ฮุ่ยหมิ่นไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงแค่ยื่นจดหมายที่ได้รับจากเมืองหลวงให้กับภรรยา ลี่อินรับจดหมายอย่างมึนงง แล้วจึงเปิดอ่านแต่เมื่อได้อ่านเนื้อหาด้านในแล้ว นางก็ได้เข้าใจในทันที คิ้วบางขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิดฮุ่ยหมิ่นที่รอคอยคำตอบจากภรรยา ดูจากสีหน้าก็คิดไว้แล้วว่านางคงจะไม่อยากติดตามไปด้วย ใจเขาส่วนหนึ่งได้ตัดสินไปแล้วจะไม่กลับถ้าภรรยาไม่ไปด้วย แต่อีกใจก็ยังคงเป็นห่วงท่านแม่กับท่านพ่ออยู่เช่นกัน เพราะหากเขาไม่กลับไปพวกท่านก็จะเป็นห่วงและไม่สบายใจ“น้องหญิงเจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก เอาตามที่ใจเจ้าต้องการเถิด” เห็นใบหน้าที่เอาแต่คิดไม่ตกของลี่อินเขาก็ได้แต่เอ็นดู เรื่องเมืองหลวงเขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว“เจ้าคะ?” นางไม่เข้าใจอันใดคือเอาตามที่นางตัดสินใจ สามีไปที่ใดนางย่อมติดตามไปด้วยอยู่แล้ว เอ้!หรือว่าเขาไม่คิดจะให้นางกับลูกไปเมืองหลวงแต่แรกอยู่แล้ว ได้อย่างไรลี่อินผู้นี้ไม่ยอมเด็ดขาดก็จริงอยู่ที่ว่าก่อนแต่งงานนางตั้งใจว่าจะไม่ยึดติด และปล่อยมือไปเมื่อเขาต้องการ แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว มาทำให้รักให้ชอบแล้วถึงอย่างไรก็ไม่มีวันปล่อยมือแน่ อย่าได้คิดจะปล่อยให้นางกับเสี่ยวเหลียนอยู่กันตามลำ
“เสี่ยวเหลียน เจ้าแน่ใจนะว่าช่วยแม่เก็บของน่ะ”ลี่อินพูดคำนี้มาเป็นรอบที่สิบแล้ว ที่เจ้าตัวยุ่งทำหน้าที่ช่วยท่านแม่เก็บของได้ดีมาก นั้นคือแม่เก็บเข้าลูกรื้อออก เก็บของใส่หีบมากว่าชั่วยามแล้วแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรเลย เสี่ยวเหลียนที่ได้ยินท่านแม่พูดกับนางเช่นนี้มาตั้งแต่เช้า เจ้าเด็กน้อยก็ยังพูดคำเดิม“เหลียนช่วยท่านแม่เก็บ” เสี่ยวเหลียนยิ้มตาหยีส่งไปให้มารดา พร้อมกับจัดการเก็บเสื้อผ้าที่อยู่ในมือของตนเอง พับเก็บลงหีบเสื้อผ้าที่ตั้งอยู่ตรงหน้าไปเรื่อย ๆ มันช่างดูเรียบร้อยเหมือนผ้าที่ยัดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน“แต่แม่ว่ามันใช่หรือลูก ให้แม่เก็บคนเดียวดีกว่า เสี่ยวเหลียนของแม่ไปเล่นตุ๊กตารอดีหรือไม่” ลี่อินมองชุดที่อยู่ในมือบุตรสาวตัวน้อยอย่างขำขัน ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ดูเหมือนแค่โยนทิ้งไว้ในหีบ ไม่ต่างกันกับการใส่แล้วโยนทิ้งลงไปในตะกร้าเพื่อรอซักเกาอี้ฝานที่นั่งฟังสองแม่ลูกสู้รบตบมือกันอยู่นานสองนานก็ได้แต่ขบขัน คุณหนูจะไปอยู่ที่เมืองหลวงแล้วนางคงจะเหงาเป็นแน่ เกาอี้ฝานและสามีไม่ได้ติดตามไปด้วย นั่นเป็นเพราะว่านายหญิงไม่ไว้ใจจะปล่อยบ้านไว้โดยไม่มีผู้ดูแล อีกทั้งเกาอี้ฝานยังตั้งครรภ์อ่อน ๆ อย
นับตั้งแต่วันที่ลี่อินส่งของขวัญกลับไปให้ในตอนนั้น ชายเหล่านี้ที่เรียกตนเองว่าเป็นเพียงบ่าวไพร่ของจวน ก็มาปรากฏตัวที่หน้าเรือนของนาง จากนั้นก็ได้ปักหลักไม่ไปไหนถึงจะอยู่กันหลายคนพวกเขาก็รู้งานและหน้าที่ช่วยงานภายในเรือนเป็นอย่างดี โดยที่ไม่ต้องบอกกล่าวอะไรก็ทำงานได้อย่างดีเมื่อถึงวันที่จะต้องออกเดินทาง กว่าที่เกาอี้ฝานจะร่ำลาคุณหนูน้อยได้ ก็ต้องเสียน้ำตากันมากโข“โอ๋ ๆ น๊า ท่านป้าไม่ร้อง เหลียนจะรีบกลับมาเล่นกับน้องน๊า” เจ้าเด็กอ้วนกอดปลอบ“เจ้าค่ะคุณหนู เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ” อยู่ด้วยกันมานานก็ผูกพันเหลือเกิน พอคิดว่าคุณหนูน้อยไม่อยู่ จากที่มีแต่เสียงเจื้อยแจ้วกันทั้งวัน เรือนหลังนี้ก็คงจะเงียบเหงามากเป็นแน่“ท่านน้าอี้ฝาน ข้าฝากดูแลบ้านด้วยนะเจ้าคะ หากทำไม่ไหวก็หาคนเพิ่มได้เลย ส่วนเรื่องร้านท่านก็ไม่ต้องไปดูแล้วข้าหาคนมาดูแลเพิ่มให้แล้ว ท่านแค่คอยไปดูความเรียบร้อยเดือนละครั้งก็พอ ประเดี๋ยวช่วงท่านท้องโตจะลำบาก” ลี่อินสั่งงานไว้เรียบร้อยแล้ว เมืองหลวงกับหมู่บ้านหงชุนอยู่ไม่ไกลกันมากเดินทางเพียงสามวันก็ถึงหากอยากจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ย่อมมาได้ไม่ลำบาก“เจ้าค่ะนายหญิง ข้าจะทำตามที่ท่านส
เข้าสู่วันที่สองของการเดินทาง รถม้าได้จอดพักชั่วคราวเมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน วันนี้จำเป็นต้องพักกลางป่า เพราะว่าช่วงรอยต่อระหว่างเมืองที่จะถึงระยะทางอีกไกล จึงทำให้ไม่สามารถไปถึงยังจุดพักม้าได้ทันเวลาเพราะไม่มีบ่าวที่เป็นหญิงติดตามมาเลยสักคน มีเพียงแค่บ่าวชายรูปร่างบึกบึนราวกับทหารนายกอง มากกว่าจะเป็นบ่าวไพร่ ลี่อินจึงให้พวกเขาเพียงแค่ก่อกองไฟให้ ส่วนนางก็มีหน้าที่ทำอาหารมื้อกลางวันให้กับคนทั้งหมดทาน แม้สามีผู้เอาแต่ใจจะห้ามปรามไม่ยอมให้นางทำ ไม่ต้องการให้ภรรยาต้องเหนื่อยแต่ก็มิสามารถขัดได้อยู่ดี ได้แต่ยืนจับมือบุตรสาวอยู่ข้างลี่อินทำหน้าบอกบุญไม่รับ“ท่านพี่ข้าว่าท่านพาลูกไปเล่นที่อื่นเถอะเจ้าค่ะ ยืนจ้องกันอยู่เช่นนี้ข้าทำอะไรก็ไม่ถนัด” มายืนจ้องกันอยู่ได้ มันรู้สึกรำคาญตาอย่างไรก็ไม่รู้“พี่บอกเจ้าแล้วอย่างไร ให้เจ้าพวกนั้นทำส่วนเจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” ก็เขาไม่อยากให้นางต้องเหนื่อย ภรรยารักเขาออกจะผอมบางอ่อนแอแรงน้อย ต้องมาทำอาหารให้เจ้าพวกนี้กินเขายอมรับไม่ได้เหล่าทหารฝีมือดีที่ปลอมตัวมาตามคำสั่งนายท่านจางถึงกับเสียวสันหลัง เมื่อปะทะกับสายตาไม่เป็นมิตรของคุณชาย ความหวงภรรยาไม่
“ท่านพี่ทำไมรถม้าถึงได้หยุดเจ้าคะ” ลี่อินรู้สึกแปลกใจที่อยู่ ๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงช่องแคบขบวนรถม้าถึงได้นิ่งไป“ไม่มีอะไรหรอก ทางเดินคงจะไปลำบากมีหลุมมีบ่อก็คงอาจจะมีหยุดวิ่งไปบ้างน่ะ”ฮุ่ยหมิ่นไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะว่าเขารู้สึกตัวแต่แรกอยู่แล้ว มีพวกไม่ประสงค์ดีติดตามขบวนพวกเขามาตั้งแต่เริ่มจะเข้าช่องแคบอันตรายนี้แล้ว หากหยุดขบวนเช่นนี้คนของเขาที่อยู่ด้านนอก ก็คงจะรู้ตัวกันหมดและเฝ้าระวังภัยอย่างแน่นหนา“คุณชายขอรับ”เสียงเรียกจากด้านนอกทำให้ฮุ่ยหมิ่นเปิดหน้าต่างรถม้าออก เมื่อมองรอบนอกบรรยากาศมันดูเงียบจนผิดปกติ ทั้งที่แทบจะไม่มีลมแต่ใบไม้กลับสั่นไหวไม่หยุด“ว่ามา” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเครียด สายตาก็จับจ้องสังเกตบรรยากาศภายนอกตาไม่กะพริบ“ต่อไปการเดินทางจะติดขัดสักหน่อย เพราะด้านหน้ามีขบวนเดินทางสวนทางกับเรา อาจจะมีเสียงดังหรือต้องหยุดรถม้าชั่วขณะ อย่าได้ตกใจไปนะขอรับ อยู่เพียงแต่ในรถม้าห้ามลงเด็ดขาด” บ่าวที่เข้ามารายงานแจ้งแก่คุณชายไปเช่นนั้น หากบอกความจริงไปเกรงว่านายหญิงกับคุณหนูที่อยู่ในรถม้าด้วยกันจะตกใจ แต่เขากลับจ้องตากับคุณชายเป็นนัยเพื่อสื่อความหมาย และเป็นอันรู้กันว่าต่อจาก
ขบวนเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงในที่สุด ยิ่งรู้ว่าใกล้จะถึงบ้านสามีลี่อินยิ่งเกิดความประหม่า ไม่รู้ว่าบิดามารดาของสามีจะรังเกียจตนเองหรือไม่ ถึงแม้จะทำใจไว้แล้วแต่พอเอาเข้าจริงนางก็อดที่จะกลัวไม่ได้อยู่ดี“ท่านพี่จวนท่านที่เมืองหลวงเป็นเช่นไรเจ้าคะ” ถึงแม้พอจะรู้ว่าเขาเป็นคนฐานะดี แต่คำว่าฐานะดีของสามีจะดีถึงขั้นใดกันแน่ นางก็ขอเดาเอาว่าเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยกระมัง“อืม จะว่าอย่างไรดีล่ะ ที่จวนก็ไม่ได้ใหญ่อะไร เป็นเพียงแค่จวนขนาดกลางเท่านั้นเอง เจ้าไม่ต้องกลัวท่านพ่อท่านแม่และทุกคนใจดีกันทั้งนั้น” ฮุ่ยหมิ่นปลอบใจภรรยา ถึงแม้จะตอบไปเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่มั่นใจทั้งหมดว่าจะเป็นไปอย่างที่บอกหรือไม่ เพราะมารดาของเขาออกจะเป็นคนช่างเลือกสะใภ้สักหน่อยดูอย่างพี่สะใภ้เขาสิเป็นถึงบุตรสาวแม่ทัพแดนเหนือ ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่ชายเขามาตลอด จึงไม่แปลกหากว่าท่านแม่จะคาดหวังในตัวสะใภ้เล็ก“แต่ดูสีหน้าท่านไม่ค่อยจะมั่นใจเลยนะเจ้าคะ” ลี่อินพูดดักคอสามี บอกไม่ให้ตัวนางคิดมากแต่ดูหน้าเขาเสียก่อน ตอนนี้เหมือนนั่งอมยาขมไม่มีผิดฮุ่ยหมิ่นได้แต่ยิ้มตอบภรรยาไม่ได้กล่าวแก้ตัวอะไรออกไป เพราะสิ่งที่นางพูดมันคือความจ
ฮูหยินใหญ่ยิ้มอย่างเอ็นดู นี่สินะหลานสาวของนาง และยังยิ้มเผื่อแผ่ไปถึงลี่อินด้วย ช่างสั่งสอนกันมาดีเหลือเกิน“ดีจริง หลานข้าช่างเป็นเด็กดีรู้ความเหลือเกิน” นางยื่นมือออกไปจับแก้มนุ่ม ๆ ของเสี่ยวเหลียนอย่างเอ็นดู“แล้วท่านปู่อย่างข้าเล่า” จางเต๋อที่เพิ่งจะเดินเข้ามาก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน หลานสาวน่ารักถึงเพียงนี้จะไม่รักได้อย่างไร“คารวะท่านปู่เจ้าค่ะ” แม้จะพูดจาใจกล้า แต่พอได้เห็นความน่าเกรงขามของท่านปู่แล้วนั้น เสี่ยวเหลียนน้อยจึงมุดหน้ากลับเข้าหาไหล่ของท่านพ่อเช่นเดิม“อะไรกันปู่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ไม่กลัวปู่สิเสี่ยวเหลียน” จางเต๋อมีสีหน้าเหลอหลา ทำตัวไม่ถูกที่หลานสาวทำราวกับว่ากลัวตนเสียได้“เสี่ยวเหลียนเพียงแค่อายเท่านั้นขอรับท่านพ่อ นี่ลี่อินภรรยาของลูกขอรับท่านพ่อท่านแม่” ชายหนุ่มถือโอกาสแนะนำภรรยา“คารวะนายท่านกับฮูหยินเจ้าค่ะ” ลี่อินโค้งคำนับผู้ใหญ่ทั้งสองในทันที ที่สามีแนะนำนางกับพวกท่าน ไม่รู้จักจางเต๋อและภรรยาพยักหน้าแล้วยิ้มรับ พวกเขาต่างพินิจพิจารณาลูกสะใภ้คนเล็ก กิริยามารยาทถือว่าผ่าน ส่วนเรื่องนิสัยใจคอก็ค่อยดูกันไปก็แล้วกัน“เอาละพวกเจ้าก็มากันเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนกันก่อนเ
ถึงเวลาอาหารมื้อเย็นบ่าวรับใช้จึงได้เข้ามาเชิญสามคนพ่อแม่ลูก ให้ออกไปรับอาหารเย็นที่เรือนใหญ่ ลี่อินนั่งร่วมโต๊ะอาหารถึงกับนั่งตัวเกร็ง ด้วยบรรยากาศดูเงียบเกินไป ไม่เหมือนกับที่บ้านหลังน้อยของนาง ซึ่งเวลาอาหารก็มักจะมีเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน แต่ยังดีมีฮุ่ยหมิ่นคอยคีบอาหารแต่ละอย่างให้ คอยชวนนางพูดคุยอยู่ตลอด ลี่อินจึงรู้สึกผ่อนคลายลงไปได้บ้าง“ลี่อิน อาหารไม่ถูกปากหรือ” ฮูหยินจางเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง เพราะนอกจากอาหารที่บุตรชายนางคีบให้ ลูกสะใภ้ก็จะคีบเพียงแค่จานที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น“อร่อยทุกอย่างเจ้าค่ะ ฮูหยิน” อร่อยทุกจานก็จริง แต่ประหม่าเกินไปมันเลยรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ดูจะฝืดคอ กลืนยากไปสักหน่อย“ฮูหยินอะไร เรียกแม่เหมือนอย่างที่หมิ่นเอ๋อร์เรียกเถิด คนกันเองทั้งนั้น” คงจะเพราะว่านางมีใบหน้านิ่งเฉยมากเกินไปสินะ จึงทำให้ภรรยาของบุตรชายนั่งตัวเกร็งเช่นนี้ ฮูหยินจางจึงพูดเพื่อทำลายบรรยากาศอันเงียบเชียบ ทำให้ดูผ่อนคลายลงไปมาก“เจ้าค่ะท่านแม่” ลี่อินรับคำเสียงเบาพลางยิ้มให้กับแม่สามีฮุ่ยหมิ่นที่นั่งนิ่งคอยสังเกตว่ามารดาจะทำอะไรกับภรรยาเขา แต่แล้วก็ผิดคาดที่มารดาต้อนรับเป็นอย่างดี ไม
“ไหนดูสิว่าเรตติ้งจะดีไหม” ร่างบางเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องมือทำมาหากินคู่กาย ได้แอบลุ้นว่ายอดวิวจะดีไหม“ยอดวิวห้าหมื่นในหนึ่งวัน ไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ยฉัน” แต่พอลองตบหน้าตัวเองดูมันก็เจ็บ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้ ปกติแล้วในความทรงจำของอ้อมแอ้ม นิยายของเธอหนึ่งวันยอดวิวหลักสิบ ครึ่งหนึ่งจากแฟนคลับเดนตายของเธอ อีกครึ่งคือคนที่แวะเข้ามาด่าหญิงสาวรีบกดรีเฟรชหน้าเว็บดูอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบนิยายไม่ได้รวน แต่กดเท่าไหร่ก็มียอดเท่าเดิม ไม่สิมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก‘ฮือออ ไรท์คะ นางเอกกับลูกสาวสู้ชีวิตมาก’‘ติดตามเลยค่า นิยายสนุกมาก’‘อู๊ยยย พระเอกคือดีงาม’‘น้อนน่าร๊ากกก’‘ไรท์เปลี่ยนแนวนิยายแล้วหรือคะ นิยายเรื่องเก่าของไรท์ประสาทแดกมากค่ะ’และยังมีอีกหลายคอมเมนต์แต่ก็มาในทิศทางที่ดี แสดงว่าตัวเธอมาถูกทางแล้ว ที่เหลือก็รอยอดอีบุ๊กอีกสองวัน เปิดขายวันแรกจะเป็นอย่างไรก็ต้องมาวัดกันแล้ว ว่าเธอควรจะสามารถยึดอาชีพนักเขียนต่อไปไหม ถ้าไม่โอเคก็จะหาอย่างอื่นทำเสริมสองวันผ่านไป“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง” อ้อมแอ้มกำลังนับถอยหลัง เธอกำลังลุ้นกับยอดขายอีบุ๊กเรื่องแรกในฐานะอ้อมแอ้มคนใ
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โลกใบนี้ช่างตื่นตาตื่นใจเสียจริง ลี่อินฟื้นขึ้นมาในห้องที่ดูแปลกประหลาดไม่คุ้นตา กับใบหน้าของเธอที่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ในตอนแรกลี่อินก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องน่าอัศจรรย์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ลี่อินฟื้นขึ้นมาในวันหนึ่งพบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาว มีเครื่องมือแปลกประหลาด มีสายอะไรต่อมิอะไรห้อยระโยงระยางตามตัวเธอเต็มไปหมด ความทรงจำเดิมเริ่มกลับมากเป็นสาย เรื่องราวมากมายไหลเวียนเข้ามาภายในหัวไม่หยุดอ้อมแอ้มหรือก็คือชื่อใหม่ของเธอ ไม่เพียงแค่ความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง แต่ยังมีอีกอย่างที่เธอได้ อ้อมแอ้มตัวจริงสลับไปเป็นลี่อิน พวกเธอทั้งสองต่างสลับกันอยู่ในโลกต่างมิติของกันและกัน ไม่สิไม่ใช่เธอสองคนแต่เป็นคนเดียวกันต่างหาก คนหนึ่งเป็นมิติอนาคตส่วนอีกคนเป็นมิติโบราณ มิติที่ควรจะเป็นไปตามครรลองของกาลเวลาที่มันควรจะเป็น มันกลับเปลี่ยนสลับเธอให้กลับไปในมิติต่างเวลาหลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลในประเทศจีนจนหายดีแล้ว อ้อมแอ้มก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย ต่อจากนี้ไปเธอคืออ้อมแอ้ม และจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามใจของตัวเอง ที่แห่งนี้มีทั้งอิสระไม่มีกฎระเบีย
“หนูซื้อหมดเลย คุณยายขายเท่าไหร่คะ” อ้อมแอ้มรับของมาถือไว้ ก่อนที่หญิงสาวจะล้วงเอากระเป๋าเงินออกมา เพื่อจะจ่ายเงินค่าโสมให้กับคุณยาย“หนึ่งร้อยหยวนลูก” เห็นไหมหลานของนางน่ารักถึงเพียงนี้ ตาแก่นั้นทำหลานสาวนางได้ลงคอ“นี่ค่ะคุณยาย แต่ทำไมขายถูกนักล่ะคะ” เธอคิดว่ามันถูกมากเกินไป เงินหนึ่งร้อยหยวนเทียบกับเงินไทยแล้วเป็นเงินแค่ห้าร้อยยี่สิบห้าบาทเอง ถูกกว่าร้านอาหารบางที่ที่เธอเข้าไปทานมาอีก โสมสามต้นเธอก็เปิดดูแล้ว หากเอาไปขายก็คงจะได้ราคาดีอยู่ ถึงจะไม่มีความรู้เรื่องโสมแต่หญิงสาวก็มั่นใจว่ามันจะต้องแพงกว่านี้“ยายคิดแค่นี้ หนูก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้ดี มันจำเป็นหนูจะต้องได้ใช้มัน”“คุณยายคะ อะอ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ” เธอแค่ก้มเก็บของใส่กระเป๋าแป๊บเดียวเอง จะว่าคุณยายเดินเร็วก็คงจะไม่ใช่ เวลาแค่ไม่ถึงนาทีจะหายตัวไปได้อย่างไรกัน อย่าบอกนะว่าเป็น...? ยิ่งอยู่ในวัดด้วย วิ่งสิคะรออะไร“อ๊ากกกกกกกก”อีกหนึ่งโลกมิติ‘ลี่อินเอ๊ย’ลี่อินที่วันนี้นอนซมเพราะพิษไข้ นอนอยู่บนเตียงทำจากไม้ไผ่กลางเก่ากลางใหม่ ตัวนางที่ดูเหมือนจะหลับลึกตั้งแต่หัวค่ำ แต่ตอนนี้หูกลับได้ยินเสียงของใครบางคนแว่วอยู่ข้างหู หญิงส
ผู้เฒ่าดวงชะตาแทบจะนั่งไม่ติด เดินวกไปวนมาคิดจนหัวแทบจะระเบิด แต่ก็ยังไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ไขความผิดของตนเองได้ สองวันที่แล้วในขณะกำลังทำหน้าที่ของตนอยู่นั้น ด้วยเพราะความเผอเรอทำให้เขาขีดเขียนเส้นดวงชะตาสลับกันทำให้คนอีกช่วงเวลาแห่งมิติที่ถึงเวลาตายกลับไม่ตาย ส่วนคนที่ชะตายังไม่ถึงฆาตกลับสลับดวงวิญญาณเป็นคนที่ต้องตายแทน ตอนนี้วงล้อแห่งดวงชะตาของพวกนางทั้งสองได้หมุนสลับมั่วกันไปหมด ผู้เฒ่าดวงชะตาไม่รู้จะทำเช่นไรดี คนที่ต้องตายแต่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่คนที่ยังไม่ถึงชะตานี่สิคือปัญหาใหญ่เหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิด ก็จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงตามวงล้อแห่งชะตาแล้ว หากจะขีดเขียนเส้นดวงชะตาขึ้นใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกสักพัก เวลานี้ตาเฒ่าหัวหงอกเช่นเขาก็ยังคิดวิธีไม่ออกจะแก้เช่นไรได้ทันกัน“ตาเฒ่าเหตุใดถึงหน้าไม่สู้ดีนักเล่า” แม่ซื้อเห็นเฒ่าดวงชะตามีสีหน้าไม่สู้ดีมาหลายวันแล้ว นางรู้สึกเป็นห่วงจึงได้ลองมาถามไถ่ถึงสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ“คือว่า เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะยายเฒ่า” เฒ่าดวงชะตาตัดสินใจเล่าให้กับแม่ซื้อฟัง เขาพยายามคิดแก้ปัญหาเรื่องนี้คนเดียวมาหลายวันแล้ว คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเสียทีโป๊ก
“อะแฮ่ม ท่านแม่ของพวกเจ้ากำลังจะมีน้อง” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืดออก พูดอย่างภูมิใจแจ้งข่าวดีให้กับลูก ๆ ทั้งสาม ส่วนใบหน้าหรือก็ยิ้มไม่หุบ“ข้าไม่เอาน้องสาวนะเจ้าคะ” อี้หลานฮวา“ข้าก็ไม่ชอบน้องสาว” หวงหลานฮวา พร้อมกับเหล่ตาไปทางน้องเล็กสุด ที่มือไม่เคยว่างเว้นกัดกินหมั่นโถวเต็มปาก จากนั้นก็เคี้ยวจนแก้มตุ่ย“ข้าจะได้เป็นพี่” ไป๋หลานฮวา ต่อไปนางก็ไม่ต้องคอยทำตามคำสั่งของใครแล้ว นางจะได้เป็นผู้สั่งบ้างเสียที แค่คิดก็มีความสุขแล้วนางจะใช้น้องเล็กไปเอาของกินในครัวมาให้ ยามที่ถูกท่านแม่จำกัดมื้ออาหารเด็ก ๆ ทั้งสามเมื่อรู้ว่าท่านแม่จะมีน้อง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขอเป็นน้องชายบ้าง เพราะว่าท่านพี่หลี่เจี๋ยบุตรชายของท่านป้าเฟยฮวาทั้งฉลาดและเก่งกาจ พวกนางก็อยากจะได้น้องชายแล้วเก่งดั่งเช่นท่านพี่หลี่เจี๋ยบ้าง ด้วยตนเป็นสตรีต้องทำตามขนบธรรมเนียม บางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ จึงอยากจะให้น้องที่กำลังจะเกิดมาเป็นชายมากกว่าสตรี“ท่านพี่แล้วเสี่ยวเหลียนไปไหนเจ้าคะ ไม่เห็นสองสามวันแล้ว” ลี่อินถามถึงบุตรสาวอีกคนเสี่ยวเลียนพอโตเป็นสาวรูปโฉมงดงามไม่แพ้หญิงงามอันดับหนึ่ง เป็นถึงท่านหญิงมู่ตานผู้เลื่องชื่อ ใน
“ยินดีด้วยขอรับ ฮูหยินน้อยตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะจัดเทียบยาบำรุงครรภ์ให้นะขอรับ” ท่านหมอประจำตระกูลกล่าวแสดงความยินดี“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ”ลี่อินที่มีสีหน้าซีดเซียวนอนดมยาดมอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน หญิงสาวคิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ก็ในเมื่อสามีตัวดีไม่เคยว่างเว้นเลยสักวัน นี้ก็ผ่านมาสิบปีแล้วสามีก็ยังคงตัวติดกันมิได้ห่าง เมื่อก่อนเป็นเช่นไร ผ่านไปสิบปีแล้วก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนางก็อุตส่าห์กินยาคุมกำเนิดมิได้ขาดแล้วเชียวนะ ก่อนกินยังตรวจดูให้ดีเสียก่อนจะกินทุกครั้ง ด้วยกลัวว่าสามีตัวดีจะแอบเปลี่ยนเม็ดยาคุมกำเนิดอีก ก็ระวังตัวดีแล้วเชียวเหตุใดถึงได้ตั้งครรภ์อีกจนได้เอ๊ะ!หรือว่านางเองที่เป็นคนลืมกินยาคุมกำเนิดกันนะ แล้วจะเป็นตอนไหนกัน หรือว่าจะเป็นตอนที่แอบหนีไปท่องเที่ยวกันสองคน หรือจะเป็นตอนแอบหนีลูก ๆ ไปเที่ยวงานประจำเมือง หรือจะเป็นตอนที่สามีกลับจากทำภารกิจตึง ตึงปัง“ภรรยารักเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง พี่ดีใจเหลือเกินที่เรากำลังจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว” แม้เวลาจะเปลี่ยนไปกว่าสิบปี แต่ทว่ากาลเวลาก็ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มดูแก่ลงเลย เขายังคงดูหนุ่มแน่นทั้งยังดูสง่างามยิ่งกว่
งานเลี้ยงฉลองภายในครอบครัวเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนต่างกล่าวยินดีและคุยกันอย่างสนุกสนาน ลี่อินที่คอยดูแลสามีเพราะเจ้าตัวเอาแต่นั่งกระแอมเสียงดังไม่ได้หยุด มองจ้าวหรงตาขวางทุกครั้งที่อีกฝ่ายป้อนอาหารให้กับเสี่ยวเหลียน จนตนเองก็หลงลืมที่จะเอาใจภรรยา แต่ก็มีบางครั้งที่เขาจะหันกลับมาคีบอาหารให้กับลี่อินบ้างเป็นบางครา“อุ๊บ!” ลี่อินที่กำลังจะคีบปลาหมึกย่างเข้าปาก นางกลับรู้สึกเหม็นคาวและคลื่นไส้อยากจะอาเจียนขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่ไม่ว่าจะพยายามกลืนก้อนที่จุกอยู่ตรงคอลงไปเท่าไหร่ เมื่อได้กลิ่นอาหารทะเลมันกลับตีรวนขึ้นมาอยู่ร่ำไป“น้องหญิงเจ้าไม่สบายหรือ” ฮุ่ยหมิ่นรีบวางถ้วยกับตะเกียบลงทันที ที่เห็นว่าภรรยาเอามือปิดปากใบหน้าซีดเซียว“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ คงจะเหม็นกลิ่นคาวอาหารทะเล” หญิงสาวรีบเอามือผลักถ้วยปลาหมึกออกห่างตัว เพียงแค่ได้กลิ่นเล็กน้อยก็ทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้“พี่ว่าเชิญท่านหมอมาตรวจดูดีหรือไม่” ภรรยาเขาคงจะไม่สบายเป็นแน่ อาหารทุกอย่างก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นจนถึงขั้นต้องอาเจียน เหมือนดั่งเช่นที่ภรรยาเขาบอก ฮุ่ยหมิ่นรีบสั่งให้บ่าวชายไปเชิญท่านหมอทันทีไม่รั้งรอคำตอบ
“ก่อนอื่นให้เอามันหมูวางไว้ส่วนบนสุดของกระทะนะเจ้าคะ พอน้ำมันเริ่มออกก็ถูมันหมูให้ทั่วกระทะเสียก่อน เวลาเราเอาเนื้อลงย่างจะได้ไม่ติดกระทะเจ้าค่ะ” ลี่อินจัดการสาธิตทำเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนดู เพียงแค่นำมันหมูถูไปจนทั่วกระทะที่กำลังร้อน ก็เกิดเสียงฉ่าออกมาทันทีทุกคนเห็นทำตามลี่อินทุกขึ้นตอน เสียงมันหมูดังฉ่าเมื่อถูกกับความร้อนของกระทะ กับเนื้อที่เอาลงไปย่างจนสุกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ แต่ละคนที่ตั้งตารอต่างก็กลืนน้ำลายดังอึกกันถ้วนหน้า อยากจะลิ้มลองเสียเต็มประดา“ระหว่างรอเนื้อสุก เราก็จะนำผักข้าวโพดหรือเห็ดที่ชอบลงต้นในน้ำซุปด้วยเจ้าค่ะ พอเนื้อสุกได้ที่แล้ว เราก็นำมาจิ้มกับน้ำจิ้ม จากนั้นก็กินได้เลยเจ้าค่ะ” ลี่อินนำเนื้อที่นางย่างแล้วจิ้มน้ำจิ้มที่ปรุงรสมาอย่างดี กระเทียม พริกสับ ผักชีหั่นฝอย ใส่น้ำมะนาวอีกนิด เป็นอันว่าเลิศรสที่สุดแล้วเนื้อสุกกำลังดีจิ้มกับน้ำจิ้มเลิศรสถูกส่งเข้าปากของฮุ่ยหมิ่นเป็นคำแรก ชายหนุ่มได้แต่นั่งยิ้มหน้าบาน ที่ภรรยาเอาอกเอาใจตนเอง ท่ามกลางสายตาของทุกคนทั่วทั้งจวนเช่นนี้“องค์รัชทายาทเสด็จ”ทุกคนที่กำลังกินหมูกระทะกันอย่างเอร็ดอร่อยจึงได้หยุดชะงัก พ
หลังจากจบเรื่องราวอันแสนวุ่นวาย ความสงบสุขก็ได้กลับมาอีกครั้ง ไม่นานมานี้ลี่อินได้มีโอกาสกลับไปที่หมู่บ้านหงชุน บ้านหลังเล็กของนางในตอนนี้มันไม่เล็กอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้ว่าฮุ่ยหมิ่นให้คนไปต่อเติมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตัวบ้านถูกขยายเต็มพื้นที่ มิหนำซ้ำยังซื้อที่ขยายเพิ่มออกไปอีกท่านน้าทั้งสองที่เป็นผู้ดูแลบ้าน พวกเขาก็ได้มีสมาชิกเพิ่มทั้งบุตรชายบุตรสาว เพียงเท่านี้ลี่อินก็มีความสุขมากแล้วจากนั้นหญิงสาวจึงได้แวะไปดูร้านขนมเซียงเจียว มันได้กลายเป็นร้านขนมขึ้นชื่อของอำเภอไปแล้ว หากผู้ใดได้มาอำเภอฉงชิ่งเป็นต้องแวะซื้อขนมที่ทำจากกล้วยเพื่อเป็นของฝาก ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงอำเภอฉงชิ่งสถานที่สุดท้ายที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ได้แวะไปที่ว่าการอำเภอก่อนกลับเมืองหลวง เพราะเสี่ยวเหลียนน้อยไม่ได้พบกับเหมยเหมยนานนับปีแล้ว และเสี่ยวเหลียนเองก็บ่นหาสหายรักอยู่เสมอ ฮุ่ยหมิ่นจึงได้พาบุตรสาวมาพบกับเพื่อนเก่า จนเสี่ยวเหลียนยิ้มไม่หุบก็ว่าได้“เหมยเหมย ข้ามีของฝากมาให้เจ้าเยอะแยะเลย” เสี่ยวเหลียนที่ตัวสูงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เห็นสหายแล้วก็ได้แต่คิดถึงช่วงเวลาที่ได้เล่นด้วยกัน“ขอบใจนะเสี่ยวเหลียน เจ้าตัวสูงขึ