “รอนานไหมครับน้องโปรด” พอเธอขึ้นรถภามก็หันไปยิ้มให้เธอ เธอก็ยิ้มตอบกลับก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ “ไม่เลยค่ะพี่ภาม เดี๋ยววันนี้เราไปร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ให้คนโปรดเลยนะคะ” “ครับ” หลังจากที่คนโปรดซื้อของเสร็จเขาก็ซื้อกับข้าวสำเร็จเข้ามาด้วยเพราะว่าวันนี้เธอมีออเดอร์ทำขนมเธอจึงไม่สะดวกที่จะทำกับข้าวมื้อเที่ยงให้ตัวเอง ส่วนของหมออัยเน่เธอกดสั่งเดลิเวอรี่ให้เขาไปตอนเที่ยงแล้ว หลังจากภามขนของขึ้นรถเสร็จก็เดินมาช่วยเธอถือถุงกับข้าว เธอยิ้มกว้างให้เขา “มาพี่ช่วยถือของ จะเที่ยงแล้วคุณแม่ทำไมไม่ทานข้าวให้ตรงเวลาเลยครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพี่ภาม นี้เพิ่งจะบ่ายโมงเองถึงบ้านแล้วเดี๋ยวคนโปรดจะรีบทานข้าวค่ะ อ้อ! คืนนี้สองทุ่มพี่ภามมารับคนโปรดไปส่งขนมที่โรงแรมหน่อยนะคะ” “ได้ครับ” “ขอบคุณค่ะ” พอเธอกลับมาถึงบ้านก็รีบทานข้าวก่อนจะเร่งทำขนมเพื่อส่งลูกค้า ขณะที่เธอนั่งรอขนมที่อบอยู่นั้นก็หันไปเห็นหมออัยเน่ที่แต่งตัวด้วยชุดสูทสุดเนี้ยบเหมือนว่าเขากำลังจะออกไปงานข้างนอก เธอจึงเอ่ยทัก “พี่หมอหิวไหมคะ คือพอดีว่าหนูยังเตรียมขนมให้ลูกค้าไม่เสร็จเลย คืนนี้พี่หมออยากทานอะไรเพิ่มไหมเดี๋ยวหนูจะสั่งอาหารมาให้ค่ะ” “ไม่ต้อง ฉันจะออกไปข้างนอกคืนนี้เธอไม่ต้องรอนะ เธอก็อย่าลืมทานข้าวล่ะ” “ค่ะ” เขาพยักหน้าให้เธอก่อนจะเดินออกจากบ้านไป ส่วนเธอที่โดนเขาเฉยเมยแบบนี้อยู่เป็นประจำจนตอนนี้เธอแทบไม่รู้สึกอะไร เธอหันไปสนใจทำขนมต่อ กระทั่งเวลา 2 ทุ่ม ภามขับรถมารับเธอที่บ้านตามเวลานัดก่อนที่เธอจะเดินยกขนมคัพเค้กที่ลูกสั่งไปงานเลี้ยงออกมา ภามรีบเดินเข้าไปรับขนมจากเธอ “เราไปกันเลยนะคะ” พอเธอพูดแบบนั้นภามก็หลุดขำออกมาเพราะเห็นว่าเธอยังไม่เปลี่ยนชุดเลยด้วยซ้ำ “เอ่อ..พี่ว่าน้องโปรด ไปล้างหน้าล้างตาหน่อยไหมครับ” “อุ้ย..หนูลืมเลยค่ะพี่ภาม งั้นเดี๋ยวหนูไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ” เธอก้มมองตัวเองก่อนจะเห็นว่าเธอยังใส่เสื้อกันเปื้อนที่ยังหม่อมแหม่มของตัวเองอยู่เลย “งั้นหนูขอไปเปลี่ยนชุดหน่อยแล้วกันนะคะ” “ครับ เดินระวัง ๆ หน่อยนะไม่ต้องรีบมาก ยังไงพี่ก็พาน้องโปรดไปส่งขนมทันแน่นอน” “ค่ะ” หลังจากที่คนโปรดขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเธอก็เปลี่ยนมาใส่ชุดคลุมท้องสีขาวระบายลูกไม้แทนเธอก็เดินไปที่รถ “พี่รู้ว่าเรายังไม่ได้กินข้าวเย็นแน่ ๆ พี่เลยซื้อซาลาเปาและนมมาให้ทานสักหน่อยนะเดี๋ยวเจ้าตัวเล็กจะงอแงนะ” “ขอบคุณพี่ภาม จริง ๆ ตอนบ่ายหนูก็ดื่มนมไปแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ก็เริ่มหิวขึ้นมาหน่อย ๆ ค่ะ” ขณะที่กำลังรถไปอยู่นั้นภาพก็ยื่นกล่องซาลาเปาและนมให้คนโปรด ซึ่งคนโปรดก็ยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะแกะทานระหว่างทาง ณ โรงแรม “ขอโทษนะคะ ขนมที่สั่งให้ไว้เพื่อมางานเลี้ยงนี่ให้เราเอาไปลงไว้ไหนดีคะ” “โซนขนมอยู่ตรงที่โต๊ะหมายเลข 5 มุมโน้นเลยค่ะน้อง” “ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” พอเดินเข้ามาในโรงแรมเธอและภามก็ถือกล่องคัพเค้กมาในห้องจัดเลี้ยงด้วยกัน โดยผู้คนที่มาจัดงานต่างก็พากันเตรียมงานวุ่นวายไปหมด “น้องคนโปรดใช่ไหมคะ” “คะ อ้อ..ใช่ค่ะ” ขณะที่เธอกำลังเตรียมงาน ผู้หญิงที่อยู่ในชุดราตรีใบหน้ารูปไข่ 2 คนเดินเข้ามาทักทายเธอ “สวัสดีจ้ะ พี่ชื่อข้าวฟางเป็นเพื่อนพี่อัยเน่ที่โรงพยาบาลนะ ส่วนนี้ตาแป๋วเจ้าของงานวันนี้ค่ะ พี่ก็เพิ่งรู้นะคะร้านขนมอร่อย ๆ มีแม่ค้าคนสวยเป็นเจ้าของร้าน” เธอวางขนมก่อนจะยกมือไหว้สวัสดีสองสาวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งทั้งสองคนก็หันไปสบตากันก่อนจะยิ้มให้กับเธอ “สวัสดีค่ะ ขออนุญาตแนะนำตัวอีกครั้งนะคะหนูชื่อคนโปรดค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักพี่ ๆ ทั้งสองคนนะคะ ขอบคุณพี่ ๆ ด้วยนะคะที่วางใจสั่งขนมร้านคนโปรดมาใช้ในงานวันนี้” “จ้า..งั้นวันนี้คนโปรดอยู่งานด้วยกันก่อนไหมล่ะ ไหน ๆ ก็มางานแล้ว” “หื้อ..อย่าเลยดีกว่าค่ะวันนี้คนโปรดตั้งใจแค่มาส่งขนม แต่งตัวก็ไม่ค่อยให้เกียรติเจ้าของงานวันนี้เท่าไรเลย ไว้โอกาสหน้านะคะ” พอเธอยกมือขึ้นมาปฏิเสธ ตาแป๋วก็เดินมาจับมือของเธอ “หือ..ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่เป็นเจ้าของงานน้องคนโปรดไม่ต้องคิดมากค่ะ ให้พนักงานคนนี้อยู่เป็นเพื่อนก็ได้นะคะ” ขณะที่ตาแป๋วกำลังจะยื้อเธอตาแป๋วก็หันไปทางภาม เธอกำลังจะอธิบายภามก็รีบพูดแทรกปฏิเสธทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ “โอ้ว พี่เขาไม่ใช่..” “ผมไม่ค่อยเหมาะกับงานเลี้ยงสังคมแบบนี้เท่าไรหรอกครับ น้องโปรดอยู่นี่กับพี่ ๆ เขาเดี๋ยวพี่รอรับได้ครับไม่ต้องเกรงใจ” คนโปรดขมวดคิ้วแบบไม่เห็นด้วยกับภามเท่าไร แต่อีกใจหนึ่งเธอก็เกรงใจทั้งสองสาว “น้องคนโปรด อยู่ต่ออีกหน่อยดีกว่านะ ถือว่าพี่ขอ” “เอ่อ..ก็ได้ค่ะ แต่คนโปรดขออยู่แป๊บเดี๋ยวนะคะ พอดีตอนนี้คนโปรดท้องด้วยค่ะคงจะอยู่ในงานนาน ๆ ไม่ได้” พอโดนข้าวฟ่างรบเร้ามาก ๆ เธอที่เกรงใจก็ยอมอยู่ต่อเพื่อไม่ให้เสียมรรยาท “ได้ค่ะ งั้นคนโปรดไปนั่งที่โต๊ะกับพี่ดีกว่านะคะ” “พี่ภามเดี๋ยวคนโปรดโทรหานะคะ” “ครับ มีอะไรน้องโปรดโทรหาพี่ได้ตลอดเลยนะครับ” “ค่ะพี่ภาม” หลังจากที่เธอบอกภามไปแบบนั้นเธอก็เดินตามสองสาวไปนั่งที่โต๊ะ ซึ่งแขกในงานก็เริ่มทยอยมางานกันบ้างแล้ว ขณะที่นั่งอยู่บนโต๊ะเธอที่รู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยเพราะทั้งโต๊ะมีแต่พวกเพื่อน ๆ ของหมออัยเน่และส่วนใหญ่ต่างก็เป็นหมอ “หมอข้าวฟาง,แป๋ว..พาสาวที่ไหนมาเนี่ยอ้าว ..น้องคนโปรด!!” “สวัสดีค่ะพี่วาฬ”คนโปรดหันไปทางต้นเสียงที่เรียก เธอก็เห็นว่าเป็นวาฬยิ้มร่าให้เธออย่างเป็นมิตร โดยมีหมออัยเน่ที่ยืนข้าง ๆ วาฬ ทั้งคู่หันมาสบตากันเพียงแค่แวบเดียว ก่อนที่เขาก็เดินมานั่งข้างเธอโดยที่ไม่ได้พูดทักทายอะไรกับเธอ ส่วนวาฬก็มานั่งประกบเธออีกฝั่งจากนั้นวาฬก็ชวนเธอคุยอย่างกระตือรือร้น “น้องคนโปรดมาได้ไงคะเนี่ย” “เอ่อ..คือว่าพี่ตาแป๋วสั่งขนมที่ร้านคนโปรดพอดีค่ะ พี่เขาก็เลยชวนคนโปรดมานั่งที่นี่ค่ะ” “เหรอ ดีเนอะ..ถ้ารู้ว่ามางานเดียวกันแบบนี้วันหลังก็มาพร้อมไอ้หมอเน่ก็ได้นะ แล้วช่วงนี้น้องคนโปรดแพ้ท้องหรือยังคะอีกอย่าง..นี่รู้เพศอัยเน่น้อยยังอ่ะ” “เอ่อ..” “มองอะไรครับ คุณพ่อป้ายแดง” พอวาฬคุยกับเธอเรื่องลูกไม่หยุดเขาก็ทำท่าไม่พอใจ วาฬก็ยิ่งเอ่ยแซวเขาจนเธอเหลือบไปมองเขาสายตาแลบะท่าทางของเขา เธอมองออกว่าเขาไม่ได้ชอบใจที่วาฬพูดใส่เขาแบบนั้นเท่าไร เธอจึงทำเป็นไม่ได้สนใจเขาและหันไปคุยกับวาฬแทน “ตั้งแต่ท้องมาลูกก็ไม่เคยงอแงเลยค่ะ คนโปรดแทบจะไม่แพ้อะไรเลย ส่วนเรื่องเพศก็รอไปหาหมออีกรอบถึงจะรู้เพศค่ะ” “ดีจังเลยนะคะ ดูน้องคนโปรดจะเป็นคุณแม่ที่เสียสละทุกอย่างได้จริง ๆ นี่ยอมแลกแม้กระทั
“คนโปรดขอโทษค่ะพี่วาฬ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด วาฬหันมามองและส่งยิ้มให้เธอก่อนจะเดินไปส่งเธอต่อ “กลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ ไว้เจอกันใหม่นะ ฝันดีนะคะคนโปรด” “เช่นกันค่ะ พี่วาฬก็อย่าดื่มเยอะนะคะ ไม่ไหวก็พักที่โรงแรมก่อนค่อยกลับตอนเช้านะคะ” “ขอบคุณที่เป็นห่วงพี่ครับ” วาฬลูบหัวเธอเบา ๆ ก่อนจะโบกมือลา หลังจากนั้นเธอรีบเดินไปหาภามทันที ซึ่งภามก็เปิดประตูด้านหลังรอเธออยู่แล้ว พอเธอมาถึงบ้านเธอก็รีบดื่มนมและอาบน้ำเข้านอน เช้าวันต่อมา คนโปรดที่ตื่นมาเธอรีบลงไปเตรียมกับข้าวเหมือนในทุก ๆ วันจากนั้นเธอก็รีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว พอทานข้าวเสร็จเธอพยายามโทรหาติดต่อหมออัยเน่เพราะเมื่อคืนเขาไม่ได้กลับมานอนที่บ้านแต่ก็ยังดีที่วาฬส่งข้อความมาบอกเธอว่าเขาเมาหนักจนต้องนอนค้างที่โรงแรม “ทำไมพี่หมอไม่รับสายนะ หวังว่าพี่คงตื่นไปทำงานได้นะคะ” หลังจากที่เธอพยายามโทรหาเขาอยู่หลายครั้ง เขาก็ไม่รับสายส่งข้อความไปก็ไม่อ่านไม่ตอบ พอเธอพึมพำเขาเสร็จเธอจึงตัดใจโทรให้ภามให้มารับเธอและพาเธอไปหาหมอตามนัดเรื่องลูกแทน ณ โรงพยาบาล “หนูคนโปรดเห็นไหมครับ ดูเจ้าตัวเล็กสิ” “ค่ะ”
“ไอ้หมอเน่มึงอย่าทำเหมือนว่ามึงไม่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้สิวะ เราทำเต็มทีแล้วเว้ย” “กูควรทำได้ดีกว่าว่ะ” พอเขาเดินกลับมาห้องพัก หมอสามที่นั่งรอเขาอยู่พอเห็นสีหน้าของเขาก็พอจะเดาได้ว่าผลการผ่าตัดนั้นไม่ค่อยดีเท่าไร เขาจึงเดินไปปลอบใจ ยังไม่ทันจะนั่งอาการแพ้ท้องอยากจะอ้วกเขาก็กลับมาอีกครั้ง อ้วกกก..อ้วกกก เขาทั้งนั่งอ้วกทั้งร้องไห้ความรู้สึกของเขาตอนนี้มันดิ่งเกินกว่าเขาจะรับไหวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น 3 วันต่อมา คนโปรดเดินไปเปิดกล่องพัสดุที่ดรีมเพื่อนสนิทส่งมาให้เธอ ซึ่งพอเปิดมาเธอก็เห็นว่ามีของบางอย่างซึ่งมันมีลักษณะคล้าย ๆ ไข่ก้อนกลม ๆ และมีที่กด พอเธอลองกดมันก็สั่น ๆ พอเธอรู้ว่ามันคืออะไรหน้าของเธอก็แดงระเรือทั้งยังรู้สึกเขินอาย เธอจึงรีบกดเบอร์โทรไปหาดรีมเพื่อนสนิทเธอทันที “ดรีมเธอ..เธอส่งอะไรมาให้ฉันเนี่ย” “ก็ตัวช่วยแกไง แกได้รับของแล้วเหรอ เป็นไงถูกใจไหม” “แก แกจะบ้าเหรอดรีม..ฉันว่ามันไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนะ” เธอพูดน้ำเสียงที่เขินอายและทำตัวไม่ถูก ต่างจากดรีมที่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา “เหมาะสิ ทำไมจะไม่เหมาะแกไม่ได้นอกกายนอกใจเหมือนพี่หมอ
เธอจ้องหน้าเขาก่อนที่เธอจะสะบัดมือของเขาออกและวิ่งหนีลงไปที่ห้องรับแขก โดยที่เขาไม่ได้วิ่งตามเธอมา หลังจากที่เธอปิดประตูแล้วเธอก็นั่งทรุดที่ประตู พร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก ภายในใจตอนนี้ของเธอรู้สึกว่ามันแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ทำคำพูดและท่าทางของเขามันทำให้เธอเจ็บจนไม่สามารถจะทนนอนกับเขาต่อไปได้อีกแล้ว เธอนั่งปาดน้ำตา มืออีกข้างก็ลูบท้องของตัวเองและพึมพำออกมา “เจ้าตัวเล็กหนูอย่าเก็บคำพูดของคุณพ่อมาใส่ใจนะลูก แม่เองก็เสียใจไม่ต่างกัน อดทนอีกหน่อยนะแม่ยังแอบหวังว่าพ่อหนูจะเปลี่ยนใจ แม้ว่าความหวังของแม่จะดูเพ้อเจ้อไปก็เถอะ..ฮื่อ ฮื่อ” พูดไปน้ำตาเธอก็ไหลไม่หยุด หลังจากเธอร้องไห้จนพอใจเธอเดินไปที่เตียงเสียงสะอืดก็ยังไม่หยุด เธอหยิบมือถือตัวเองออกมาก่อนจะเปิดรูปครอบครัวตัวเองที่แสนอบอุ่นอยู่พร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร ใจของเธอก็มันยิ่งอ่อนแอเพราะเธอเองก็รู้สึกผิดกับทุกคนอยู่ไม่น้อย “แม่คะ พ่อคะ พี่ปลื้ม..คนโปรดคิดถึงทุกคนจัง ฮื่อ” เธอเอามือถือทาบอกก่อนจะกอดมือถือตัวเอง เธอรู้ดีว่าทุกคนไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่เลือก เธอยอมทะเลาะกับที่บ้านเพื่อเขาขนาดนี้แต่สิ่งที่เขาตอบแทนเธอตอนนี้เธอก็ไม
คนโปรด “แม่ขอโทษนะลูกแต่ไม่สามารถให้พ่อของหนูมากล่าวหาว่าหนูทำชีวิตของพ่อเขาพังแบบนี้ได้จริง ๆ ” … “ทำไมนะ พ่อของหนูถึงใจร้ายกับหนูขนาดนี้” พอเธอเข้าห้องนอนได้เธอก็ลูบท้องและพูดออกด้วยความเสียใจ ก่อนจะปาดน้ำตารีบเก็บของใช้ส่วนตัวขณะที่มือก็สั่นเทาด้วยความเสียใจจากนั้นเธอก็รีบโทรหาภาม “พี่ภาม..มารับคนโปรดที่บ้านได้ไหมคะ” “น้องคนโปรดเป็นอะไรหรือเปล่า เสียงเราไม่โอเคเลยเกิดอะไรขึ้น” เธอพยายามพูดให้เสียงปกติที่สุดแล้วแต่เธอก็ไม่สามารถปิดเสียงที่แหบจากอาการร้องไห้หนัก ๆ กับภามได้เลย “เปล่าค่ะ ตอนนี้คนโปรดเลิกกับสามีแล้วค่ะ คนโปรดไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วที่ภามมาถึงเมื่อไรโทรหาคนโปรดด้วยนะคะ” “ครับ พี่จะรีบไปนะอีก 15 นาที ถ้ามีอะไรไม่ดีคนโปรโทรหาพี่ได้เลยนะ” “ค่ะ” หลังจากวางสายเธอก็มองไปรอบ ๆ ห้องอีกครั้งเธออดใจหายไม่ได้ที่สุดท้ายเธอต้องทิ้งความสัมพันธ์กับเขาจริง ๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะทำใจเอาไว้แล้วก็ตามแต่พอมันเกิดขึ้นจริง ๆ เธออดที่จะเสียใจไม่ได้อยู่ดี ไม่นานภามก็โทรเข้ามาเธอรีบกดรับสาย “พี่อยู่หน้าบ้านแล้วนะ ให้พี่เข้าไปรับในบ้านไหม” “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวคนโปรดจะ
“ปลาบปลื้ม!” “แม่ครับ..ใครจะอดทนไหว ดูสภาพตัวเล็กสิ พวกเราเลี้ยงตัวเล็กมายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มันเป็นใครถึงกล้าทำตัวเล็กเสียใจขนาดนี้” “ลืมไปหรือเปล่าว่าน้องสาวเราเสนอตัวให้เขาเองนะ” พอแม่เขาส่งสายตาที่ดุและปรายตาเหลือบไปมองเธอ ปลาบปลื้มก็กระฟัดกระเฟียด ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะมองท้องที่นูนป่องออกมาของเธอ “ผู้หญิงหรือผู้ชายอ่า” “ผู้ชายค่ะ” เธอลูบท้องก่อนจะหันไปยิ้มให้พี่ชายตัวเอง แววตาเป็นกประกายเมื่อพูดถึงลูกของตัวเอง “แม่คะ พี่ปลื้มคะ โปรดขอโทษอีกครั้งนะคะ ทุกคนให้อภัยโปรดได้ไหม โปรดรู้แล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่โปรดทำไปมันผิดและโปรดก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรทำตัวแบบนั้น ต่อไปนี้โปรดจะเชื่อฟังนะคะ” เธอดึงมือของทั้งสองคนเข้ามากุมเอาไว้และขอโทษทั้งสองคนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแววตาสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปจริง ๆ “เอาล่ะ ๆ ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นบทเรียน แม่ยอมรับนะว่าเสียใจมากที่เลี้ยงดูลูกได้ไม่ดี แต่ชีวิตมันเป็นของโปรด แม่ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่หนูตัดสินใจ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับความจริงและเดินหน้ากันต่อไป” “แม้ว่าพี่จะรู้สึกผิดหวังในตัวเล็กมาก ๆ และเส
“ตัวเล็ก ตัวเล็กเหม่ออะไรเนี่ย ทำไม!..คิดถึงมันเหรอ” “เปล่าค่ะ แค่คิดถึงเมื่อก่อนตอนที่เราอยู่บ้านพร้อมหน้ากัน โปรดจำแทบไม่ได้แล้วว่าเราทานข้าวด้วยกันครั้งสุดท้ายวันไหน” “23 ธันวาคม ของปีก่อนแม่เราทำเมี่ยงคำ มีผัดไทยร้านประจำที่เจ้าปลื้มงอแงจะกินให้ได้ด้วยนะ ฝนก็ตกหนักแต่สุดท้ายพ่อก็ยอมออกไปซื้อมาให้เพราะวันนั้นก็เป็นวันที่พี่ชายเราเรียนจบพอดี” ขณะที่พูดพ่อก็คีบผักและหมูรวมไปถึงปูอัดใส่จานและยื่นมาให้คนโปรด เธอรับจานนั้นมาและรีบวางมันลงก่อนจะปาดน้ำตาและพยายามไม่ร้องไห้ จนแม่เธอช่วยเช็ดคราบน้ำตาทั้งแก้มและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่ร้องแล้ว วันนี้ร้องไห้ไปกี่รอบแล้วหือ..ทานก่อน ๆ เจ้าตัวเล็กหิวข้าวแล้วนะ กินแต่น้ำตาคุณแม่อิ่มหมดแล้ว ส่วนคุณ! โตขนาดนี้ยังจะร้องอีกไม่ไหว ๆ แทนที่จะเข้มแข็งให้ลูกเห็นอุตส่าห์เก๊กมาตั้งนาน” บรรยากาศในบ้านที่ขาดหายเสียงหัวเราะและความอบอุ่น ก็เหมือนดอกไม้ที่ได้รับน้ำฝน ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจะเติมเต็มทำให้บ้านนี้น่าอยู่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว จนเธอเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ณ ที่ว่าการอำเภอ “จะ11 โมงแล้วทำไมมันยังไม่โผล่หัวมาอีกอ่าตัวเล็ก”
หลายวันต่อมา หมออัยเน่ หมออัยเน่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นโดยที่จิตใจเขาเหม่อลอยเหมือนพยายามหากิจกรรมมาขั้นเวลาเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนี้ไปให้ได้ ไม่นานหมอสามก็เปิดประตูบ้านเข้ามาซึ่งทันทีที่หมอสามเห็นสภาพของเขาที่ทั้งซูบผอมดูไม่สดชื่น มิหนำซ้ำสภาพเขาตอนนี้แทบจะไม่ใช่หมออัยเน่คนเดิมที่เขารู้จักหมอสามก็ถึงกับแสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยทักทายเขา “ไงมึงสภาพ..หึ! เก่งเหลือเกิน คุณหมออัยเน่” “ถ้าจะมาแล้วแซวกูมึงไม่ต้องมาก็ได้นะไอ้หมอสาม” เขาชำเลืองไปมองหน้าหมอสามเล็กน้อยก่อนจะทำเป็นไม่สนใจหมอสาม “กูจะมาดูหน้าคนอวดเก่ง โว้ย!” หมอสามเดินมาหาเขา ขณะที่กำลังจะนั่งลงข้าง ๆ และกำลังจะถามไถ่อาการของเพื่อนสนิทจู่ ๆ เขาก็มีอาการอยากอาเจียนขึ้นมา “มึงไหวไหมเนี่ยไอ้หมอ ไอ้ห่าพอเมียทิ้งมึงนี่…” “อุอ๊วก..อุอ๊วก” “ไอ้หมอเน่…มึงยังไม่เลิกแพ้ท้องอีกเหรอวะ!” เขาที่ทนไม่ไหวรีบวิ่งเข้าไปห้องน้ำและยังคงอาเจียนไม่หยุด ที่ผ่านมาเขายังคงมีอาการแพ้ท้องหนักมาหลายเดือนเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรเขาจะหยุดแพ้ท้องสักที พอหลังจากอ้วกเสร็จหมอสามก็ประคองเขามานั่งพักที่โซฟา “สภ
ยิ่งเขาห้าม น้ำตาเธอก็ไหลออกมาจนเขาโผล่เข้าไปกอดเธอ เพื่อปลอบใจพลางคิดว่าเขาทำอะไรผิดร้ายแรงต่อเธอหรือเปล่าพอคิดแบบนั้นเขาเองก็รู้สึกเจ็บหัวใจขึ้นมา เธอปาดน้ำตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “หนูอยากมั่นใจในตัวพี่หมอกว่านี้อีกหน่อยได้ไหมคะ หนูแค่อยากลองสัมผัสกับความรักที่ค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ไม่ใช่การเริ่มต้นความที่รวบรัดเหมือนเมื่อก่อน” “แน่นอนค่ะ ขอแค่คนคนนั้นเป็นพี่ พี่ก็จะให้หนูได้สัมผัสความรักเต็มที่ไปเลยค่ะ” เขาลูบหัวเธอเบา ๆ ก่อนจะจับมือเธอสอดเข้าไปข้างในเสื้อเพื่อให้เธอได้สัมผัสกับหน้าท้องแกร่งของตัวเอง จนเธอต้องชักมือออกจากเสื้อของเขาก่อนจะถลึงตาใส่เขาก่อนจะกลั้นขำ “พี่หมอ!” “จะว่าไปพี่มีความลับอีกอย่างที่ยังไม่ได้บอกหนูเลยนะ คือพี่..ชอบรสชาติบนเตียงของหนูทุกครั้งพี่แทบจะคลั่งอยู่แล้วนะคะ รู้ไหมว่าที่พี่ไม่ยอมกลับบ้านพี่ต้องพยายามที่จะข่มอารมณ์ความต้องการของตัวเองเพื่อแกล้งทำเป็นไม่สนใจหนู พอเอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลยนะคะ” เขาโน้มใบหน้าเขามาใกล้ ๆ ต้นคอก่อนจะลากสันจมูกโด่งมาที่ติ่งหูลมหายใจที่ร้อนผ่าวและน้ำเสียงกระเส่าของเขามันก็ยิ่งทำให้เธอขน
สันจมูกโด่งถูไถกับปลายจมูกของเธออย่างหยอกเย้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ่าทำเอาเธอขนลุกซู่รู้สึกหัวใจวาบหวิวตื่นเต้นขึ้นมาจนเขาจับได้ นิ้วเรียวยามจึงสอดนิ้วเข้าไปในเสื้อคลุมสัมผัสกับผิวเนียนลูบไลไปทั่วแผ่นหลังของเธอ จนเธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากลมหายใจของทั้งคู่ก็เริ่มติดขัดหายใจแรงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ “น้องโปรดให้โอกาสพี่ได้ไหมครับ พี่รักหนูนะ” เธอรู้สึกเขินจนเลือกที่จะไม่ตอบเอาแต่กับเอาแต่ก้มหน้าจนเขาเชยคางเธอขึ้นมาก่อนที่ทั้งคู่จะสบตากันแววตาที่ดูอ่อนโยนของเธอทำให้เขาฉีกยิ้มก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ริมฝีปากหนาประกบริมฝีปากบางซึ่งการขบเม้มของเขาเต็มไปด้วยความรุนแรงและความปรารถนา ริมฝีปากของเขาขบริมฝีปากของเธออย่างแนบแน่นขณะที่ลิ้นสากสัมผัสกับลิ้นของเธออย่างโหยหาทั้งคู่ค่อย ๆ เพิ่มระดับความร้อนแรงมากขึ้น ทันใดนั้นเสียงเรียกลูกชายก็ดังขึ้นขัดจังหวะทั้งคู่ อาจ้า..จ้ะ “ทะเล/ทะเล” ทั้งคู่ผละออกจากกันก่อนที่เขาจะใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำลายข้างริมฝีปากบาง จนเธอก้มหน้าด้วยความเขินอายและไม่กล้าสบตากับเขา เขาจึงจับมือเธอเดินไปหาลูกชายและแม่ของเขา “หนูโปรดเปลี่ยนใจยังทันนะลูก ผู้ชายไม่ได
“มองน้องขนาดนี้ ระวังตาจะบอดนะอัยเน่” เขาหลุดหัวเราะก่อนจะส่งยิ้มและตอบผู้เป็นแม่โดยที่ตายังคงจ้องมองไปที่เธอ ที่วันนี้สวมชุดทูพีช สีน้ำตาลเข้มโดยที่เสื้อคลุมซีทูสีขาวบาง ๆ คลุมไว้อีกชั้นแต่นั่นมันก็ทำให้เขาคลั่งเธอจะตายอยู่แล้ว “สวยขนาดนี้ก็ต้องมองสิครับแม่” “จ้ะ ตอนมีไม่เห็นค่า แม่นี่สมน้ำหน้าลูกจริง ๆ นะอัยเน่” “แม่..” กรี๊ดดด “อร้ายยย…ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” “เสียงใครคะเหมือนจะขอความช่วยเหลือเลยค่ะ” พวกเขาที่ได้ยินต่างก็ชะเง้อมองไปทางต้นเสียงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเสียงโว้ยวายกรีดร้องที่ห้องพักหลังหนึ่งก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจเท่าไรนัก “พวกลูกเดินไปดูหน่อย เพื่อลูก ๆ จะช่วยอะไรพวกเขาได้ เดี๋ยวแม่ดูทะเลให้เอง” “งั้นแม่พาทะเลเข้าไปในบ้านพักก่อนนะครับ” แม่พยักหน้าและอุ้มหลานเข้าไปในบ้านพัก ทั้งสองคนก็มองหน้ากันก่อนที่เธอจะเดินจับมือเขาเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น “เราไปดูกันเถอะค่ะ” เขาที่เห็นว่าเธอเดินจับมือใจก็เต้นถี่รัว ๆ ก่อนจะเดินไปทางต้นเสียง ซึ่งพอเขาเห็นภาพว่ามีผู้ใหญ่หลายคนยืนล้อมวงรอบตัวเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 4 ขวบนอนแน่นิ่ง หน้าเริ่มถอดสีดูซีดเซียว
“เสียงอะไร..ดึกดื่นขนาดนี้แล้วใครทำอะไรอยู่อีกนะ” เธอที่นอนไม่หลับเพราะได้ยินเสียงด้านนอกเหมือนมีใครทำอะไรอยู่บางอย่าง ด้วยความหงุดหงิดและอยากรู้เธอจึงแอบไปเปิดม่านส่องหน้าต่างมองดูซึ่งภาพที่เห็นคือเขากำลังว่ายน้ำอยู่ที่สระ เธอจึงพึมพำออกมาก “เกิดคึกอะไรของพี่เนี่ย! มันจะห้าทุ่มแล้วยังไปว่ายน้ำตากหมอกอีก” หลังจากนั้นเธอก็เดินกลับไปนอนที่เตียงนอนก่อนจะถอนหายใจพลิกตัวไปมาเพราะเป็นห่วงกลัวว่าเขาจะป่วย จนสุดท้ายเธอก็อดไม่ได้จึงเดินไปหาเขาที่สระว่ายน้ำ ตึก ตึก “พี่อัยเน่!” “อ้าว..หนูยังไม่นอนอีกเหรอคะ” เขากระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนแกล้งทำเป็นเพิ่งเห็นเธอ ซึ่งเธอก็ยืดกอดอกทำหน้าหงุดหงิดใส่เขา “รีบขึ้นมาได้แล้วค่ะ พี่จะมาว่ายน้ำอะไรตอนนี้คะ” “พี่แค่เหนื่อย ๆ น่ะอยากผ่อนคลาย ขอว่ายต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอคะหรือว่าพี่เสียงดังจนไปรบกวนหนู” “แต่พี่ว่ายมาเกือบยี่สิบนาทีแล้วนะคะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกขึ้นมาได้แล้วค่ะ” เขาว่ายน้ำมาฝั่งเธอก่อนจะใช้คางเกยขอบสระ และยิ้มแป้นทำตาละห้อย ส่วนเธอก็เปลี่ยนท่ามาเป็นยืนเท้าสะเอว “จะขึ้นหรือไม่ขึ้นคะ!” “ขึ้นครับ พี่ขอผ้าขนหนูหน่อยได้ไหมครับ”
พอเขาพูดจบเขาก็ประคองใบหน้าก่อนจูบเธอปากเธออย่างคนโหยหารสชาติจูบที่แสนหอมหวาน เธอที่ยังหงุดหงิดและย้อนคิดถึงอดีตอยู่ก็ไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกลิ้นสากซุกซนสำรวจโพรงปาก รสชาติที่น่าหลงใหลนี้แม้เธอเองจะรู้สึกดีไม่ต่างจากเขาแต่เธอก็พยายามข่มความต้องการของตัวเองและคิดว่าสถานที่มันไม่เหมาะสมและเขาก็ไม่ควรทำอะไรในที่แบบนี้เธอจึงออกแรงผลักอกแกร่งของเขาอย่างแรง จนเขายอมถอนจูบและมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกเสียดายแต่ก็ไม่อยากบังคับเธอไปมากกว่านี้ “อย่าทำแบบนี้ค่ะ คนโปรดไม่ชอบ!” “ทำไมรสชาติจูบของพี่มันสู้ไอ้อาจารย์นั่นไม่ได้เลยเหรอ” “พี่อัยเน่พอเถอะค่ะ คนโปรดจะไปหาลูกแล้วเรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันนะคะ” “คนโปรด!” เขาจับมือเธอไว้ ก่อนที่เธอจะสะบัดมือและเดินกลับไปที่โต๊ะ ซึ่งเขาขยี้ผมตัวเองก่อนจะถอนหายใจด้วยความท้อใจและเดินตามเธอไปติด ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งตรงข้ามกัน แม่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ค่อยดีเท่าไรจึงถามเข้าด้วยน้ำเสียงที่เข้ม “ตาอัยเน่ไปตามน้องถึงไหนทำไมนานจัง อาหารมาเสิร์ฟจนจะเย็นหมดแล้ว รีบมานั่งทานข้าวกันเถอะ” เขาเหลือบมองเธอก่อนจะตอบแม่กลับไป ซึ่งแม่เขามองดูสีหน้าของทั้งคู่
(มารหัวใจกูจริง ๆ นะมึง) หลังจากที่เขาวางสายวิทย์ไปแล้วนั้นเขาก็เหมือนคิดอะไรได้ จึงหยิบมือถือตัวเองมาขึ้นมาถ่ายรูปแม่ลูก ก่อนจะเซลฟี่ตัวเองพร้อมคนโปรดและทะเล เข้าโน้มตัวเข้าไปนอนใกล้ ๆ เธอ ก่อนที่ใบหน้าของทั้งสองคนจะแนบชิดกันมาก ๆ เขาฟังเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเธอจากนั้นก็เอาใบหน้าเข้าไปแนบชิดแก้มเนียน ก่อนจะถ่ายรูปเก็บไว้และขยับมานอนอีกฝั่งโดยให้ทะเลเป็นคนนอนกลาง แต่มือหนาก็โอบกอดเอื้อมมาจับมือของเธอก่อนจะเผลอหลับไป คนโปรด เธอลืมตาขึ้นมามองเขาขณะที่กำลังหลับอยู่ ซึ่งทุกการกระทำของเขาเธอรู้สึกตัวตั้งแต่ที่เขาห่มผ้าให้เธอแล้ว แม้ว่าภายในใจเธอจะรู้สึกมีความสุขที่เขาดูแลเธอและลูกอย่างที่เธอเคยใฝ่ฝัน แต่ตั้งแต่วันที่ลูกของเธอได้ลืมตาดูโลกความคิดของเธอมันก็ได้เปลี่ยนแปลงไป “ไม่นะ ไม่ พี่หมอไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวหนูกับลูกทั้งนั้น” “เอาลูกมาหนูมา เอามา!” “คนโปรด คนโปรด” หืออ เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายก็รีบมองไปรอบ ๆ เพื่อที่จะหาลูกชายของเธอก่อนจะจับแขนเขาเขย่า “ทะเลอยู่ไหนคะพี่อัยเน่” “แม่เพิ่งพาทะเลออกไปรับลมเมื่อกี้ครับ หนูฝันร้ายเหรอ” เธอยังคงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เหง
“สวัสดีค่ะแม่” พอเธอยื่นทะเลให้แม่เขาอุ้มเธอก็ยักคิ้วให้เขาก่อนจะอมยิ้มด้วยความดีใจที่ง้อแม่ได้สำเร็จแต่ก็ยังรู้สึกเขินเธออยู่ดี เขาที่กำลังจะเดินมาหาเธอก็ต้องชะงักฝีเท้า “หนูคนโปรดมานั่งกับแม่ก่อนลูก ตาอัยเน่ไปเอาน้ำให้น้องสิ” “ครับ” “เอ่อ..ไม่เป็นไรค่ะ พี่อัยเน่ไม่ต้องก็ได้ค่ะ” เธอที่ห้ามไม่ทันน้ำก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะพอดี จากนั้นเขาก็หันหน้าไปทางแม่ “มาแล้วครับ แม่ครับผมจะบอกแม่อีกเรื่องคือผมตั้งใจไว้ว่าหลังจากที่เราไปไหวพ่อเสร็จเราไปเที่ยวทะเลด้วยกันอีก 2 วันนะครับ แม่ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าก่อนดีกว่าครับ” “หือ..แล้วทำไมไม่บอกแม่ล่ะ อย่างนี้แม่จะมีเสื้อผ้าสวย ๆ ใส่เหรอ” “หรือว่าแม่จะให้พวกเราไปกันแค่สามคนดี” แม่ที่ตั้งหลักไม่ทันก็กำลังคิดว่าวิธี เธอก็รีบพูดอ้อนท่านเพราะถ้าขืนไปสามคนเธอคงทำตัวไม่ถูกแน่ ๆ “แม่คะ..ไปกับพวกเถอะค่ะ ถ้าไม่มีของใช้จริง ๆ เราค่อยให้พี่หมอพาแวะไปซื้อที่ห้างแถวโน้นก็ได้ค่ะ จริงไหมคะ” “ครับ ๆ แม่ไปเก็บเสื้อผ้าเพิ่มอีกหน่อยแล้วกันนะครับ” “ก็ได้จ้ะ งั้นรอแม่แป๊บหนึ่งนะ” หลังจากนั้นแม่ก็ยื่นทะเลให้เธอท่านก็รีบขึ้นไปเก็บของบนบ้าน เขาที่ยังคงตา
พอเขาได้ยินแม่ของเธอพูดแบบนั้นเขาก็นิ่งไปก่อนจะยิ้มกว้างทำอะไรไม่ถูกแต่ก็รีบเดินตามแม่ของเธอเข้าบ้านไป “จะพาน้องไปเที่ยวแถวไหนเหรอ” “แถวสัตหีบครับ พอดีผมจองบ้านพักตากอากาศไว้แล้ว แม่ไม่ต้องเป็นห่วงน้องกับทะเลนะครับ ผมสัญญาว่าจะช่วยดูแลเป็นอย่างดี” “อืม โปรดน่าจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อีกหน่อยคงลงมาแล้ว เดี๋ยวน้าขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะ” “แม่ครับ..ผมอยากจะขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่ผมทำตัวไม่ดีกับน้องคนโปรด ทั้งยังทำให้คุณแม่กับครอบครัวทุกคนเสียใจ ผมผิดเองครับ ผมอยากจะขอขมาคุณแม่จริง ๆ ครับ แต่คุณแม่ช่วยให้โอกาสให้ผมทำหน้าที่สามีและพ่อที่ดีกับทั้งสองคนได้ไหมครับ” “น้า..ยอมรับนะว่าน้าโกรธและเสียใจในสิ่งที่หมอทำลูกสาวน้า แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างพวกเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้อีกรวมไปถึงความรู้สึกของครอบครัวน้าด้วย” แม่ของคนโปรดท่านหันกลับมามองเขาอีกครั้งก่อนจะอมยิ้มและตบที่บ่าเขาเบา ๆ “ผม..” “หมอก็พิสูจน์ให้พวกเราเห็นด้วยกระทำของตัวหมอส่วนครอบครัวน้าจะให้อภัยหรือไม่ก็ให้เวลาเป็นตัวตัดสินแล้วกัน..ที่สำคัญที่สุดน้าแค่อยากเห็นลูกสาวน้ามีความสุขไม่ใช่ต้องม
“แต่พี่ไม่ยอมแพ้หรอกสักวันพี่จะเอาครอบครัวพี่กลับมาอยู่ข้าง ๆ ให้ได้” แม้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บและเสียใจที่วันนั้นเขาไม่เห็นคุณค่าใด ๆ ของเธอเลยแต่เขาก็ขอแค่เพียงเธอให้โอกาส แม้ว่ามันจะน้อยเพียงใดก็ตามเขาก็จะทำมัน “พี่อัยเน่..” เธอเอื้อมมือมาจับแขนเขา เขาก็ยิ้มให้เธอก่อนจะพูดตัดบท “พี่กลับบ้านก่อนดีกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ขอมารับอีกนะ” “เอ่อ..” “นะ..ถือว่าพี่ขอ อย่าปฎิเสธเลย” คนโปรดพยายามปฎิเสธเขาก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะลูบหัวทะเลสลับกับลูบหัวเธอเบา ๆ จากนั้นเขาก็เดินไปบอกลาพ่อกับแม่คนโปรด หลังจากลูกหลับแล้วคนโปรดก็เดินมาทานข้าวกับทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งปลาบปลื้มที่พอเห็นว่าเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็อดที่จะแซวน้องสาวตัวเองไม่ได้ “ลูกเขยคนใหม่แม่คงไม่พ้นพ่อทะเลแน่ ๆ ” “ปลื้ม! กินข้าว” แม่ที่เห็นว่าลูกชายตัวดีเอาแต่แซะน้องไม่เลิกก็ดุเขาอีกครั้งก่อนจะตักกับข้าวให้ลูกชาย “เฮ้อออ..ครับ” “โปรดฉลาดและโตพอที่จะเลือกชีวิตของตัวเองแล้ว พ่อเชื่อใจเราโปรดนะ เอ้!..แขนไปโดนอะไรมาลูก” ขณะที่พ่อเธอกำลังตักกับข้าวให้เธอท่านก็สังเกตเห็นว่าฝ่ามือของเธอมีแผล ทำให้เธอลืมเอามือหลบส