“ปลาบปลื้ม!”
“แม่ครับ..ใครจะอดทนไหว ดูสภาพตัวเล็กสิ พวกเราเลี้ยงตัวเล็กมายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มันเป็นใครถึงกล้าทำตัวเล็กเสียใจขนาดนี้” “ลืมไปหรือเปล่าว่าน้องสาวเราเสนอตัวให้เขาเองนะ” พอแม่เขาส่งสายตาที่ดุและปรายตาเหลือบไปมองเธอ ปลาบปลื้มก็กระฟัดกระเฟียด ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะมองท้องที่นูนป่องออกมาของเธอ “ผู้หญิงหรือผู้ชายอ่า” “ผู้ชายค่ะ” เธอลูบท้องก่อนจะหันไปยิ้มให้พี่ชายตัวเอง แววตาเป็นกประกายเมื่อพูดถึงลูกของตัวเอง “แม่คะ พี่ปลื้มคะ โปรดขอโทษอีกครั้งนะคะ ทุกคนให้อภัยโปรดได้ไหม โปรดรู้แล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่โปรดทำไปมันผิดและโปรดก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรทำตัวแบบนั้น ต่อไปนี้โปรดจะเชื่อฟังนะคะ” เธอดึงมือของทั้งสองคนเข้ามากุมเอาไว้และขอโทษทั้งสองคนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแววตาสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปจริง ๆ “เอาล่ะ ๆ ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นบทเรียน แม่ยอมรับนะว่าเสียใจมากที่เลี้ยงดูลูกได้ไม่ดี แต่ชีวิตมันเป็นของโปรด แม่ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่หนูตัดสินใจ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับความจริงและเดินหน้ากันต่อไป” “แม้ว่าพี่จะรู้สึกผิดหวังในตัวเล็กมาก ๆ และเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องตัวเล็กได้ แต่พี่ก็ดีใจนะพี่เรายังปลอดภัยและเลือกที่กลับบ้านมาหาพวกเรา มากอด ๆ ” ทั้งสามคนยิ้มให้กันกอดอีกครั้ง..เธอรู้สึกดีและอบอุ่นมาก ๆ พอย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาว่าเธอทนจมกับความเสียใจพวกนั้นอยู่ทำไมกัน “แม่ว่าพ่อจะหายโกรธและให้อภัยโปรดไหมคะ” “ลองไม่ให้อภัยดูสิ อยากแนะนำให้มากไม่ใช่เหรอ แม่จะเอาตะหลิวตีหัวพ่อเราเองค่อยดู” “ฮ่า ฮ่า..แม่ก็อย่าดุพ่อให้มากเลยครับ แค่นี้พ่อก็รู้สึกผิดไม่ไหวแล้วมั่งที่แนะนำไอ้หมอแก่นั้นให้ตัวเล็ก เหอะ! แต่ก็ดีนะครับต่อไปนี้ครอบครัวเราก็มีสมาชิกเพิ่มอีก 1 คน เอาล่ะพี่ต้องรีบไปทำงานแล้วคืนนี้ตัวเล็กอยากกินอะไร พี่จะได้ซื้อของเข้าบ้านมาให้” “เอ่อ..ชาบู ไหมคะ” เธอทำท่าคิดก่อนจะเสนอเมนูให้กับพี่ชาย “ได้เดี๋ยวพี่จะซื้อปูอัดที่เล็กชอบมาเยอะ ๆ นะ ไปแล้วบายครับ” ปลาบปลื้มรีบบอกลาทั้งสองคนก่อนจะรีบขับรถออกไปเหลือเพียงแม่และเธอที่เดินเข้าบ้านมานั่งมองหน้ากัน “แพ้ท้องบ้างไหม หลานยายดื้อกับแม่หรือเปล่าหื้อ” “ไม่เลยค่ะ ปกติมาก ๆ แถมยังช่วยแม่ขายขนมด้วยนะคะ ขยันมาก ๆ เลยค่ะ” “ดีแล้วลูก อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยมันผ่านไป เราเป็นแม่คนแล้ว ที่ผ่านมามันไม่มีอะไรให้กลับไปทุกข์ใจแล้วนะ ต่อไปหนูก็แค่ต้องดูแลตัวเองให้มีความสุขมาก ๆ เจ้าตัวเล็กเขาสัมผัสความรู้สึกของแม่ได้หมดนะ เป็นแม่คนมันไม่ง่ายนะ” “ค่ะแม่” “เอาของไปเก็บที่ห้องหนูได้แล้ว” “ค่ะ” สองแม่ลูกยิ้มให้กันก่อนจะลากกระเป๋าเข้าห้องของเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมพอเธอมองดูรอบห้องที่ถูกเก็บกวดสะอาดเหมือนว่าเพิ่งมีคนมาทำความสะอาด เธอก็อดที่จะน้ำตารื้นออกมาไม่ได้อีกครั้ง หลังเก็บของเสร็จเธอกับบแม่ก็นั่งทานข้าวด้วยกัน ตกบ่ายมาเธอก็รู้สึกเพลียมาก ๆ จนขอตัวไปนอนพักที่ห้อง เวลา 17:30 นาฬิกา เธอที่ตื่นขึ้นมา ก็ได้ยินเสียงข้างนอกคุยกันครึกครืนเธอ พอเธอเดิมออกมาเธอก็เห็นว่าแม่กับพี่ชายกำลังเตรียมอาหารตั้งหม้ออยู่ที่โต๊ะอาหาร สายตาของเธอหันไปทางชายสูงวัยที่ผมเริ่มขาวหน้าตาเริ่มเหี่ยวย่น ตัวอ้วนกลมน่ากอดนั่งดูข่าวในทีวี เธอก็ได้แต่แน่นิ่งไม่กล้าไปหาพ่อตัวเอง ความรู้สึกตอนนี้เธอทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะก่อนที่เธอจะตัดสินใจไปอยู่บ้านของหมออัยเน่เธอยอมทะเลาะกับคนในครอบครัวซึ่งคนที่เธอสนิทมากที่สุดก็คือพ่อของเธอความรักและความหวังดีนี้มันจึงส่งผลต่อความเสียใจที่มากกว่าคนอื่น ๆ “ตัวเล็กตื่นแล้วเหรอ” พอพี่ชายเธอเอ่ยทักแบบนั้น พ่อเธอก็หันมามองเธอทันที สีหน้าท่านเรียบเฉยไม่พูดไม่อะไรกับเธอแววตาของท่านมีแต่ความว่างเปล่า เธอยกมือไหว้พ่อก่อนที่แม่จะเป็นคนดึงมือเธอมานั่งที่ซิงค์ล้างจาน “มาช่วยแม่ล้างผักมา” “ค่ะ แม่” “ตัวเล็กวันนี้พี่แวะซื้อนมมาฝากหลานด้วยนะ แต่พี่ไม่รู้ว่าปกติเราทานยี่ห้อไหนอ่า อันนี้ทานได้ไหม” ปลาบปลื้มถือกระป๋องนมมาอวดเธอ เพราะปลาบปลื้มไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร ก่อนที่เธอจะพยักหน้าและยิ้มให้พี่ชาย “ได้ค่ะ ปกติโปรดก็ทานตัวนี้ค่ะ” “ดีเลย พ่อครับพ่อเอาของฝากหลานไว้ไหน ไม่เอามาอวดตัวเล็กบ้างเหรอ” เธอหันไปมองทางพ่อ ซึ่งท่านก็หันหน้าไปมองปลาบปลื้มก่อนจะเหล่มาทางเธอครู่หนึ่ง จากนั้นพ่อก็รีบหันกลับไปดูทีวีกลบเกลื่อน เธอหันไปมองพี่ชายที่ตอนนี้ยิ้มหน้าบานแถมยังยักคิ้วให้เธออีก ก่อนที่แม่จะพูดต่อ “ปลื้ม ยกหม้อน้ำซุปให้แม่ก่อนลูก ค่อยมาคุยต่อ เรานี่คึกอะไรกลับบ้านมาแม่ยังไม่เห็นเราหยุดคุยเลยนะ” “ครับ ครับ” ปลาบปลื้มยิ้มกว้างแววตาดูมีความสุขก่อนจะเดินไปยกหม้อ ก่อนที่แม่เดินไปหาพ่อ “คุณลุกมาทานชาบูกับเด็ก ๆ ได้แล้ว ฉันเตรียมของเสร็จหมดแล้วค่ะ” “แม่ครับ วันนี้แม่จะดื่มน้ำเก๊กฮวยมีฟองสักหน่อยไหมครับ” “ไม่เอาหรอก ลูกดื่มกับพ่อเถอะ” “ครับผม” ปลาบปลื้มรินน้ำเปล่าให้สองสาวก่อนจะรินเบียร์เย็น ๆ ให้ตัวเองกับพ่อ และทุกคนก็นั่งที่โต๊ะโดยเธอนั่งข้างแม่และพี่ชายกับพ่อก็นั่งตรงข้ามเธอ โดยที่พ่อของเธอไม่สบตากับเธอเลย “มา ๆ จุ่มหมูหน่อยสิแม่ ทำไมมีแต่ผักเนี่ยจะล้นหม้ออยู่แล้วนะครับ” “เรานี่ก็ใจร้อนจริง ๆ นะ ลงผักก่อนน้ำซุปจะได้หวาน ๆ ไง” “แต่แม่ตุ๋นน้ำซุปกระดูกหมูมาทั้งวันแล้วไม่ใช่เหรอครับ” “ปลาบปลื้ม!” “แฮร่ แฮร่ ลงปูอัดให้ตัวเล็กดีกว่า” ปลาบปลื้มที่โดนสายตาพิฆาตของแม่ เขาก็รีบคีบปูอัดใส่หม้อที่เดือด ๆ ทันที “พรุ่งนี้พี่ปลื้มช่วยไปอำเภอเป็นเพื่อนโปรดได้ไหมคะ” “ไปหย่ากับไอ้หมอแก่นั้นเหรอ ถ้าไปหย่าพี่จะรีบลางานพาตัวเล็กไปเลย” ทุกคนหันหน้าไปทางคนโปรด ก่อนที่เธอจะพยักหน้าและก้มหน้าลงเล็กน้อย แม่ที่เห็นแบบนั้นก็รีบหันไปดุปลาบปลื้มทันที ก่อนจะเอื้อมไปกุมมือเธอไว้ “ปลื้ม! พี่เขาก็อายุห่างจากลูกตั้งหลายปี ดูพูดจาเข้าไม่น่ารักเลยนะ” “ก็ผมไม่ชอบมันหนิ” เธอย้อนคิดถึงอดีตที่เกิดขึ้นเธอก็รู้สึกเจ็บขึ้นมา 3 ปีที่แล้ว ‘ทำไมเราไปชอบคนแก่แบบนี้ได้เนี่ยตัวเล็ก’ ‘พี่ปลื้มอย่ามาว่าพี่อัยเน่ของคนโปรดนะ’ เขาดึงมือถือจากน้องสาว มาดูก็พบว่าเธอถ่ายรูปของอัยเน่ขณะที่อยู่ในงานเลี้ยงรุ่นของพ่อเมื่อหลายวันก่อน ‘เห็นหน้าเขาไม่กี่ครั้ง ไม่ต้องคลั่งรักเขาขนาดนี้ก็ได้มั่ง พี่จะฟ้องพ่อ’ ‘ฟ้องเลยค่ะ พ่อรู้ก่อนพี่ปลื้มอีกว่าโปรดชอบพี่อัยเน่ โปรดต่างหากที่จะฟ้องพ่อว่าพี่ไปด่าพี่อัยเน่ว่าแก่’ ‘ตัวเล็กอย่าบอกนะ เดี๋ยวพี่ก็โดนหักค่าขนมอีกหรอกโอเค ๆ พี่ไม่พูดแล้วก็ได้ พอใจยังตัวแสบเอ้ย!’ เขาอดที่หยิกแก้มน้องสาวด้วยความมันเขี้ยว เพราะถ้าขืนเธอไปฟ้องพ่อยังไงพ่อก็ต้องเข้าข้างน้องสาว“ตัวเล็ก ตัวเล็กเหม่ออะไรเนี่ย ทำไม!..คิดถึงมันเหรอ” “เปล่าค่ะ แค่คิดถึงเมื่อก่อนตอนที่เราอยู่บ้านพร้อมหน้ากัน โปรดจำแทบไม่ได้แล้วว่าเราทานข้าวด้วยกันครั้งสุดท้ายวันไหน” “23 ธันวาคม ของปีก่อนแม่เราทำเมี่ยงคำ มีผัดไทยร้านประจำที่เจ้าปลื้มงอแงจะกินให้ได้ด้วยนะ ฝนก็ตกหนักแต่สุดท้ายพ่อก็ยอมออกไปซื้อมาให้เพราะวันนั้นก็เป็นวันที่พี่ชายเราเรียนจบพอดี” ขณะที่พูดพ่อก็คีบผักและหมูรวมไปถึงปูอัดใส่จานและยื่นมาให้คนโปรด เธอรับจานนั้นมาและรีบวางมันลงก่อนจะปาดน้ำตาและพยายามไม่ร้องไห้ จนแม่เธอช่วยเช็ดคราบน้ำตาทั้งแก้มและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่ร้องแล้ว วันนี้ร้องไห้ไปกี่รอบแล้วหือ..ทานก่อน ๆ เจ้าตัวเล็กหิวข้าวแล้วนะ กินแต่น้ำตาคุณแม่อิ่มหมดแล้ว ส่วนคุณ! โตขนาดนี้ยังจะร้องอีกไม่ไหว ๆ แทนที่จะเข้มแข็งให้ลูกเห็นอุตส่าห์เก๊กมาตั้งนาน” บรรยากาศในบ้านที่ขาดหายเสียงหัวเราะและความอบอุ่น ก็เหมือนดอกไม้ที่ได้รับน้ำฝน ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวาและเหมือนจะเติมเต็มทำให้บ้านนี้น่าอยู่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว จนเธอเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ณ ที่ว่าการอำเภอ “จะ11 โมงแล้วทำไมมันยังไม่โผล่หัวมาอีกอ่าตัวเล็ก”
หลายวันต่อมา หมออัยเน่ หมออัยเน่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นโดยที่จิตใจเขาเหม่อลอยเหมือนพยายามหากิจกรรมมาขั้นเวลาเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนี้ไปให้ได้ ไม่นานหมอสามก็เปิดประตูบ้านเข้ามาซึ่งทันทีที่หมอสามเห็นสภาพของเขาที่ทั้งซูบผอมดูไม่สดชื่น มิหนำซ้ำสภาพเขาตอนนี้แทบจะไม่ใช่หมออัยเน่คนเดิมที่เขารู้จักหมอสามก็ถึงกับแสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยทักทายเขา “ไงมึงสภาพ..หึ! เก่งเหลือเกิน คุณหมออัยเน่” “ถ้าจะมาแล้วแซวกูมึงไม่ต้องมาก็ได้นะไอ้หมอสาม” เขาชำเลืองไปมองหน้าหมอสามเล็กน้อยก่อนจะทำเป็นไม่สนใจหมอสาม “กูจะมาดูหน้าคนอวดเก่ง โว้ย!” หมอสามเดินมาหาเขา ขณะที่กำลังจะนั่งลงข้าง ๆ และกำลังจะถามไถ่อาการของเพื่อนสนิทจู่ ๆ เขาก็มีอาการอยากอาเจียนขึ้นมา “มึงไหวไหมเนี่ยไอ้หมอ ไอ้ห่าพอเมียทิ้งมึงนี่…” “อุอ๊วก..อุอ๊วก” “ไอ้หมอเน่…มึงยังไม่เลิกแพ้ท้องอีกเหรอวะ!” เขาที่ทนไม่ไหวรีบวิ่งเข้าไปห้องน้ำและยังคงอาเจียนไม่หยุด ที่ผ่านมาเขายังคงมีอาการแพ้ท้องหนักมาหลายเดือนเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรเขาจะหยุดแพ้ท้องสักที พอหลังจากอ้วกเสร็จหมอสามก็ประคองเขามานั่งพักที่โซฟา “สภ
“เฮ้ย ๆ ใจเย็นวาฬ กูว่าตอนนี้พวกมึงกำลังใจร้อนเกินไปนะเพื่อน ส่วนมึงไอ้หมอเน่ มึงอีกคนเป็นเชี่ยอะไรก็ไม่ยอมปรึกษาคนอื่น มึงคิดว่ามึงเข้มแข็งมากหรือไงไม่ไหวก็บอกดิวะ ต่อให้มึงเป็นหมอมึงก็รักษาตัวเองไม่ได้หรอกนะ” หมอสามที่เห็นว่าเรื่องนี้เริ่มจะไปกันใหญ่เขาจึงห้ามให้เพื่อนทั้งสองคนใจเย็นกันก่อน “กูกลับก่อนนะ” “เอ่อ ๆ ไปกูไปส่งเอง” วาฬลุกขึ้นพร้อมกับหมอสาม พอเพื่อนทั้งสองคนกลับไปเขาขมวดคิ้วเป็นปมก่อนจะยกมือกุมขมับด้วยความเครียด ความรู้สึกเขาตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาควรทำอย่างไรดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั่งทางร่างกายและจิตใจเขาจะพังหมดแล้วจริง ๆ 4 เดือนต่อมา หลังจากวันที่เขาทะเลาะกับวาฬ เขาก็ตัดสินใจเขาไปรักษาโรงพยาบาลเกี่ยวกับสภาพจิตใจ รวมไปถึงเรื่องรักษาโรคมะเร็งอย่างจริงจัง โดยเรื่องที่เขาป่วยก็ยังคงไม่มีใครรู้นอกจาก เพื่อนและหมอที่ทำการรักษาเขาเท่านั้น ซึ่งวันนี้เขาก็มาตรวจร่างกายตามที่หมอนัด “หมออัยเน่รู้สึกดีขึ้นหรือยัง” “ครับอาจารย์หมอ” “แค่ใจสู้ทุกอย่างมันก็ทำอะไรเราไม่ได้ อาจารย์เชื่อแบบนั้นนะ มะเร็งมันก็ไม่แทบจะไม่เหลือแล้ว โรคซึมเศร้าก็แทบปกติแล้วโดยร่วมอาจารย์ว่า
พอเธอเดินเข้ามาในบ้านเธอก็เดินไปหาแม่ที่ยังคงยุ่งอยู่ในครัว เพื่อให้แม่ได้สบายใจว่าตัวเองกลับมาแล้ว “แม่คะ พ่อยังไม่กลับบ้านอีกเหรอคะ..อุ้ย! แม่ให้หนูช่วยไหมคะ” “ไม่ต้องช่วยหรอกลูก แค่แก้วแตกเองเมื่อกี้แม่ไม่ระวังนะ ลูกถอยออกก่อนดีกว่าแม่เก็บเศษแก้วใกล้จะหมดแล้วด้วย ส่วนพ่อเราก็ใกล้จะถึงบ้านแล้ว เห็นบอกว่าแวะซื้อผ้าอ้อมให้เจ้าเล็กอยู่นะ” พอเธอเดินมาถึงเธอก็แม่กำลังเก็บเศษแก้วกำลังจะเข้าไปช่วยท่านก็ห้ามเสียก่อนคนโปรดเลยยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ “แต่เมื่ออาทิตย์ก่อนพี่ปลื้มซื้อมาหลายห่อแล้วนะคะ” “พ่อลูกกับพี่ชายลูกเห่อหลานยิ่งกว่าลูกอีก แม่ก็ไม่รู้จะบ่นยังไงแล้วเหมือนกัน” เธอยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่พ่อและพี่ชายเอ็นดูหลานชายคนนี้ที่ยังไม่ลืมตามองดูโลกก็ได้รับความรักมากขนาดนี้ ซึ่งพอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรบางครั้งใจเธอก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาเพราะเธอจะนึกถึงพี่หมอของเธออยู่ตลอดคนที่เขาที่จงเกลียดจงชังลูกของตัวเอง โดยหลังจากที่เธอกับเขาหย่าขาดจากกันวันนั้นเธอกับเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย มีเพียงของแม่เขาที่โทรมาหาถามไถ่ถึงเธอและลูกบ้าง “มาแล้ว ๆ เสียงรถพ่อของหนูมาแล้ว เดี๋ย
“ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่มาช่วยคนโปรด…พี่อัยเน่ก็กลับไปได้แล้วค่ะ” “ไม่เรียกแทนตัวเองว่าหนูแล้วเหรอ” เขามองเธอในความมืดและแสงสว่างของฟ้าแลบบางขณะเผยให้เห็นใบหน้าเธอที่อวบอิ่มและแววตาที่ไม่เหลือความรักหรือดีใจที่เธอเคยมอบให้เขาเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว “ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น คงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียกหรอกค่ะ” “แล้วที่อยู่ในท้องเธอ…มันยังทำให้เราสนิทกันไม่พออีกเหรอ” “เอามือพี่ออกไปเลยนะ!” เธอรีบปัดมือเขาออกจากท้องของเธอทันที ก่อนที่เขาจะส่องไฟจากมือถือมาทางหน้าท้อง แสงไฟที่ส่องไปหาเจ้าตัวเล็กเหมือนกับว่าลูกจะชอบใจถีบหน้าท้องเธออย่างแรงจนเห็นรอยเท้านูนโผล่ออกมาให้ทั้งคู่ที่ได้เห็นแบบนั้นก็เผลออุทานพร้อมกัน “ตัวเล็ก!” “ลูก” เสียงฝนที่เริ่มซาลงมันก็ทำให้เธอได้ยินน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจของเขา มือหนาเอื้อมมาสัมผัสลูกในท้องเธออีกครั้ง ทว่าเธอกลับยอมปล่อยให้เขาสัมผัส ภาพตรงหน้าที่เธอไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเธอด้วยซ้ำ เธออดที่จะกลั้นน้ำตาตัวเองไม่ได้จึงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า “เขาไม่ใช่ลูกพี่อัยเน่อีกแล้วค่ะ พี่อัยเน่จะมาเรียกร้องอะไรในวันที่มันสายเกินไปแล้วคะ! เขาเป็
พอเธอเดินเข้าห้องเขาก็ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะลุกขึ้นไปเก็บอาหารที่อยู่บนโต๊ะไปวางที่ซิงค์ล้างจานเพราะน้ำไม่ไหล ปิ๊ง! พอเที่ยงคืนไฟก็ติดขึ้นมาเขาที่นอนอยู่โซฟาที่ห้องนั่งเล่นก็ลืมตาขึ้นมาเพราะแสงไฟและเดินไปที่ห้องของคนโปรด กึก กึก “เธอกลัวพี่ขนาดที่ต้องล็อกห้องนอนเลยเหรอคนโปรด” เขาพยายามจะเข้าไปดูว่าเธอเป็นยังไงบ้างก็ปรากฏว่าเธอกลับล็อกห้องไว้ ขณะที่เขากำลังจะเดินกลับไปที่เดิมจังหวะนั้นก็ได้ยินเสียงอู้อี้อยู่ในห้อง เขารีบเอาหูแนบประตูก่อนจะเคาะเรียกเธอ โอ้ยย… ก๊อก ก๊อก “คนโปรด..หนูโอเคหรือเปล่า” “หนูได้ยินพี่ไหม ตอบหน่อยสิ” ตึก ตึก! พอเห็นว่าเธอยังไม่ตอบจากที่เคาะเรียกเขาก็เริ่มออกแรงทุบประตูห้อง “โอ้ย..อืออ” “บ้าเอ๊ย!..พี่พังประตูห้องเข้าไปนะ” “พี่อัยเน่ อย่าพังเข้ามานะคะ” จังหวะที่เขากำลังจะพังเข้าไป เธอก็ส่งเสียงออกมาทำให้เขาชะงักและหงุดหงิดที่เธอจะมาห่วงอะไรกับประตูอีก “แล้วหนูจะให้พี่ทำยังไง หนูเป็นอะไรตอบพี่หน่อยสิ” “โอ้ยย..กุญแจห้องอยู่บนโต๊ะหน้าทีวีค่ะ” พอเธอพูดแบบนั้นเขารีบวิ่งไปหากุญแจห้องเธอก่อนที่จะรีบไขเข้ามาในห้องนอน ภาพตรงหน้าปรากฏ
ขณะที่เขาเคาะประตูห้องแล้วเธอไม่ตอบอะไรเขาจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาเอง ภาพที่เขาเห็นคือเธอก็กำลังจะใส่เสื้อผ้าอยู่ ทำเอาเธอต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกจะรีบหันหลังหลบความอาย ซึ่งเขาเองก็ตกใจทั้งตื่นเต้นไม่น้อยเหมือนกันที่เห็นว่าเธอยังเปลือยเปล่าอยู่ เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากก่อนจะพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ “อะไรคะ เรื่องแค่นี้เองหนูเธอจะตกใจอะไรขนาดนั้นคะคนโปรด” “ออกไปเลยค่ะ!” “อืม ๆ ไปแล้วจ้ะ” พอเขาเดินออกมาห้องไปแล้วเธอก็ได้แต่ถอนหายใจและรู้สึกเขินอายจนหน้าแดงทำตัวไม่ถูก หลังจากที่แต่งตัวเธอก็รีบเดินมาจากห้องเธอก็เห็นว่าเขากำลังนั่งโซฟาที่ห้องนั่งเล่น พอเขาเห็นว่าเธอมายืนกอดอกอยู่ตรงหน้าเขาก็ยิ้มเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พี่อัยเน่เข้าไปในห้องคนโปรดมีอะไรอีกคะ” “พี่..พี่แค่จะเรียกเธอมาทานข้าวนะ” เขาเอานิ้วชี้จิ้มท้องเธอเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ไม่ต้องมาลำบากทำให้แบบนี้หรอกค่ะ ต่อให้พี่ทำมากกว่านี้คนโปรดก็ไม่ได้ดีใจหรือภูมิใจอะไรในตัวพี่อัยเน่ทั้งนั้นค่ะ” เขาเงยหน้าสบตากับเธอด้วยความรู้สึกเศร้าและไม่คิดเลยว่าเธอจะดื้อรั้นกั
ขณะที่เขากำลังเดินตามพยาบาลเพื่อไปเซ็นเอกสารเสียงของใครบางคนก็ทำให้เขาถึงกับต้องชะงักรีบหันกลับไปมอง “พี่อัยเน่ไปไหนคะ พี่ได้เอากระเป๋าลูกลงมาให้คนโปรดด้วยหรือเปล่า” เขาจำได้ดีว่านั้นเป็นเสียงของเธอพอเขาเห็นว่าเธอนอนบนเตียงสีหน้ายังคงกังวล เขาก็รีบเดินไปกุมมือเธอไว้อีกข้างลูบหัวเธอ พอเธอเห็นอาการเขาก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อยได้แต่นอนกะพริบถี่ ๆ งงว่าเกิดอะไรขึ้น “อ้าว..คุณเป็นญาติคนไข้คุณแม่คนนี้เหรอคะ” “ใช่ครับ” “ก็ว่าอยู่..ไม่น่าจะใช่คู่นี้” “ญาติคนไข้คุณมณี คุณแม่ที่จะคลอดอยู่ไหนคะ…” พยาบาลพึมพำก่อนที่เธอจะถามหาญาติคนไข้คนใหม่ ส่วนเขายังคงก้มมือไว้แน่นและมืออีกข้างก็เอื้อมไปแตะท้องเธอเบา ๆ “หนูต้องปลอดภัยนะ เจ้าตัวเล็กก็คลอดง่าย ๆ เอาใจช่วยแม่เราไปด้วยกันนะครับ” “พี่ร้องไห้ทำไมคะ ของใช้ลูกพี่อย่าลืมฝากให้พี่พยาบาลเข้าไปให้ด้วยนะคะ” เธอโบกมือไปมาเรียกสติ ก่อนจะเผลอเช็ดคราบน้ำตาให้เขาอย่างลืมตัว เขารีบคว้ามือเธอมาแนบแก้มตัวเองออดอ้อนเธอก่อนจะเผลอยิ้มออกมา “ครับ” พอเธอถูกเข็นเข้าไปในห้องเตรียมคลอด เขาถอนหายใจอย่างโล่งใจที่เธอและลูกยังคงปลอดภัยดีทั้งคู่ ความกังวลแม
ยิ่งเขาห้าม น้ำตาเธอก็ไหลออกมาจนเขาโผล่เข้าไปกอดเธอ เพื่อปลอบใจพลางคิดว่าเขาทำอะไรผิดร้ายแรงต่อเธอหรือเปล่าพอคิดแบบนั้นเขาเองก็รู้สึกเจ็บหัวใจขึ้นมา เธอปาดน้ำตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “หนูอยากมั่นใจในตัวพี่หมอกว่านี้อีกหน่อยได้ไหมคะ หนูแค่อยากลองสัมผัสกับความรักที่ค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ไม่ใช่การเริ่มต้นความที่รวบรัดเหมือนเมื่อก่อน” “แน่นอนค่ะ ขอแค่คนคนนั้นเป็นพี่ พี่ก็จะให้หนูได้สัมผัสความรักเต็มที่ไปเลยค่ะ” เขาลูบหัวเธอเบา ๆ ก่อนจะจับมือเธอสอดเข้าไปข้างในเสื้อเพื่อให้เธอได้สัมผัสกับหน้าท้องแกร่งของตัวเอง จนเธอต้องชักมือออกจากเสื้อของเขาก่อนจะถลึงตาใส่เขาก่อนจะกลั้นขำ “พี่หมอ!” “จะว่าไปพี่มีความลับอีกอย่างที่ยังไม่ได้บอกหนูเลยนะ คือพี่..ชอบรสชาติบนเตียงของหนูทุกครั้งพี่แทบจะคลั่งอยู่แล้วนะคะ รู้ไหมว่าที่พี่ไม่ยอมกลับบ้านพี่ต้องพยายามที่จะข่มอารมณ์ความต้องการของตัวเองเพื่อแกล้งทำเป็นไม่สนใจหนู พอเอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลยนะคะ” เขาโน้มใบหน้าเขามาใกล้ ๆ ต้นคอก่อนจะลากสันจมูกโด่งมาที่ติ่งหูลมหายใจที่ร้อนผ่าวและน้ำเสียงกระเส่าของเขามันก็ยิ่งทำให้เธอขน
สันจมูกโด่งถูไถกับปลายจมูกของเธออย่างหยอกเย้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ่าทำเอาเธอขนลุกซู่รู้สึกหัวใจวาบหวิวตื่นเต้นขึ้นมาจนเขาจับได้ นิ้วเรียวยามจึงสอดนิ้วเข้าไปในเสื้อคลุมสัมผัสกับผิวเนียนลูบไลไปทั่วแผ่นหลังของเธอ จนเธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากลมหายใจของทั้งคู่ก็เริ่มติดขัดหายใจแรงและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ “น้องโปรดให้โอกาสพี่ได้ไหมครับ พี่รักหนูนะ” เธอรู้สึกเขินจนเลือกที่จะไม่ตอบเอาแต่กับเอาแต่ก้มหน้าจนเขาเชยคางเธอขึ้นมาก่อนที่ทั้งคู่จะสบตากันแววตาที่ดูอ่อนโยนของเธอทำให้เขาฉีกยิ้มก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ริมฝีปากหนาประกบริมฝีปากบางซึ่งการขบเม้มของเขาเต็มไปด้วยความรุนแรงและความปรารถนา ริมฝีปากของเขาขบริมฝีปากของเธออย่างแนบแน่นขณะที่ลิ้นสากสัมผัสกับลิ้นของเธออย่างโหยหาทั้งคู่ค่อย ๆ เพิ่มระดับความร้อนแรงมากขึ้น ทันใดนั้นเสียงเรียกลูกชายก็ดังขึ้นขัดจังหวะทั้งคู่ อาจ้า..จ้ะ “ทะเล/ทะเล” ทั้งคู่ผละออกจากกันก่อนที่เขาจะใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำลายข้างริมฝีปากบาง จนเธอก้มหน้าด้วยความเขินอายและไม่กล้าสบตากับเขา เขาจึงจับมือเธอเดินไปหาลูกชายและแม่ของเขา “หนูโปรดเปลี่ยนใจยังทันนะลูก ผู้ชายไม่ได
“มองน้องขนาดนี้ ระวังตาจะบอดนะอัยเน่” เขาหลุดหัวเราะก่อนจะส่งยิ้มและตอบผู้เป็นแม่โดยที่ตายังคงจ้องมองไปที่เธอ ที่วันนี้สวมชุดทูพีช สีน้ำตาลเข้มโดยที่เสื้อคลุมซีทูสีขาวบาง ๆ คลุมไว้อีกชั้นแต่นั่นมันก็ทำให้เขาคลั่งเธอจะตายอยู่แล้ว “สวยขนาดนี้ก็ต้องมองสิครับแม่” “จ้ะ ตอนมีไม่เห็นค่า แม่นี่สมน้ำหน้าลูกจริง ๆ นะอัยเน่” “แม่..” กรี๊ดดด “อร้ายยย…ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” “เสียงใครคะเหมือนจะขอความช่วยเหลือเลยค่ะ” พวกเขาที่ได้ยินต่างก็ชะเง้อมองไปทางต้นเสียงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเสียงโว้ยวายกรีดร้องที่ห้องพักหลังหนึ่งก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจเท่าไรนัก “พวกลูกเดินไปดูหน่อย เพื่อลูก ๆ จะช่วยอะไรพวกเขาได้ เดี๋ยวแม่ดูทะเลให้เอง” “งั้นแม่พาทะเลเข้าไปในบ้านพักก่อนนะครับ” แม่พยักหน้าและอุ้มหลานเข้าไปในบ้านพัก ทั้งสองคนก็มองหน้ากันก่อนที่เธอจะเดินจับมือเขาเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น “เราไปดูกันเถอะค่ะ” เขาที่เห็นว่าเธอเดินจับมือใจก็เต้นถี่รัว ๆ ก่อนจะเดินไปทางต้นเสียง ซึ่งพอเขาเห็นภาพว่ามีผู้ใหญ่หลายคนยืนล้อมวงรอบตัวเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 4 ขวบนอนแน่นิ่ง หน้าเริ่มถอดสีดูซีดเซียว
“เสียงอะไร..ดึกดื่นขนาดนี้แล้วใครทำอะไรอยู่อีกนะ” เธอที่นอนไม่หลับเพราะได้ยินเสียงด้านนอกเหมือนมีใครทำอะไรอยู่บางอย่าง ด้วยความหงุดหงิดและอยากรู้เธอจึงแอบไปเปิดม่านส่องหน้าต่างมองดูซึ่งภาพที่เห็นคือเขากำลังว่ายน้ำอยู่ที่สระ เธอจึงพึมพำออกมาก “เกิดคึกอะไรของพี่เนี่ย! มันจะห้าทุ่มแล้วยังไปว่ายน้ำตากหมอกอีก” หลังจากนั้นเธอก็เดินกลับไปนอนที่เตียงนอนก่อนจะถอนหายใจพลิกตัวไปมาเพราะเป็นห่วงกลัวว่าเขาจะป่วย จนสุดท้ายเธอก็อดไม่ได้จึงเดินไปหาเขาที่สระว่ายน้ำ ตึก ตึก “พี่อัยเน่!” “อ้าว..หนูยังไม่นอนอีกเหรอคะ” เขากระตุกยิ้มที่มุมปากก่อนแกล้งทำเป็นเพิ่งเห็นเธอ ซึ่งเธอก็ยืดกอดอกทำหน้าหงุดหงิดใส่เขา “รีบขึ้นมาได้แล้วค่ะ พี่จะมาว่ายน้ำอะไรตอนนี้คะ” “พี่แค่เหนื่อย ๆ น่ะอยากผ่อนคลาย ขอว่ายต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอคะหรือว่าพี่เสียงดังจนไปรบกวนหนู” “แต่พี่ว่ายมาเกือบยี่สิบนาทีแล้วนะคะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกขึ้นมาได้แล้วค่ะ” เขาว่ายน้ำมาฝั่งเธอก่อนจะใช้คางเกยขอบสระ และยิ้มแป้นทำตาละห้อย ส่วนเธอก็เปลี่ยนท่ามาเป็นยืนเท้าสะเอว “จะขึ้นหรือไม่ขึ้นคะ!” “ขึ้นครับ พี่ขอผ้าขนหนูหน่อยได้ไหมครับ”
พอเขาพูดจบเขาก็ประคองใบหน้าก่อนจูบเธอปากเธออย่างคนโหยหารสชาติจูบที่แสนหอมหวาน เธอที่ยังหงุดหงิดและย้อนคิดถึงอดีตอยู่ก็ไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกลิ้นสากซุกซนสำรวจโพรงปาก รสชาติที่น่าหลงใหลนี้แม้เธอเองจะรู้สึกดีไม่ต่างจากเขาแต่เธอก็พยายามข่มความต้องการของตัวเองและคิดว่าสถานที่มันไม่เหมาะสมและเขาก็ไม่ควรทำอะไรในที่แบบนี้เธอจึงออกแรงผลักอกแกร่งของเขาอย่างแรง จนเขายอมถอนจูบและมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกเสียดายแต่ก็ไม่อยากบังคับเธอไปมากกว่านี้ “อย่าทำแบบนี้ค่ะ คนโปรดไม่ชอบ!” “ทำไมรสชาติจูบของพี่มันสู้ไอ้อาจารย์นั่นไม่ได้เลยเหรอ” “พี่อัยเน่พอเถอะค่ะ คนโปรดจะไปหาลูกแล้วเรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันนะคะ” “คนโปรด!” เขาจับมือเธอไว้ ก่อนที่เธอจะสะบัดมือและเดินกลับไปที่โต๊ะ ซึ่งเขาขยี้ผมตัวเองก่อนจะถอนหายใจด้วยความท้อใจและเดินตามเธอไปติด ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งตรงข้ามกัน แม่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ค่อยดีเท่าไรจึงถามเข้าด้วยน้ำเสียงที่เข้ม “ตาอัยเน่ไปตามน้องถึงไหนทำไมนานจัง อาหารมาเสิร์ฟจนจะเย็นหมดแล้ว รีบมานั่งทานข้าวกันเถอะ” เขาเหลือบมองเธอก่อนจะตอบแม่กลับไป ซึ่งแม่เขามองดูสีหน้าของทั้งคู่
(มารหัวใจกูจริง ๆ นะมึง) หลังจากที่เขาวางสายวิทย์ไปแล้วนั้นเขาก็เหมือนคิดอะไรได้ จึงหยิบมือถือตัวเองมาขึ้นมาถ่ายรูปแม่ลูก ก่อนจะเซลฟี่ตัวเองพร้อมคนโปรดและทะเล เข้าโน้มตัวเข้าไปนอนใกล้ ๆ เธอ ก่อนที่ใบหน้าของทั้งสองคนจะแนบชิดกันมาก ๆ เขาฟังเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเธอจากนั้นก็เอาใบหน้าเข้าไปแนบชิดแก้มเนียน ก่อนจะถ่ายรูปเก็บไว้และขยับมานอนอีกฝั่งโดยให้ทะเลเป็นคนนอนกลาง แต่มือหนาก็โอบกอดเอื้อมมาจับมือของเธอก่อนจะเผลอหลับไป คนโปรด เธอลืมตาขึ้นมามองเขาขณะที่กำลังหลับอยู่ ซึ่งทุกการกระทำของเขาเธอรู้สึกตัวตั้งแต่ที่เขาห่มผ้าให้เธอแล้ว แม้ว่าภายในใจเธอจะรู้สึกมีความสุขที่เขาดูแลเธอและลูกอย่างที่เธอเคยใฝ่ฝัน แต่ตั้งแต่วันที่ลูกของเธอได้ลืมตาดูโลกความคิดของเธอมันก็ได้เปลี่ยนแปลงไป “ไม่นะ ไม่ พี่หมอไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวหนูกับลูกทั้งนั้น” “เอาลูกมาหนูมา เอามา!” “คนโปรด คนโปรด” หืออ เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายก็รีบมองไปรอบ ๆ เพื่อที่จะหาลูกชายของเธอก่อนจะจับแขนเขาเขย่า “ทะเลอยู่ไหนคะพี่อัยเน่” “แม่เพิ่งพาทะเลออกไปรับลมเมื่อกี้ครับ หนูฝันร้ายเหรอ” เธอยังคงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ เหง
“สวัสดีค่ะแม่” พอเธอยื่นทะเลให้แม่เขาอุ้มเธอก็ยักคิ้วให้เขาก่อนจะอมยิ้มด้วยความดีใจที่ง้อแม่ได้สำเร็จแต่ก็ยังรู้สึกเขินเธออยู่ดี เขาที่กำลังจะเดินมาหาเธอก็ต้องชะงักฝีเท้า “หนูคนโปรดมานั่งกับแม่ก่อนลูก ตาอัยเน่ไปเอาน้ำให้น้องสิ” “ครับ” “เอ่อ..ไม่เป็นไรค่ะ พี่อัยเน่ไม่ต้องก็ได้ค่ะ” เธอที่ห้ามไม่ทันน้ำก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะพอดี จากนั้นเขาก็หันหน้าไปทางแม่ “มาแล้วครับ แม่ครับผมจะบอกแม่อีกเรื่องคือผมตั้งใจไว้ว่าหลังจากที่เราไปไหวพ่อเสร็จเราไปเที่ยวทะเลด้วยกันอีก 2 วันนะครับ แม่ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าก่อนดีกว่าครับ” “หือ..แล้วทำไมไม่บอกแม่ล่ะ อย่างนี้แม่จะมีเสื้อผ้าสวย ๆ ใส่เหรอ” “หรือว่าแม่จะให้พวกเราไปกันแค่สามคนดี” แม่ที่ตั้งหลักไม่ทันก็กำลังคิดว่าวิธี เธอก็รีบพูดอ้อนท่านเพราะถ้าขืนไปสามคนเธอคงทำตัวไม่ถูกแน่ ๆ “แม่คะ..ไปกับพวกเถอะค่ะ ถ้าไม่มีของใช้จริง ๆ เราค่อยให้พี่หมอพาแวะไปซื้อที่ห้างแถวโน้นก็ได้ค่ะ จริงไหมคะ” “ครับ ๆ แม่ไปเก็บเสื้อผ้าเพิ่มอีกหน่อยแล้วกันนะครับ” “ก็ได้จ้ะ งั้นรอแม่แป๊บหนึ่งนะ” หลังจากนั้นแม่ก็ยื่นทะเลให้เธอท่านก็รีบขึ้นไปเก็บของบนบ้าน เขาที่ยังคงตา
พอเขาได้ยินแม่ของเธอพูดแบบนั้นเขาก็นิ่งไปก่อนจะยิ้มกว้างทำอะไรไม่ถูกแต่ก็รีบเดินตามแม่ของเธอเข้าบ้านไป “จะพาน้องไปเที่ยวแถวไหนเหรอ” “แถวสัตหีบครับ พอดีผมจองบ้านพักตากอากาศไว้แล้ว แม่ไม่ต้องเป็นห่วงน้องกับทะเลนะครับ ผมสัญญาว่าจะช่วยดูแลเป็นอย่างดี” “อืม โปรดน่าจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อีกหน่อยคงลงมาแล้ว เดี๋ยวน้าขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะ” “แม่ครับ..ผมอยากจะขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่ผมทำตัวไม่ดีกับน้องคนโปรด ทั้งยังทำให้คุณแม่กับครอบครัวทุกคนเสียใจ ผมผิดเองครับ ผมอยากจะขอขมาคุณแม่จริง ๆ ครับ แต่คุณแม่ช่วยให้โอกาสให้ผมทำหน้าที่สามีและพ่อที่ดีกับทั้งสองคนได้ไหมครับ” “น้า..ยอมรับนะว่าน้าโกรธและเสียใจในสิ่งที่หมอทำลูกสาวน้า แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างพวกเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้อีกรวมไปถึงความรู้สึกของครอบครัวน้าด้วย” แม่ของคนโปรดท่านหันกลับมามองเขาอีกครั้งก่อนจะอมยิ้มและตบที่บ่าเขาเบา ๆ “ผม..” “หมอก็พิสูจน์ให้พวกเราเห็นด้วยกระทำของตัวหมอส่วนครอบครัวน้าจะให้อภัยหรือไม่ก็ให้เวลาเป็นตัวตัดสินแล้วกัน..ที่สำคัญที่สุดน้าแค่อยากเห็นลูกสาวน้ามีความสุขไม่ใช่ต้องม
“แต่พี่ไม่ยอมแพ้หรอกสักวันพี่จะเอาครอบครัวพี่กลับมาอยู่ข้าง ๆ ให้ได้” แม้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บและเสียใจที่วันนั้นเขาไม่เห็นคุณค่าใด ๆ ของเธอเลยแต่เขาก็ขอแค่เพียงเธอให้โอกาส แม้ว่ามันจะน้อยเพียงใดก็ตามเขาก็จะทำมัน “พี่อัยเน่..” เธอเอื้อมมือมาจับแขนเขา เขาก็ยิ้มให้เธอก่อนจะพูดตัดบท “พี่กลับบ้านก่อนดีกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ขอมารับอีกนะ” “เอ่อ..” “นะ..ถือว่าพี่ขอ อย่าปฎิเสธเลย” คนโปรดพยายามปฎิเสธเขาก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะลูบหัวทะเลสลับกับลูบหัวเธอเบา ๆ จากนั้นเขาก็เดินไปบอกลาพ่อกับแม่คนโปรด หลังจากลูกหลับแล้วคนโปรดก็เดินมาทานข้าวกับทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งปลาบปลื้มที่พอเห็นว่าเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็อดที่จะแซวน้องสาวตัวเองไม่ได้ “ลูกเขยคนใหม่แม่คงไม่พ้นพ่อทะเลแน่ ๆ ” “ปลื้ม! กินข้าว” แม่ที่เห็นว่าลูกชายตัวดีเอาแต่แซะน้องไม่เลิกก็ดุเขาอีกครั้งก่อนจะตักกับข้าวให้ลูกชาย “เฮ้อออ..ครับ” “โปรดฉลาดและโตพอที่จะเลือกชีวิตของตัวเองแล้ว พ่อเชื่อใจเราโปรดนะ เอ้!..แขนไปโดนอะไรมาลูก” ขณะที่พ่อเธอกำลังตักกับข้าวให้เธอท่านก็สังเกตเห็นว่าฝ่ามือของเธอมีแผล ทำให้เธอลืมเอามือหลบส